กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 39 ลอบสังหาร

    ภายในกระโจมลับของกองทัพ เสียงฝนโปรยเบาๆ ดังอยู่ด้านนอก

    ขณะที่ด้านในเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด

    พระยาตาก

    พระยาสวรรคโลก

    รวมถึงนายกองคนสำคัญหลายคน กำลังนั่งล้อมโต๊ะแผนที่

    เปลวไฟจากตะเกียงส่องใบหน้าของทุกคนให้ดูเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม

    พระยาตากใช้ปลายนิ้วเคาะแผนที่เบาๆ

    “หากปล่อยให้มันสร้างค่ายต่อไป เราจะเสียเปรียบหนักขึ้นทุกวัน”

    พระยาสวรรคโลกพยักหน้า

    “แต่หากฝืนเปิดศึกตรงๆ ก็อาจโดนลงโทษจากวังหลวง”

    ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง

    ก่อนพระยาตากจะเอ่ยขึ้นช้าๆ

    “ถ้าอย่างนั้น…ก็ทำให้มันดูเหมือนไม่จงใจแต่เป็นอุบัติเหตุ”

    สายตาทุกคู่หันมาทันที

    ท่านพระยาลากนิ้วไปยังแนวค่ายพม่า

    “ปล่อยช้างศึกตกมัน”

    “ให้มันพังค่ายพม่า สร้างความโกลาหลขึ้น”

    “ทหารเราค่อยวิ่งตามออกไปเหมือนกำลังควบคุมช้าง”

    ทองขาวหัวเราะหึๆ

    “จากนั้นก็กลายเป็นศึกจริงโดยบังเอิญสินะ”

    ภูผายิ้มบางๆ

    “เมื่อเริ่มรบแล้ว ก็จู่โจมให้หนักที่สุด”

    พระยาตากมองภูผานิ่งๆ ก่อนถามเสียงต่ำ

    “แล้วเจ้า?”

    “แผนของเจ้าเป็นอย่างไร”

    ภูผาชี้ไปยังด้านหลังค่ายพม่า

    “ข้าจะปลอมตัวเป็นทหารรับจ้างตะวันตก”

    “หาทางเข้าใกล้กองบัญชาการ”

    “ถ้ามีโอกาส…”

    แววตาของเขาคมกริบขึ้นทันที

    “ข้าจะฆ่าพระเจ้าอลองพญา”

    บรรยากาศทั้งกระโจมเงียบสนิท

    ไม่มีใครคิดว่าชายหนุ่มจะพูดเรื่องนี้ออกมาตรงๆ

    แต่ไม่มีใครหัวเราะ

    เพราะทุกคนรู้…

    เขาทำได้จริงแน่

    พระยาตากยังเสนอให้ ขุนทองดี ไปด้วย แต่ภูผาอ้างเหตุผลเรื่องความคล่องตัว

    เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตจนเกินไป ต้องไปเพียงคนเดียว แล้วยังแสดงอาวุธสังหาร

    ให้พระยาตากและพระยาสวรรคโลกได้เห็น

    พิจารณา โดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงตกลงตามแผนการ

    สามวันต่อมา ข่าวลือเริ่มแพร่ไปทั่วค่ายอยุธยา

    “ช้างศึกสองเชือกกำลังตกมันอย่างหนัก”

    “ควบคุมไม่อยู่”

    “อาจต้องฆ่าทิ้ง”

    ทหารหลายคนเริ่มพูดเรื่องนี้กันทั่ว

    แน่นอน…

    ข่าวนั้นตั้งใจให้สายสืบพม่าและทางวังหลวงได้ยิน

    ตลอดสามวัน ทั้งค่ายพระยาตากและค่ายพระยาสวรรคโลกเคลื่อนไหวอย่างลับๆ

    อาวุธถูกลับจนคมกริบ

    ทหารคัดเลือกสามพันคนถูกเตรียมพร้อม

    ทุกคนรู้หน้าที่ตัวเองดี

    จนกระทั่ง…

    วันที่รอคอยมาถึง

    ช่วงบ่ายแก่ แดดร้อนจัดจนพื้นดินแทบลุกเป็นไอ

    ทันใดนั้น—

    เสียงช้างร้องคำรามก็ดังสนั่นไปทั่วค่าย

    แปร๊นนนน!!..ๆๆ

    ช้างศึกขนาดมหึมาสองเชือกพุ่งทะยานออกจากประตูค่ายราวสัตว์คลุ้มคลั่ง

    โซ่เหล็กขาดกระจาย

    ทหารหลายคนแกล้งร้องโวยวาย วิ่งตามหลัง

    “หยุดมัน!”

    “ช้างตกมัน ตกมันแล้ว!”

    ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายทั่วสนามรบ

    ช้างทั้งสองพุ่งตรงเข้าหาค่ายพม่าอย่างบ้าคลั่ง

    ตูม!!

    กำแพงไม้ด้านหน้าถูกชนจนแตกกระจาย

    ทหารพม่าแตกตื่นทันที

    หลายคนไม่ทันตั้งตัว

    บางส่วนวิ่งหนี

    บางส่วนรีบเข้าประจำแนว

    แต่ยังไม่ทันจัดขบวน—

    กองทหารอยุธยาสามพันคนก็พุ่งตามออกมาอย่างรวดเร็ว

    “ฆ่ามัน!!”

    เสียงตะโกนกึกก้อง

    ลูกธนูพุ่งเป็นสายฝน เสียงปืนใหญ่ ปืนไฟดังต่อเนื่อง

    ทหารอยุธยาบุกทะลวงเข้าค่ายอย่างดุดัน

    ดาบ ฟัน หอก และเสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วสนามรบ

    โดยเฉพาะกองทะลวงฟัน ของทัพพระยาตากนั้น ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใด ทหารฝ่ายศัตรูล้มลงราวใบไม้ร่วง

    แต่..ทว่า

    พม่าตั้งตัวได้รวดเร็วเกินคาด

    เสียงกลองศึกดังขึ้นทั่วค่าย

    ทหารจำนวนมหาศาลเริ่มไหลออกมาตั้งแนวรับ

    สึกนองเลือดเริ่มต้นขึ้นทันทีอาวุธยาวเริ่มใช้ไม่ได้ผล ต่างใช้อาวุธสั้นเข้าห้ำหั่นกัน

    ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดตั้งแต่แดดยังแรง…

    จนกระทั่งตะวันเริ่มลับขอบฟ้า

    และนั่นเอง

    เงาร่างหนึ่งก็เคลื่อนไหวออกจากความมืด

    ภูผาในชุดทหารรับจ้างตะวันตก ค่อยๆ แทรกผ่านแนวค่ายพม่าอย่างเงียบกริบ

    ใบหน้าถูกปิดครึ่งหนึ่ง

    ดวงตาคมเย็นเหมือนนักล่า

    เสียงรบด้านหน้า คือโอกาสที่ดีที่สุดของเขา

    เขาเคลื่อนผ่านเงาของต้นไม้ ผ่านแนวทหาร ผ่านกองเสบียง

    จนในที่สุด…

    ก็มองเห็นหอคอยบัญชาการรบ

    บนหอสูงนั้น ชายวัยชราในชุดนักรบกำลังยืนมองสนามรบด้วยสายตาแข็งกร้าว

    พระเจ้าอลองพญา

    และด้านข้างคือองค์ชายมังระ

    ภูผาสูดลมหายใจช้าๆ

    ก่อนดึงธนูขึ้น

    ฟึ่บ!

    ลูกธนูพุ่งออกไป

    ตูม!!

    ระเบิดลูกแรกแตกทางซ้ายของหอบัญชาการ

    เปลวไฟพุ่งกระจาย

    ทหารพม่าร้องลั่นด้วยความตกใจ

    “คุ้มกันพ่ออยู่หัว”

    มังระตะโกนสั่งออกมา พร้อมพุ่งออกไปในที่เกิดเหตุ

    ยังไม่ทันตั้งตัว—

    ฟึ่บ!

    ลูกที่สองพุ่งไปทางขวา

    ตูม!!

    เสียงระเบิดดังสนั่นอีกครั้ง

    ทั้งหอสั่นสะเทือน

    ทหารเริ่มแตกตื่นวุ่นวาย

    มังมหานรธาและเนเมียวสีหบดี สังเกตเห็นเหตุการณ์ผิดปกติ

    มันทั้งสองเห็นแล้ว

    “เป็นมัน ระวังมือสังหาร”

    และในจังหวะนั้นเอง—

    ภูผาก็กระโดดลอยขึ้นจากเงามืด

    ลมปราณทั้งหมดถูกรวบรวมเข้าสู่แขนขวา

    ดวงตาคมวาบราวสายฟ้า

    ฟึ่บ!!!

    ลูกธนูหัวระเบิดลูกสุดท้ายพุ่งตรงไปยังหอบัญชาการ

    ปักเข้ากำแพงด้านหลังพระเจ้าอลองพญา

    เสี้ยววินาทีต่อมา—

    ตูมมมมมม!!!

    แรงระเบิดมหาศาลฉีกผนังไม้กระจายเป็นเสี่ยง

    เปลวไฟพุ่งขึ้นกลางความมืด

    เสียงกรีดร้องดังระงมทั่วค่ายพม่า

    “ลอบสังหาร!!”

    “คุ้มกันพ่ออยู่หัว!!”

    ภูผาทิ้งธนูลงทันที

    ชักดาบแสนศึกพ่ายออกจากฝัก

    เคร้ง!

    แสงดาบสีเงาเงิน…สะท้อนเปลวเพลิง

    ก่อนร่างของเขาจะพุ่งทะลวงออกไปอย่างบ้าคลั่ง

    ฉัวะ!....ๆๆ

    ดาบฟันร่างทหารพม่าขาดกระเด็น

    เลือดสาดเต็มพื้น

    ภูผาไม่หยุดแม้แต่น้อย

    เขาฟาดฟันฝ่าออกไปเป็นเส้นตรง ฝ่าออกจากค่ายราวพายุคลั่ง

    แต่เพียงไม่นาน…

    แรงกดดันมหาศาลสามสายก็พุ่งเข้ามา

    มังระ

    มังมหานรธา

    และเนเมียวสีหบดี

    สามยอดฝีมือแห่งพม่า ไล่ติดตามมาอย่างรวดเร็ว

    “หยุดมัน!!”

    “ต้านมันไว้ อย่าให้หนีไปได้”

    ตูม!

    ภูผาโยนระเบิดลูกสุดท้ายออก เพื่อเปิดทางหนี

    พื้นดินระเบิดจากแรงปะทะ

    ภูผากัดฟันแน่น ถีบร่างตัวเอง ไต่ขึ้นกำแพงค่าย กะโดดลงด้านข้าง มุ่งสู่ราวป่าอย่างรวดเร็ว

    พลังปราณของเขาใช้ไปมหาศาลกับธนูระเบิดและการฝ่าแนวทัพ

    ภูผารีบฟื้นฟูพลัง ทั้งวิ่งไปพร้อมๆ กับปรับพลังไปด้วย ตอนนี้ พลังคืนมา หกถึงเจ็ดส่วนแล้ว เขารู้ดีว่า สภาพเช่นนี้ หากปะทะโดยตรงกับยอดฝีมือทั้งสามนี้ มีแต่ตายสถานเดียวเท่านั้น

    หลายครั้งเขาเกือบโดนคมดาบเฉือนร่าง

    หอกซัดมา ถาดหัวไหล่ซ้ายของเขา เป็นแผลยาว

    หลายครั้งเกือบถูกล้อมจนหมดทางหนี

    แต่ยังฝืนเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

    เขาสู้ไป ถอยไป สถานการณ์มีแต่เลวร้ายลงทุกขณะ

    “ปรั๊งงง..”

    ภูผารับดาบใหญ่ ของเนเมียวสีหบดี อย่างยากเย็น ต้องถอยครูดออกไปหลายก้าว

    “ปั๊ง..ปั๊ง…ๆ”

    ดาบของมังระนั้นยิ่งหนักหน่วง

    ทุกดาบล้วนต้านทานรับได้อย่างยากเย็น

    เขารับรู้แล้ว คมหอกพุ่งมาจากด้านหลัง ครั้งนี้คงยากหลีกเลี่ยงแล้ว

    แต่แล้ว หอกยาวกลับโดนดึงกลับอย่างกระทันหัน

    เขารอดพ้นอย่างหวุดหวิดที่สุด

    ……..

    เคร้ง!!

    กระบี่สายหนึ่งพุ่งเข้าปะทะกับหอกยาวของมังมหานรธา

    ทองขาวปรากฏตัวขึ้นกลางความมืด

    อีกด้าน เจี่ยวเจี่ยวพุ่งเข้าขวางเนเมียวสีหบดีอย่างรวดเร็ว

    เสียงปะทะดังสนั่นกลางป่า ทองขาว สู้ตัวต่อตัวกับมังมหานรธา ครั้งนี้ไม่เสียเปรียบแล้ว

    ส่วนมังระฟาดฟันดาบออกอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ภูผาตั้งรับอย่างมั่นคง

    ทั้งหกคนต่อสู้กันอย่างดุเดือด

    แต่ฝ่ายพม่ายังเหนือกว่า

    สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

    ทันใดนั้น…

    แรงกดดันมหาศาลอีกสองสายก็ปรากฏขึ้น

    ชายชราในชุดนักพรตพุ่งออกจากเงาป่าอย่างเงียบงัน

    อาจารย์อรชุน

    และปรมาจารย์อินแปลง

    ปรากฏตัว อย่างทันท่วงที

    ดวงตาของสามแม่ทัพพม่าเปลี่ยนไปทันที

    แม้พวกเขาจะหยิ่งทะนงเพียงใด…

    แต่ก็รู้ดีว่าหากสู้ต่อ มีสิทธิ์ที่ตายได้

    แม้พวกมันไม่รู้จัก ว่าทั้งสองคนเป็นใคร

    แต่ก็รับรู้ได้ ถึงสภาวะ ของผู้มา

    มังระกัดฟันแน่น ก่อนออกคำสั่งเสียงเย็น

    “ถอย!”

    สามเงาร่างหายกลับเข้าสู่ความมืดอย่างรวดเร็ว

    เหลือเพียงกลิ่นเลือดและเสียงลมหายใจหนักๆ ของภูผา

    เขานั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรง

    เจี่ยวเจี่ยว ถอนหายใจอย่างโล่งอก

    ทองขาวเดินเข้ามาประคองภูผา ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

    “ข้าพเจ้า ขอบพระคุณ ท่านอาจารย์และท่านปรมาจารย์ ทั้งสอง”

    “หากมิได้ท่านทั้งสองปรากฏตัวในครั้งนี้ เหตุการณ์ เกินที่จะคาดเดานัก”

    อาจารย์อรชุน ยิ้มอย่างอบอุ่น เข้ามาตบไหล่ทั้งสองเบาๆ

    “ครั้งนี้ พวกเจ้าทำได้ดียิ่ง”

    “ครั้งนี้ ที่พวกเรามา”

    “เราตั้งใจจะสละชีวิต เข้าไปลอบสังหารพระเจ้าอลองพญา”

    “แต่น่าเสียดาย โดนเจ้าตัดหน้าไปเสียแล้ว”

    คนทั้งหมด หัวเราะขึ้นพร้อมกัน อย่างไม่มีเหตุผล

    หลายวันต่อมา ข่าวลือเริ่มแพร่กระจายเงียบๆ ในกองทัพพม่า

    พระเจ้าอลองพญา…

    บาดเจ็บสาหัส

    แม้ฝ่ายพม่าจะพยายามปิดข่าว

    แต่ความเปลี่ยนแปลงในค่ายกลับชัดเจนเกินไป

    หลังจากนั้น กองทัพพม่าหลายกองเริ่มเปิดศึกหนักขึ้นราวกับต้องการล้างแค้น

    แต่ทุกครั้ง…

    กลับถูกทัพอยุธยาตอบโต้กลับอย่างดุเดือด

    เพราะตอนนี้ เหล่าทหารอยุธยาที่เคยอัดอั้น

    ได้ระบายออกอย่างเต็มที่

    “สภาวะ ของกองทัพพม่า กำลังค่อยถดถอยลง”

    ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น.