ตอนที่ 380 แทบรอไม่ไหวแล้ว
ความเงียบเข้าปกคลุมหนักยิ่งกว่าที่เคย แม้แต่เสียงคลื่นและลมก็ดูจะเงียบหายไปหลังจากที่ปีกแห่งผืนฟ้าพูดออกมา ที่ทำให้แย่ยิ่งกว่าคือสีหน้าของปีกแห่งผืนฟ้า สีหน้าเรียบนิ่งที่สั่นกระตุกนั้นทำให้พวกเขาต้องเม้มปากตาม
เพชฌฆาตเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ มุมปากของเขากระตุกเป็นช่วง ๆ จากความพยายามในการกลั้นยิ้ม ทางด้านเลโอเองก็กระตุกชายเสื้อของไลล่าน้อย ๆ สีหน้าของเลโอกลับไม่ได้เรียบนิ่งโดยสมบูรณ์ ดวงตาของเธอแทบจะตะโกนบางอย่างออกมา
มีแค่โฮโจเท่านั้นที่เอียงคออย่างมึนงง “คุณนิทาน? สบายดีนะครับ ช่วงนี้ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษ มีอะไรรึเปล่าครับ?” โฮโจตอบกลับ
การที่นิทานกำลังออกตามหาวัตถุดิบมาพัฒนาอาวุธของตนทั้งหมดก็เพื่อให้ตนสามารถเอาชนะปีกแห่งผืนฟ้าที่ลอยอยู่ตรงหน้าคนนี้ได้ แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้นิทานย่อมไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้ โฮโจจึงคิดไปว่าการปกปิดเป็นเรื่องสมควรทำ
โดยเฉพาะหลังจากที่เขาเห็นอานุภาพของเคียววาดเมฆาด้วยตาตนเอง เคียววาดเมฆานั้นแข็งแกร่งกว่าร่มปกปักหทัยอย่างเห็นได้ชัด
ปีกแห่งผืนฟ้าอ้าปากออกพยายามจะพูดบางสิ่ง แต่แล้วก็หุบลง แล้วจึงอ้าออกอีกครั้ง ริมฝีปากของเธออ้าหุบอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงไม่อ้าขึ้นอีก เหลือเพียงหางคิ้วที่ตกลง
“ออกไปทำภารกิจค่ะ! นิทานกำลังพยายามเตรียมตัวเพื่อเข้าประลองอยู่ ช่วงนี้ก็เลยตระเวนไปทั่วเลยค่ะ” ไลล่าดึงโฮโจกลับไปทางด้านหลังแล้วพูดเอ่ยแทรกอย่างรวดเร็ว
“ใช่ค่ะ! เห็นนิทานชอบบ่นบ่อย ๆ ว่า ‘แค่นี้ยังชนะไม่ได้แน่’ แล้วก็พยายามเรียนรู้คำอยู่ทุกวันเลยค่ะ!” เลโอรับลูกพร้อมเสริมอย่างรวดเร็ว
หางคิ้วที่มุ่นลงของซอเด็ตเชิดขึ้นช้า ๆ ใบหน้าเรียบนิ่งของเธอดูอ่อนโยนขึ้นอย่างรู้สึกได้ เพชฌฆาตมีหรือจะไม่รู้สึก เขาโบกมือชวนอีกฝ่ายลงมานั่งพักผ่อนบนเรือพร้อมทั้งชวนคุยอย่างเป็นกันเอง
“ช่วงหลังมานี้เขาดูจะมีไฟน่าดูเลยล่ะครับ ทั้งเรียนรู้คำ ฝึกฝนการต่อสู้ ทำภารกิจ ถ้าไม่ติดเรื่องที่ต้องหลบซ่อนตัวก็คงจะมีข่าวลือกระจายไปทั่วแล้วล่ะครับ” เพชฌฆาตหัวเราะ
แม้ใบหน้าจะไร้ปฏิกิริยาจากคำพูดหากปีกทั้งสองคู่ของซอเด็ตกลับไม่เป็นเช่นนั้น มันสะบัดเป็นจังหวะคล้ายกับหางของสุนัขที่กำลังมีความสุข ร่างของเธอร่อนตัวลงสู่เรือตามคำชวนเชิญ
ปีกแห่งผืนฟ้ากลับยินยอมขึ้นเรือตามคำชักชวน เรือแผนที่แห่งทะเลจึงดูจะแคบลงไม่น้อย
“ปิดบังตัวตนเหรอคะ?”
“ครับ ปัจจุบันนี้อาณาจักรไฟกัลป์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจครับ อีกแค่สองปีกว่า ๆ ก็จะถึงการเลือกตั้งผู้ประคองบัลลังก์คนถัดไปแล้ว การเมืองภายในจึงค่อนข้างวุ่นวายครับ”
ซอเด็ตนึกย้อนไปถึงข่าวกรองเกี่ยวกับนิทานที่เธอเคยสืบเสาะ หากเธอจำไม่ผิดดูเหมือนว่านิทานเองก็จะถูกดึงเข้าไปเอี่ยวเช่นกัน เรื่องเช่นนี้เธอเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการเมืองอยู่บ่อยครั้ง
ภาพขององค์ชาย 2 ปรากฏขึ้นในดวงจิตของซอเด็ต ในครั้งนั้นเองก็เป็นเพราะการเมืองภายใน เธอจึงถูกมอบหมายภารกิจให้เข้าไปสำรวจสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม
หากเธอจำไม่ผิด นิทานนั้นอยู่ในฝักฝ่ายขององค์หญิง 4 แห่งราชวงศ์อัคนี ไฟกัลป์ องค์หญิงที่มีข่าวลือสะพัดด้านความอ่อนแอและไร้ความสามารถ
“องค์หญิงไพลิน อัคนี ไฟกัลป์..” ซอเด็ตพึมพำ เมื่อนึกถึงใบหน้าน่ารักนั่นคิ้วของเธอก็มุ่นลงเล็กน้อยลงโดยไม่รู้ตัว
“ใช่ครับ องค์หญิงไพลินเป็นผู้นำฝักฝ่ายที่นิทานและพวกผมสังกัดอยู่ครับ เธอคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์อย่างไม่ต้องสงสัยครับ” เพชฌฆาตตอบอย่างมั่นใจ การพูดเช่นนี้ใส่ซอเด็ตนั้นเป็นอะไรที่น่าอึดอัดไม่น้อย
ตัวซอเด็ตเองกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาใด ๆ เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าท่าทีอึดอัดก่อนหน้านั้นมาจากสิ่งใด
ตระกูลเอเทลของเธอนั้นเป็นพันธมิตรกับองค์ชายจันทรกานต์ อัคนี ไฟกัลป์ หนึ่งในผู้มีสิทธิ์ขึ้นประคองบัลลังก์เช่นเดียวกันกับองค์หญิง 4 ที่หน้าสุสานพวกเธอเองก็เป็นศัตรูกันเพราะเหตุนั้น
พูดตามตรงว่าเธอนั้นลืมเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง หากจะให้ถูกต้องยิ่งกว่าคือเธอนั้นไม่ได้สนใจเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำ ตระกูลเอเทลจะเป็นพันธมิตรหรือศัตรูกับใครก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเธอ
ซอเด็ตมุ่นคิ้วลงอีกครั้ง วิธีการคิดแบบนี้ของเธอก่อให้เกิดปัญหาไม่น้อย เธอยังจำได้ดีว่าก่อนหน้านี้เธอเคยโดนผู้อาวุโสของตระกูลกดดันเช่นไร
“ในครั้งนั้นที่หน้าสุสานพวกเราไม่มีโอกาสได้คุยกันมากนัก แต่ผมขอเป็นตัวแทนขององค์หญิงไพลินกล่าวขอบคุณครับ” ในครั้งนี้เพชฌฆาตพูดอย่างจริงจัง ไร้ท่าทีติดเล่นแบบที่เป็นก่อนหน้า แม้แต่น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริง
“นิทานเป็นเพื่อนรักของคนที่ผมยินดีถวายชีวิตให้ เป็นคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับผม และยังเป็นเพื่อนคนสำคัญของผมด้วยครับ”
ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเพชฌฆาตในเวลานี้ต่างออกไปจากที่เคย
“ในตอนนั้นพวกผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรีบหนีออกจากสุสานเพื่อไปขอให้คนช่วย แถมยังโดนกับดักเข้าไปเต็ม ๆ จนเสียเวลาเข้าไปช่วยอีกต่างหาก”
มันไม่อบอุ่นดังก่อน ไม่ดูแล้วสบายใจและน่าพึ่งพาเหมือนที่เป็นมาตลอด
“เรียกได้ว่าไร้ประโยชน์จนบางทีผมยังแอบคิดเลยล่ะครับ ถ้าให้คุณนิทานกับคีตาเข้าไปกันเอง ภารกิจอาจจะเสร็จเร็วกว่านี้มาก”
ใบหน้าของเลโอ โฮโจ และไลล่านั้นไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย
ซอเด็ตเข้าใจในตอนนี้เองว่าเหตุใดพวกเขาจึงมีบรรยากาศอึดอัดอยู่รอบตัวจนถึงปัจจุบัน มันไม่ใช่ความหวาดกลัวหรือความแค้น ไม่ใช่แม้แต่ความนับถือหรือความกังวล
แต่เป็นความอัดอั้น
“เพราะงั้นขอบคุณจริง ๆ นะครับที่ช่วยชีวิตเพื่อนของผมไว้” เพชฌฆาตก้มหัวลงอย่างนอบน้อม ทั้งสามก้มหัวตามอย่างรวดเร็ว ไม่เว้นแม้แต่ไลล่าที่ไม่ได้เข้าไปด้วย
พวกเขาอาจเป็นเพียงผู้ที่เคยทำภารกิจด้วยกันมาไม่กี่ครั้ง แต่หลังจากเหตุการณ์ในสุสาน หลังจากมื้ออาหารมากมายและการคุยเล่นที่บ้านของเพชฌฆาต พวกเขาคือเพื่อนกันอย่างแท้จริง
หากไม่มีคนตรงหน้านี้ นิทานและคีตาอาจจะตายไปในสุสานแล้วก็ได้ ไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าการถล่มสุสานเข้าไปจะประสบความสำเร็จด้วยดี
ไม่มีเสียงตอบรับใดจากปีกแห่งผืนฟ้า เมื่อทั้งสี่เงยหน้าขึ้น พวกเขาจึงได้เห็นภาพที่จะติดตรึงอยู่ในจิตใจของพวกเขาไปอีกนานแสนนาน
รอยยิ้มอันแสนนุ่มนวลของปีกแห่งผืนฟ้า รอยยิ้มของตัวตนในตำนานที่อยู่เหนือคนรุ่นเดียวกันทั้งปวง รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งหรือเหนือกว่า เป็นเพียงรอยยิ้มธรรมดา ๆ ของคนคนหนึ่งที่มีความสุข
“คำขอบคุณนั้น ฉันไม่ขอรับไว้ค่ะ” ซอเด็ตพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม เธอกระดิกนิ้วครั้งหนึ่ง เมฆาโดยรอบพยุงร่างของทั้งสี่ให้ขึ้นมายืนตรงอีกครั้ง
“เพราะฉันไม่ได้ช่วยชีวิตเขากับคีตาไว้แต่อย่างใด แต่พวกเราช่วยกันและกัน จึงสามารถออกมาจากสุสานได้ค่ะ ถ้าเขาและคีตาไม่อยู่ที่นั่น บางทีอาจจะเป็นฉันเองที่ไม่รอดก็ได้ค่ะ”
เสียงนุ่มนวลของซอเด็ต เอเทลทำให้คนทั้งสี่คล้ายกับตกอยู่ในภวังค์ หากไม่ได้ยินกับหูเห็นกับตาตนเองเช่นนี้ยังไงพวกเขาก็ไม่มีทางเชื่อว่าปีกแห่งผืนฟ้าคนนั้นจะสามารถพูดจาอ่อนโยนเช่นนี้ออกมาได้
อัจฉริยะย่อมมาพร้อมกับความเย่อหยิ่ง ไม่ว่าใครก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ตราบใดที่มีฝั่งหนึ่งเหนือกว่า ความรู้สึกสูงส่งจะสถิตอยู่ในตัวโดยไม่มีวันหายไป มีเพียงใครจะมีมากหรือน้อยและควบคุมได้ดีเพียงไร
อัจฉริยะอันดับหนึ่งของมหาทวีป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเย่อหยิ่งของเธอจะมากเพียงไร และย่อมไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ตำหนิเธอทั้งสิ้น เพราะเธอนั้นคู่ควรกับมัน ไม่ว่าจะในคำกล่าวสรรเสริญหรือข่าวลือใด ๆ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอนั้นมองคนอื่นเป็นเพียงมดปลวก ไม่คิดเสวนากับใครทั้งสิ้น
แต่ข่าวลือยังไงก็เป็นเพียงข่าวลืออยู่วันยังค่ำ
“และสมควรเป็นทางฉันค่ะที่ต้องขอโทษ เพราะผู้อาวุโสของตระกูลเอเทลจึงทำให้เรื่องราวค่อนข้างบานปลาย ซอเด็ตขอเป็นตัวแทนกล่าวขออภัยและหวังว่าคำขอโทษนี้จะถูกส่งถึงองค์หญิงไพลิน อัคนี ไฟกัลป์” ซอเด็ตนำมือขวาของตนแตะอก กำมันและแบออก
ท่วงท่าการขอโทษอันจริงใจนี้เองที่ทำให้ภาพลักษณ์ของซอเด็ต เอเทลในสายตาของทั้งสี่เปลี่ยนผันไปโดยสิ้นเชิง ในตอนนั้นพวกเขาเองก็พอจะรู้ว่าเธอนั้นให้ความสำคัญกับเกียรติศักดิ์ศรี การกล่าวขอโทษนิทานในตอนนั้นเป็นเรื่องที่น่านับถือก็จริง แต่นั่นก็เพราะว่านิทานนั้นเทียบเทียมได้กับปีกแห่งผืนฟ้า เป็นผู้ที่ยืนอยู่ในระดับเดียวกันกับตัวเธอเอง
แต่กับพวกเขานั้นต่างออกไป พวกเขานั้นต่างมีตำแหน่งสำคัญ แต่นั่นย่อมไม่อาจเทียบได้กับปีกแห่งผืนฟ้า แม้กระนั้นเธอก็ยังเอ่ยขอโทษจากใจจริง
“คุณนี่.. ต่างจากในข่าวลือมากเลยนะครับ ผมคิดไปว่าคุณจะหยิ่ง ๆ และน่ากลัวกว่านี้ แต่จริง ๆ ก็เป็นคนคุยง่ายดีนะครับ” อาการปากเปราะของเพชฌฆาตทำงานอย่างรวดเร็ว เสียงในหัวของทุกคนที่ไม่คิดจะพูดออกมาถูกเพชฌฆาตพูดออกมาหน้าตาเฉย
แม้แต่ไลล่ายังดูจะชะงักไป ความเร็วในการเปลี่ยนอารมณ์และความจริงจังของหัวข้อสนทนาของเพชฌฆาตนั้นเร็วเกินไปมาก
รอยยิ้มของซอเด็ตหายวับไปในพริบตา เธอนั้นเผลอปล่อยตัวจนเกินไปแล้ว ศักดิ์ฐานะของเธอนั้นมาพร้อมกับเกียรติยศของทั้งเผ่าพันธุ์ ทุกคำพูดและการกระทำนั้นหมายถึงหน้าตาของเผ่าซือบาส
“องค์หญิงไพลินย่อมได้รับคำขอโทษจากคุณอย่างแน่นอนครับ หากไม่รังเกียจคุณซอเด็ตสามารถมาเยือนนครรัตนะได้เสมอ” เพชฌฆาตยิ้มกว้าง เตรียมพูดคุยต่ออีกครั้ง
“ขอองค์เดรฟัสอวยพรค่ะ” ซอเด็ตตัดบทอย่างรวดเร็ว เธอไม่คิดอยู่ที่นี่นานยิ่งกว่านี้ เธอได้รู้สิ่งที่เธอต้องการจะรู้แล้ว และได้รู้จักกับสหายของนิทานและคีตามากจนเกินพอแล้วด้วย
หากก่อนที่เธอจะได้เหินบินขึ้นฟ้าจากไป เป็นไลล่าที่เอ่ยขัดเอาไว้
“ตอนนี้คุณนิทานกำลังปลอมตัวเพื่อออกไปทำภารกิจค่ะ พวกเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยู่ที่ไหน” ไลล่าตัดสินใจพูดขึ้นเองโดยไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง
ข้อมูลเรื่องการปลอมตัวของนิทานเป็นความลับที่มีแค่กลุ่มเธอและคนที่ไว้ใจเท่านั้นที่รู้ แต่เธอกลับบอกมันแก่ปีกแห่งผืนฟ้าที่อยู่ฝั่งศัตรูอย่างชัดเจน ในหมู่คนทั้ง 4 ในที่นี้ คงมีเพียงไลล่าที่เหินห่างที่สุด เธอนั้นไม่ได้อยู่ที่สุสานของขุนนางพันธุ์ผสมและไม่ได้เห็นเหตุการณ์ใด ๆ แต่ก็เพราะเหตุนั้น มุมมองของเธอที่มีต่อปีกแห่งผืนฟ้าจึงต่างออกไปจากอีกสามคนที่เหลือ
“แต่ที่แน่ ๆ ทั้งหมดที่เขาทำอยู่ก็เพื่อที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณค่ะ ในฐานะผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรองแห่งศาสนาปฐมมันตราและในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ฉันจะรอดูรอบชิงนะคะ” ไลล่ากล่าวอย่างนุ่มนวล
ซอเด็ตผุดรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง เสียงของโฮโจดังแทรกตามขึ้นมา “เขาในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าตอนที่สุสานมากนะครับ เพราะงั้นหวังว่าคุณจะไม่ทำให้เพื่อนของผมต้องผิดหวังนะครับ ปีกแห่งผืนฟ้า”
โฮโจหัวเราะน้อย ๆ จากผู้ที่แทบไม่อาจยืนขึ้น ในตอนนี้เขากลับต้องการจะเห็นการต่อสู้นั้นยิ่งกว่าใคร เขาต้องการรับรู้ว่าผืนนภาของยุคนี้แท้จริงนั้นสูงเพียงไหน
เพชฌฆาตและเลโอมองหน้ากันน้อย ๆ ท้ายที่สุดจึงเลิกความคิดที่จะห้ามทั้งสองไป ได้แต่พูดตามด้วยรอยยิ้ม
“ไว้พบกันใหม่ครับ”
“ขอองค์เดรฟัสอยู่เคียงข้างนะคะ”
ซอเด็ตไม่ตอบอะไร เธอเหินตัวจากมา ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งแม้ยามสังหารสัตว์อสูรระดับอริยะบัดนี้ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง ขนปีกของเธอสั่นไหว ในดวงตาอัดแน่นไปด้วยมวลเมฆา ราวกับเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ได้กินขนมแสนโปรดปราน
“แทบรอไม่ไหวแล้ว” เธอพึมพาเสียงเบา สะบัดปีกพาร่างของตนจากไปพร้อมมวลเมฆาที่สูญสลาย มุ่งตรงขึ้นเหนือไปยังเขตน่านน้ำถัดไป