แม้จะพยายามใช้สอยอย่างประหยัด แต่เพียงคืนที่สามที่ออกไปท่องเที่ยว เงินเก็บของสินรุ้งก็หมดเกลี้ยงแล้ว เช่นเดียวกับเงินเก็บของลูกพี่มันและพี่น้องคนอื่น ๆ ระหว่างเบียดเสียดกันในรถม้า คนทั้งห้าก็สนทนากันถึงเื่นี้
ฟ้าไขแสงถูกสินรุ้งเรียกเป็พี่ใหญ่ นั่นไม่แปลกเพราะมันเป็ผู้ที่มีอายุมากที่สุด แต่ที่ประหลาดคือพี่รองกลับเป็ใจกลางแสง บุตรชายคนโตของใจดั่งแสง ซึ่งเป็บุตรชายของใจปัญญา น้องชายลำดับที่สามของอาจารย์ของพวกมัน
ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้ประเสริฐ ที่กระหม่อมว่าแปลกนั่นเป็เพราะตามจริงแล้วใจกลางแสงมีอายุอ่อนเดือนกว่าเ้าหนุ่มสินรุ้ง แต่กลับถูกเรียกเป็พี่รอง สำหรับพี่สามนั้นคือใจตรงแสง น้องชายแท้ ๆ ของใจกลางแสง และพี่สี่คือแสงในธรรม เป็ญาติห่าง ๆ ของคนเหล่านี้ ใจตรงแสงและแสงในธรรมมีอายุสิบห้าปี เพียงแก่อ่อนเดือนกว่ากัน
ท่านจ้าวผู้ทรงสรรสร้างทั้งสามภพ เ้าหนุ่มสินรุ้งเมื่อโตแล้วก็ยังยึดเอาคนทั้งสี่เป็พี่ชาย ยอมเรียกตัวเองเป็น้องเล็กทั้งที่ตนเองมีวัยวุฒิจัดอยู่ในลำดับที่สอง แต่หากให้พูดถึงสติปัญญายังเหนือล้ำกว่าใครทั้งหมด ส่วนด้านรูปร่างหน้าตา ถ้าจับห้าบุรุษนี้ยืนกลางตลาด แล้วให้หญิงสาวในเมืองเลือกชี้ว่า้าให้ผู้ใดเป็สามี พี่ทั้งสี่ของมันก็คงไร้ทายาทสืบสกุลแล้ว
แต่ฟ้าไขแสงก็ยังเป็ฟ้าไขแสง คนผู้นี้นอกจากเื่ศักดิ์ศรีของตระกูลแล้ว ความเห็นด้านอื่นจะออกไปในทางหัวขบถนิด ๆ ในฐานะที่เป็ชนชั้นบัณฑิตในตระกูลใหญ่ มันย่อมรู้ดีว่าการแบ่งชนชั้นนั้นเกิดขึ้นเพื่อควบคุมกลุ่มคนในสังคมไม่ให้ก้าวก่ายหน้าที่กันจนเกิดความวุ่นวาย เหล่าบัณฑิตเสนอแนวทางพัฒนาแว่นแคว้น นักรบรักษาความสงบของบ้านเมือง กสิกรเพาะปลูกอาหารเลี้ยงชาวเมือง ช่างฝีมือทำงานสร้างและประดิษฐ์คิดค้นวิทยาการต่าง ๆ ส่วนพ่อค้าก็ทำหน้าที่เป็คนกลาง คอยประสานกิจการต่าง ๆ ในพิภพนี้ให้ดำเนินต่อไปได้ หากเหล่านักรบถือบัญชีออกค้าขาย บัณฑิตทำไร่ไถนา ช่างฝีมือปกครองแว่นแคว้น พ่อค้าถือดาบจับอาวุธ กสิกรเลื่อยไม้ก่อสร้างบ้าน แผ่นดินแห่งนี้จะมีชะตากรรมอย่างไร
ฟ้าไขแสงเห็นด้วยกับข้อเขียนที่ว่า ทั้งห้าชนชั้นนี้เกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลกัน ไม่ใช่เกิดขึ้นเพื่อใช้เปรียบเทียบว่าใครสูงกว่า ดังนั้นบัณฑิตหนุ่มจึงไม่ยอมเรียกสินรุ้งว่าน้องเล็ก หากแต่เกทับโดยเรียกมันว่าพี่ศูนย์ แถมยังบังคับให้น้องชายอีกสามคนที่เหลือเรียกตามอีกด้วย
“เห็นทีว่าคงเป็คืนสุดท้ายแล้วกระมัง พี่ใหญ่” แสงในธรรมเอ่ยปากขณะก้มมองถุงใส่เงินของตนเอง พร้อมทำตาละห้อย “ไว้รอถึงวันเกิดของข้าก่อนเถอะ พอถึงตอนนั้นสมควรได้เงินมาบ้าง”
สองพี่น้องใจกลางแสงและใจตรงแสงต่างพึมพำรับว่าเงินเก็บของตนเองก็หมดเกลี้ยงแล้วเช่นกัน ฟ้าไขแสงเห็นดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็หงุดหงิดขึ้นมา กลิ่นสุราคลุ้งออกจากปากเมื่อมันพูด “ได้อย่างไร กว่าจะถึงวันเกิดเ้า เราผู้เป็พี่ใหญ่จะไม่คิดถึงแม่จันทร์งามผู้นั้นจนใจสลายแล้วหรือ”
คนทั้งสี่หัวเราะยั่วเย้า แม้กระทั่งผู้พูดเองก็ยังหัวเราะตามไปด้วย นางจันทร์งามเป็ชื่อของหญิงสาวนางหนึ่งในร้านกุหลาบบ้านพิราบป่าที่ฟ้าไขแสงติดพันอยู่ หากแต่ที่พร่ำเพ้อเมื่อครู่ออกจะเกินจริงไปพอสมควร
หากคิดจะเที่ยวผู้หญิงต้องระวังให้ดี โดยปกตินางคณิกาที่มีใบอนุญาตจะต้องตั้งฉายาให้ตนเอง ดังนั้นพวกนางจึงพยายามตั้งชื่อให้ดูไพเราะอ่อนหวานไว้ก่อน และด้วยหญิงที่มาขายเรือนร่างมักไม่ได้มาจากตระกูลสูงเท่าใดนัก ศิลปะในการตั้งชื่อก็เป็ไปอย่างจำกัด บางครั้งในเมืองหนึ่งอาจมีนางคณิกาชื่อซ้ำกันอยู่หลายคน จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่านางผู้นั้นเป็คนของร้านกำเนิดรักใดกันแน่
อย่างจันทร์งามนี่ก็เป็ฉายาที่มีอยู่เกลื่อนกลาด รวมไปถึงอะไรที่มีคำว่างามทั้งหลายด้วย ดังนั้นนักท่องราตรีเก่า เมื่อแต่งงานมีธิดาก็มักหลีกเลี่ยงที่จะตั้งชื่อนี้ให้กับพวกนาง
เกือบเช้ามืดวันนั้นคนทั้งหมดก็กลับถึงบ้าน พวกมันไม่ได้นัดแนะอะไรกันอีกจน่สายของอีกหลายวันต่อมา ระหว่างที่สินรุ้งกำลังเดินชมดอกไม้ในสวน เงาร่างหนึ่งก็ตรงมาหยุดที่ข้างกาย เรียก “พี่ศูนย์” คำหนึ่ง
สินรุ้งจำได้ั้แ่ยังไม่ได้หันกลับไปมองว่านั่นเป็ฟ้าไขแสง จึงปั้นยิ้มที่มุมปากน้อย ๆ “พี่ใหญ่มีธุระอันใด” มันถามขึ้นคำหนึ่งจึงหันหน้ากลับไป “ดูทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ชอบกล”
วันนั้นฟ้าไขแสงดูไม่เป็ตัวของตัวเองจริง ๆ มันมองซ้ายมองขวา เผลอเอามือจับอกเสื้อที่นูนขึ้นมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ “พี่ศูนย์ ข้ามีเื่ให้ท่านช่วย” มันพูด “ท่านได้พกใบสุทธิไว้กับตัวหรือไม่”
สินรุ้งขมวดคิ้ว ส่ายหน้า ใบสุทธิคือใบแสดงตัว ตามกฎหมายแล้วบังคับให้ทุกผู้คนต้องพกติดตัวไปทุกที่ หากแต่ที่นี่เป็บ้านของมันเอง หรืออย่างน้อยก็เป็สถานที่ที่อนุญาตให้มันซุกหัวอยู่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเหน็บไว้กับตัวตลอดเวลาเช่นนั้น “ใบสุทธิของข้าอยู่ในห้อง” มันตอบ ขมวดคิ้วเล็กน้อย “พี่ใหญ่ ท่านถามแบบนี้มีเหตุผลอันใด แล้ว... แล้วอะไรอยู่ในอกเสื้อของท่าน”
ฟ้าไขแสงไม่ตอบคำถามนั้น มันใช้มือดันหลังอีกฝ่ายเบา ๆ ทีหนึ่งพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนใจว่า “ท่านอย่าถามมาก รีบไปหยิบใบสุทธิเถอะ แล้วเรา... แล้วเราจะเข้าตลาดพร้อมกัน”
สินรุ้งยิ้ม มันเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายแล้ว เมื่อรู้ดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างเงียบงัน ตรงกลับห้องพักไปหยิบเอาใบแสดงตัวของตนมาใส่ไว้ในอกเสื้อ ก่อนที่จะไปสมทบกับฟ้าไขแสงที่ประตูใหญ่ แล้วหลบหลีกผู้คนออกไปท่องเที่ยวยังเบื้องนอก
เมื่อพ้นจากเขตคฤหาสน์ไปได้ระยะหนึ่งแล้ว สินรุ้งก็เผยอยิ้มกว้างออกมาพร้อมยื่นมือไปหาลูกพี่ของมัน “พี่ใหญ่ ข้าขอชมทรัพย์ของท่านจะได้หรือไม่”
ฟ้าไขแสงมองซ้ายมองขวาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่ได้สนใจพวกตน มันก็ล้วงเอาสิ่งที่ยัดไว้ในอกเสื้ออกมา ปรากฏว่านั่นเป็ขันทองคำเล็ก ๆ ใบหนึ่ง
สินรุ้งรับขันใบนั้นมาถือไว้ รอยยิ้มยังคงไม่หายไปจากใบหน้า “อดดีใจแทนแม่จันทร์งามไม่ได้” มันพูด “หากนางรู้ว่าพี่ใหญ่ยอมขายสิ่งนี้เพื่อนาง ใจคนคงแทบละลาย”
อีกฝ่ายรู้ว่าถูกสัพยอกจึงเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ถ้าพูดกันตามตรง ขันจากในปราสาทใบนี้ไม่สลักสำคัญเท่าใด” ฟ้าไขแสงพูด “เห็นข้าเป็ท่านเ้าแคว้นหรืออย่างไร ถึงคิดว่าจะใช้มันตักน้ำดื่ม มันอยู่กับข้ามาั้แ่วันเกิดอายุสิบสอง จนบัดนี้ไม่เคยได้ใช้ทำประโยชน์อะไรนอกจากตั้งแสดง”
สินรุ้งไม่ได้พูดอะไร นั่นทำให้ลูกพี่ของมันเอ่ยปากพูดต่อ “ข้าเพิ่งได้รับจดหมายจากนางเมื่อคืนนี้ บิดาของจันทร์งามป่วยหนัก นางคงต้องออกจากเมืองหลวงกลับไปดูใจ” ฟ้าไขแสงล้วงซองจดหมายซองหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “นางแจ้งข้าว่า หากไม่ไปหาภายในวันสองวันนี้ ไม่แน่ว่าชั่วชีวิตอาจไม่ได้พบกันอีก”
ในตอนแรกสินรุ้งคิดจะทักท้วงว่านางอาจหลอกลวง เรียกเงินจากฟ้าไขแสงโดยอ้างว่าผู้เป็พ่อป่วย แต่เมื่อทราบว่าฝ่ายนั้นไม่ได้เรียกร้องแต่เงินถ่ายเดียว คล้ายว่าจะขอให้ลูกพี่ของมันรีบไปหาเสียมากกว่า จึงไม่ได้กล่าวท้วงอะไรออกไป คนทั้งคู่เดินอย่างเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งก็บรรลุถึงตัวตลาด
ตลาดกลางไตรสุวรรณแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง มีร้านรวงทุกประเภทและสินค้าทุกชนิดจากทั่วทั้งแผ่นดิน แต่ฟ้าไขแสงไม่ได้้าเดินจนทั่ว มันมองหาร้านเครื่องทองร้านหนึ่งแล้วฉุดแขนสินรุ้งเดินตรงเข้าไป
พ่อค้าร่างอวบอ้วนคนหนึ่งเห็นเด็กหนุ่มสองคนเดินตรงมาแต่ไกล มันลูบศีรษะที่เกือบล้านเลี่ยนของตนเองทีหนึ่งก่อนยิ้มอย่างประจบประแจง “วันนี้คุณชายทั้งสองสนใจเลือกซื้อเครื่องทองชนิด...”
สินรุ้งตัดบทมันด้วยการวางขันทองคำลงตรงหน้า พ่อค้าทองนามทรัพย์ฟ้าคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย เรียกคนในร้านให้เข้ามาใกล้ก่อนหยิบขันใบนั้นขึ้นพิเคราะห์ดู “อืม เป็ทองเนื้อดี ฝีมือหลอมก็บรรจง หากแต่ตรงส่วนขอบมีรอยบิ่นเล็กน้อย” มันพึมพำ “คุณชาย หาก้าขาย เราผู้เป็พ่อค้ายินดีรับซื้อในราคายี่สิบห้าเหรียญทอง”
ฟ้าไขแสงอ้าปากจะตอบตกลง ถึงมันจะไม่ใช่ช่างทอง แต่ก่อนที่จะมาก็ศึกษาข้อมูลและราคาของทองคำมาอยู่บ้าง จากการที่มันกะน้ำหนักด้วยฝ่ามือ หากขันใบนี้เป็ทองแท้ควรได้ราคาประมาณสามสิบเหรียญทอง แต่การขึ้นรูปภาชนะนั้นย่อมต้องมีวัสดุอื่นผสม ราคาที่ได้ก็ต้องตกลงไปเล็กน้อย ที่หายไปห้าเหรียญทองนั้นเป็จำนวนที่มันพอยอมรับได้
แต่เ้าหนุ่มที่ติดตามมาด้วยไม่คิดเช่นนั้น สินรุ้งรีบเก็บขันทองกลับเข้าห่อผ้า “นายร้าน ท่านตีราคาต่ำเกินไป” มันกล่าว “ท่านลองตีราคาใหม่”
ทรัพย์ฟ้าชะงักไป รู้แล้วว่าฝ่ายนั้นไม่ใช่ตัวโง่งม “เราผู้เป็พ่อค้าหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขาย หากเราจะพอได้กำไรบ้าง ก็สมควรเป็ราคานั้น” มันยืนกราน “เอาอย่างนี้ไหมขอรับ ปกติการค้าขายต้องทำผ่านพ่อค้าทั้งสองฝ่าย ฝ่ายคุณชายไม่ได้นำพ่อค้ามา ส่วนร้านเรามีพ่อค้าหลายคน คุณชาย เราผู้เป็พ่อค้ายินดีที่จะยกเว้นค่าธรรมเนียมลายนิ้วมือพ่อค้าให้ แต่ราคาขันใบนี้ที่ยี่สิบห้าเหรียญทองนั้นสมควรแล้ว”
ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้เที่ยงธรรม กระหม่อมเคยกราบทูลไปแล้วว่า ตามกฎหมายในภพมนุษย์ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าเป็เงินมากกว่าหนึ่งเหรียญทองจำเป็ต้องซื้อขายกันผ่านมือพ่อค้า หากคนชนชั้นอื่น้าซื้อขายกัน จะต้องจ้างพ่อค้ามาฝ่ายละคนหนึ่ง สินจ้างหรือค่าธรรมเนียมในการดำเนินการนั้นมักใช้อัตราร้อยชักห้า เมื่อการค้าครั้งนี้มีราคายี่สิบห้าเหรียญทอง ค่าธรรมเนียมจึงควรเป็หนึ่งเหรียญทองกับอีกยี่สิบห้าเหรียญเงินนั่นเอง
แต่สินรุ้งไม่ใช้บัณฑิตอย่างที่อีกฝ่ายเข้าใจ ในขณะที่ลูกพี่ของมันจะเอ่ยปากบอก เด็กหนุ่มก็เอ่ยขัดขึ้นมาอีกครั้ง “นายร้าน ท่านดูให้ใหม่ได้หรือไม่” มันยังคงดื้อดึงต่อราคา “ลวดลายบนขันสวยงามประณีตยิ่ง ท่านค้าขายทองมานาน ท่านย่อมดูออก”
เ้าของร้านนิ่งไปเล็กน้อย “เราผู้เป็พ่อค้าประกอบกิจการนี้มานาน อย่างไรก็เห็นว่ายี่สิบห้าเหรียญทองนั้นสมควรแล้ว” มันพูด “แต่เห็นแก่คุณชายท่าน ข้าจะยอมโดนเฉือนสักเล็กน้อย เอาเป็ยี่สิบเจ็ดเหรียญทองเป็อย่างไร”
สินรุ้งยิ้ม หันหลังกลับ “ถ้าเช่นนั้นพวกเราคงต้องไปเสี่ยงโชคที่อื่นแล้ว”
กระหม่อมขอทูลพระองค์ตามตรง ท่านเ้าเหนือฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ เ้าหนุ่มสินรุ้งนี่ช่างขวัญกล้าบังอาจนัก ด้วยฝ่ายเ้าของอย่างฟ้าไขแสงนั้นพอใจในราคา แต่ตัวมันกลับทำท่าเป็พ่อค้าแสนกล หวังเจรจาต่อรองให้ราคาสูงขึ้น นี่ถ้าฟ้าไขแสงไม่ยึดว่ามันเป็พี่น้องและต้องพึ่งพามันช่วยลงลายนิ้วมือ ก็เกรงว่าจะฉวยเอาขันทองกลับมาถือไว้เองแล้ว
ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้เป็เ้าของทรัพย์แห่งยอดทรัพย์ ฝ่ายฟ้าไขแสงใช่ว่าจะตระหนี่ ไม่้าเสียค่าธรรมเนียมอันใด หากแต่ถ้ามันคิดจ้างพ่อค้าให้ลงลายมือ ก็จำต้องแสดงใบสุทธิของมันให้ฝ่ายนั้นดูตามกฎหมาย ด้วยฐานะบุตรหลานในตระกูลใหญ่ ผู้ซึ่งวันข้างหน้าจะถูกวางตัวให้เป็หัวหน้าของคนในตระกูล การต้องเอาทรัพย์มาแลกเปลี่ยนเป็เงินนั้นไม่ใช่เื่น่าภาคภูมิเลย
ดังนั้นมันจึงจำต้องเดินตามสินรุ้งออกจากร้านทองแห่งนี้ และเมื่อเดินต่อไปครู่หนึ่ง จึงค่อยขายขันทองใบนั้นได้ในราคาสี่สิบสองเหรียญทอง
กระหม่อมไม่ได้กล่าวผิด ท่านจ้าวผู้มีพระกรรณดั่งเพชรก็สดับถูกต้องแล้วเช่นกัน เ้าหนุ่มขวัญกล้านั่นสามารถขายขันทองได้ในราคาเกือบสองเท่าจากที่พ่อค้าร้านแรกตีราคาไว้จริง
ฟ้าไขแสงก็ประหลาดใจเช่นกัน ความสงสัยอย่างแรงกล้าฉายอยู่ในดวงตาของมัน “พี่ศูนย์ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าขันทองนั่นมีค่าเพียงนี้” มันถาม มือหนึ่งยังกำถุงหนังใส่เหรียญไว้แน่น “ท่านอาจารย์สอนวิชาตาทิพย์หูทิพย์ให้ท่านหรืออย่างไร”
สินรุ้งยังคงมีสีหน้าครุ่นคิดขณะเอ่ยขึ้นว่า “ข้าคิดว่าป่านนี้คนในร้านนั่นคงกำลังหัวเราะเยาะพวกเราอยู่” มันหันกลับไปมองร้านทองที่เพิ่งขายขันใบนั้นไป “เอาเถิด พวกนั้นคงไม่ทำการค้าที่ไม่ได้กำไร ท่านได้เงินเท่านี้ใช่พอใจแล้วหรือไม่”
ฟ้าไขแสงพยักหน้ารับคำว่าพอใจแล้ว “อันที่จริงข้าพอใจั้แ่เ้าอ้วนร้านแรกเสนอราคาที่ยี่สิบห้าเหรียญทอง” มันขมวดคิ้วก่อนกล่าวต่อว่า “พี่ศูนย์โปรดสั่งสอน ท่านทราบได้อย่างไรว่าเ้าอ้วนนั่นมันกดราคาเราถึงเพียงนี้”
เมื่อได้ฟังคำพูดของอีกฝ่าย สินรุ้งก็อดยิ้มอย่างภาคภูมิใจออกมาไม่ได้ “ข้าไม่มีความรู้เื่ทอง แต่พอรู้อยู่ว่าน้ำหนักของขันทองคำใบนั้น หากเป็ทองคำแท้ ควรมีราคาอยู่ที่สามสิบเหรียญทอง ซึ่งคงเป็ไปไม่ได้ เพราะการขึ้นรูปขันจำเป็ที่จะต้องผสมโลหะอื่นเข้าไปด้วย”
ฟ้าไขแสงพยักหน้า มันเองก็เข้าใจเช่นนั้น แต่ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายมีคำพูดคิดกล่าวต่อ จึงไม่ได้เอ่ยขัดออกไป “เมื่อข้าเห็นเ้าของร้านทองนั่นเรียกคนงานในร้านเข้ามาใกล้แล้วค่อยยกขันขึ้นพินิจ จึงเกิดข้อสงสัยขึ้นมา” สินรุ้งพูดต่อ “ที่ข้าสงสัยคือ เหตุไฉนเ้าของร้านถึงไม่ส่งขันทองไปให้คนงานผู้นั้นจับดู มันเป็ยอดนักดูทองมาจากไหนหรือ ถึงได้แค่มองแล้วรู้ว่าทองเนื้อดีหรือไม่ หรือทองมีน้ำหนักเท่าใด ดังนั้นจึงคาดเดาว่า สิ่งที่เ้าของร้าน้าให้มันดู หาใช่เนื้อทอง แต่เป็ลายสลักบนขันทอง”
“พี่ใหญ่ ความแตกต่างมันอยู่ที่ตรงนี้” สินรุ้งอมยิ้ม “หากเ้าของร้านเห็นว่าทองที่เราขายควรเอาไปหลอมขึ้นรูปใหม่ ราคายี่สิบห้าเหรียญทองก็ถือว่าพอสมควรแก่ทรัพย์แล้ว แต่ถ้าฝีมือแกะสลักลวดลายเ่าั้มีคุณค่า มันคงไม่คิดเอากลับไปหลอมใหม่แน่ ท่านบอกข้าว่ามันเป็ของจากในปราสาท ฝีมือช่างในนั้นคงไม่ใช่ชั่วกระมัง ถ้าเป็เช่นนั้น ราคาที่มันให้ตอนแรกก็ไม่เหมาะสมแล้ว”
สินรุ้งถอนหายใจทีหนึ่ง แต่ในดวงตาของมันยังมีความสบใจเป็ประกายอยู่ “เป็เคราะห์ดีของข้าอีกประการหนึ่งที่เกิดสนใจเ้าคนงานในร้านนั่นขึ้นมา ทำให้ตอนที่เ้าของร้านบอกราคายี่สิบห้าเหรียญทอง สายตาของข้าจึงยังลอบสังเกตสีหน้าของมันอยู่ เมื่อเห็นมันเผยอยิ้มออกมาแล้วรีบก้มหน้าลง ก็พอที่จะเดาได้แล้วว่าอะไรเป็อะไร”
คนทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ฟ้าไขแสงจะหัวเราะร่าออกมา “สมกับเป็พี่ศูนย์ของเรา ท่านช่างยอดเยี่ยมยิ่ง” ดูจากสีหน้าแววตาแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันชื่นชมอีกฝ่ายจากใจจริง “นี่เป็เงินค่าลายพิมพ์นิ้วมือของท่าน วันนี้เราน้องใหญ่ต้องขอขอบคุณพี่ศูนย์ และขอโทษที่รบกวนเวลาของท่านแล้ว”
สินรุ้งยิ้มกว้าง แต่ก็เปลี่ยนเป็เลิกคิ้วเมื่อมองเหรียญทองในมือ กล่าวว่า “ท่านขายของได้สี่สิบสองเหรียญทอง ควรจ่ายให้ข้าเพิ่มเติมอีกสิบเหรียญเงินถึงจะเหมาะสมตามธรรมเนียม”
พี่ใหญ่ของมันเบะปาก ก่อนหัวเราะออกมาอีกคราหนึ่ง “เพียงเศษเหรียญ เราผู้เป็น้องใหญ่คงไม่กล้าหยิบยื่นให้กับพี่ศูนย์” บัณฑิตหนุ่มยิ้ม “จะอย่างไรคืนนี้ก็ขอให้ข้าได้เลี้ยงสุราท่านสักครา”
กล่าวจบฟ้าไขแสงก็หัวเราะอีกรอบ ก่อนขอตัวกลับไปที่คฤหาสน์เพื่อถกปรัชญากับอาจารย์ในรอบบ่าย
ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อเ้าหนุ่มสินรุ้งเล่าให้แสงปัญญาฟังถึงตรงนี้ ท่านอาจารย์ตาของมันก็เอ่ยขัดขึ้น “นี่หรือคือวิธีการหาเงินของเ้า” มันถาม “นำของไปขาย รีดเร้นค่าตอบแทนเอาจากฟ้าไขแสงน่ะหรือ”
กระหม่อมขอบังอาจกราบทูล ถึงแม้ท่านจ้าวผู้ประกอบไปด้วยปัญญาเหนือปัญญาใดทั้งปวงจะทรงสงสัยเหมือนกับชายที่ชื่อแสงปัญญาผู้นี้ แต่นี่เป็เพียงวิธีหาเศษเงินของมัน หาใช่วิธีสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของเ้าหนุ่มสินรุ้งลือลั่นในหมู่นางคณิกาทั่วทั้งกรุงไตรสุวรรณไม่
เมื่อสินรุ้งมองตามผู้เป็ลูกพี่ของมันจนฝ่ายหลังถูกฝูงชนกลืนหายไปจากสายตาแล้ว มันก็คิดจะเดินชมตลาด ด้วยคิดว่าอุตส่าห์ได้ออกมานอกคฤหาสน์มาแล้ว อย่างไรก็ควรมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง
แต่ยังไม่ทันคิดว่าจะหาซื้ออะไรกลับไปดี สายตาแวววาวส่องประกายวิบวับคู่นั้นของมันก็พลันสอดส่องไปเห็นหญิงสาวที่ดูคุ้นหน้าผู้หนึ่งกำลังควงแขนชายหนุ่มเดินชมตลาด ด้วยท่วงท่ากริยาของคนทั้งสอง หากตาไม่บอดก็คงทราบได้ว่าเป็คู่รักกัน
หากแต่หญิงสาวผู้นั้นไม่สมควรกอดแขนบุรุษ หัวร่อต่อกระซิกอยู่กลางถนนเช่นนี้ ่กลางวันนางควรพักผ่อนอยู่ในหอห้อง หรือไม่ก็ต้องนั่งกลัดกลุ้ม หลั่งน้ำตาร่ำไห้ เพราะเพิ่งทราบข่าวว่าบิดาของนางกำลังป่วยหนัก
ท่านจ้าวเหนือฟ้าทรงมีพระปัญญาที่เฉียบแหลม หญิงสาวผู้นี้คือนางคณิกาจันทร์งาม ผู้ซึ่งฟ้าไขแสงตระเตรียมที่จะไปหาในคืนนั้นนั่นเอง