ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 ดินแดนอันอบอุ่น

            พอได้ยินคำพูดเช่นนี้ ปลายสายก็เงียบงัน ไม่ส่งเสียงอะไร

            วินาทีต่อมา เธอก็ระเบิด!

            “หน้าบ้านแกมีหลุมยักษ์หรือไงหา ส่งไปหนึ่งก็ร่วงไปหนึ่งแล้วไม่ใช่แค่หกล้มธรรมดา แต่บาดเจ็บสาหัส?!”เสียงของเธอแหลมปรี๊ด ทำเอาแก้วหูลั่น อารมณ์ไหลหลากอย่างกับทำนบพัง

            ฉู่เฟิงยื่นเครื่องมือสื่อสารออกห่าง คอยฟังอยู่ไกลๆ สุดท้ายก็ตอบเนือยๆ“ใช่แล้ว มีหลุมจริงๆ แต่ก่อนเป็นบ่อน้ำ ต่อมาก็แห้งขอดไปแล้ว เลยหว่านเมล็ดพันธุ์ปลูกผัก แล้วก็ปลูกผลไม้ด้วยนะ ถ้าดูให้ดีๆ หลุมนั่นมันก็เห็นชัดอยู่นา”

            เสียงผู้หญิงปลายสายหายใจแรงอย่างกับว่าสามารถมองเห็นส่วนอกที่กำลังหายใจอย่างรุนแรง

            ฉู่เฟิงยกเครื่องออกห่างจากหูอย่างรวดเร็ว

            แน่นอน ปลายสายระเบิดเสียงดังลั่น

            “ฉันไม่มีเวลามานั่งคุยกับแกเรื่องบ่อน้ำ หรือหลุมบ้าอะไรนั่นจะปลูกผักปลูกหญ้าก็เรื่องของแก แกฟังไว้นะ คนพวกนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้ไม่อย่างนั้น แกเจอดีแน่!”

            หญิงสาวน้ำเสียงเย็นเยียบ ตะโกนลั่นๆ เธอรู้สึกเสียสติอดไม่ได้ที่จะตะเบ็งเสียงสิบแปดหลอดใส่เครื่องมือสื่อสาร

            “แต่ว่า พวกเขาบาดเจ็บสาหัสยังไงก็ไม่รู้ ตกลงไปในหลุมนั่นดูท่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน จะให้ผมทำยังไงล่ะ?” ฉู่เฟิงถาม

            “แกไปหาคนมาช่วย!” หญิงสาวตะคอก

            “เพื่อ?”

            ไอ้บ้าไท่หังซานนี่ บังอาจพูดกับเธออย่างนี้หรือ?

            ติ๊ด!

            หญิงสาวรีบวางสาย ด้วยรู้สึกว่ามันผิดแผน คนเราหากมีอารมณ์ย่อมเผยให้เห็นจุดอ่อน นี่ไม่ใช่วิสัยของเธอ

            เธอต้องการความสงบ อีกฝ่ายเป็นแค่ตัวบ้าบอไท่หังซาน อ่อนแอไร้ค่าเธอไม่อยากเผยอะไรให้เขารู้มากไปมากกว่านี้

            กระนั้น หญิงสาวก็ถูกยั่วสติแตกหากแต่เธอก็ยังควบคุมดึงสติตัวเองกลับมาได้อยู่

            เธอสงบลงในที่สุด โทสะมอดไหม้ แววตาทอประกายเย็นเยียบใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้น

            ตามที่เธอรู้มา เนื่องด้วยหลินนั่วอีเคยใกล้ชิดกับฉู่เฟิงคนของเทียนเสินเซิงอู้จึงจับตามองเขา แอบเอาเส้นผมของเขามาทดสอบสุดท้ายลงความเห็นว่าฉู่เฟิงยากที่จะกลายพันธุ์เป็นมนุษย์พิเศษ

            “ไอ้บ้าอ่อนแอตัวหนึ่ง พละกำลังก็ไม่มี ใครช่วยมันอยู่นะ?” หญิงสาวพูดกับตัวเอง แล้วนึกถึงหลินนั่วอีขึ้นมาได้หรือว่าเธอรู้เรื่องแล้ว? ความคิดนี้ทำให้หญิงสาวตกใจ

            แต่ว่า จะเป็นไปได้อย่างไร? หลินนั่วอีห่างเหินกับฉู่เฟิงมาตลอดอีกทั้งระยะนี้เธอสนใจเรื่องอื่นไม่ได้ ด้วยอยู่ในระยะเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงไม่มีเวลาให้กับเรื่องอื่นหรอก

            “หรือกลุ่มโพธิจีนส์โจมตีขัดขวางพวกเรา?” เธอขมวดคิ้วความคิดฟุ้งซ่านไปไกล

            เธอใคร่ครวญรอบด้าน  หรือจะขัดเกลาฉู่เฟิงจากนั้นพิจารณาเรื่องภายในของเทียนเสินเซิงอู้แล้วก็กลับไปสงสัยกลุ่มโพธิจีนส์อีกรอบ

            เธอหยิบเครื่องมือสื่อสารของตัวเองออกมา เปิดรายชื่อติดต่อ ค้นหาตัว “มู่”ทว่าเธอลังเล สุดท้ายก็ปิดหน้าจอไป

            ในตอนที่เธอกำลังสับสนนั่นเอง เครื่องของหลินนั่วอีก็ดังขึ้น

            เธอมองดูชื่อ สีหน้าค้างแข็งทันที เป็นฉู่เฟิงที่โทรมาตอนนี้เธอเกลียดเขาอย่างกับอะไรดี ช่วงนี้ที่อะไรต่อมิอะไรก็ไม่ราบรื่นล้วนเกี่ยวข้องกับเขาทั้งนั้น

            “แกยังมีเรื่องอะไรอีก?” เธอถามเสียงเย็นชา

            “เป็นเรื่องของคุณต่างหาก ค้างคาวตัวนั้น แล้วก็แมงมุมด้วยพวกมันจะตายแล้วนะ คุณจะทิ้งพวกมันไว้ที่นี่อีกนานแค่ไหนกัน?” ฉู่เฟิงถาม

            “ให้ฉันพูดกับพวกเขา!” หญิงสาวเอ่ยเสียงต่ำแม้ตอนนี้ก็ยังแฝงน้ำเสียงหยามเหยียด ออกคำสั่งให้ฉู่เฟิงส่งเครื่องมือสื่อสารให้คนทั้งสอง

            “ก็บอกคุณแต่แรกแล้ว สองคนนั้นโคม่า บาดเจ็บสาหัสผมเองยังตกใจเลยที่ตอนนี้ยังหายใจได้อยู่ รีบเรียกคนมาพาพวกเขาไปเถอะ”ฉู่เฟิงเร่งยิกๆ

            หญิงสาวนิ่งไปอึดใจ บอกฉู่เฟิงว่าภายในหนึ่งถึงสองวันจะมีคนไปรับเขาจะต้องดูแลพวกนั้นอย่างดี ไม่เช่นนั้น เขารับผิดชอบผลที่ตามมาไม่ไหวแน่

            หลังจากวางสายแล้ว ฉู่เฟิงเข้านอนอย่างมีความสุข

            ทว่า ฝ่ายหญิงสาวกลับนอนไม่หลับเธอโมโหที่ตัวเองไม่มีความสามารถในการจัดการเรื่องนี้ อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างยิ่ง

            “ไม่ว่าปัญหาจะมาจากแกหรือใครก็ตาม ยังไงก็ต้องกำจัดแกให้ได้!”หญิงสาวสรุปอย่างเหี้ยมโหด แววตาดำลึกเย็นเยียบ

            อรุณรุ่ง ฉู่เฟิงลุกขึ้นรับแสงอรุโณทัย เขาฝึกหายใจด้วยเคล็ดพิเศษทุกวันในตอนเช้าตรู่และตอนเย็น ด้วยรู้ว่าสิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่าหมัดปีศาจวัวเสียอีก

            ดูได้จากหวงหนิว ต่อให้มันขี้เกียจแค่ไหนทุกวันยังคงฝึกการหายใจอย่างต่อเนื่องไม่ว่างเว้น

            ก็ขนาดหมัดปีศาจวัวของต้นตระกูลมันเอง มันยังไม่ขยันฝึกขนาดนี้เลย

            หลังจากมื้อเช้า ฉู่เฟิงตะโกนเรียกหวงหนิว “ปะ ขึ้นเขากัน”

            “มอ!”

            หวงหนิวเขี่ยพื้น ถามเขาว่าถ้ามีคนมาอีกจะทำอย่างไร?

            “เป้าหมายของพวกเขาคือฉัน อีกอย่างพวกมนุษย์พิเศษก็หายสาบสูญไปแล้วไม่อยู่ที่นี่ จะทำอะไรได้ล่ะ?” ฉู่เฟิงหัวเราะไม่กังวลเลยสักนิด

            สำหรับพวกคนที่คิดจะฆ่าเขา ทั้งยังจัดเตรียมฉากตายโดยอุบัติเหตุให้เขาหากเขาไม่อยู่ที่นี่ ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “เอาอย่างนี้ ทิ้งโน้ตไว้ เผื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องรอแกร่ว”

            ฉู่เฟิงเอากระดาษออกมาเขียนตัวอักษรตัวเบ้อเริ่ม จากนั้นติดไว้ที่ประตูคนพวกนั้นเป็นประเภทอวดเบ่ง หากเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในบ้าน คงบุกรุกเข้าไปเป็นแน่

            บนกระดาษเขียนแค่ไม่กี่คำ เรียบง่ายอย่างยิ่ง ‘ช่วงนี้กลัวหัวหดขอไปเที่ยวหย่อนใจบนเขานะ’ 

            สุดท้าย เขาเติมหมายเหตุให้อีกหน่อย ชี้เป้าให้ชัดเจนว่าเขาไปภูเขาบรรพกาลนะมีเรื่องด่วนอะไร ไปตามหาเขาได้ที่นั่น

            ถ้าเกิดมีคนมาหาเขาจริงๆ ก็อย่าได้คิดจะไปตามเขาเชียวนะ!

            นี่เป็นความตั้งใจของฉู่เฟิง ในเมื่อคิดร้ายต่อเขาก็จงเตรียมตัวรับผลกรรมซะ

            สำหรับผู้หญิงคนนั้น ฉู่เฟิงไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อเธอแม้แต่น้อยขยะแขยงอย่างยิ่ง เขารอให้เธอส่งพวกมนุษย์พิเศษมาอีก ส่งมาหนึ่ง ก็เก็บไปหนึ่งเขี่ยคนใกล้ตัวเธอทิ้ง ถอดเขี้ยวเล็บเธอออกคอยดูความเจ็บปวดของเธอหรือไม่ก็คนที่อยู่เบื้องหลังนั่น

            แต่ว่า เขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลารอหรือเจาะจงรออยู่ที่นี่เพื่อการนี้

            อยากเจอเขา ก็ออกตามหาด้วยตัวเองสิ! ถ้าเขาขึ้นเขาฝึกวิชามนุษย์พิเศษพวกนั้นก็คงวิ่งขึ้นเขาตามไปด้วย

            เดินมาได้ครึ่งทาง ฉู่เฟิงนึกถึงโจวเฉวียนขึ้นมาได้

            “ช่วงนี้ฉันจะขึ้นเขาไปฝึกวิชารู้สึกว่าเหตุการณ์รอบด้านเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ที่นั่นเต็มไปด้วยอันตรายแต่ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นที่ที่เหมาะสม”

            เขาตัดสินใจตามตาอ้วนโจวให้ขึ้นเขาไปฝึกวิชาด้วยกัน

            โจวเฉวียนเป็นมนุษย์พิเศษ พิเศษกว่าคนทั่วไปแบบขาดลอยถ้าหากฝึกฝนสักยกบนเขาบรรพกาล น่าจะก้าวหน้าได้ไม่น้อย

            “ปะ ไปหาตาอ้วนกันก่อน”

            ตอนนี้ ความที่เขาฝึกหมัดสำเร็จ สมรรถนะร่างกายพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมีพลังและความเร็วที่น่าตกใจ เดินทางแค่ห้าสิบกิโลเมตรนั้นไม่หนักหนาแต่อย่างใด

            เมื่อก่อนระยะทางระหว่างอำเภอเมืองกับเมืองชิงหยางห่างกันประมาณห้ากิโลเมตรแต่ตอนนี้ระยะทางถูกยืดออกเป็นห้าสิบกว่ากิโลเมตรอย่างน่าตกใจอีกทั้งระหว่างทางยังปรากฏภูเขาลึกลับขนาดมหึมาอีกมากมาย

            “ตาอ้วน ฉันมาตามนาย ออกมาที่นอกเมืองเร็วเข้า จะพานายไปเที่ยว”ฉู่เฟิงโทรหาโจวเฉวียน

            ตาอ้วนโจวได้ยินเข้า ก็ร้องอู้อ้า ดีใจจนเนื้อเต้น บอกว่า “ช่วงนี้ฉันเหี่ยวจะตายอยู่แล้วนายเข้ามาที่ตัวอำเภอนะ เดี๋ยวเฮียอ้วนเลี้ยงเอง จะพานายไปกินให้หนำใจ จากนั้นตอนเย็นค่อยไปลงอ่างกันแถวถนนนางฟ้า ถ้านายสนใจล่ะก็ฉันยอมเสี่ยงตายไปเป็นเพื่อนท่านชายเอง”

            “นายนี่ ไปกันใหญ่แล้ว เดี๋ยวฉันพานายไปที่แห่งหนึ่ง เสียวกว่าที่นายว่ามาอีกรับรองได้เลยว่าตื่นเต้นจนเครื่องในสะเทือนเลย!” ฉู่เฟิงบอก

            “หา มีที่อย่างนั้นด้วยเหรอฉันไม่รู้ว่ามีที่อย่างนี้ในอำเภอเมืองได้ไงกัน ให้ยังไงฉันก็เป็นเจ้าถิ่นนา”โจวเฉวียนร้องลั่นอย่างไม่เชื่อ

            “เดี๋ยวนายก็รู้เอง คอยดูแล้วกัน!” ฉู่เฟิงตอบพลางหัวเราะร่า

            “ได้เลย ฉันออกไปรับนายที่นอกเมือง!” ตาอ้วนโจวคึกคักสุดกำลัง

            นอกเมือง

            รถซีดานสีเทาเงินคันหนึ่งพุ่งเข้ามา จากนั้นจอดเอี๊ยดโจวเฉวียนซิ่งมาอย่างไว พอเห็นฉู่เฟิง เขาดับเครื่อง เปิดประตูรถแล้ววิ่งเข้ามาหา

            “พี่น้อง ไม่เจอกันนานเลย คิดถึงฉันอ่ะดิ!” โจวเฉวียนกระตือรือร้นโถมตัวเข้ากอด

            ฉู่เฟิงชะงักเล็กน้อย นี่คือตาอ้วนโจวเหรอ?

            ตอนนี้เขาผอมเพรียว ดูไม่เหมือนตาอ้วนคนก่อนเลยสักนิด

            แน่นอน สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คือทรงผมที่เซตเสยไปด้านหลังนั่นเกินไปหน่อยไหมนั่น ผมที่หวีเสยไปด้านหลัง ถ้าไม่ทันดูดีๆ มันเหมือนกับครอบบุ้งกี๋ไว้อย่างนั้นแหละ

            ฉู่เฟิงอดไม่ได้หัวเราะยกใหญ่

            เขาเห็นเขาวัวคู่นั้นที่ซ่อนอยู่ในโป่งผม

            มิน่าพ่อแม่ของโจวเฉวียนถึงโวยว่าตอนนี้เขาดูเหมือนอันธพาลแบบนี้ถ้าไม่เหมือนก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

            ตาอ้วนโจวสีหน้าทุกข์ทรมาน ทอดถอนใจ เขาลูบทรงผมของตัวเองยังคงโมโหสองเขาที่จู่ๆ ก็งอกออกมา มันน่าโมโหจริงๆ นะ ให้ตายสิ

            “ไม่ต้องไปสนมันหรอกน่า อย่างน้อยนายก็ลดความอ้วนได้สำเร็จนะ”ฉู่เฟิงยิ้มกว้าง

            ก่อนนี้ พุงของตาอ้วนโจวกลมดิก ใบหน้าอวบอิ่ม คางเป็นชั้น แถมหูยังกางตอนยิ้มใบหน้าใจดีมีเมตตาเหมือนพระสังกัจจายน์ แต่ตอนนี้กลับผอมเพรียว

            “หนิวหมัวหวังล่ะ?” ตาอ้วนโจวถาม “จริงสิฉันพาลูกพี่ลูกน้องหนุ่มๆ มาด้วยสองคน ได้ยินนายบอกว่าที่นั่นมันเด็ดขนาดนั้นพวกเขาเลยหน้าด้านตามมาด้วย”

            ฉู่เฟิงได้ยินก็ขมวดคิ้วน้อยๆ

            ตอนนี้เขามีเรื่องพัวพันอยู่ตอนแรกเพราะไม่อยากให้คนเห็นเขาอยู่กับโจวเฉวียน จึงเรียกเขาออกมานอกเมืองเดี๋ยวต้องกำชับตาอ้วนสักยกให้ลูกพี่ลูกน้องของเขาปิดปากให้สนิท

            “หนิวหมัวหวัง!” ในที่สุดโจวเฉวียนก็เห็นหวงหนิว

            ไอ้หมอนี่นั่งอยู่บนแผ่นหินห่างออกไป มันนั่งขัดสมาธิเหมือนคนนั่งสองขาหน้าประคองผลไม้ป่ากัดกินเอร็ดอร่อย

            พอโจวเฉวียนทัก มันก็เดินส่ายอาดๆ มาหา สองขาหลังอยู่บนพื้น ตัวตั้งตรง

            “แม่เจ้า!”

            ห่างออกไป เด็กหนุ่มสองคนที่เพิ่งลงจากรถร้องเสียงดังอย่างตกใจใบหน้าขาวเผือดอย่างกับเห็นผี เกือบจะกระโดดขึ้นรถขับหนีไปในทันใด

            “ร้องอะไรเล่า มานี่!”

            ในเวลาสำคัญ โจวเฉวียนกลับหนักแน่น เรียกลูกพี่ลูกน้องทั้งสองเข้ามาแล้วแนะนำด้วยสีหน้าเป็นการเป็นงาน “ตอนนี้มีมนุษย์พิเศษปรากฏขึ้นพวกนายก็ใช่ว่าจะไม่รู้นี่ ไม่เห็นเขาวัวที่งอกบนหัวฉันหรือไงหา? ทางนี้ก็เหมือนกันแหละ แต่เป็นพวกกลายพันธุ์ไม่สำเร็จมีความผิดพลาดเกิดขึ้นตอนเกิดการเปลี่ยนแปลงเลยกลายเป็นหน้าตาเหมือนวัวอย่างนี้แหละ!”

            “งั้นเหรอ?” เด็กหนุ่มทั้งสองเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

            หวงหนิวควันออกจมูก แต่แล้วมันก็อดทนแล้วยื่นเท้าหน้าข้างหนึ่งออกไปแหวกผมตั้งของโจวเฉวียน ดูแล้วดูอีกสุดท้ายสองขาหน้ากุมท้อง หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง

            โจวเฉวียนโมโหหน้าเขียวหน้าแดง เอ่ยว่า “หัวเราะบ้านแกสิ ก็แค่เขางอกออกมาคู่หนึ่งเจ๋งกว่าแกก็แล้วกัน!”

            หวงหนิวเขี่ยตัวอักษรบนพื้น บอกว่า “ทอเรนกลายร่างไม่สำเร็จ”จากนั้นก็ชี้ไปที่ตาอ้วน

            “แม่งเอ๊ย แกว่าใครเป็นทอเรนหา พ่อเอาแกตายแน่!”โจวเฉวียนหัวร้อนพุ่งเข้าหามัน

            ฉู่เฟิงกุมขมับ สองคนนี่เกิดมาเป็นคู่กัดกันโดยแท้ เดี๋ยวๆ ก็ซัดกันเกินจะเยียวยาจริงๆ

            “แกนั่นแหละทอเรน แกต่างหากที่เป็นตัวทอเรน!” พอถูกจับแยกตาอ้วนโจวยังคงโวยวาย

            หวงหนิวไม่แยแส

            “ไอ้วัวบ้า กลับไปค้นเลยนะว่าทอเรนเป็นอย่างไร อย่ามาเรียกฉันอย่างนี้!”โจวเฉวียนถลึงตา

            หวงหนิวควักเครื่องมือสื่อสารออกมาจากกระเป๋าใบเขื่องที่อยู่บนตัวลงมือค้นอย่างไว จากนั้นฉีกปากกว้าง หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังหยุดไม่ได้

            โจวเฉวียนจ้องมันตาค้างถึงฉู่เฟิงจะบอกมาก่อนว่าหมอนี่กำลังติดเครื่องมือสื่อสารแถมไปก่อกวนชาวบ้านอยู่บ่อยๆ แต่พอเห็นด้วยตาตัวเองว่ามันใช้ได้คล่องขนาดไหนก็ออกจะทึ่งอยู่หน่อยๆ

            “ปีศาจวัว!” เขาร้องเสียงหลง

            สุดท้าย โจวเฉวียนกำชับลูกพี่ลูกน้องของเขาทั้งสองอย่างเข้มงวดอีกรอบแล้วจึงไล่พวกเขากลับไป ตัวเองตามฉู่เฟิงขึ้นเขา

            “พี่น้อง ฉันว่านะ ไอ้ที่เจ๋งๆ ที่นายบอกน่ะ อยู่ที่ไหนกันแน่ทำไมต้องขึ้นเขาด้วย?” โจวเฉวียนเกิดอาการคัน

            “ไม่ผิดทางหรอกน่า ใกล้ถึงแล้ว”

            “งั้นก็ดี ว่าแต่ เสียวจริงๆ อ่ะ?” โจวเฉวียนสงสัย

            “วางใจน่า รับประกันได้ว่าเสียวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บอกนายแล้วไงตื่นเต้นจนเครื่องในสะเทือนเลย ไปเหอะ!” ฉู่เฟิงเดินนำอยู่ข้างหน้า

            “อ้อ ฉันได้ยินมาว่า มีนายทุนไปสร้างวิลล่าบนเขาไท่หังซานอย่าบอกว่านายมีช่องทางนะ? ลุยเลย ฉันชอบได้ยินมาว่าเป็นที่ที่เหมือนกับต้องมนต์สะกดอย่างไรอย่างนั้น เอ๊ะ จริงสิตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ เขาไม่ได้รับผลกระทบเหรอ ยังเปิดกิจการอยู่หรือเปล่า?”

            “วางใจน่า ไม่ได้รับผลกระทบเลย” ฉู่เฟิงตอบ

            “เยี่ยมไปเลย ฉันชอบเสียวๆ อย่างนั้นแหละ ดินแดนอันอบอุ่นจ๋า ป๋ามาแล้ว!”โจวเฉวียนตะโกนอย่างตื่นเต้น

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน