การฝึก
เธอใช้เวลาในการเขียนแผนการฝึกจนถึงปลายยามจื่อจึงเขียนเสร็จเมื่อเห็นว่าดึกแล้วเธอจึงเก็บของบนโต๊ะหนังสือให้เรียบร้อยและก็ดับเทียนเข้านอนตามปกติรุ่นเช้าตื่นมาเธอก็ออกกำลังกายตามแผนการฝึกของตัวเองพอใกล้ถึงยามเหม่าก็เดินทางไปที่ป่าหลังสำนักและตอนนี้เธอก็มายืนรอที่จุดนัดพบแล้ว เพราะต้องมาเช็คอุปกรณ์ที่ได้ขอกับท่านหลานไว้เมื่อเธอจึงมาถึงก่อนเวลาประมาณสองเค่อเมื่อเธฮเช็คอุปกรณ์เสร็จก็เป็นเวลาที่ทุกคนมาครบกันแล้ว“คารวะนายน้อยขอรับ” เสียงเคารพดังขึ้นเมื่อทุกคนมารวมตัวกันแล้ว“พวกท่านเห็นกระสอบที่อยู่ตรงกองทรายนั้นหรือไม่” เธอเอ่ยถามขึ้นเมื่อพวกเขาเข้าแถวกันอย่างสงบแล้วพร้อมกับชี้มือไปยังกองทรายที่อยู่ไม่ไกลจากจุที่พวกเธอยืนมากนัก รอบกองทรายมีกระสอบและเชือกวางไว้อยู่“ขอรับ” เสียงพวกเขาตอบกลับเสียงดังเมื่อเมองตามมือของฉันแล้วเห้นตามที่ฉันบอก“พวกท่านทุกคนต้องไปหยิบกระสอบที่อยู่ตรงนั้นมาตักทรายให้เต็มและผูกเชือกให้เรียบร้อยโดยหนึ่งคนจะได้กระสอบทั้งหมดสี่ใบเมื่อเสร็จแล้วให้พวกท่านถือมารวมกันที่นี้ แล้วข้าจะบอกว่าเอามาทำอะไร ข้าให้เวลาพวกท่านแค่หนึ่งก้านธูปเท่านั้น เชิญเจ้าคะ” เธอเอ่ยจบก็พยักหน้าให้พี่ซิงเยียนเริ่มจุดธูป เมื่อหมดเวลาหนึ่งก้านธูปหมดลงทุกคนก็ทำตามคำสั่งเสร็จสิ้นและเข้าแถวอย่างเรียบร้อยแล้ว“กระสอบทรายที่พวกท่านถืออยู่นั้นต่อไปพวกมันจะอยู่กับพวกท่านตลอดระยะเวลาในการฝึกสามเดือนนี้โดยกระสอบทรายทั้งสี่ใบนั้นพวกท่านจะต้องนำมาผูกไว้ที่เท้าข้างละกระสอบและที่เอวอีกสองกระสอบ ถ้าข้างพบว่ากระสอบของใครมีการเททรายออกระหว่างการฝึกคนผู้นั้นจะต้องเพิ่มกระสอบทรายเข้าไปอีกเป็นจำนวนสองเท่าของกระสอบทรายที่มีอยู่” หลังจากที่เธอพูดเสร็จพวกเขาก็มัดกระสอบเข้ากับตัวของพวกเขาทันที“สำหรับการฝึกในวันนี้นั้นข้าจะให้พวกท่านวิ่งไปกับกลับระหว่างที่นี้กับหุบเขาแห่งนั้นโดยีกระสอบทรายอยู่กับตัว” เธอเอ่ยขึ้นเพื่ออธิบายการฝึกของเช้านี้ให้พวกเขาเข้าใจ“เริ่มได้” หลังจากที่เธอพูดจบพวกเขาก็เริ่มวิ่งโดยมุ่งหน้าไปที่หุบเขาตรงที่เมื่อวานพวกเขาได้กระโดดกบไปกลับเมื่อเห็นว่าพวกเขาออกตัววิ่งไปแล้วเธอก็บอกให้คนที่ท่านหลานช่างส่งมาให้ช่วยดูแลการฝึกนี้ตามไปดูด้วยเพราะเธอต้องอยู่เตรียมอุปกรณ์สำหรับการฝึกในช่วงบ่ายในตอนบ่ายนั้นเธอจะแบ่งกลุ่มออกเป็นสองกลุ่มโดยให้พวกเขาสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม กลุ่มแรกจะเป็นการโหนบาร์ ส่วนอีกกลุ่มนั้นเธอจะให้พวกเขาแบกท่อนซุงขนาดใหญ่พร้อมกับลุกนั่งไปด้วยในเวลาเท่ากันเมื่อหมดเวลาพวกเขาจะต้องเปลี่ยนการฝึกกันจนกว่าจะหมดเวลาในการฝึกวันนี้ แต่ก่อนที่เธอจะแบ่งกลุ่มนั้นจำเป็นต้องหาหัวหน้ากลุ่มเสียก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการดูแลแต่คงต้องรอการฝึกในช่วงเช้าไปก่อนแล้วคอยตัดสินใจอีกที่เพราะการแบ่งกลุ่มนั้นคงต้องหลังจากที่กินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้วเธอก็หันไปขออุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้กับฮุ่ยเหอชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปลายๆ รูปร่างดีอย่างคนออกกำลงกายสม่ำเสมอ ผิวคล้ำแดดเล็กน้อยส่วนน่าตาน่ารักดีออกไปทางหนุ่มเจ้าสำราญมีรอยยิ้มประดับตลอดเวลาเมื่อเห็นว่าที่นี้ไม่มีอะไรทำแล้วเธอก็ชวนพี่ซิงเยียนวิ่งหน้าไปหุบเขาที่พวกเขาวิ่งไปก่อนหน้าทันทีเพราะเธอต้องการฝึกตัวองเหมือนกันโดยเฉพาะด้านความเร็วเพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกครั้งนี้เลยถ้าเราเร็วกว่าคนอื่นแม้เสี้ยววินาทีโอกาสชนะก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน พวกเราวิ่งกันจนถึงเวลากินข้าวเที่ยงดังนั้นเธอจึงสั่งให้ทุกคนพักผ่อนและกินข้าวได้หลังจากที่เธอรับอาหารกลางวันของตัวเองเสร็จแล้วก็หาที่นั่งแถวนั้นเพื่อกินข้าวเที่ยงเมื่อกินเสร็จแล้วระหว่างที่รอให้อาหารย่อยเธอก็มองดูคนที่ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น บางคนก็นั่งพิงต้นไม้ บางคนก็นอนราบไปกับพื้นแต่ที่เหมือนกันก็คือทุกคนดูไร้เรี่ยวแรงมากเธออดจะคิดถึงวันแรกที่เริ่มฝึกกับองค์ไม่ได้เพราะเธอก็มีสภาพไม่ต่างจากพวกเขาในตอนนี้หรือบางทีอาจจะหนักกว่าพวกเขาก็ได้“คุณหนูน้ำเจ้าคะ” เสียงพี่ซิงเยียนดังขึ้นข้างตัวทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์ทันที“ขอบคุณเจ้าคะ พี่ซิงเยียนกินข้าวเถอะเจ้าคะ ไม่ต้องคอยรับใช้ข้าก็ได้ข้าทำเองได้เจ้าคะ” เธอเอ่ยขึ้นหลังจากที่รับแก้วน้ำมาแล้ว เห็นว่าพี่ซิงเยียนยังไม่แตะต้องอาหารตรงหน้าของตัวเองเพราะต้องคอยรับใช้เธออยู่ทำให้เธออดพูดไม่ได้“เจ้าคะ” หลังจากที่พี่ซิงเยียนตอบรับคำฉันแล้วเจ้าตัวก็ก้มหน้ากินข้าวทันทีเมื่อเห็นดังนั้นเธอเลยหันไปสนใจคนอื่นต่อ พอยามเว่ยเธอก็เรียนรวมพวกเขาทันที“ทั้งหมดแถวตอนสองแถว ปฏิบัติ” เอ่ยพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังทำให้พวกเขาที่ได้ยินก็รีบเด้งตัวขึ้นมายืนเข้าแถวตรงหน้าเธอทันทีโดยการเขาแถวตอนสองแถว โดยก่อนที่เธอจะเริ่มฝึกได้อธิบายการเข้าแถวแต่ละอย่าไปแล้วดังนั้นพวกเขาเลยเข้าใจที่เธอพูด“การฝึกในตอนบ่ายนั้นข้าจะแบ่งกลุ่มให้พวกเจ้าเพื่อใช้ในการฝึกโดยจะมีหัวหน้ากลุ่มซึ่งข้าจะเป็นคนเลือกเอง” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นพวกเขาเดินมาเข้าแถวเสร็จแล้ว“เจ้าออกไปข้างหน้า” เธอเอ่ยขึ้นหลังจากที่เดินเข้ามาในแถวของพวกเขาเพื่อหาหัวหน้ากลุ่ม ชายคนแรกที่เธอเลือกนั้นมีรูปร่างค่อนข้างผอมกว่าคนอื่นมีผิวคล้ำจากการออกแดด ส่วนสูงก็น่าจะประมาณร้อยแปดสิบส่วนหน้าตาถือว่าคมคายเลยละ อายุน่าจะประมาณยี่สิบต้นๆ ประมาณนั้นเมื่อได้คนแรกแล้วเธอก็เดินไปยังเป้าหมายอีกคนที่เธอเล็งไว้แล้ว คนนี้จะต่างจากคนแรกไม่มากมีรูปร่างเหมือนคนออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนสูงและอายุน่าจะไม่ต่างจากคนแรกเท่าไหร่ ส่วนหน้าต่างก็ถือว่าหล่อเหลาเลยทีเดียว“เจ้าออกไปข้างหน้า” เมื่อเธอบอกพวกเขาออกมาข้างหน้าแล้วเธอก็เดินมาที่ตรงหน้าของพวกเขา“พวกเจ้าชื่ออะไร”“ข้าน้อยชื่อหลิวอวี้ขอรับ” เสียงชายคนแรกดังขึ้นเพื่อตอบคำถามของเธอ“ข้าน้อยชื่อเว่ยเทียนขอรับ” เสียงชายคนที่สองดังขึ้นจากที่สังเกตชายทั้งสองคนนี้นั้นเธอพบว่าทั้งสองคนมีข้อดีและข้อเสียต่างกันโดยชายที่ชื่อว่าเว่ยเทียนนั้นดูจากแว่นตาแล้วเป็นคนประเภทยอมหักแต่ไม่ยอมง้อ ชอบใช้กำลังมากกว่าสมองแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นคนโง่ส่วนที่ชื่อหลิวอวี้นั้นเป็นคนประเภทพวกพ่อค้าดูจากแววตาก็รู้ว่ามีความเจ้าเลห์อยู่พบสมควร มีสมองแต่ไม่ค่อยมีพละกำลังมากเท่าชายคนแรง“ข้าจะให้พวกเจ้าเป็นหัวหน้ากลุ่มในการฝึกโดยกล่มที่หนึ่งจะมีหัวหน้ากลุ่มคือหลิวอวี้ส่วนคนในกลุ่มคือแถวนี้” ฉันเอ่ยขึ้นพร้อมกับชี้มือไปยังแถวทางด้านซ้ายของตัวเอง“ส่วนกลุ่มที่สองจะมีหัวหน้ากลุ่มคือเว่ยเทียนส่วนสมาชิกในกลุ่มคือแถวนั้น” เธอชี้มือไปยังแถวทางด้านขวามือของตัวเอง“ขอรับ/ขอรับ” เสียงของทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน“เอาละต่างไปจะเป็นการฝึกโดยการฝึกครั้งนี้กลุ่มที่หนึ่งจะต้องทำการฝึกโหนบาร์ทางด้านนั้น” เธอพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปยังป่าที่มีต้นใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด “ส่วนกลุ่มที่สองจะเป็นการฝึกลุกนั่งเอาล่ะข้าจะให้คนไปคุมพวกเจ้าพร้อมกับทำเป็นตัวอย่างให้พวกเจ้าดู แยกย้ายกันได้” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมกับสั่งให้แยกย้ายกันไปทำการฝึกโดยแบ่งออกเป็นสองฝั่งแต่ทั้งสองกลุ่มสามารถที่จะมองเห็นการฝึกของอีกฝั่งได้