ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 98 หนทางทำลายพันธนาการ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 98 หนทางทำลายพันธนาการ





            “ไอ้พวกเวร!” ชายร่างอ้วนสบถออกมาทันทีที่เห็นกลุ่มกองกำลังรอสบ้าทิ้งพวกเขาให้อยู่ในสภาพเช่นนี้



            ชายร่างอ้วนใช้กำลังกายของมันอย่างเต็มที่ พยายามจะฝ่าก้อนสีเขียวที่เกาะกุมอยู่ตามร่างออกไป แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบกับความรู้สึกหมดหวัง ด้วยพลังของอเวกระดับเจ็ดอย่างมัน ไม่แม้แต่จะทำให้ก้อนสีเขียวพวกนี้ขยับได้แม้แต่น้อย



            หญิงสาวก็ตกอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดไม่ต่างกัน ตอนนี้เธอต้องคอยดึงกระบี่ของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้จมลงในก้อนสีเขียวลึกไปกว่านี้ เธอรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่หุนหันพลันแล่นเกินไป รวมถึงดูแคลนก้อนเมือกสีเขียวเหล่านี้ ดูเหมือนความแข็งแกร่งของอเวกระดับแปดขั้นสูงสุดก็ไม่ช่วยให้เธอหลุดออกจากที่นี่ได้



            ส่วนคาลอสเมื่อเห็นว่ากลุ่มกองกำลังรอสบ้าหนีไปหมดแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อครู่เขาแอบใช้เคล็ดเผาโลหิตในตอนที่โจมตี หมายเอาชีวิตพวกมัน จึงไม่อาจฝืนใช้ได้นานนัก ตอนนี้ร่างกายของเขาเหนื่อยล้าเต็มทน ไม่อยากเสียกำลังไปกับการพยายามดิ้นให้หลุดออกจากสสารสีเขียวด้วยซ้ำ เพราะอย่างไรก็เสียแรงเปล่าๆ



            คาลอสทดลองสะบัดคลื่นพลังงานความร้อนเข้าใส่แอ่งสีเขียวที่อยู่ห่างจากทุกคนให้ได้มากที่สุด ดูว่าความร้อนแรงของขวานเพลิงสุริยันจะสามารถทำอะไรกับก้อนเมือกพวกนี้ได้หรือเปล่า



            ฟู่!



            ดูเหมือนมันจะมีผลเล็กน้อย แอ่งสสารสีเขียวตรงส่วนนั้นค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลับไปเป็นของเหลวอีกครั้ง รยางค์สีเขียวพุ่งขึ้นด้านบน พยายามมองหาเหยื่อ ดีที่ทั้งสามคนอยู่ห่างจากระยะการจับกุมของมัน เมื่อไม่สามารถจับเหยื่อได้มันก็ค่อยๆ หดกลับเข้าที่เดิม



            ผลที่เกิดขึ้นดูไม่ได้สร้างผลดีให้กับทั้งสามเท่าไหร่ การทำให้แอ่งแห้งแข็งกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้ง ทำให้สถานการณ์ไม่แน่นอนมากเข้าไปใหญ่ อีกทั้งการโจมตีระยะไกลใช้พลังมากจนเกินไป คาลอสไม่ได้เหลือพลังงานมากพอจะละลายพวกมันให้กลายเป็นของเหลวทั้งหมดได้



            แน่นอนว่าหากลองเสี่ยงโจมตีระยะใกล้ เขาอาจจะสามารถทำให้ก้อนสีเขียวรอบตัวกลับกลายเป็นของเหลวเหนียวหนืดได้อีกครั้ง แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากขวานของเขาถูกของเหลวเหนียวหนืดเกาะกุมเหมือนกระบี่ของหญิงสาว? หรือโอบล้อมร่างของเขาไว้ทั้งร่าง? สถานการณ์มิยิ่งแย่ไปกว่าตอนนี้อีกหรือ?



            คาลอสถือขวานนิ่งคิด...ในเมื่อทุกอย่างมีความเสี่ยงมาก จะให้เขาทำอะไรในตอนนี้ดี ปล่อยมันไว้เฉยๆ อย่างนั้นหรือ? รอจนถึงเวลาที่ประตูมิติปิดตัวลง?



            ไม่ว่าหนทางไหนก็มีแต่ความไม่แน่นอนรออยู่ จะลองละลายก้อนสีเขียวให้กลับเป็นของเหลวเหนียวหนืด...ก็เกรงว่าจะเป็นอันตรายถึงตาย รอต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายในมิติแห่งนี้ยามที่ประตูทางออกปิดตัวลง เพราะก็ไม่มีใครที่เคยติดอยู่ที่นี่แล้วกลับออกไปเล่าให้คนอื่นฟังได้สักคน



            ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองข้างประคองขวานเอาไว้ จ้องมองก้อนเมือกเบื้องล่างแต่ไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรลงไป



            “นั่น? การโจมตีของเจ้าได้ผล! บางทีนี่คือโอกาสที่ทำให้เราหนีออกไปได้” หญิงสาวที่อยู่ไม่ห่างไปจากคาลอสเปล่งเสียงด้วยความตื่นเต้น เธอเห็นคลื่นพลังที่แหวกก้อนสีเขียวออกเป็นทาง ก่อนที่มันจะกลายเป็นของเหลวเหนียวหนืดอีกครั้ง



            “......” คาลอสเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวช้าๆ ทำได้แต่ถอนหายใจออกไป “นั่นเรียกว่าได้ผลหรือ? ข้าไม่คิดว่าการที่ทำให้ก้อนสีเขียวพวกนี้กลับเป็นของเหลวมันจะดีนักหรอกนะ ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้สถานการณ์ของเราเลวร้ายลงไปอีกก็ได้”



            ชายหนุ่มกล่าวออกไปตามที่ตนเองคิด ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำ แต่ประการแรกพลังงานของเขาเหลือไม่มากพอ ประการที่สองคือมันมีความเสี่ยงที่สูงมาก ของเหลวสีเขียวพวกนี้ แม้แต่เจ้าของยังหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ นับประสาอะไรกับพวกเขาที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย จะให้ทดลองสุ่มสี่สุ่มห้าชายหนุ่มไม่เอาด้วยหรอก



            “ใช่ๆๆ ข้าเห็นด้วยกับคาลอส เห็นรยางค์สีเขียวที่มันพุ่งขึ้นมาเมื่อกี้ไหม ดูเหมือนว่าพร้อมจะล่าเหยื่ออยู่ตลอดเวลา ให้มันแข็งตัวอยู่แบบนี้น่าจะดีกว่านะข้าว่า” ชายร่างอ้วนยังผวาไม่หาย ยิ่งเห็นของเหลวหนืดชูหน้าลอยคอขึ้นมาใหม่อีกครั้งเขายิ่งขนลุก รีบพูดสนับสนุนคาลอสทันที



            การถูกกักขังอยู่แบบนี้ อย่างน้อยก็ไม่ตาย แต่หากของเหลวสีเขียวนั่นมันทำอะไรพิสดารมากไปกว่านี้อีก พวกเขาอาจจะรับมือกับมันไม่ไหว และนั่นอาจเป็นเส้นทางแห่งความตายของพวกเขาทั้งสามคนก็เป็นได้



            “แล้วสถานการณ์ตอนนี้มันดีนักหรืออย่างไร! หรือเจ้าไม่อยากออกไปจากที่นี่? จะยืนตายกันอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ” หานฮวาตวาดออกมาทันที ไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มอีกสองคนถึงทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทำตัวขี้ขลาดอยู่เช่นนี้



            “แน่นอนว่าพวกข้าก็อยากออกจากที่นี่อยู่เหมือนกัน......แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็ยังไม่ตาย และก้อนสีเขียวพวกนี้ก็ไม่ได้โจมตีอะไรเรา ยังมีเวลาอีกสักพักใหญ่ให้พวกเราคิดหาวิธีกันอีก” คาลอสพยายามควบคุมอารมณ์



            “พวกเราไม่อาจรู้เลยว่าของเหลวสีเขียวหนืดมันทำอะไรได้บ้าง ฉะนั้นจะดีกว่าไหมที่จะไม่กระตุ้นให้ไอ้พวกนี้กลับไปเป็นของเหลวอีก อย่างน้อยการที่ติดอยู่ในมิติแห่งนี้ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าคนที่หายไปจะต้องตาย พวกเรามาช่วยกันคิดหาวิธีอื่นๆ กันก่อนดีกว่า ข้าอยากให้เจ้าใจเย็นกว่านี้หน่อย กำลังไม่ใช่ทุกสิ่ง เจ้าอาจจะแข็งแกร่งก็จริง แต่ในสถานการณ์ที่ใช้กำลังไม่ได้ โปรดใช้สมองให้มากขึ้นหน่อย” น้ำเสียงของหญิงสาวทำให้คาลอสหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยจึงตอบกลับไปเช่นนั้น



            หญิงสาวที่เพิ่งตะโกนเสียงดังพลันเงียบไปในทันที คำพูดของคาลอสเหมือนเอามือมาตบหน้าเธอฉาดใหญ่ หญิงสาวเคยได้รับคำชื่นชมมาตลอด ความแข็งแกร่งเหนือคนอายุเดียวกันทำให้เธอรู้สึกมีอำนาจ แต่มาวันนี้กลับพบว่าอำนาจที่ตนมีช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน



            หานฮวาจ้องหน้าคาลอสครู่หนึ่ง เธอไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป แม้ในใจจะฉุนเฉียวแต่ก็รู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นเป็นความจริง ทุกทางเลือกมีความเสี่ยง อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็ยังมีเวลาคิดหาทางเพิ่มเติมอีก



            ซึ่งการจะทำตามที่เธอบอกหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของอีกฝ่าย เพราะอาวุธในมือชายหนุ่มก็เป็นของเขา ใช่ของเธอเสียเมื่อไหร่ ในเมื่อชายหนุ่มร่างสูงไม่ยินดีจะทำตาม เธอก็ทำอะไรไม่ได้



            บรรยากาศภายในห้องกลายเป็นตึงเครียด คาลอสเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก หญิงสาวก็เมินหน้าไปอีกทาง มีเพียงเจ้าอ้วนฮิคาริสเท่านั้นที่มองทั้งสองคนไปมาสลับกัน ไม่กล้าพูดอะไรแทรกเข้าไปอีกกลัวจะเป็นการสุมไฟให้ทั้งสองคนทะเลาะกัน



            เวลาผ่านไปเป็นสิบนาที คาลอสพยายามคิดหาวิธีการแต่ก็คิดวิธีที่น่าจะเห็นผลลัพธ์ดีๆ ไม่ออกสักวิธี



            การใช้กำลังนั้นตัดออกไปได้เลย อย่างน้อยกำลังของอเวกระดับแปดก็ยังทำไม่ได้ หรือการป้อนอาหารให้กับมันก็ไม่น่ามีผล เพราะกระเป๋าสัมภาระที่พกมาด้วยก็ถูกมันเกาะกุมไว้หมดแล้ว หากมันต้องการกินอาหารมันควรจะเขมือบไปตั้งแต่ตอนแรกที่พวกเขาถูกจับกุมแล้ว



            คาลอสคิดไปคิดมาก่อนจะล้วงหยิบโอสถเม็ดสีแดงที่ใส่เก็บไว้ในช่องลับตรงอกเสื้อขึ้นมา เคาะไปตามก้อนสีเขียวที่เกาะร่างกายท่อนล่างของตนเอาไว้อยู่..... 'ไม่มีปฏิกิริยา'



            เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คาลอสก็โยนเม็ดโอสถไปยังบริเวณที่เขาฟาดรังสีพลังงานไปก่อนหน้านี้



            บุ๋ง! หมับ!



            หย่อมของเหลวเล็กๆ แถวนั้นเคลื่อนไหวเอื่อยๆ ก่อตัวเป็นคลื่นแล้วพุ่งขึ้นมาอย่างช้าๆ รับเม็ดยาสีแดงเข้าไป



            ป๊อก!



            กลุ่มของเหลวสีเขียวรวมตัวกันกดเข้าไปที่เม็ดโอสถจากทุกทิศทาง บีบจนเม็ดยาสีแดงแตกหัก และยังบีบอัดอย่างต่อเนื่องจนเม็ดยาแตกละเอียด



            เจ้าอ้วนฮิคาริสมองภาพเหตุการณ์นั้นด้วยสายตาที่แสดงความรู้สึกสยดสยอง คาลอสเองก็จับจ้องสังเกตไม่วางตา ส่วนหญิงสาวที่ยื้อยุดฉุดกระบี่ของตนเองก็เพิ่งหันความสนใจมามอง



            เศษเม็ดยากระจายไปทั่ว ก่อนจะค่อยๆ ละลายหาย ผสานรวมเข้ากับของเหลวสีเขียว คาลอสจ้องสิ่งที่เกิดขึ้นตาไม่กะพริบ เพียงแค่ขว้างของที่มีติดตัวออกไปสุ่มๆ ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรเช่นนี้



            ทันทีที่ตัวยาสลายหายไปหมด ของเหลวที่ดูเฉื่อยชาก็เริ่มหมุนวนไปมา กลิ้งตัวจนกลายเป็นคลื่นเล็กๆ อยู่ในที่ของมัน พยายามเหยียดร่างเหนียวหนืดออกไปรอบข้างเพื่อคว้าจับบางสิ่งอย่างไม่มีลดละ สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปกว่าห้านาทีก่อนที่มันจะหยุดลง ซึ่งแม้มันจะหยุดคว้าจับ แต่มันก็ยังหมุนวนเป็นระลอกคลื่นอยู่ตลอดเวลา



            ชายร่างอ้วนมองสิ่งตรงหน้าด้วยความพิศวง กลืนน้ำลายลงคอไปอย่างฝืดฝืน



            “สิ่งนี้มันคือบ้าอะไรกันแน่? เป็นสสารประหลาด หรือเป็นสิ่งมีชีวิต?” ชายร่างอ้วนพึมพำอยู่กับตนเอง



            “ไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่...แต่มันดูดกลืนพลังงานได้แน่ๆ และยังสามารถมีสภาวะที่อ่อนแอได้ด้วย” คาลอสที่สังเกตมันมาโดยตลอดพูดขึ้น ตอบรับกับความคิดของชายร่างอ้วน



            “ตอนแรกก่อนที่ข้าจะปาโอสถออกไป มันดูเฉื่อยชาแทบจะไม่เคลื่อนไหวเลย แต่หลังจากได้รับพลังงานจากตัวยาไป มันก็กลายเป็นบ้าคลั่ง” ชายหนุ่มยังคงวิเคราะห์ต่อไป “บางทีหากไม่ได้รับพลังงานเสริมเข้าไปนานๆ ของเหลวพวกนี้อาจจะอ่อนแอลงได้?”



            คาลอสหันไปมองหญิงสาวที่รั้งดาบเอาไว้กับตนเองตลอด ยังคงยื้อแย่งอยู่กับก้อนเขียวที่พื้น เขากำลังคิดว่า ถ้าหากในสภาวะของเหลวมันอ่อนแอลงได้ แล้วสภาวะของแข็งมันจะอ่อนแอลงด้วยได้ไหม



            “ลองออกแรงเต็มที่อีกสักครั้งหน่อยสิ” จู่ๆ คาลอสก็พูดขึ้นขณะหันมองไปที่หญิงสาวหนึ่งเดียวในกลุ่ม



            “อะไร?” หญิงสาวหันมาทางคาลอสพร้อมกับขมวดคิ้ว



            “ข้าหมายถึงให้เจ้าใช้กำลังเต็มที่ดึงกระบี่ออกมาดู” คาลอสอธิบายอย่างใจเย็น



            “เจ้าคิดว่าข้าไม่เคยลองเลยหรือไง?” หญิงสาวถาม ส่งสายตาไม่เข้าใจไปให้ ถึงในใจลึกๆ จะอยากต่อต้านคาลอสให้มากกว่านี้เพราะความขุ่นเคืองยังไม่จางหายไป แต่เธอก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลอะไรขนาดนั้น จึงลองทำตามที่อีกฝ่ายพูดดู



            พลังงานของอเวกระดับแปดขั้นสูงสุดปะทุออกมา แขนทั้งสองข้างของหญิงสาวเกร็งแน่น ดึงกระบี่ที่ถูกฝังอยู่ภายในก้อนสีเขียวออกมา



            ฝึด



            หลังจากยื้อแย่งกันอยู่สักพักหนึ่ง ปลายกระบี่ก็หลุดออกมาจากก้อนสีเขียวจนได้



            ใบหน้าของหญิงสาวดูไม่อยากจะเชื่อ เธอฉุดรั้ง ยื้อแย่งมันกลับมาตั้งนานแต่กลับไม่เกิดอะไรขึ้น ดันมาดึงกลับได้ในตอนที่ชายหนุ่มชุดแดงบอกเสียอย่างนั้น



            หญิงสาวที่ตอนแรกตั้งใจจะหันไปบอกว่า 'เห็นไหมเล่า' ถึงกับเงียบไปในทันที แล้วหันไปมองคาลอสอย่างอึ้งๆ



            “เจ้าเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วใช่หรือไม่!?” ใบหน้าของหญิงสาวที่เคยขุ่นมัวกลายเป็นเบิกบานสดใสในทันที ดวงตาของเธอกลายเป็นประกายวาววับ ลืมเรื่องที่เคยบาดหมางกันก่อนหน้านี้ไปได้อย่างเร็วไว



            “อ้า! เป็นเช่นนี้นี่เอง”



            เป็นชายร่างอ้วนที่ตะโกนขึ้นมาก่อน ดวงตาของมันเบิกกว้างทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวดึงกระบี่ออกมาสำเร็จ



            หญิงสาวหันไปหาชายร่างอ้วน คาลอสเองก็ค่อยๆ คลายปมที่ผูกกันอยู่บริเวณหัวคิ้วออก แล้วหันหน้าไปมองชายร่างอ้วน...