ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 ผู้เข้าร่วมงาน

            หั่วเอ๋อร์ต้องยอมตอบรับแบบช่วยไม่ได้ ทำได้แค่ถอนหายใจเบื่อๆ ออกมา

            สวี่เหยาหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆทำให้บรรยากาศในรถผ่อนคลายลงไม่น้อย

            ถึงแม้ว่าพอดูจากบรรยากาศในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้แล้วงานประมูลระดับแผ่นดินครั้งนี้มันดูน่าจะดุเดือดเลือดพล่านมากก็ตามแต่หลินหยางก็ยังคงไม่รู้สึกหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น

            เพราะเหล่าเศรษฐีพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย

            ..................................

            หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึงหอฟ้าสมุทร

            ด้านหน้าของหอฟ้าสมุทรตอนนี้นั้น บอกได้แค่คำเดียวว่า

            คน คน คน คน

            มีแต่คนเต็มไปหมด

            นี่ขนาดคัดกรองคนมาแล้วแต่ก็ยังมีคนอยู่เยอะมากมายขนาดนี้

            แต่ละคนที่มาล้วนแต่เป็นพวกผู้ดีจากตระกูลใหญ่ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีคนคุ้มกันมาด้วยส่วนหนึ่งแต่คนที่จะขึ้นไปยังส่วนของการประมูลที่อยู่บนชั้นสองได้นั้นจะมีแค่แขกผู้มีเกียรติบางส่วนเท่านั้นดังนั้นตรงบริเวณชั้นหนึ่งแห่งนี้จึงถูกจัดเป็นพื้นที่สำหรับพักให้แก่ผู้ที่ติดตามทั้งหลายนั่น

            ซึ่งพอพวกหลินหยางมาถึงก็พบเข้ากับคนจำนวนมหาศาลตรงหน้านี้ทันที

            พอพวกเขาลงจากรถก็เห็นแต่หัวคนสีดำเต็มไปหมดเสียงพูดคุยของผู้คนนั้นดังอื้ออึงเต็มไปหมด ถ้าจะคุยกันให้ได้ยินละก็พวกเขาต้องตะโกนกันสุดเสียงอีกฝ่ายถึงจะได้ยิน

            จ้าวเหวินชางรีบให้เหล่าคนคุ้มกันของเขาเข้าไปเปิดทางให้ทันทีจากนั้นก็พาพวกของหลินหยางเข้าไปข้างในอย่างทุลักทุเลในที่สุดก็สามารถฝ่าฝูงชนเข้าไปถึงหน้าประตูหอฟ้าสมุทรเสียที

            แต่ตรงนี้ก็ยังมีคนอยู่เยอะเหมือนเดิม

            จ้าวเหวินชางเหนื่อยแทบตาย แต่กลับเพิ่งมาได้ถึงแค่ตรงหน้าประตูเท่านั้นเองจากนั้นเขาก็เข้าไปยื่นบัตรผลึกจันทร์ที่ลู่ชิงเฟิงมอบให้กับพวกเขาไปให้พนักงานที่ยืนเฝ้าประตูอยู่

            พอสาวน้อยที่กำลังยุ่งตัวเป็นเกลียวที่เป็นคนรับบัตรได้เห็นบัตรผลึกจันทร์สีน้ำเงินเข้านางก็หยุดชะงักทันที จากนั้นก็แย้มยิ้มตามแบบที่เคยฝึกออกมา “แขกผู้มีเกียรติท่านนี้กรุณาเดินไปทางด้านนั้นนะคะ ตรงนั้นจะมีผู้ที่คอยต้อนรับพวกท่านโดยเฉพาะอยู่ค่ะ”

            โอ้?

            หะหะ

            จ้าวเหวินชางรู้สึกดีขึ้นมาทันที

            ในที่สุดตัวเขาก็มีโอกาสได้รับการต้อนรับอย่างทรงเกียรติแบบนี้กับเขาบ้างแล้ว

            เขามองไปที่สาวใช้คนหนึ่งที่กำลังวิ่งมาหาพวกเขาเพื่อพาเข้าไปยังด้านในของหอฟ้าสมุทรแห่งนี้ระหว่างทางนั้นพวกเขาก็ได้เห็นบริเวณทางขึ้นชั้นสองหลายเส้นทางที่มีคนยืนต่อแถวกันยาวเหยียดอย่างกับมังกรตัวหนึ่ง

            แต่ละทางเข้าอย่างต่ำๆ ก็มีคนยืนเข้าแถวรอขึ้นข้างบนอยู่นับหลายร้อยคนแล้วถึงแม้ว่าจะมีเหล่าสาวใช้จำนวนหนึ่งคอยให้บริการน้ำชาแก่เหล่าแขกที่มายืนเข้าแถวกันอยู่อย่างไม่ขาดสายก็ตามแต่อย่างไรคนที่ต้องต่อคิวยาวขนาดนี้มันก็ต้องอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดกับการที่ต้องมายืนรอนานๆแบบนี้

            แต่พวกของจ้าวเหวินชางนั้นพิเศษออกไป

            สาวใช้ที่นำทางพวกเขาอยู่นั้น พาพวกเขาเดินขึ้นไปตามทางที่เตรียมไว้สำหรับแขกกิตติมศักดิ์โดยเฉพาะตรงข้างทางก็มีเหล่าทหารองครักษ์ยืนต้อนรับพวกเขาอยู่เป็นระยะๆทุกๆสามเมตรก็จะมีดอกไม้วิเศษตั้งอยู่โดยที่มันจะโชยกลิ่นหอมออกมาทำให้บนเส้นทางที่พพวกเขาเดินอยู่นั้นดูหรูหรากว่าทางอื่นๆ หลายเท่า

            จ้าวเหวินชางหันหลังกลับไปดูก็พบว่าเจ้าของม้ามังกรเหล็กและม้านิลมังกรขนทองที่พวกเขาเจอบนถนนนั้นตอนนี้กำลังต่อแถวเข้าคิวอันยาวเหยียดนั่นอยู่แม้แต่คนระดับนั้นยังไม่มีโอกาสได้รับบัตรผลึกจันทร์แบบเขาเลย

            ความรู้สึกแบบนี้มันสะใจเสียจริง

            ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนละก็จ้าวเหวินชางนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะมาเข้าคิวแบบนี้เลยด้วยซ้ำแต่ตอนนี้เขากลับสามารถเดินอยู่ในงานนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย

            ทั้งหมดนี่ต้องขอบคุณหลินอี้เลยนะนี่!

            หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินมาถึงสุดทางของเส้นทางพิเศษนี้โดยก่อนจะขึ้นไปยังชั้นสองนั้นจะต้องลงทะเบียนก่อนซึ่งตรงจุดนี้จะมีอยู่ส่วนหนึ่งที่เป็นจุดลงทะเบียนสำหรับผู้เข้าร่วมงาน สักพักก็มีคนเข้ามาตรวจสอบบัตรผลึกจันทร์ของหลินหยางและจ้าวเหวินชางโดยเฉพาะจากนั้นก็แจ้งให้พวกของหลินหยางทราบว่า

            “พวกเราเตรียมห้องรับรองในงานประมูลสำหรับพวกท่านทั้งสองเอาไว้แล้วคือห้องรับรองหมายเลขสิบหก และอีกเรื่องคือท่านทั้งสองสามารถพาผู้ติดตามเข้าไปได้แค่ห้าคนเท่านั้นส่วนคนที่เหลือจะถูกเชิญให้รออยู่ที่ด้านล่างแทน”

            “แค่พวกเราสามคนนี่แหละ” จ้าวเหวินชางรีบพยักหน้าตอบรับ

            หลังจากลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้สาวใช้คนเดิมมาช่วยนำทางพาพวกเขาขึ้นไปที่ชั้นสองจากนั้นก็เดินต่ออีกประมานครึ่งนาทีก็มาถึงห้องรับรองห้องหนึ่ง

            โอ้โห ใหญ่มาก

            จ้าวเหวินชางและสวี่เหยารู้สึกทึ่งในความฟุ่มเฟือยของหอฟ้าสมุทร

            ห้องรับรองห้องนี้มีขนาดใหญ่มากจนแทบจะสามารถขี่ม้าเล่นในนี้ได้แล้วภายในนี้นอกจากจะมีพวกโต๊ะน้ำชาที่ดูหรูหราแล้วห้องนี้ยังถูกแกะสลักตกแต่งด้วยตัวอักษรโบราณอีกด้วยนอกจากนี้บนโต๊ะยังมีทั้งน้ำชาทั้งผลไม้ต่างๆ จัดวางเตรียมไว้เสร็จสรรพ ราวกับห้องนี้เป็นพระตำหนักจำลองเลยก็ไม่ปาน

            และที่วิเศษยิ่งกว่าก็คือทั้งด้านหน้าและด้านหลังของห้องถูกตกแต่งด้วยกระจกขนาดใหญ่ที่สามารถมองทะลุไปยังด้านล่างได้โดยที่มันเป็นกระจกแบบที่มองทะลุได้ด้านเดียวคนในมองออกไปได้แต่คนที่อยู่ด้านล่างจะไม่สามารถมองเห็นคนในห้องได้เลย

            หลินหยางเดินมาสำรวจตรงบริเวณหน้าต่างของห้อง

            ก็พบว่าด้านหน้าของพวกเขาก็คือห้องโถงใหญ่ที่ใช้จัดงานประมูลในครั้งนี้

            พอมองเข้าไปในนั้นก็พบว่ามีเก้าอี้จัดเตรียมไว้กว่าร้อยแถวตั้งเรียงกันอย่างแน่นหนาล้อมรอบเวทีประมูลเอาไว้

            ดูท่าทางน่าจะสามารถจุคนได้อย่างต่ำๆ ก็หมื่นคน

            และที่ด้านข้างห้องรับรองของพวกเขานั้นยังมีห้องแบบเดียวกับพวกเขาเป๊ะๆ ตั้งเรียงรายอยู่สิบกว่าห้องซึ่งมันน่าจะเป็นห้องของผู้ที่มีบัตรผลึกจันทร์เหมือนพวกเขาไม่ผิดแน่

            นอกจากนี้หลินหยางยังสังเกตเห็นอีกว่ามันยังมีห้องที่ดูแล้วน่าจะมีตำแหน่งสูงกว่าพวกของพวกเขาอยู่ด้วยซึ่งห้องเหล่านั้นดูท่าทางน่าจะกว้างขวางใหญ่โตยิ่งกว่าของพวกเขาเสียอีก

            นั่นคือห้องรับรองระดับสวรรค์ซึ่งมีแค่แขกที่สำคัญที่สุดของหอฟ้าสมุทรเท่านั้นถึงจะเข้าไปใช้งานได้

            พอหลินหยางดูด้านหน้าเสร็จก็กลับมาดูที่กระจกทางด้านหลังเขาแทน

            ภาพที่เห็นจากฝั่งนี้ก็คือห้องโถงใหญ่ของชั้นหนึ่งที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมานั่นเอง

            มีคนจำนวนมากกำลังเดินอยู่ที่ข้างใต้เท้าของพวกเขาทำเอาคนที่อยู่ในห้องรับรองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดั่งเทวดาที่กำลังมองดูภพมนุษย์อยู่ก็ไม่ปานรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

            นี่แหละคือลักษณะพิเศษของห้องรับรองอันทรงเกียรติที่หอฟ้าสมุทรจงใจออกแบบมาให้เป็นอย่างนี้

            ในตอนนั้นเองหลินหยางก็มองเห็นที่เบื้องหลังเกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินอยู่บนเส้นทางพิเศษสำหรับแขกกิตติมศักดิ์อย่างองอาจท่ามกลางสายตายำเกรงของคนรอบข้าง

            กลุ่มคนเหล่านี้สวมใส่เสื้อฉางเผา (เสื้อคลุมจอมยุทธ์ชายมีลักษณะคล้ายกี่เพ้าของผู้หญิง) สีดำซึ่งถูกปักลายเมฆสีม่วงเอาไว้บนตัวเสื้อแต่ละคนล้วนมีท่าทางที่ดูหยิ่งทระนง น่าเกรงขาม ไม่เห็นหัวคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย

            โดยเฉพาะชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกห้อมล้อมอยู่ตรงกลางนั้นดูเปล่งประกายอย่างจันทราที่ลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวเปล่งประกายอันสูงส่งราวกับทวยเทพที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์

            สิ่งที่หลินหยางสังเกตเห็นก็คือ ข้างๆ ของชายหนุ่มผู้นั้นคือเถ้าแก่ระดับสามดาวคนหนึ่งที่เขาเองก็รู้จักดีลู่ชิงเฟิง

            เถ้าแก่ระดับสามดาวที่มีสิทธิและอำนาจสูงมากคนหนึ่งในหอฟ้าสมุทรอย่างเขากลับเป็นฝ่ายลงไปต้อนรับชายหนุ่มนั่นด้วยตัวเองเสียอย่างนั้น

            ทำให้ฝั่งนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าพวกของหลินหยางเยอะเลย

            “พี่หลิน นั่นแหละพวกระกูลซ่างกวัน!”

            ไอ้อ้วนจ้าวชะโงกหัวออกมาดูข้างๆ หลินหยาง จากนั้นก็อธิบายให้เขาฟัง

            มิน่าล่ะ

            ถ้างานนี้เป็นงานที่รวบรวมตระกูลใหญ่ของราชอาณาจักรโล่ยื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่จะมีโอกาสได้พบกับพวกตระกูลซ่างกวันแบบนี้

            ไอ้อ้วนจ้าวอธิบายให้หลินหยางฟังต่อว่า “ไอ้หนุ่มนั่นคือบุตรชายคนโตของประมุขตระกูลซ่างกวัน ซ่างกวันอวิ๋น มีฉายาว่า ‘องค์ชายสามัญชน’”

            องค์ชายสามัญชน

            เป็นแค่สามัญชน แต่มีเกียรคิสูงส่งเทียบเท่าองค์ชายอย่างนั้นหรือ?

            จ้าวเหวินชางอธิบายต่อว่า “ซ่างกวันอวิ๋นนี่มีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ ถึงแม้ว่าทักษะด้านการช่างของเขาจะไม่โดดเด่นสักเท่าไรแต่พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของเขานั้นนับว่าน่าตกใจแค่อายุยี่สิบปีเขาก็ได้เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่อายุน้อยที่สุดของเมืองฮุยยื่อแล้วได้ยินว่าแม้แต่องค์ราชันยังเอ่ยชมเขาไม่ขาดปากเลย!”

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิง!

            หลินหยางรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้วด้วยวิชาเนตรเพลิงสุพรรณของเขา

            อายุแค่ยี่สิบกว่าปีกลับมีความสามารถด้านวรยุทธ์สูงส่งขนาดนี้ซ่างกวันอวิ๋นผู้นี้นับว่ามีพรสวรรค์จริงๆ

            ขนาดหลินหยางที่อยู่ห่างออกมาค่อนข้างไกลแล้วยังสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันสูงส่งเหนือกว่าคนทั่วไปของซ่างกวันอวิ๋นนั่นได้เลยความรู้สึกเดียวกับตอนที่ ซ่างกวันเฟย น้องชายของเขาเพิ่งมาถึงเมืองชูอวิ๋นเลยราวกับพวกเขาเห็นคนรอบข้างทั้งหมดเป็นเพียงแค่เศษขยะเท่านั้น

            ระหว่างทางที่ตระกูลซ่างกวันเดินอยู่นั้น ลู่ชิงเฟิงก็คอยแย้มยิ้มทักทายอยู่ตลอดเวลาแต่ไอ้ซ่างกวันอวิ๋นนั่นไม่ได้สนใจคนเขาเลยแม้แต่น้อย แค่จุดนี้ก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยอันหยิ่งยโสไม่เห็นหัวผู้อื่นขององค์ชายสามัญชนที่ว่านี้ได้อย่างชัดเจน

            เหมือนน้องชายของมันเป๊ะๆ เลย

            จากนั้นไม่นาน หลินหยางก็เห็นห้องรับรองห้องหนึ่งที่อยู่เหนือหัวพวกเขาขึ้นไปนั้นสว่างขึ้น

            หลินหยางไม่ได้สนใจอะไรพวกตระกูลซ่างกวันมากไปกว่านี้แล้วความแค้นระหว่างเขากับตระกูลซ่างกวันนั้นมันลึกมากพออยู่แล้วต่อให้มันจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ไปก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมเท่าไรนัก

            พอพวกตระกูลซ่างกวันมาถึงก็มีพวกตระกูลระดับสูงของอาณาจักรโล่ยื่ออีกหลายตระกูลปรากฏตัวตามหลังมา

            มีทั้งตระกูลเสิ่นซึ่งเป็นกลุ่มตระกูลที่ทำธุรกิจผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดตระกูลฮว๋าที่ครองตลาดโอสถทั้งหมดเอาไว้อยู่ และตระกูลอื่นๆ อีกรวมทั้งหมดเป็นห้าตระกูลก็ถูกเชิญให้เข้าไปในห้องรับรองที่ตั้งอยู่เหนือหัวของพวกหลินหยางด้วยเช่นกันแต่ถ้าเทียบกันแล้วกลุ่มของตระกูลซ่างกวันนี่แหละที่ดูองอาจน่าเกรงขามมากที่สุดแล้ว

            แต่ในตอนที่หลินหยางกำลังคิดว่าพวกตระกูลมหาอำนาจทั้งหมดมาถึงกันหมดแล้วทันใดนั้นเองก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินตามเข้ามาบนเส้นทางพิเศษสำหรับแขกกิตติมศักดิ์ด้วย

            แต่รอบนี้มากันไม่เยอะ มีแค่ห้าคนเท่านั้น

            ในห้าคนนี้นั้นคนที่เดินนำหน้าสุดนั้นแต่งกายหรูหรางดงามคอยเดินนำทางให้อยู่แต่คนที่เหลือที่เดินตามหลังมานั้นล้วนสวมใส่เสื้อคลุมไหมสีเงินยาวๆ เอาไว้ทำให้มองเห็นรูปร่างหน้าตาไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไร

            แต่หลินหยางกลับตาโตทันที

            วิชาเนตรเพลิงสุพรรณบอกเขาว่าสี่ในห้าคนนี้ล้วนเป็นพวกที่มีระดับอวิ้นหลิงทั้งนั้น!

            เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย

            ระดับอวิ้นหลิงนั้นมันแข็งแกร่งจนอยู่เหนือกว่าจินตนาการของคนทั่วไปแล้วทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นยังมีแค่สามคนเท่านั้น ต่อให้เป็นราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้เกรงว่าอย่างมากก็มีไม่เกินยี่สิบสามสิบคนหรอก

            แต่ตอนนี้กลับโผล่ออกมาพร้อมกันทีเดียวถึงสี่คน จะไม่ให้เขารู้สึกตกใจได้อย่างไร

            ด้านข้างนั้น ไอ้อ้วนจ้าวก็ตาลุกโตด้วยเช่นกัน “เฮ้ย นั้นมันหนึ่งในสองเถ้าแก่ระดับสี่ดาวของหอฟ้าสมุทรเทพยุทธ์โชคลาภ ท่านเถ้าแก่กวันสี นี่นา?”

            หลินหยางหันมาถามว่า “เจ้าเคยเจอเขาหรือ ?”

            จ้าวเหวินชางหัวเราะแห้งๆ ตอบกลับไปว่า “ข้าจะไปมีโอกาสแบบนั้นได้อย่างไรข้าแค่เคยเห็นเขาจากที่ไกลๆ ก็เท่านั้นแหละ แต่ว่าทั้งสี่ท่านนั้นคือใครกันนะ?ถึงกับทำให้ท่านเถ้าแก่กวันสีออกมาต้อนรับด้วยตัวเองแบบนี้”

            หลินหยางพยักหน้าหงึกๆ พลางมองไปที่เถ้าแก่กวันสีที่กำลังนำทางอยู่คนนั้น

            คนๆ นี้รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าสดใสไว้เครายาวประมาณสองฉื่อที่ตอนนี้กำลังปลิวสไวตามสายลมนั่นให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและไม่ถูกสิ่งใดผูกมัดเอาไว้

            ภายในร่างกายของเขานั้นมีพลังฟ้าดินอันทรงพลังไหลเวียนอยู่เขาเองก็เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน ฉายาเทพยุทธ์โชคลาภนี่นับว่าเหมาะสมกับเขาแล้ว

            สมองของหลินหยางพลันวิ่งแล่นอย่างรวดเร็วทันที

            เป็นอย่างที่จ้าวเหวินชางว่านั่นแหละ อีกสี่คนที่เดินตามหลังเถ้าแก่กวันสีอยู่นั้นคือใครกันแน่ถึงขนาดทำให้คนระดับเถ้าแก่ผู้นั้นต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเองแบบนี้

            ขนาดซ่างกวันอวิ๋นที่มาเมื่อครู่นี้ยังไม่ได้รับการต้อนรับขนาดนั้นเลย

            หลินหยางมองไปที่คนๆ เดียวที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มนั้น

            เป็นเพราะผ้าคลุมไหมเงินนั่นทำให้หลินหยางมองเห็นลักษณะของคนเหล่านั้นไม่ชัดสักเท่าไรแต่ดูจากท่าทางและบรรยากาศอันนิ่งสงบของเขาบวกกับการที่ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงอีกสามคนนั้นเดินตามหลังคนๆ นี้อีกทีแล้วเกรงว่าคนตรงกลางคนนี้แหละที่เป็นคนที่มีฐานะสูงส่งมากที่สุดในกลุ่มนั้นแล้ว

            ดูท่าทางในงานประมูลวันนี้จะมีคนระดับสุดยอดมากๆ มาร่วมงานด้วยเสียแล้ว...

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน