“ทางซ้ายโล่งแล้ว เข้าไปเติมเร็ว~!”
“ด้านหลังมอนสเตอร์มีคนกระเด็นออกไปหนึ่ง ช่วยกันปิดไว้เร็ว !”
การออกคำสั่งดังขึ้นอย่างถี่รัวจากหัวหน้ากลุ่มที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาฝึกตัวเอง แอชเชอร์ที่วิ่งไปรอบๆนี้เองเขาก็ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด หลังจากที่พี่เลี้ยงดึงมอนสเตอร์เข้ามาให้พวกเขาล่าพร้อมกันถึง 13 ตัว ด้วยลำตัวที่ใหญ่กว่า 5 เมตรของพวกมันทำให้รูปแบบการโจมตีของพวกเขาต้องตีวงขนาดใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้นทุกๆคนยังทำงานยากขึ้นเพราะมองไม่เห็นกัน สิ่งที่พวกเขาแต่ละคนต้องทำคือฟังเสียงจากระบบ จากหัวหน้าที่แยกออกไปสั่งการแบบพิเศษ ไม่ได้เข้าร่วมการล่ากับพวกเขา
หากว่าหัวหน้าเข้ามาเป็นหนึ่งในคนที่ไล่ล่ามอนสเตอร์ทั้ง 13 ตัว พวกเขาจะเหมือนกับคนตาบอด จากขนาดของมอนสเตอร์ที่ปิดไม่ให้เห็นอะไร
“ทุกคน ตัวที่ 14 มาแล้ว เตรียมพร้อมรับมือ~!”
พี่เลี้ยงยังคงไม่หยุด พวกเขาได้ล่อมอนสเตอร์เข้ามาอีกหนึ่งตัว แอชเชอร์ที่กำลังต่อสู้พลางสำรวจรอบๆตัวเขาก็พบว่าการต่อสู้ในวันนี้มันดูรีบเร่งเกินไป คงจะเป็นเพราะเหตุการณ์มอนสเตอร์เพิ่มจำนวนขึ้นมามากแล้วพวกมันก็หายไป ทำให้ทางค่ายฝึกพิเศษเลือกที่จะใช้วิธีสู้แบบเสี่ยงในการฝึกพวกเขา
ถึงมอนสเตอร์ 5 ดาวจะมีจำนวนมากพวกมันกลับไม่ใช่มอนสเตอร์น่ากลัวสำหรับพวกเขาที่สวมใส่ชุดเกราะมาร์คเซเว่นที่สามารถปะทะกับมอนสเตอร์ 6 ดาว ต่อให้มอนสเตอร์ 5ดาวจะมีมาก ถ้าหากพวกเขาพลาดชุดเกราะก็สามารถป้องกันการโจมตีเหล่านั้นให้พวกเขาได้
“ตัวที่ 18 มาแล้ว~!”
“หัวหน้า พี่เลี้ยงต้องการให้เราปะทะกับพวกมัน 1 ต่อ 1”
แอชเชอร์พูดแทรกเข้าไปในระบบ บอกหัวหน้าให้รู้เกี่ยวกับสิ่งที่พี่เลี้ยงต้องการจะทำ เดิมทีพวกเขาเคยคุยกันว่าจะใช้รูปแบบทีมจัดการกับมอนสเตอร์ 18 ตัวพร้อมกันให้ได้ก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้งานรูปแบบสู้ตัวต่อตัว ซึ่งเป็นวิธีการฝึกที่ค่ายฝึกพิเศษเน้นหนัก ทุกคนที่เข้ามาในค่ายฝึกพิเศษจะต้องผ่านการสู้ตัวต่อตัวกับมอนสเตอร์
“แน่ใจนะแอชเชอร์”
“ถึงมันจะเร็วไป แต่ฉันแน่ใจว่าพี่เลี้ยงต้องการให้เราทำแบบนี้ พวกนายสังเกตเห็นจำนวนทหารในค่ายฝึกที่ลดลงไหม ดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้พี่เลี้ยงลัดขั้นตอนการฝึกของพวกเราไปขั้นสุดท้ายเลย”
“แล้วคะแนนเราล่ะ หากว่าวันนี้พวกเขายังคงอยากให้เราสู้กับมันเป็นทีม”
“นายลองประเมินสถานการณ์ดูสิ ขนาดตัวของพวกมันทั้ง 18 ตัวเมื่ออยู่รวมกัน เราทั้ง 18 คนสามารถสร้างรูปแบบทีมได้ไหม กว่าจะวิ่งไปถึงตำแหน่งของรูปแบบเรามีโอกาสเหนื่อยก่อน เพราะงั้นทางที่ดี เราต้องเปลี่ยนไปสู้กับมันตัวต่อตัว ยังไงชุดเกราะของเราก็เหนือกว่า หากเราปรับตัวได้เร็วพอ มันจะไม่ใช่ปัญหาเลย แต้มก็เช่นกัน”
“ถ้าอย่างนั้นทุกคนฟัง เราจะใช้การโจมตีตัวต่อตัว ใครที่สามารถฆ่าได้ให้ช่วยเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ”
“ทราบ~!”
เหล่านักเรียนทั้ง 18 วิ่งเข้าไปล่อมอนสเตอร์คนละตัวเพื่อนำมันออกจากกลุ่ม หัวหน้าที่ออกคำสั่งต่างก็วิ่งไปล่อมอนสเตอร์ออกมาเช่นเดียวกันเพราะเขาไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งต่อไป จากนี้พวกเขาจะใช้วิธีการสู้แบบตัวต่อตัวโดยใช้ความสามารถของตัวเองรวมกับพลังของชุดเกราะ
พรึ่บ~!
แอชเชอร์เปิดใช้งานสกิลเต็มกำลังด้วยการดึงมานาจากชุดเกราะเสริมเข้าไป จนทำให้มีดและดาบในมือของเขาปลดปล่อยไอเย็นของน้ำแข็ง เดิมทีเขาคิดจะเลือกธาตุสายฟ้าเพราะในอนาคตอาจจะมีสกิลที่ใช้เพิ่มความเร็วด้วยธาตุ แต่สายฟ้ากลับมีคนเลือกใช้งานมากเกินไป เขาจึงเลือกธาตุน้ำแข็งแทน หากไม่สามารถแช่แข็งให้ศัตรูตายได้ มันก็ทำให้ศัตรูช้าลง ด้วยผลนี้เองเขาที่ต้องการความเร็วจึงเลือกมาใช้เพราะหากเขาเพิ่มความเร็วตัวเองไม่ได้ เขาก็เลือกที่จะลดความเร็วของอีกฝ่ายแทน
เพล้ง~!
น้ำแข็งจากลำแสงมีดฟันเข้าใส่ดวงตาซ้ายของมอนสเตอร์จนเปลือกตาของมันมีน้ำแข็งเกาะไม่สามารถใช้ดวงตาซ้ายได้อีกต่อไป แอชเชอร์ที่ปิดการมองเห็นด้านซ้ายไปทั้งแถบเขาก็วิ่งลอดใต้ขาของมันใช้ดาบในมือฟันใต้ท้องที่เป็นผิวหนังอ่อน จนทำให้เกิดบาดแผล กระทั่งการสไลด์ผ่าท้องของมอนสเตอร์มาถึงก้นแอชเชอร์ไม่รอช้าตัดหางของมันจนมอนสเตอร์ร้องตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวด
แม้หางจะไม่ใช่จุดอ่อนที่แท้จริง มันกลับเป็นจุดที่ระบบบอกเขาให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่หากได้รับบาดแผลจะทำให้มอนสเตอร์เสียสมาธิ ถึงมันจะดุร้ายมากยิ่งขึ้น แต่หากเขาเร็วพอ การที่มันเป็นมอนสเตอร์สวมเกราะหินแต่แสดงความโกรธไม่คิดที่จะป้องกัน ก็เป็นการเปิดจุดอ่อนของมันเช่นเดียวกัน กระทั่งหางของมันร่วงตกถึงพื้นนั้น มอนสเตอร์คล้ายเต่ามันก็ร้องคำรามลั่นทั้งโกรธและเจ็บปวด พยายามหันหัวมาจัดการกับแอชเชอร์
เขากลับพุ่งไปยังด้านซ้ายของมันที่ปิดตาเอาไว้ด้วยน้ำแข็ง จากนั้นเขาก็ใช้ดาบแทงผ่านกระดองของมันที่เหมือนกับเกล็ดซ้อนทับกันหลายชั้น การที่มันโกรธทำให้เกล็ดเหล่านี้ยกตัวปลดปล่อยความร้อยออกไป ด้วยการที่มันเปิดใช้งานรูปแบบโจมตีเต็มกำลังเพราะโกรธ ทำให้เขาสามารถแทงดาบลอดผ่านใต้เกล็ดเข้าเสียบผิวหนังอ่อนของมันได้ และตำแหน่งที่เขาแทงไปก็เป็นจุดที่เชื่อมต่อถึงหัวใจของมัน
ฉั๊วะ~! ตึง
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการดิ้นทรมาน มีเพียงแค่ร่างใหญ่ยักษ์ทิ้งตัวลงไปนอนบนพื้นจนเกิดการสั่นไหวของพื้นดินเล็กน้อยเท่านั้น แอชเชอร์ที่ฆ่ามันเขาก็แอบเก็บฟอสเอนเนอร์จี้แล้วพุ่งตัวไปช่วยเหลือเพื่อนของเขา ซึ่งการช่วยแอชเชอร์ไม่ได้จับคู่ต่อสู้ร่วมกับเพื่อน เขาใช้วิธีการสาธิตการฆ่ามอนสเตอร์ให้เพื่อนของเขาได้ดู
เริ่มต้นด้วยการทำลายดวงตาข้างหนึ่งของมัน จากนั้นก็ทำการตัดหาง เมื่อมันโกรธจัดสิ่งที่พวกเขาต้องทำคือใช้ความเร็วของชุดเกราะแทงไปยังบริเวณหัวใจของมันผ่านเกล็ดที่ยกตัวปลดปล่อยไอร้อนออกมา เพื่อนร่วมทีมที่เห็นการฆ่าของแอชเชอร์มันง่ายดายมาก ก็เริ่มไปช่วยคนอื่นๆ ด้วยการอธิบายวิธีของแอชเชอร์
“ปิดตาสักข้างของมันก่อน”
แอชเชอร์พุ่งเข้าไปช่วยเพื่อนต่อไปพลางบอกเทคนิคในการด้วยการปิดตาสักข้างของมัน จะเป็นตาซ้ายหรือตาขวาก็ได้ หากเปิดตาซ้ายด้านซ้ายของมอนสเตอร์จะเป็นจุดบอด หากปิดตาขวาทางฝั่งขวาของมันจะเป็นจุดบอด กระทั่งเพื่อนร่วมทีมที่แอชเชอร์บอกสามารถทำตามได้ร่างมอนสเตอร์ที่พยายามไล่ขวิดก็ล้มตัวลงไปนอนบนพื้นดิน โดยมีแอชเชอร์แอบขโมยฟอสเอนเนอร์จี้จากมัน
“ไป ไป ไป อย่าพึ่งดีใจเพื่อนหลายคนต้องการเทคนิค”
แอชเชอร์กระตุ้นเพื่อนให้ทำตามคำแนะนำของเขา กระทั่งผ่านไป 30 นาทีจำนวนมอนสเตอร์ก็ลดจำนวนลงมาเหลือ 5 ตัวเท่านั้น เหล่าพี่เลี้ยงที่เห็นว่าทีมของแอชเชอร์เริ่มที่จะคุ้นชินกับมอนสเตอร์ พวกเขาก็ล่อมาอีกเรื่อยๆ จนกว่าพวกเขาเห็นว่าทุกๆคนในทีมสามารถฆ่ามอนสเตอร์ได้ด้วยตัวคนเดียวพวกเขาถึงจะพอ
“ระบบใช้ฟอสเนอร์จี้ซื้อสกิลพลิกตัวกลางอากาศ”
แม้ชุดเกราะจะสามารถปล่อยไอพ่นเพื่อให้พวกเขากระโดดได้สูงและพลิกตัวกลางอากาศเพื่อหลบการโจมตี แอชเชอร์กลับเห็นข้อจำกัดของร่างกายตัวเอง เขาไม่ได้มีไอพ่นเหมือนชุดเกราะจึงต้องมีสกิลนี้ติดตัว หากชุดเกราะพังเขาก็ยังสามารถใช้สกิลติดตัวหลบหลีกมอนสเตอร์ได้
[แจ้งเตือน ใช้ฟอนเอนเนอร์จี้ 1,000 หน่วยซื้อสกิลพลิกตัวกลางอากาศ]
[ทำการติดตั้งสกิลพลิกตัวกลางอากาศสำเร็จ]
พรึ่บ~!
แอชเชอร์ทดลองใช้งานสกิลด้วยการกระโดดขึ้นไปกลางอากาศ เดิมทีการเคลื่อนไหวด้านบนจะเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย การพลิกตัวเป็นไปไม่ได้เลยหากว่าช่วงกระโดดเขาไม่จัดแจงร่างกายตัวเองเพื่อพลิกตัว แต่เมื่อเขากระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้าลอยผ่านร่างมอนสเตอร์หนึ่งตัว แอชเชอร์กลับสามารถพลิกตัวได้ด้วยสกิล ความรู้สึกของเขาในช่วงที่อยู่บนฟ้าเหมือนกับกำลังลอยอยู่ในน้ำ เขาสามารถพลิกตัวไปทิศใดก็ได้ตามความต้องการจนกว่าจะถึงพื้น ถึงทิศทางการกระโดดจะมีจุดตกเหมือนเดิมก็ตาม การพลิกตัวของเขาในช่วงกระโดดกลับไม่มีข้อจำกัดเลยสักนิด
ฉั๊วะ~!
การลงมือฆ่าเริ่มขึ้นอีกครั้ง แอชเชอร์ไม่จำเป็นต้องรอใครอีกต่อไปแล้ว เขาสามารถจัดการมันได้ในทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้เพื่อนร่วมทีมสร้างความเสียหาย เขาสามารถปิดตาตัดหางแทงหัวใจของมันได้ด้วยตัวเพียงคนเดียว ทำให้การล่าของเขาเด็ดขาดมากกว่าคนอื่นๆที่เหมือนเด็กกำลังหัดเดิน ทั้งที่เขาเป็นเด็กที่วิ่งได้แล้ว
“ดูนั่น”
พี่เลี้ยงที่กำลังดึงมอนสเตอร์เข้ามาทีละตัวสองตัว ต่างพากันหยุดยืนมองแอชเชอร์หลังจากเขาฆ่ามอนสเตอร์เร็วเกินไป มันเร็วกว่าคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด จากการลงมือล่อมอนสเตอร์ของพี่เลี้ยงในกลุ่มนักเรียนตอนนี้จะต้องมีมอนสเตอร์ 18 ตัวตลอดเวลา ต่อให้จะมีมอนสเตอร์ตายไปก็ตาม พวกเขาสามารถล่อมันมาเติมเต็มได้ แต่การล่อมอนสเตอร์ของพวกเขากลับช้ากว่าการฆ่าของแอชเชอร์ทำให้หลายคนสนใจ
“สัญชาตญาณดิบที่ตื่นขึ้นเหรอ”
“ไม่ ไม่น่าใช่สัญชาตญาณการเอาตัวรอด ทุกๆอย่างมันดูเชี่ยวชาญไปหมด การกระโดด การพลิกตัว การใช้งานสกิล มันดูลื่นไหล น่าจะเป็นความสามารถของเขาจริงๆ”
“งั้นเหรอ ดูเหมือนว่าการฝึกรูปแบบทีมของค่ายฝึกจะกดทักษะการฆ่าของเขาเอาไว้ตลอดสินะ”
“แจ้งเรื่องนี้ให้ค่ายฝึกทราบ เราจำเป็นต้องแยกเขาออกจากกลุ่มโดยเร็วเพื่อให้เขาได้ใช้ความสามารถมากกว่านี้”
เหล่าพี่เลี้ยงเริ่มจับตามองมากขึ้นกว่าเดิม พวกเขาถูกเร่งให้ฝึกเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ให้มากยิ่งขึ้นจนถึงขั้นใช้วิธีลัดที่เสี่ยง แต่ความเสี่ยงของพวกเขากลับทำให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจเมื่อมีนักเรียนแสดงศักยภาพเกินกว่าที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ออกมา
จากการสำรวจตัวของแอชเชอร์นอกจากเขาจะฆ่ามอนสเตอร์ได้ด้วยตัวคนเดียวแล้วนั้น เขายังอธิบายและใส่ความกล้าที่จะเผชิญหน้าให้กับเพื่อนร่วมทีมผ่านการสั่งการของเขาอีกด้วย หากให้เวลาอีก 1 อาทิตย์ ทีมของเขาทั้งหมดจะฆ่ามอนสเตอร์ระดับ 5 ดาวโดยไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบทีม
“นายช้าไปแล้ว หลังจากตัดหางต้องรีบฆ่ามัน”
แอชเชอร์พุ่งเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนของเขาที่ไม่สามารถฆ่ามอนสเตอร์หลังจากตัดหางได้ทัน พวกเขามีเวลาราว 30 วินาทีเพื่อฆ่ามันก่อนที่มันจะปลดปล่อยท่าโจมตีหมู่หลังจากตัดหาง หลังจากที่แอชเชอร์กระโดดเข้ามาในตอนที่มอนสเตอร์กำลังจะปลดปล่อยการโจมตีหมู่ออกไปนั้นเขาก็ได้ใช้ดาบในมือแทงเข้าไปในดวงตาอีกข้างของมันจนทำให้การโจมตีหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จังหวะนี้เองเขาก็ได้ใช้ดาบแหวกผิวหนังใกล้กับหัวใจของมัน แล้วนำมือคว้าเข้าไปขยี้หัวใจมอนสเตอร์จนตาย
“ลุกขึ้น คนอื่นกำลังรอพวกเราไปช่วยเหลือ”
การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พวกเขาไม่มีเวลาพัก จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือคนอื่นๆที่กำลังลองผิดลองถูก เดิมทีพวกเขาเน้นการทำงานเป็นทีมจึงทำให้รู้จักเพียงแค่การทำตามคำสั่ง จึงทำให้หลายคนขาดความยืดหยุ่นในการทำงาน การใช้งานชุดเกราะพวกเขาก็ต้องกดมันเอาไว้เพื่อให้การเคลื่อนไหวไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป มันต้องเท่ากับคนในทีม แต่ตอนนี้พวกเขาสามารถปลดล็อกข้อจำกัดนั้นได้ แต่หลายคนยังติดปัญหามาจากการทำงานเป็นทีม