ร่างของหลี่ต้าจ้วงบินลอยขวางอยู่ด้านหน้าชวีหนานอี แม้แต่กระบี่ยังไม่ได้ชักออกมา ก็ถูกไป๋จื่อชีตบไปอยู่ด้านข้างแล้ว เคราะห์ดีที่หลี่ต้าจ้วงเนื้อหนังหนา ไม่นานก็โผกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สาบานว่าถึงตายก็จะปกป้องชวีหนานอี เขาหลังจากที่ถูกชกต่อยไปหลายหมัด ก็ยังไม่เข้าใจ นี่มิใช่ว่าสนทนาหยอกล้อกันอยู่ดี ๆ หรือ เหตุใดบอกว่าลงมือก็ลงมือ? มีเรื่องอันใดที่ไม่สามารถสนทนากันดี ๆ? จำเป็นต้องทุบตีตนเองกัน ช่างไม่ได้รับความเป็นธรรมเสียนี่กระไร
ซูเหลาเหย่วันนี้นับว่าได้เห็นฉากที่ยิ่งใหญ่แล้ว คิดจะดึงแยกออก ก็ไม่มีจังหวะให้ลงมือ นี่...นี่ล้วนคือที่ไหนกับที่ไหนกัน?
สายตามองเห็นแต่หลี่ต้าจ้วงที่ถูกทุบตี ชวีหนานอีรีบตะโกนเรียก “ฮัวชิงหร่าน!”
ฮัวชิงหร่านกล่าวอย่างเรียบเฉย “เหตุใดต้องช่วยเจ้า?” คิดว่าเขาชอบตบตีทะเลาเบาะแว้งหรือ? พอขยับทั้งร่างก็เหงื่อออก! เหอะ...
ชวีหนานอีหันศีรษะมองไปทางลวี่เยา กล่าวอย่างหยอกล้อ “เช่นนั้น เจ้าออกไป ให้ไป๋เม่าฉายทุบสักสองทีระบายอารมณ์ คงไม่ดีถ้าให้ข้าพัวพันถูกทุบตี”
ลวี่เยากล่าวข่มขู่อย่างเด็กน้อยไม่ประสา “เจ้าหากเป็นเช่นนี้ข้าจะไม่ชอบเจ้าแล้ว! ข้าไปชอบไป๋จื่อชียังดีกว่า”
คำพูดนี้พลังทำลายมหาศาล ไป๋จื่อชีเก็บมือเก็บเท้าทันใด กุมมือคารวะหลี่ต้าจ้วง แสดงความเคารพชวีหนานอีกล่าว “ไร้มารยาทแล้ว”
หลี่ต้าจ้วงเพิ่งถูกทุบตีจนเวียนศีรษะงุนงง ไป๋จื่อชีที่เก็บมือทันใด ตัวเขาเองกลับยังคงเหวี่ยงแขนวนเป็นวงกลม ไม่สนุกเอาเสียเลย
ชวีหนานอีกล่าวเสียงเย็นชา “ไร้มารยาทแล้วหนึ่งประโยค ก็สามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้?” ยกมือชี้ไปที่หลี่ต้าจ้วง “ต่อให้เรียนรู้ศิลปะกำลังภายใน ก็ไม่สามารถทุบตีคนกลายเป็นถึงขนาดนั้น!”
ไป๋จื่อชีไม่ถ่อมตัวไม่โอหัง “จื่อชีจะร้องขอท่านแม่ทัพหลี่ให้ยกโทษให้”
ชวีหนานเหล่มอง “หืม?” ในใจรวบรวมความต้องการขูดรีดไป๋จื่อชีเป็นเงินเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม
ไม่คิด ไป๋จื่อชีกล่าวกับหลี่ต้าจ้วงที่ยังคงโซเซ “มอบเซียงจือ 20 กล่องแก่แม่ทัพหลี่ หวังว่าท่านแม่ทัพจะรับไว้”
หลี่ต้าจ้วงหยุดเซทันที ฉีกยิ้มกว้างกล่าว “เกรงใจแล้ว เกรงใจแล้ว...
ชวีหนานอีเหลือบมองหลี่ต้าจ้วงอย่างอึมครึมคราหนึ่ง รู้สึกว่าการทุบตีเขาครั้งนี้เบาไปสักหน่อย หันมองไปทางลวี่เยา รู้สึกว่านางก็ยังคงชอบไป๋จื่อชีมั่นคงกว่า
ไป๋จื่อชีเมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ก็รู้สึกว่าวันนี้เขาบุ่มบ่ามเกินไปจริง ๆ แตกต่างจากรูปแบบของตนเองเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง ลวี่เยานั่น จะเก็บไว้ไม่ได้แล้ว ควรรีบจัดการให้ตายโดยเร็วที่สุดถึงจะดี มิเช่นนั้นชื่อเสียงวีรบุรุษชั่วชีวิตนี้ของตนคงต้องพังทลายลงสักวัน
ฮัวชิงหร่านเหลือบมองลวี่เยาทีหนึ่ง ยิ่งรู้สึกว่าอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนคือสัจธรรมความจริง --- เด็กดื้อก่อเหตุวุ่นวายมาก เขาคิดว่า หากอาจารย์ผู้เฒ่าของเขาอยู่ตรงนี้ จะจัดการเก็บลวี่เยาแล้วหรือไม่ หลีกเลี่ยงนางสร้างภัยพิบัติแก่โลกมนุษย์? บางครา คนสามารถทรมานได้มากกว่าปีศาจ มองดูลวี่เยาก็รู้ คำพูดคำจาไม่กี่คำของนางล่องลอย กลับทำให้ไป๋จื่อชีลงมือทุบตีใหญ่โต เขตลิ้วเหอนี้ ช่างน่าสนุกเกินคาดเสียจริง
ฮัวชิงหร่านดูความโกลาหล ดูจนสะใจ ไป๋จื่อชีกลับมองมาทางเขากล่าว “วันนี้ที่ตลาดสด พอดีได้เห็นชิงเต้าจ่างเป็นหงส์ทองผู้โดดเดี่ยวอยู่บนหลังคารถม้า”
นัยน์ตาฮัวชิงหร่านกะพริบ มองไปทางไป๋จื่อชี
ไป๋จื่อชีกล่าวต่อ “จื่อชีกำลังสงสัย ชิงเต้าจ่างเพราะเหตุใดจึงยืนบนหลังคารถ? เห็นแม่นางลวี่เยาร้องขึ้นว่าดี ทั้งยังโยนเศษเงินให้กับเต้าจ่าง ก็เลยคาดว่าเงินค่าเดินทางเต้าจ่างไม่พอ จึงอยากให้ผู้คนร่วมช่วยเหลือเสียหน่อย”
ฮัวชิงหร่านหันศีรษะมองลวี่เยา ในที่สุดก็เข้าใจว่าใครคือผู้ร้ายที่ทำให้ตนเองกลายเป็นละครลิง หากไม่มีลวี่เยา เสียงร้องยุยง และเศษเงินหนึ่งก้อน เขาก็ยังคงชายเสื้อปลิวพลิ้ว รับลมอย่างโดดเดี่ยว เป็นชิงเต้าจ่างที่ดั่งเทพสวรรค์ ในวันนี้ กลับล่มสลายในเขตลิ้วเหอ เพราะฉากกายกรรมเหยียบหลังคารถม้า!
ในใจลวี่เยานำไป๋จื่อชีไอ้เจ้ารุ่นหลานนี่ออกมาเฆี่ยนด้วยแส้ร้อยรอบ บนใบหน้ากลับยังต้องแสดงความไร้เดียงสาโง่เขลา มองฮัวชิงหร่าน ตบมือกล่าว “ใช่แล้ว ๆ ฮัวชิงหร่านเต้นระบำ น่าชมยิ่งนัก ต้องให้รางวัล ต้องให้รางวัล!”
ชวีหนานอีสาบาน เขาเห็นด้วยตาตนเองทุกขั้นตอนเมื่อใบหน้าฮัวชิงหร่านเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาพบว่า ตนเองเริ่มชอบลวี่เยาเสียแล้ว เพียงแต่ ความชอบนี้มิใช่ความชอบฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
ไป๋จื่อชีกล่าวอีกครั้ง “หากชิงเต้าจ่างมีความตั้งใจดังนี้ จื่อชียินดีแก้ไขความทุกข์ร้อนเร่งด่วนของเต้าจ่าง”
ฮัวชิงหร่านสะบัดชายเสื้อ ต้องการจากไป
ชวีหนานอีกล่าวอย่างเกียจคร้าน “ชิงหร่านหนอ เจ้าคงมิใช่ไม่ได้ดั่งใจเล็กน้อย ก็คิดสะบัดชายเสื้อจากไปกระมัง?”
ฮัวชิงหร่านเป็นคนฉลาด ตอบกลับทันที “ชิงหร่านเพียงเห็นผู้ที่ไม่ชอบพอ จึงจะสะบัดชายเสื้อจากไป”
ชวีหนานอีเข้าใกล้ฮัวชิงหร่านอย่างหน้าหนาไร้ยางอาย กดเสียงต่ำกล่าว “ชิงหร่านหนอ เจ้าคิดดู เจ้าสัมผัสกับลวี่เยาเพียงช่วงหนึ่ง ข้ากลับมีโชคชะตาพบเจอนาง เจ้าว่า...เฮ้อ ไม่กล่าวถึงก็ช่าง” ยกมือ จับข้อมือฮัวชิงหร่าน กล่าวเสียงดัง “มา ๆ ๆ พวกเราไปเยี่ยมซูเยว่หยิ่งกัน”
ซูเหลาเหย่หน้าตาไร้อารมณ์ ชี้ไปยังห้องที่อยู่ด้านหลังของทุกคน กล่าวเสียงจืดชืด “นั่นก็คือห้องสาวน้อย เชิญทุกท่านตามสบาย”
ตามสบาย? นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายถึง สามารถเข้าห้องซูเยว่หยิ่งได้ตามอำเภอใจ? ซูเหลาเหย่นี่กลัวว่าสมองคงแยกแยะวิเคราะห์ไม่ได้แล้ว
อันที่จริง ซูเหลาเหย่สมองเต็มไปด้วยลมพายุ คำรามไม่หยุด ‘พวกเจ้ามาดูแม่นางน้อยกันหรือ? มาเยี่ยมแม่นางน้อยกันจริง ๆ หรือ? มิใช่ว่ามาหาสถานที่ประชันฝีปากทะเลาะเบาะแว้งกันหรือ? หา? ไม่ใช่เช่นนั้นจริง ๆ หรือ?!!!’
ชวีหนานอีพบว่า ตนเองคงจะมีรสนิยมน่ารังเกียจ ดังนั้น เขามองซูเหลาเหย่แล้วถามลวี่เยา “ลวี่เยา เจ้าว่า ตามสบายหมายความว่าอย่างไร?”
ลวี่เยาฉีกยิ้ม กล่าวเสียงดัง “ตามสบายหรือ? ตามสบายก็คือให้เจ้าหาที่ปลดทุกข์ได้ตามใจชอบ” นางชี้ไปที่ใต้หน้าต่างห้องซูเยว่หยิ่ง “นั่น นั่นไม่เลว เจ้าไปสิ”
ชวีหนานอีพบว่าปากของตนช่างต่ำทราม
ลวี่เยาดีใจมาก ชวีหนานอีในที่สุดก็เข้าใจจุดจบของปากอันเลวทรามแล้ว จะว่าไป นางแสร้งทำโง่เขลาปัญญานิ่มก็เหนื่อยมากเช่นกัน โดยเฉพาะต้องใช้ลักษณะท่าทางปัญญานิ่มรับมือหมู่คนโง่ที่ไร้หัวใจ ไม่ง่ายเลยสักนิด นางไม่อยากเล่นกับพวกเขาแล้ว บางเรื่อง รบเร็วจบเร็วถึงจะดี
ผู้ดูแลบ้านได้รับคำสั่ง ไปเคาะประตูห้องซูเยว่หยิ่ง พร้อมถ่ายทอดความหมายของซูเหลาเหย่
เสี่ยวยวี่สาวใช้ของซูเยว่หยิ่งเปิดมู่ลี่ เชิญถังโยวเข้าไป
ถังโยวมองไปทางลวี่เยา สายตาเต็มไปด้วยความหมายของการร้องขอความช่วยเหลือ
ลวี่เยาพยักหน้า แสดงว่าตนเองจะตามไป
ถังโยวจ้องเขม็งไปที่หงซิ้ว ว่าให้อยู่นอกประตู ห้ามขัดขวางกิจของตน
ซูเหลาเหย่ดึงชวีหนานอีกับคนอื่น ๆ ไว้ อยู่ในสวนสนทนาพูดคุยเป็นเพื่อนกัน
ชวีหนานอีกล่าวในใจ ‘ตามสบายแท้จริงแล้วยังมีความหมายอุจจาระที่เบ่งออกมาและกินเข้าไป ชัดเจนอย่างมากว่าซูเหลาเหย่เป็นคนเช่นนี้เอง’
ชวีหนานอีเพิ่งจะคิดได้ รีบส่ายศีรษะ เขาหวาดกลัวมากที่พบว่า ความคิดของตนในตอนนี้กลับเดินบนเส้นทางต่ำช้าเหมือนกับลวี่เยา เช่นนี้เห็นท่าไม่ดีเสียแล้ว ตนเองเป็นถ้านฮัวบัณฑิตอันดับสามที่ภูมิฐานผู้หนึ่ง เหตุใดสิ่งที่ออกจากปากจึงเป็นของสกปรก?
มิควร มิควรเลยจริง ๆ
ชวีหนานอีเลิกคิ้วมองไปทางฮัวชิงหร่าน คิดรวบรวมตรึกตรอง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาฟ้าลิขิตตามที่ฮัวชิงหร่านกล่าวว่าบุพเพสันนิวาสฟ้ากำหนดจริงหรือไม่? คิดดูแล้วก็รู้สึกหนาว อืม เขาต้องเพิ่มชุดคลุมสักตัวเสียแล้ว
ไป๋จื่อชีและฮัวชิงหร่านพบว่าสีหน้าของชวีหนานอีเปลี่ยนไป ครู่หนึ่ง ทั้งสองคนรู้สึกว่า วันนี้เสือหน้ายิ้มคล้ายกับถูกคนกระตุกหนวด ไม่เพียงเจ็บ ยังคันนิดหน่อยด้วย ผู้ที่สามารถกระตุกหนวดของเขา ธรรมดาว่าเป็นลวี่เยาที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น พอคิดได้เช่นนี้ ในใจของทั้งคู่พลันสมดุลขึ้นมาก ชวีหนานอีผู้ดื้อรั้นไร้เหตุผลหักอยู่ในมือของลวี่เยา นับประสาอะไรกับชายหนุ่มโดดเดี่ยวเป็นตัวเองเช่นตน?
เวลานี้ หากมีคนไปด้านหลังสวนชะโงกศีรษะมอง คงต้องตกตะลึงในอากัปกิริยาที่ต่างกันของสามบุรุษผู้งดงามที่สุดในโลก ชวีหนานอีสวมด้วยชุดคลุมสีน้ำเงินทั้งร่าง มีความสามารถเก่งกาจ ฮัวชิงหร่านสวมด้วยชุดคลุมสีเงินขาวทั้งร่าง บริสุทธิ์ไร้สิ่งแปดเปื้อน ไป๋จื่อชีสวมคลุมด้วยผ้าจิ่นต้วน สีดำ เด็ดเดี่ยวโดดเด่น
หากคนผู้นั้นรู้ความในใจของพวกเขาในตอนนี้ คงใจร้อนอยากทิ่มตาให้บอดเสีย ยอมที่จะไม่แอบอ่านรายละเอียดในใจ บุรุษรูปงามที่ไม่มีใครเทียบได้เช่นนี้มีน้อยมาก อย่างไรก็ตามเพียงมองได้จากระยะไกล ไม่สามารถแอบอ่านความในใจ