บทที่ 21
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องอดทนกับความเย้ายวนอย่างถึงที่สุดแต่ไม่ใช่กับลูน่ามาเรีย การรอคอยทำให้เธอมีสมาธิทั้งยังยังเป็นการฝึกสติและการออกล่า เอลฟ์ที่ร่างกายและจิตใจยังคงเป็นเด็กสาวแม้อายุจะปาเข้าไป 60 เมื่อในมาตรฐานของมนุษย์กำลังซุ่มรอเหยื่อของเธอยู่บนไม้กิ่งหนึ่ง
หมูป่าขนทองมอนสเตอร์หายากและมีราคาค่าหัวสูงที่เธอได้พบมันโยบังเอิญระหว่างออกเก็บสมุนไพรป่า ที่หายากเพราะมันขึ้นชื่อเรื่องการหนีและซ่อนตัวแม้จะมีสีขนที่โดดเด่นแต่เมื่อถูกคุกคามมันก็สามารถเปลี่ยนสีขนให้กลืนไปกับสภาพแวดล้อม
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหากับเอลฟ์ที่เป็นเผ่าพันธุ์ผู้พิทักษ์ต้นไม้โลก ดวงตาที่สามารถแยกคลื่นความถี่เวทมนต์ได้ทำให้ความสามารถในการพรางตัวของศัตรูนั้นเป็นหมันที่เหลือก็แค่ความสามารถในการหนีชนิดที่เรียกได้ว่าตีนผีเลยทีเดียว
เจ้าของดวงตาสีไพลินจับจ้องเหยื่อของเธอด้วยความเยือกเย็นป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนบ้านอีกหลัง เธอสามารถติดตามแกะรอยตามเหื่อของเธอได้โดยไม่จำเป็นต้องกลัวหลง เคล็ดลับอย่างหนึ่งในการติดตามเหยื่อที่มีความวิกลจริตสูงเช่นนี้คือความอดทน
หมูป่าขนทองอยู่ในสายตาของลูน่ามาตลอดด้วยระยะห่างหนึ่งกิโลเมตรที่ตำแหน่งปลายลมไม่เป็นปัญหาเลยหากมีทักษะเนตรร้อยลี้ของคลาสพลธนู ลูน่ารอเวลาที่หมูป่าขนทองกำลังเข้ารังของมันตอนนั้นแหลจะเป็นช่วงเวลาทองคำที่หมูป่าขนทองจะคลายความระมัดระวังตัวลงจนถึงขีดสุด
และช่วงเวลานั้นกำลังจะมาถึง
“เอาละนะ”
ลูน่ามาเรียพึมพำก่อนที่จะหยิบลูกศรไม้คุณภาพดีออกจากกระบอกน้าวเข้ากับสายคันธนูก่อนจะออกแรงดึงผนึกพลังเวทมนต์ลงไปจนเต็มเปี่ยม
ฟุ่บ
คันศรทะยานออกจากแล่งโดยไร้เสียงศรไม้กลมกลืนไปกับธรรมชาติด้วยผลของพลังเวทมนต์พื้นฐานเสียงกระซิบแห่งพงไพร ศรพุ่งออกไปเป็นเส้นตรงปักเข้าที่สีข้างของหมูป่าทองคำเรียกค่าความเสียหายได้จำนวนหนึ่ง หมูป่าขนทองกรีดร้องลั่นก่อนจะกระโจนหายไปอีกทางหนึ่งด้วยความเร็วสูงแม้จะฆ่าไม่ได้แต่อีกฝ่ายก็ใช้พลังพรางตัวไม่ได้เหมือนกัน
“เป็นไปตามแผน”
ลูน่ารำพึงเบาๆก่อนจะกระโจนไปตามกิ่งไม้อย่างคล่องแคล่ว เธอคำนวณเผื่อเอาไว้แล้วว่าลำพังลูกศรที่ยิงจากคันศรแรงค์ C ธรรมดาๆไม่มีทางฆ่ามอนสเตอร์ระดับเท่านี้ได้ในดอกเดียวและเธอได้เตรียมการเผื่อในส่วนนี้ไปแล้ว
หมูป่าคนทองวิ่งลดเลาะไปตามต้นไม้โดยมีลูกน่ามาเรียคอยยิ่งไล่เมื่อสบโอกาสมันวิ่งหลบซ้ายทีขวาที ลูน่าพยายามไม่บีบให้มันจนตรอกจนเกินไปนักระหว่างที่มันกำลังพะวงกับลูกศรมรณะพื้นหญ้าหนานุ่มที่กีบมันเหยียบลงไปเปลี่ยนเป็นทรายดูด เจ้าหมูป่าดิ้นทุรนทุรายไม่สามารถหนีออกไปได้
“สำเร็จ”
เอลฟ์สาวร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดีแม้จะเป็นครั้งแรกแต่เธอก็สามารถใช้ความสามารถของคลาสใหม่ได้ดีในระดับที่น่าพึงพอใจ
ในระหว่างที่กำลังเลื่อนระดับพลังเวทมนต์พื้นฐานเธอพลันบรรลุเงื่อนไขลับในการเลื่อนคลาสโดยบังเอิญ ทำให้คลาสของเธอเปลี่ยนจากพลธนู(C)กลายเป็นนักล่า(B)แทน นอหจากทักษะเดิมของคลาสพลธนูจะอยู่ครบอาวุธพื้นฐานยังคงเป็นคันธนูเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือลูนาสามารถใช้อาวุธระยะกลางได้อีกหลายชนิดเช่นหน้าไม้กลหรือปืนเรียกได้ว่าเป็นคลาสพลธนูที่ถูกยกระดับก็ไม่ปาน
ความสามารถที่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างนั้นก็คือความสามารถในการวางกับดักนาๆชนิดเพื่อลดศักยภาพของศัตรู ยกตัวอย่างเช่นหลุมทรายดูดที่ใช้ดักจับหมูป่าขนทองเมื่อครู่เป็นกับดักประเภทจับกุมที่สามารถวางทิ้งไว้ได้นานเท่าไหร่ก็ได้และลูน่าจะรู้สึกถึงกับดักชิ้นนี้ตลอดข้อเสียของทักษะประเภทกับดักก็คือระยะเวลาในการวางกับดักที่นานแต่ระเวลาทำงานของมันนั้นค่อนข้างสั้นเจ้าหลุมทรายดูดหลังจากทำงานล้วสามารถอยู่ได้เพียงแค่นาทีเดียวเท่านั้น
ทีเด็ดที่สุดเห็นจะเป็นพลังเวทมนต์พื้นฐานเสียงกระซิบแห่งพงไพรที่เหมาะกับเอลฟ์อย่างลูน่าราวกับกิ่งทองใบหยก พลังเวทมนต์พื้นฐานชนิดนี้มีจุดเด่นที่ช่วยทำให้การเคลื่อนที่ในป่าแล้วยังช่วยให้การซุ่มโจมตีในพื้นที่ป่าทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพแถมยังส่งผลบุญมาให้แก่ทักษะแกะรอบที่ทำให้รอยเด่นชัดขึ้นและกับดักทั้งหลายที่สามารถซ่อนตัวได้แนบเนียนกว่าเดิม
เด็กสาวรีบรุดไปที่จุดหมายก่อนที่จะหยิบขวดน้ำยาสลบเขย่าจะของเหลวภายในกลายสภาพเป็นควันแล้วขว้างใส่หมูป่าขนทอง ขวดยาสลบแตกและเจ้าหมูสูดควันเข้าไปจนหมดด้วยความความตระหนกก่อนที่มันจะล้มตึงแล้วกรนออกมาเสียงดังสนั่น
“พอหลับแล้วก็ดูน่ารักไปอีกแบบนะเนี่ย”
ลูน่าพูดยิ้มๆขณะมองดูเจ้าหมูป่าขนทองกรนคร่อกๆแม้หน้าตามันจะน่ารักดีแต่กลิ่นตัวของมันนั้นเหม็นเกินทน เด็กสาวต้องราดตัวมันด้วยน้ำยาดับกลิ่นก่อนที่จะใช้เชือกมัดแขนขาจนแน่นแล้วหิ้วขึ้นบ่า เด็กสาวอาศัยความชำนาญในการเดินป่าจากที่ปกติถ้าเดินจากจุดนี้เข้าลูมินัสจะต้องใช้เวลากว่าสามชั่วโมงเหลือเพียงชั่วโมงเดียวนั้น
เหล่าทหารรักษาประตูมองดูเจ้าหมูป่าขนทองด้วยแววตาตื่นเต้นพลางพาเช็ดน้ำลายกันอย่างเต็มกลืนก่อนจะกระมิดกระเมี้ยนถามลูน่าว่าเธอจะเอาหมูป่าขนทองไปขายที่ร้านอาหารร้านไหน หากเป็นสมาคมนักผจญภัยจะให้ราคาเจ้าหมูป่าขนทองได้ประมาณหนึ่งแต่หากเปลี่ยนเป็นร้านอาหารพวกคลาสพ่อครัวยินดีทุ่มหมดหน้าตักไปจนถึงฆ่าแกงกันเพื่อแย่งชิงเจ้าหมูป่าตนนี้
ถึงกลิ่นจะเหม็นบัดซบแต่หากนำไปปรุงอย่างถูกวิธีเมนูที่ทำจากหมูป่าขนทองจะมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าแรงค์ B เลิศรสทั้งยังมอบค่าสถานะพิเศษให้ชั่วคราว แถมไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เพียงพอด้วยเห็นตัวเล็กๆแบบนี้พอผ่าผิวหนังออกมาเนื้อของมันก็จะล้นทะลักออกมาผิดกับขนาดตัว
เด็กสาวไม่เลือกขายหมูป่าขนทองให้กับร้านอาหารชื่อดังแต่กลับเลือกขายมันให้ก่ร้านอาหารเล็กที่ทำอารรสชาติถูกปาก ร้านประจำที่เธอกับเซลีนมักจะมาทานด้วยกันหลังเสร็จจากภารกิจรายวันเป็นร้านอาหารลับที่มีอดีตนักผจญภัยแรงค์ทองคำขาวเป็นเจ้าของที่ชอบทำอาหารตามวัตถิบที่ได้รับมาในแต่ละวัน
“สวัสดีค่ะคุณลุง”
ลูน่าทักทายเสียงใสขณะที่ผลักประตูร้านเข้ามา ร้านอาหารที่มีโต๊ะรับแขกอยู่หกโต๊ะถ้วนปรากฏแก่สายตาด้านในสุดคือห้องครัวของร้าน
“หืม อีหนูน่าเองเรอะ มาๆไม่ได้เจอนานแล้วเข้ามาในครัวก่อนสิ”
เมื่อเห็นว่าใครมาเจ้าของร้านก็ไม่ลังเลที่จะเรียกเด็กสาวเข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพ่อครัว ลูน่ายิ้มแฉ่งก่อนจะหิ้วหมูป่าขนทองตามเข้ามาในครัวโดยไม่ลืมปลดอุปกรณ์วางเอาไว้หน้าครัว
“วันนี้ได้อะไรมาให้ลุงละหืม”
พ่อครัววัยกลางคนถามขึ้นขณะกำลังหั่นผักเพื่อเตรียมพร้มสำหรับการเปิดร้านคืนนี้ฝีไม้ลายมือของ่อครัวคนนี้ไม่ใช่ธรรมดาเลยโยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการใช้มีดทำครันั่น ลูน่าพลันยกหมูป่าขนทองขึ้นวางบนโต๊ะที่ว่างๆทำเอาพ่อครัววัยลางคเบิกตาโต
“โอ้หูฉลามทรงโปรด นี่มันหม่าขนทองนี่นาไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว”
พ่อครัววัยกลางคนกล่าวก่อนเจ้าหมูที่ยังไม่รู้ว่ากำลังขึ้นเขียงจะกรนออกมา
“แถมยังไม่ตายซะด้วย”
“กว่าจะจับได้หนูก็ลำบากแทบแย่ล่ะค่ะ”
ลูน่าเอ่ย
“ก็พอเข้าใจได้อยู่...”
ว่าแล้วก็ล้วงมือเข้าไปคว้ากระดาษกับดินสอ ยืนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเขียนตัวเลขลงไปชุดหนึ่งส่งให้เซลีน
“เท่านี้พอไหม”
เด็กสาวอ่านตัวจำนวนตัวเลขด้วยสายตาพึงพอใจก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เงินจำนวนเท่านี้หนูไม่มีปัญหา แต่อยากจะให้เพิ่มเงื่อนไขช่วยทำอาหารจากเจ้าหมูป่าตัวนี้สำหรับสามคนด้วยค่ะ”
“หืม เพื่อนของหนูไม่ได้มีแต่ยัยเซลีนงั้นรึ”
“ไม่ค่ะ มีมาอีกคนแล้ว”
ลูน่ายิ้มแต่พ่อครัวก็ไหวไหล่วืด
“ตกลงตามนั้น น่าเสียดายที่เจ้านี่มาช้าไปหน่อยคงต้องเป็นคืนพรุ่งนี้นะ”
“เข้าใจแล้วค่า”
ลูน่าแลบลิ้นล้อเลียนก่อนจะหิ้วถุงใส่เหรียญออกมาเพื่อตรงไปยังจุดหมายต่อไปทิ้งไว้แต่เพียงพ่อครัววัยกลางคนให้เตรียมอาหารต่อไป
แม้แต่ในสถานที่ที่เจริญที่สุดในจักวรรดิอย่างลูมินัสก็ยังมีบางมุมที่ไม่ควรให้คนทั่วไปได้เห็น ย่านสลัมอันเป็นจุดศูนย์รวมของเหล่าผู้ล้มเหลว หลายๆคนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ถ้าหากไม่เด็กเกินไปจนหางานทำไม่ได้ก็จะเป็นพวขุนนางหรือทหารตกอับ
หากเอลฟ์เช่นลูน่าเดินดุ่มๆเข้าไปคงไม่ใช่เรื่องฉลาดนักการถูกลัพาตัวนับเป็นเรื่องปกติมากๆสำหรับคนในสลัมที่ตองเอาตัวรอดกันเอง เด็กสาวกระชับเสื้อคลุมสีเขียวเดินลัดเลาะไปตรอกซอกซอยอย่างชำนาญเพื่อหลีกเลี่ยงพวกคนไม่พึงประสงค์ ก่อนจะมาหยุดที่โบสถ์ที่มีสภาพเก่าแก่ที่เป็นทั้งสถานที่ทางศาสนาและบ้านเด็กกำพร้าไปในตัว
“ลูน่ามาแล้ว”
เด็กกำพร้าคนหนึ่งเห็นเซลีนจึงรีบโผเข้าไปกอดเด็กสาวเช่นเดียวกับอีกหลายๆคนที่ทันทีที่เห็นก็รีบมารุมล้อมพร้อมถามคำถามกันคนละข้อสองข้อแต่เนื่องจากมีมากเกินไปทำให้เสียงดังผสมปนเปกันจนฟังไม่รู้เรื่อง ร้อนถึงคนมาทีหลังที่ต้องเอ็ดขึ้นเสียงดัง
“พอแล้วเด็กๆ มีอะไรค่อยไปถามพี่เค้าตอนมื้อเย็นดีกว่าไหม”
สุภาพสตรในชุดนักบวชหญิงเอ่ยขึ้นขณะเดินออกมาด้านนอกโดยมีเด็กที่โตกว่าเด็กคนอื่นๆคอยประคอง
“สวัสดีค่ะคุณแม่มารีน่า สบายดีมั้ยคะ”
“ก็ปวดตาข้อเหมือนเดิมนั่นแหละจ๊ะ”
นักบวชหญิงยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ไปได้แล้ว พวกเธอยังเตรียมอาหารเย็นไม่เสร็จนะ”
“คร้าบบ”
สิ้นคำเด็กๆก็พากันเฮละโลหายเข้าไปในโบสถ์โดยมีลูน่ากับคุณแม่มารีน่าเดินตามหลัง แม้ภายนอกจะดูทรุดโทรมแต่ภายในโบสถ์ถือว่าสะอาดมาก ข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่มีอันไหนที่เก่าเลยแถมเด็กๆยังดูมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสุดๆ
ถัดจากโซนที่เป็นที่เคยใช้สำหรับสวดภาวนาปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องนอนรวมของเด็กๆมีเพียงรูปปั้นเทพธิดาแห่งความเมตตาและความหวังอาริอันนาเท่านั้นที่ยังคงตั้งอยู่ในจุดที่มีแสงสาดลงมาเสมอ ถัดมาก็จะเป็นส่วนของห้องครัวและห้องทานอาหารที่เด็กๆกำลังช่วยกันจัดโต๊ะ
“ไม่รังเกียจใช่มั้ยที่เราจะเชิญหนูมาร่วมโต๊ะกับพวกเราในคืนนี้”
“ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ”
ลูน่ายิ้มรับอย่างไม่รังเกียจอันที่จริงเด็กสาวออกจะชอบที่นี่มากกว่าการอยู่แต่ในคฤหาสน์ที่ใหญ่แต่หว้าเหว่เป็นไหนๆ ระหว่างที่กำลังเด็กเตรียมอาหารเย็นพวกเธอจึงได้มีโอกาสได้คุยกัน
“นี่เงินบริจาคสำหรับเดือนนี้ค่ะ”
ลูน่าเอ่ยก่อนจะยื่นเงินที่ได้จากการขายหมูป่าขนทองให้แก่นักบวชหญิงมารีน่าได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนจะรับมันไว้เพราะบังคับให้ตายลูน่าก็ไม่มีทายอมรับเงินถุงนี้คืนแน่ๆ
“ไม่ต้องบริจาคทุกเดือนก็ได้ ลำพังแค่เงินที่เด็กคนอื่นๆคอยส่งให้ทุกเดือนก็มากพอจะประคับประคองโบสถ์ได้สบายๆ”
ที่พูดแบบนั้นมารีน่าไม่ได้พูดไปเพราะเกรงใจลูน่าแต่ทุกปีจะมีเด็กกำพร้าที่บรรลุนิติภาวะและได้รับคลาส ทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถทำงานสร้างชวิตใหม่ของตัวเองไปด้วยและคอยส่งเงินกลับมาให้นักบวชหญิงที่เปรียบเสมือนแม่ของตนได้โดยไม่ลำบาก ความจริงมีลูกๆของเธอหลายคนเคยขอให้เธอย้ายโบสถ์ไปอยู่ในที่ๆอันตรายน้อยก่าในสลัมแต่กลับถูกปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณแม่ หนูเองถึงจะไม่ใช่ลูกบ้านนี้แต่ก็อยากจะช่วย”
ลูน่าพูดยิ้มๆ
“ท่านราชทูตกับภริยาสบายดีใช่มั้ย”
“ค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่ฝากคำทักทายและความคิดถึงมาให้คุณแม่ด้วย”
พูดจบลูน่าก็ยื่นน้ำผลไม้ที่พ่อแม่ของเธอฝ่กมาด้วยส่งให้ ท่านทั้งสองเป็นราชทูตแห่งอาณาจักรเอลฟ์ประจำจักรวรรดิโนว่า ที่เธอรู้จักกับคุณแม่มารีน่าได้ก็เพราะพ่อและแม่ของเธอนั้นเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับมารีน่า
มารีน่าพยักหน้าขอบคุณเบาๆก่อนจะเหลือบมองไปยังซองจดหมายที่ตนเงได้รับเมื่อไม่นานมานี้แล้วหันไปพูดกับลูน่าด้วยน้ำเสียงหนักใจ
“....แม่เพิ่งได้รับจดหมายจากศาสนจักร”
พอได้ยินแบบนั้นลูน่าก็นิ่งไปโดยปกติแล้วศาสนจักรแห่งแสงที่เป็นผู้อนุญาติให้สร้างโบสถ์ในสลัมไม่ค่อยจะติดต่อมาบ่อยครั้งนัก ในอดีตโบสถ์หลังนี้เป็นโบสถ์หลังแรกที่ถูกสร้างก่อนจะถูกละเลยเพราะมีโบสถ์หลังใหม่ที่ใหญ่กว่าเกิดขึ้นมา
“พวกเขาขอรับเงินบริจาคเหรอคะ”
ลูน่าถามดวยน้ำเสียงเคร่งเครียดจนคุณแม่มารีน่าได้แต่หัวเราะพรืด ความจริงความคิดของลูน่าก็มีความเป็นไปได้เพราะใครๆก็รูว่าศาสนจักรแห่งแสงจากที่เคยเป็นองค์รณ์ที่มีเพื่อคอยช่วยเหลือผู้คนตอนนี้กลับเป็นองค์กรณ์ที่กระหายอำนาจและเงินทอง
“ไม่ใช่หรอกจ่ะ โบสถ์ของเราไม่ได้เงินถึงขนาดที่โบสถ์ใหญ่จะให้ความสนใจ”
มารีน่าส่ายหัวก่อนจะลดเสียงให้เบาลง
“แต่พวกเขามีธุระให้ทางเราจัดการต่างหาก”
เมื่อได้ฟังดังนั้นลูน่าก็ขมวดคิ้วแน่นก่อนที่คุณแม่จะเล่าต่อ
“ทางนั้นได้มอบเงินให้จำนวนหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าให้โบสถ์ขอเราเป็นที่พำนักของบุคคลกลุ่มนึงที่จะเดินทางมาถึง”
“แปลกนะคะ กับแขกคนสำคัญทำไมไม่เชิญไปพักที่โบสถ์ใหญ่แทนซะละ”
“นั่นแหละที่แม่กลัว พวกเขาเน้นย้ำเลยว่าให้การให้ที่พักครั้งนี้เป็นความลับมากที่สุด”
“ลับลมคมในเยอะนะเนี่ย”
ลูน่าเปรยก่อนจะถามขึ้น
“แล้วคุณแม่พอจะทราบมั้ยคะว่าคณะเดินทานั้มาจากที่ไหน”
“ริชมอนด์”
มารีน่าตอบทันควันจนลูน่าบางอ้อ ใครๆก็รู้ว่าศาสนจักรแห่งแสงกับราชอาณาจักรริชมอนด์นั้นเป็นพันธมิตรกันโดยเฉพาะเรื่องการกระหายอำนาจการกีดกันเผ่าพันธ์อื่นๆด้วยแล้ว แถมริชมอนด์ยังเป็นศัตรูตัวเอ้ของอาณาจักรเอลฟ์ด้วย
“แม่คิดว่าช่วงนี้หนูอย่ามาที่นี่บ่อยเลย แม่เองถงจะเป็นคนของศาสนจักรเพียงครึ่งเดียวแต่อำนาจสิทธิในการเป็นเจ้าของโบสถ์ยังคงอยู่ในมือของโบสถ์ใหญ่”
มารีน่าขอร้องด้วยน้ำเสียงอ่อนใจหากมีใครรู้ว่าคนของโบสถ์แอบญาติดีกับเอลฟ์มีหวังคนใหญ่คนโตคงโกรธควันออกหูแน่ๆ มารีน่าทำได้เพียงขอร้องลูน่าและกับชับเด็กๆให้คอยเงียบเรื่องนี้เอาไว้เท่านั้น ซึ่งลูน่าเองก็ได้แต่พยักหน้าแม้จไม่เต็มใจนักก่อนที่เด็กๆจะมาบอกว่าอาหารเย็นสำหรับคืนนี้พร้อมแล้ว
หลังจากใช้เวลาตกตะกอนความคิดอยู่ช่วงหนึ่งในที่สุดเด็หนุ่มก็สามารถกำหนดได้แล้วว่าจะสร้างอะไรเพื่อเสริมกำลังให้ตนเอง คำตอบที่ได้ของเขาก็คือเครื่องประดับประเภทแหวน
แนวทางการต่อสู้ของเอเลนอยู่ที่การสลับอาวุธไปมาแต่ในปัจจุบันการดึงอาวุธออกมาจากกระเป๋าหรือแหวนมิตินั้นใช้เวลาประมาณ 3 วินาที หากเป็นแต่ก่อนเอเนมักจะแก้ปัญหาด้วยกลยุทธ์ฉีกกระเป๋าวิธรนี้ทำให้เขาไม่ต้องมาคอยคว้านหาว่าจะหยิบอาวุธชิ้นไหนแต่ก็แลกกับความไม่แน่นอนแถมศัตรูยังดักทางอาวุธที่เขาพุ่งไปคว้ามาได้ด้วย
ดังนั้นเอเลนต้องการคือเครื่องประดับที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการสลับอาวุธ ช่องที่ใช้เก็บอาจจะมีไม่มากแต่ก็แลกกับการที่เขาสามารถดึงอาวุธที่ต้องการออกมาได้ในทันที แน่นอนว่าเครื่องประดับนี้จะกลายเป็นสินค้าแนะนำของร้านในอนาคต
“ลำพังต้องแค่เรียกออกมาให้เร็วยังไม่พอ ต้องเพิ่มอย่างอื่นเข้าไปด้วย”
เอเลนพึมพำก่อนจะลากปากกาลงบนกระดาษเปล่าค่อยๆเนรมิตความคิดที่ตกผลึกในหัวออกมาในรูปแบบของแปลนยุทธภัณฑ์ชิ้นใหม่ ภาพของแหวนค่อยๆถูกวาดขึ้นอย่างประณีตบรรจง
แหวนเป็นเครื่องประดับที่นอกจากจะใช้เพื่อความสวยงามแล้ว แหวนของชนชั้นสูงมักจะมีคุณสมบัติแปลกๆที่มุ่งเน้นการช่วยชีวิตเสริมมาด้วย เอเลนเลือกมิธริลเป็นวัสดุพื้นฐานอย่างน้อยแหวนจะได้ไม่มีแรงค์ต่ำกว่า B โดยปกติแล้วไม่มีใครสติดีพอจะเอามิธริลที่หายากมาทำเป็นแหวนกันมากนัก
“ลดความจุลงแล้วหันไปเน้นที่คุณสมบัติเสริมแทน มิธริลเนวัสดุชั้นสูงสามารถรองรับได้รูนได้จำนวนมากและมีความทนทานสูง ที่สำคัญคือความเร็วในการสลับอาวุธจะต้องสูงมากพอจะตามความเร็วของเราทัน”
หลังจากผ่านการกลั่นกรองทางความคิดอย่างถี่ถ้วนในที่สุดแบบแปลนอาวุธชิ้นใหม่ก็ถือกำเนิด
[ท่านสร้างแบบแปลนเครื่องประดับสำเร็จ กรุณาตั้งชื่อ]
เสียงของโลกดังขึ้นพร้อมกับกระดาษขาวขนาดสองตารางฟุตเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีฟ้าหมึกสีกำสนิทกลายเนสีขาว เด็กหนุ่มตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างในแบบแปลนชิ้นใหม่ด้วยสีหน้าพึงพอใจก่อนจะเปล่งเสียงขึ้น
“คลังศาสตรา”
[แบบแปลนเครื่องประดับ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น คลังศาสตรา จำนวน 1 แผ่น]
“สำเร็จจนได้”
เอเลนเป่าปากอย่าโล่งอกก่อนที่แบบแปลนจะแตกสลายเป็นละอองซึมเข้าไปในผิวหน้าของเด็กหนุ่ม
[ท่านเรียนรู้การสร้าง คลังศาสตรา]
[สูตรการสร้าง คลังศาสตรา ถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลของท่าน]
เด็กหนุ่มแทบอดในไม่ไหวที่จะได้ยลโฉมอุปกรณ์ใหม่รีบสั่งให้สลามันเดอร์จุดเตาหลอมก่อนที่เขาจะเดินไปหยิบมิธริลแปรรูปมาก้อนหนึ่งออกมาเพื่อเตรียมเริ่มงานกรรมกรอันแสนยาวนาน เสียงค้อนกระทบกับเหล็กคือสิ่งที่เขาคะนึงหาเป็นอย่างยิ่งหัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัวขณะที่กำลังขึ้นรูปแหวน
แม้จะไม่บ่อยนักที่สร้างเครื่องประดับแต่ท่าทีของเขาก็ไม่เหมือนมือใหม่เลยซักนิด ในอดีตก็มีลูกค้าหลายคนที่เคยเอาเครื่องประดับมาให้เขาซ่อมทำให้เขามีสูตรการสร้างเครื่องประดับอยู่หลากหลายรูปแบบ แต่เครื่องประดับมักจะถูกใช้ในแง่ของเครื่องเพิ่มความสวยงามมากกว่าอุปกรณ์สวมใส่
ดังนั้นรูปแบบขอแหวนคลังศาสตราจึงธรรมดาอย่างยิ่ง มิธริลบริสุทธิ์ที่ถูกหลอมเหลวค่อยๆถูเทเข้าสู่แม่พิมพ์เครื่องประดับที่ทำจากดินละเอียดอัดแน่นที่เสริมพลังโดยโนม หลังจากเหล็กเย็นตัวลงเอเลนก็ทลายแม่พิมพ์ออกทำให้แหวนกลมๆที่มีสภาพไม่ดีนักหลุดออกมา
เด็กหนุ่มนำแหวนไปตรงไปยังเครื่องเจียรพร้อมค้อนขนาดเล็ก สิ่ว และอุปกรณ์ทำเครื่องประดับ เพียงส่งพลังเวทย์เข้าไปเล็กน้อยเครื่องเจียรก็เริ่มหมุนแต่เอเลนก็ไม่ลืมเปลรายนสายพานเป็นผิวหยาบ แหวนถูกขัดผิวทั้งนอกและในจนเริ่มเปล่งประกายสีเงินขาว
เด็กหนุ่มพยักหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนจะย้ายมายังโต๊ะข้างๆที่มีแว่นขยายเพื่อเริ่มขั้นตอนที่ยากที่สุดในการทำเครื่องประดับนั่นคือการสลักรูน
ด้วยความที่แหวนเป็นยุทธภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กทำให้การเขียนรูนปกติทได้ยากมากๆพู่กันปกติไม่สามารถขีดเขียนลงบนตัวเครื่องประดับได้ วิธีที่ช่างทำเครื่องประส่วนใหญ่มักจะใช้ในการเขียนรูนนั่นก็คือใช้สิ่วขนาดเล็กค่อยๆตอกลงบนผิวเครื่องประดับให้กลายเป็นรูปอักษรรูนก่อนจะเติมเลือดมอนสเตอร์ลงไปในรูปสลักด้วยพู่กันขนาดเล็กสุด
แม้จะฟังดูง่ายแต่การรับมือกับวัตถุที่มีขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องง่ายแต่คลาสช่างฝีมือมีค่าสถานะพิเศษที่เรียกว่าค่าความชำนาญ หากตั้งใจเอเลนสามารถกระดิกนิ้วทานที่ละเอียดหลักมิลลิเมตรได้การสลักรูนจึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ด้วยความนิ่งและสมาธิที่สูงส่งของเขาใช้เวลาไม่นานคลังศาสตราชิ้นแรกก็เสร็จสมบูรณ์
[ท่านสร้าง คลังศาสตรา]
[ท่านผลิตยุทธภัณฑ์เกรด A สำเร็จ]
[ค่าความชำนาญเพิ่มขึ้น 50 หน่วย]
[ทักษะการตีเหล็ก(กลาง) เพิ่มระดับเป็น 32]
[ทักษะเจียระไน(ขั้นต้น) เพิ่มระดับเป็น 100]
[ทักษะแปรสภาพ เพิ่มระดับเป็น 40]
เด็กหนุ่มพยักหน้าด้วยความพึงพอใจแม้จะไม่เข้าใจว่าใช้ทักษะแปรสภาพไปตอนไหนก็ตามแต่ระดับของมันจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญเสมอ แหวนสีเงินขาวกลมเกลี้ยงดูธรรมดาอยู่ในมือของเขาก่อนที่เขาจะสวมลงบนนิ้วกลางขวา
คลังศาสตรา
แรงค์ A
ประเภท เครื่องประดับ
พลังป้องกัน 1090
ความทนทาน 810 / 810
เงื่อนไขการสวมใส่ ไม่จำกัด
เครื่องประดับระดับสูงที่มุ้งเน้นการใช้งานมากกว่าการปกป้องผู้สวมใส่ แฝงด้วยจินตนาการภูมิความรู้ที่ถูกยกระดับของช่างฝีมือหนุ่มผู้คิดค้น สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยวัสดุที่หลากหลายประสิทภาพจะแปรเปลี่ยนตามคุณภาพวัสดุ
- สามารถติดตั้งอาวุธได้ 10 ชิ้น
- อาวุธที่ติดตั้งอยู่กับคลัง 7 วันจึงจะสามารถถอดได้
- อาวุธที่เรียกใช้งานจากคลังศาสตราจะมีพลังโจมตีเพิ่มขึ้น 10 %
- สามารถสลับอาวุธไปมาได้โดยใช้เวลาเรียก 0.1 วินาที