รุ่งอรุณของวันใหม่สาดแสงสีทองอ่อนๆ ผ่านม่านเถาวัลย์ที่ปากถ้ำ
หลี่เฟยลืมตาขึ้นก่อนที่แสงแรกจะมาถึงเสียอีก
มันเป็ความเคยชินที่ฝังลึกมาจากการใช้ชีวิตในสนามรบ... ที่ซึ่งการตื่นตัวก่อนศัตรูเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตและความตาย
เขาลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบถ้ำจนแน่ใจว่าปลอดภัย แล้วจึงดับกองไฟที่มอดแล้วอย่างหมดจด... กลบเกลื่อนร่องรอยทุกอย่างราวกับว่าไม่เคยมีใครอยู่ที่นี่มาก่อน
เขาหันไปมองร่างของหลินที่ยังคงนอนขดตัวหลับใหลอยู่มุมหนึ่งของถ้ำ าแของนางเริ่มสมานตัวบ้างแล้ว แต่ความบอบช้ำและความอ่อนเพลียยังคงฉายชัดบนใบหน้า
หลี่เฟยไม่ได้รู้สึกสงสาร
ในความคิดของเขา... นางคือเครื่องมือ คือทรัพย์สินชิ้นแรกที่เขาได้มาในโลกใบนี้ และทรัพย์สินก็ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน
เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วสะกิดนางเบาๆ
"ลุกขึ้น... เราจะออกเดินทาง"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบและปราศจากอารมณ์ใดๆ
หลินสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าเป็นายท่านของนาง ความหวาดกลัวที่ฝังลึกจากผนึกทาสาก็ทำให้นางรีบลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว แม้จะเจ็บแปลบไปทั่วทั้งร่างก็ตาม
"เ้าค่ะ... นายท่าน"
นางรับเนื้อย่างที่เหลือจากเขามากินอย่างเงียบๆ มันเป็เชื้อเพลิงเพื่อการเดินทาง... ไม่ใช่อาหารที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี
เมื่อทั้งสองเตรียมตัวพร้อมแล้ว การเดินทางระยะทางกว่า 80 ลี้ (ประมาณ 40 กิโลเมตร) ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
หลี่เฟยเป็ผู้นำทาง
เขาไม่ได้ใช้แผนที่... เขาใช้ดวงอาทิตย์, ทิศทางลม, และเข็มทิศโฮโลแกรมที่ระบบฉายให้เห็น... ผสานกับความรู้ในการเดินป่าที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ทำให้เขาสามารถบุกฝ่าไปในป่าทมิฬที่ไม่คุ้นเคยนี้ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ
เขาเลือกเส้นทางที่ตรงที่สุด... แต่ก็ปลอดภัยที่สุด... หลีกเลี่ยงหุบเหวที่อันตรายและดงไม้ที่รกทึบเกินไป
เขากำหนดความเร็วในการเดินทางที่ค่อนข้างเร็ว
ใน่แรก หลินซึ่งเป็ผู้ฝึกยุทธ์สามารถตามทันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป าแที่ยังไม่หายดีก็เริ่มส่งผล ร่างกายของนางเริ่มอ่อนล้า ลมหายใจเริ่มติดขัด
นางพยายามกัดฟันสู้... ไม่กล้าร้องขอให้ช้าลง เพราะกลัวจะทำให้นายท่านไม่พอใจ
หลี่เฟยสังเกตเห็นอาการของนาง แต่เขาก็มิได้เอ่ยปากพูดอะไร เพียงแค่ในระหว่างที่หยุดพักดื่มน้ำริมลำธาร เขาได้ยื่นสมุนไพรสีเขียวชนิดหนึ่งไปให้นาง
จิงจูฉ่ายโลหิต: สมุนไพรระดับต่ำ, ช่วยฟื้นฟูพละกำลังและเร่งการสมานของาแเล็กน้อย
"กินซะ"
เขาสั่งสั้นๆ
หลินรับมาแล้วกินเข้าไปอย่างว่าง่าย นางรู้สึกถึงกระแสพลังอุ่นๆ ที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง บรรเทาความเมื่อยล้าและความเ็ปลงไปได้มาก
นางเหลือบมองแผ่นหลังของนายท่านที่กำลังก้มลงเติมน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่... ในใจของนางรู้สึกซับซ้อนอย่างยิ่ง
เขาโเี้... อำมหิต... และเ็าราวกับปีศาจ...
แต่ในขณะเดียวกัน การกระทำของเขาก็เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและความเด็ดขาดที่น่าเหลือเชื่อ การอยู่กับเขาทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว... แต่ลึกๆ แล้ว... มันก็มีความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดปนอยู่ด้วย
ราวกับว่า... ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้เงาของบุรุษผู้นี้... ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ สามารถกล้ำกรายเข้ามาได้
"เราจะพักที่นี่สิบห้านาที... จากนั้นเดินทางต่อ" หลี่เฟยกล่าวโดยไม่หันมามอง
ใน่ที่หยุดพักนั้นเอง หลี่เฟยก็ได้เริ่มการ "สอบสวน" อีกครั้ง
"เงินตราที่ใช้กันในเมืองศิลาแกร่ง... คือสิ่งใด?"
หลินรีบตอบทันที "โดยทั่วไปจะใช้เหรียญทองแดง, เหรียญเงิน, และเหรียญทองเ้าค่ะ หนึ่งร้อยเหรียญทองแดงเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน... หนึ่งร้อยเหรียญเงินเท่ากับหนึ่งเหรียญทอง"
"แต่สำหรับการซื้อขายที่มีมูลค่าสูง หรือในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์... พวกเราจะใช้ 'ศิลาปราณ' เป็หลักเ้าค่ะ ศิลาปราณระดับต่ำหนึ่งก้อนมีค่าประมาณหนึ่งถึงสองเหรียญทอง แล้วแต่ความบริสุทธิ์"
หลี่เฟยพยักหน้า... มันเป็ระบบการเงินพื้นฐานที่เข้าใจได้ไม่ยาก
"แล้วอำนาจในเมืองเล่า? ตระกูลใดใหญ่ที่สุด?"
"เมืองศิลาแกร่งอยู่ภายใต้การปกครองของจวนเ้าเมืองโดยตรงเ้าค่ะ ซึ่งแต่งตั้งโดยราชสำนักแห่งอาณาจักรเมฆา์"
"แต่ผู้มีอิทธิพลที่แท้จริงในเมืองมีอยู่สามกลุ่มใหญ่... คือ จวนเ้าเมือง, สมาคมนักล่าของพวกข้า, และสมาคมพ่อค้าเ้าค่ะ ทั้งสามกลุ่มคานอำนาจกันอยู่"
"นอกนั้นก็มีตระกูลผู้ฝึกยุทธ์เล็กๆ อีกสองสามตระกูล แต่ก็มิอาจเทียบได้กับสามขั้วอำนาจหลัก"
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้หลี่เฟยเริ่มเห็นภาพของเมืองศิลาแกร่งชัดเจนขึ้น
เขาเดินไปที่ซากหมาป่าอสูรเงาที่เขาสังหารไปเมื่อคืนก่อน
"ระบบ... เก็บเกี่ยว"
ซากหมาป่าทั้งหกตัวสลายกลายเป็แสงสีฟ้าแล้วหายเข้าไปในมิติเก็บของของเขา ทิ้งไว้เพียงพื้นดินที่ว่างเปล่า
หลินมองดูภาพนั้นอีกครั้งด้วยความตกตะลึง แม้จะเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่มันก็ยังเป็ภาพที่เหนือจินตนาการของนางอยู่ดี
"นี่คือสินค้า... คือเงินทุนเริ่มต้นของพวกเรา" หลี่เฟยกล่าวเรียบๆ
เขากำลังวางแผนทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว...
การเดินทางดำเนินต่อไป...
จนกระทั่งบ่ายคล้อยของวันที่สอง... ขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านแนวป่าที่ค่อนข้างโปร่ง... เสียงตะคอกและเสียงการต่อสู้ก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า
หลี่เฟยให้สัญญาณมือให้หลินหลบเข้าที่กำบัง ส่วนตัวเขาก็เคลื่อนเข้าไปใกล้ๆ เพื่อสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบ
ภาพที่เขาเห็นคือ ชายฉกรรจ์สามคนท่าทางหยาบกระด้างเหมือนโจรป่า กำลังล้อม "กวางเขามรกต" ตัวหนึ่งอยู่ กวางชนิดนี้เป็สัตว์อสูรที่ไม่มีพิษสงอะไร แต่มันมีเขาสีเขียวมรกตที่สวยงามซึ่งเป็ที่้าของเหล่าเศรษฐีเพื่อนำไปทำเป็เครื่องประดับ
โจรทั้งสามกำลังจะลงมือสังหารกวางตัวนั้น แต่แล้วคนหนึ่งก็เหลือบมาเห็นหลี่เฟยกับหลินที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น
เมื่อเห็นอาภรณ์ที่ขาดรุ่งริ่งของหลี่เฟย และรูปโฉมที่งดงามของหลิน (แม้นางจะอยู่ในสภาพมอมแมมก็ตาม) ดวงตาของหัวหน้าโจรก็ทอประกายแห่งความละโมบขึ้นมาทันที
"เฮ้! ดูสิว่าพวกเราเจออะไร!" มันะโพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย
"เ้าหนู... ส่งแม่นางคนงามกับของมีค่าทั้งหมดที่เ้ามีมาให้ข้าซะ... แล้วข้าจะเมตตาไว้ชีวิตพวกเ้าไป"
พรรคพวกของมันอีกสองคนหัวเราะอย่างหิวกระหาย สายตาของพวกมันจ้องมองมาที่หลินราวกับจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งตัว
หลินรู้สึกขยะแขยงและหวาดกลัว...
แต่นายท่านของนาง... กลับนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
หลี่เฟยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาเลยแม้แต่คำเดียว... ในสายตาของเขา... โจรป่าสามคนนี้ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่น่ารำคาญเท่านั้น
ความเงียบของเขาถูกตีความไปเป็ความหวาดกลัว
"ว่าไงล่ะ! ไม่ได้ยินที่ข้าพูดรึ!" หัวหน้าโจรเริ่มหมดความอดทน มันชักดาบเล่มใหญ่ของมันออกมาแล้วก้าวเข้ามาหา
"ถ้าไม่ส่งมาดีๆ ข้าก็จะเข้าไปเอาเอง!"
มันพุ่งเข้ามา...
และนั่นคือความผิดพลาดสุดท้ายในชีวิตของมัน
หลี่เฟยยกแขนขวาขึ้น... ปืนพก M1911 ที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อได้ปรากฏสู่สายตาของโลกภายนอกอีกครั้ง
ปัง!
เสียงอสุนีบาตดังขึ้นกะทันหัน!
ร่างของหัวหน้าโจรที่กำลังพุ่งเข้ามาพลันชะงักงัน... กลางหน้าอกของมันปรากฏรูขนาดใหญ่ที่ไหม้เกรียม... เืทะลักออกมาไม่หยุด... มันก้มลงมองาแของตัวเองด้วยความไม่เชื่อ... ก่อนจะล้มลงแน่นิ่งไป
โจรอีกสองคนที่เหลือถึงกับหยุดชะงักงันด้วยความใ... พวกมันอ้าปากค้าง... ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ศาสตราวุธอันใดกันที่ส่งเสียงดังปานฟ้าผ่าและปลิดชีวิตคนได้ในพริบตา?
แต่พวกมันก็ไม่มีโอกาสได้หาคำตอบ...
ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นอีกสองนัดซ้อน... ะุสองนัดพุ่งเข้าเจาะหน้าผากของพวกมันอย่างแม่นยำ
ร่างของทั้งสองล้มลงตามหัวหน้าของพวกมันไป... การต่อสู้... หากจะเรียกมันว่าการต่อสู้ได้... ก็จบลงภายในเวลาเพียงสามวินาที
หลี่เฟยเดินเข้าไปค้นตัวซากศพทั้งสามอย่างใจเย็น เก็บเอาถุงเงินเล็กๆ และของมีค่าทุกชิ้นมาโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
เขามองข้ามกวางเขามรกตที่วิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่าไปแล้ว... มันไม่เคยเป็เป้าหมายของเขาั้แ่แรก
การเดินทางดำเนินต่อไป...
จนกระทั่งเย็นย่ำของวันนั้น... ป่าทมิฬที่พวกเขาเดินทางผ่านมาตลอดสองวันก็เริ่มบางตาลง
หลี่เฟยนำหลินปีนขึ้นไปยังสันเขาสุดท้าย...
และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า... ก็ทำให้แม้แต่หลินยังต้องเบิกตากว้าง
ณ ที่ราบเบื้องล่าง... มีเมืองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่...
กำแพงหินสีเทาสูงใหญ่ทอดยาวออกไปโอบล้อมตัวเมืองเอาไว้ ป้อมปราการตั้งตระหง่านอยู่เป็ระยะๆ สามารถมองเห็นควันไฟที่ลอยออกมาจากปล่องไฟนับไม่ถ้วน และเห็นผู้คนตัวเล็กๆ ที่กำลังเดินทางเข้าออกประตูเมืองอยู่ตลอดเวลา
มันคืออารยธรรม... คือที่มั่นของมนุษย์...
มันคือ "เมืองศิลาแกร่ง"
หลี่เฟยยืนมองภาพนั้นจากบนสันเขา แสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้ร่างของเขาจนเกิดเป็เงาทอดยาว
ป่าอสูร... คือบททดสอบแรกของเขา
ตระกูลหลี่... คือหนี้แค้นที่รอวันชำระ
แต่เมืองศิลาแกร่งแห่งนี้...
"...ถึงเวลาเริ่มบทใหม่แล้ว"