[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 82 เห็นทีคงต้องสวมบทเป็นผู้เสียสละแล้ว มิมีผู้ใดกล้าท้าทายหรือกล่าวคำหยามหมิ่น

    ตอนที่ 82 เห็นทีคงต้องสวมบทเป็นผู้เสียสละแล้ว มิมีผู้ใดกล้าท้าทายหรือกล่าวคำหยามหมิ่น

            ปรมาจารย์ชุดแดงผู้นี้มีนามว่าปรมาจารย์ชื่อหั่ว ผู้ดำรงตำแหน่งปรมาจารย์ลำดับที่หกแห่งสำนักโอสถยอดวิถี เขามีอายุยืนยาวจนยากที่จะคาดเดา ว่ากันว่าเดิมทีเขาเป็นเปลวเพลิงสุริยันอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์ที่แปรเปลี่ยนร่างมา ด้วยศาสตร์การหลอมโอสถที่เป็นเลิศ จึงนับว่ามีชื่อเสียงเลื่องชื่อไปทั่วทั้งแดนสวรรค์เบื้องบน

            เบื้องหลังของปรมาจารย์ชื่อหั่วมีเหล่าปรมาจารย์และศิษย์ติดตามมาเป็นกลุ่มใหญ่ ทว่าชัดเจนว่าทุกคนล้วนเคารพนับถือเขาเป็นผู้นำ

            บรรดาศิษย์ที่ติดตามมานั้น ทั้งชายและหญิงต่างสวมอาภรณ์ยาวสีเขียวที่บนอกประดับด้วยอักษรอักขระที่แสดงถึงสถานะอันโดดเด่น ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็คือศิษย์ชั้นในแห่งสำนักโอสถยอดวิถี

            ระดับพลังของพวกเขานับว่ามิสูงนัก โดยมากจะอยู่ในระดับมหาปราชญ์เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็อดมิได้ที่จะจับจ้องไปยังบุรุษผู้มากด้วยรัศมีอันน่าเกรงขามอย่างกู้ฉางเกอ”

            นายน้อยแห่งตระกูลกู้ผู้เลื่องชื่อ เขามาที่สำนักโอสถยอดวิถีด้วยเหตุใดกัน ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวในอาภรณ์กระโปรงสีฟ้าที่ติดตามมานั้น พลังของนางกลับอ่อนด้อยนัก กลับมีพลังอยู่เพียงแค่ระดับมรรคาเทพเท่านั้น

            อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะอันสูงส่งของกู้ฉางเกอ บรรดาศิษย์จึงได้แต่แอบมองอย่างเงียบงัน มิกล้าแสดงกิริยาที่อาจล่วงเกินอันใด

            “นายน้อยฉางเกอ โปรดติดตามข้าเข้าไปในสำนักเถิด อย่ามัวสนทนาอยู่ที่ประตูแห่งภูผาเช่นนี้อยู่เลย”

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วเอ่ยเชื้อเชิญพลางผายมือให้กู้ฉางเกอเดินตามเข้าไป

            กู้ฉางเกอยิ้มเล็กน้อยแล้วก้าวตามไป

            ในมิช้า พวกเขาก็ทะยานไปบนสายรุ้งอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อนมุ่งสู่ส่วนลึกของสำนักโอสถยอดวิถี

            เมื่อมาถึงมหาวิหารอันโอ่อ่า ซึ่งภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นโอสถอันหอมหวน แสดงถึงความเก่าแก่และทรงเกียรติ

            เหล่าศิษย์หญิงที่งดงามก้าวเข้ามาเพื่อนำสำรับน้ำชามาให้เขาก่อนจะถอยกลับไปด้านข้างอย่างสำรวม

            “มิทราบว่านายน้อยฉางเกอมาเยือนสำนักของข้าในวันนี้ด้วยธุระอันใดหรือ”

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วจิบชาก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

            สำนักโอสถยอดวิถีมีความสัมพันธ์อันราบรื่นกับหลายสำนัก จึงมิน่าจะเกิดความขัดแย้งกับที่แห่งใดได้ กู้ฉางเกอจึงมิน่ามาเยือนด้วยเพราะเหตุอันใดที่ร้ายแรง

            ในขณะนั้น กู้ฉางเกอก็กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า

            “ปรมาจารย์ชื่อหั่วมิต้องเกรงใจ ที่จริงวันนี้ข้ามาเยือนสำนักโอสถยอดวิถีก็ด้วยมีเรื่องบางประการ”

            “โอ้ เรื่องที่นายน้อยฉางเกอกล่าวถึงนี้ หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับ…หญิงสาวผู้นี้”

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วเอ่ยพลางจับจ้องด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ร่างนั้นจับจ้องไปยังหญิงสาวในกระโปรงสีฟ้าที่อยู่ข้างกายกู้ฉางเกอผู้นั้น

            นางงดงามสะคราญตา ทว่ากลับมีพลังฝีมือที่มิโดดเด่นนัก

            ด้วยความที่มิอาจคาดเดาได้ถึงฐานะของหลินชิวหาน ปรมาจารย์จึงเรียกขานเพียงว่าหญิงสาว กระนั้นรูปลักษณ์ของนางก็ชวนให้เข้าใจว่าน่าจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกู้ฉางเกอ

            เขาอดครุ่นคิดในใจมิได้ มีผู้เล่าลือกันว่านายน้อยแห่งตระกูลกู้นั้นทั้งเย็นชาและสูงส่งจนยากจะเข้าถึง ทว่าจากที่เห็นในวันนี้ เห็นทีคำเล่าลือคงจะคลาดเคลื่อนไปมาก

            อย่างน้อยในยามสนทนากับกู้ฉางเกอ เขากลับรู้สึกเหมือนได้สัมผัสสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ นายน้อยผู้นี้แผ่รัศมีอันละมุนละไมชวนให้ชื่นชม

            บุคคลเช่นนี้ มิควรเป็นดังเช่นที่ข่าวลือกล่าวถึง

            “ชิวหานเป็นผู้ที่ข้าพาตัวขึ้นมาจากโลกเบื้องล่าง ในยามนั้นข้าพบว่านางมีพรสวรรค์ในวิถีแห่งโอสถ จึงคิดพานางขึ้นมายังแดนสวรรค์ และส่งมอบให้กับสำนักโอสถยอดวิถีเพื่อมิให้พรสวรรค์ของนางนั้นสูญเปล่าไป”

            กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยรอยยิ้มเรียบง่าย ทว่าหากพินิจให้ดี เขากลับมิได้พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เห็นสำนักโอสถยอดวิถีของพวกท่านขาดแคลนศิษย์ฝีมือดี ข้าจึงนำของดีมาฝาก”

            กล่าวเช่นนั้นคงจะดูเย็นชาจนเกินไป

            ที่แท้เขายังหวังพึ่งสำนักโอสถยอดวิถีให้ช่วยขัดเกลาหลินชิวหาน ด้วยเจตนาแฝงเร้นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

            จะไปพูดแทงใจดำเจ้าบ้านตรงๆ ก็คงจะนับว่ามากเกินไป

            ดังนั้นถ้อยคำที่กล่าวออกมา จึงเต็มไปด้วยความแยบยล

            หากแปลความหมายในใจของกู้ฉางเกอออกมาตรงๆ ก็คงจะเป็น “หลินชิวหานนี้ข้าพามาจากโลกเบื้องล่าง นางมีพรสวรรค์โอสถอันล้ำเลิศ และเห็นว่าสำนักโอสถยอดวิถีในตอนนี้มิมีศิษย์ที่โดดเด่น จึงยกนางมาฝากให้”

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วซึ่งมีไหวพริบย่อมจับใจความได้ ก่อนใบหน้าจะเผยแววกระอักกระอ่วน ทว่าก็ยังมีความคาดหวังเจืออยู่

            เพราะในฐานะนายน้อยแห่งตระกูลกู้แล้วนั้น หากกู้ฉางเกอตั้งใจมอบคนมาให้ นางย่อมมิใช่บุคคลที่มีพรสวรรค์ธรรมดาสามัญ นั่นมิใช่เป็นการลบหลู่ศักดิ์ศรีของเขาหรอกหรือ

            “นายน้อยฉางเกอช่างมีน้ำใจนัก ข้าขอเป็นตัวแทนสำนักโอสถยอดวิถีกล่าวขอบคุณในไมตรีของท่านล่วงหน้า”

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเริ่มพินิจพิเคราะห์หลินชิวหานอย่างละเอียด

            ภายใต้สายตาที่กดดันของปรมาจารย์ หลินชิวหานพลันรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา แต่เมื่อระลึกถึงคำพูดที่คุณชายกู้สั่งไว้ก่อนหน้านี้ นางก็กลับมามีสติและมั่นใจขึ้น

            “ตอนนี้ข้าจะหวั่นไหวมิได้ เบื้องหลังของข้ายังมีคุณชายกู้คอยหนุนหลังอยู่!”

            นางพูดปลอบใจตนเองในใจ

            ส่วนกู้ฉางเกอนั้น ใบหน้าของเขายังคงฉายแววสงบนิ่งและยังคงรอยยิ้มบางเบาอย่างมิเปลี่ยนแปลง

            ด้วยพรสวรรค์ในวิถีโอสถอันน่าทึ่งของหลินชิวหาน เขาย่อมมั่นใจว่าสำนักโอสถยอดวิถีจะยอมรับโดยมิมีเงื่อนไข สำนักนี้ช่างเหมาะสมกับบทบาทผู้เสียสละอย่างแท้จริง

            อย่างไรก็ตาม เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดไป

            ในสถานการณ์เช่นนี้กลับมิมีศิษย์คนใดออกมาท้าทายหรือเย้ยหยันในพลังของหลินชิวหาน ทั้งที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในเหตุการณ์เช่นนี้มิใช่หรือ

            ตามปกติแล้วควรจะมีศิษย์ชั้นในของสำนักโอสถยอดวิถีลุกขึ้นมากล่าวเย้ยว่า “นางมีพลังอ่อนด้อยถึงเพียงนี้ มิใช่เป็นเพียงแค่ผู้ที่มาจากโลกเบื้องล่างหรือ”

            แต่ครานี้กลับมิมีแม้แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์

            ทำเอาเขาอดรู้สึกเสียดายมิได้

            หลินชิวหานนั้นเป็นผู้มีวาสนาล้ำลึก มิอาจถูกดึงเข้าสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จท่ามกลางคำดูถูกที่มักพบเห็นในเรื่องราวทั่วไปได้

            นางติดตามเขามานานจนพลังแห่งโชคชะตาอันยิ่งใหญ่เริ่มเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว

            ในใจของกู้ฉางเกอเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง มิว่าจะเป็นที่ใดที่เขาไปเยือน ก็กลับมิมีผู้ใดกล้าท้าทายหรือกล่าวคำหยามหมิ่นเขาอีกเลย

            แม้เขาอยากจะแสดงพลังอำนาจให้คนเกรงขาม แต่ก็มิมีผู้ใดกล้าตั้งคำถามจนเปิดโอกาสให้เขาแสดงออกได้

            “อืม…”

            เขาเปรยเบาๆ ในใจ ขณะที่เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างสงบราบรื่นเกินความคาดหมาย

            ในตอนนั้นเอง ปรมาจารย์ชื่อหั่วพลันเปล่งเสียง "หืม" เบาๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังหลินชิวหาน ราวกับมิอยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนสัมผัสได้

            คำกล่าวที่ว่า "มิได้พินิจก็มิอาจได้รู้ เมื่อพินิจแล้วก็ถึงกับสะดุ้งในใจ" ช่างเหมาะสมกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างยิ่ง

            เนื่องด้วยพรสวรรค์ของคนเรา มิได้แสดงออกมาผ่านใบหน้า ต่อให้เขามีพลังสูงส่งเพียงใด ก็ย่อมมิอาจมองทะลุได้ในทันที

            กระบวนการเช่นนี้จำต้องอาศัยการสัมผัสพลังอันลึกซึ้ง

            และในการสัมผัสนั้นเอง ปรมาจารย์ชื่อหั่วก็พลันตระหนักได้ว่า บนร่างของหลินชิวหานกลับแผ่กลิ่นอายแห่งวิถีโอสถอันบริสุทธิ์ออกมา พรสวรรค์ด้านโอสถโดยกำเนิดหรือ

            หากมีกระแสพลังแห่งวิถีโอสถเพียงหนึ่งเส้นนั้น ก็นับเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ด้านโอสถมากมายใฝ่ฝันหา

            ทว่าบนร่างของหญิงสาวผู้นี้กลับมีพลังดังกล่าวนับพันนับหมื่นเส้น

            นี่ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงจนมิอยากจะเชื่อสายตาของตนเอง

            หากหลินชิวหานเลือกเดินบนเส้นทางสายโอสถ นางย่อมมีอนาคตอันไร้ขีดจำกัด

            “พรสวรรค์ของหญิงสาวผู้นี้…”

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงปิติยินดี แม้มีความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เพื่อความแน่ใจ เขาจึงสั่งให้ศิษย์ด้านหลังไปนำเครื่องมือวัดพลังมาทดสอบ

            “ปรมาจารย์ชื่อหั่ว ท่านคิดว่าพรสวรรค์ของชิวหานเป็นอย่างไรบ้าง” กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มสงบ ราวกับรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่เขาก็ปล่อยให้ขั้นตอนดำเนินไปตามปกติ

            “พรสวรรค์ของนางช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก! มิคาดคิดเลยว่าจะปรากฏขึ้นในโลกเบื้องล่างได้ และยังถูกค้นพบโดยนายน้อยฉางเกอ…”

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วกล่าวด้วยสีหน้าปลื้มปิติ สายตาที่มองหลินชิวหานเปี่ยมด้วยความชื่นชม ราวกับนางคืออัญมณีอันล้ำค่า

            “แม่นาง เจ้ายินดีรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่”

            คำถามแรกของปรมาจารย์ชื่อหั่วทำเอาหลินชิวหานถึงกับตะลึงงัน คำพูดของเขายังคงก้องอยู่ในใจ พรสวรรค์ด้านโอสถของตนช่างยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            นางเงยหน้ามองกู้ฉางเกอด้วยสายตาเว้าวอนคล้ายจะขอคำแนะนำ

            “เรื่องนี้ เจ้าต้องตัดสินใจด้วยตนเอง”

            กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มอันอ่อนโยน เขาย่อมเคารพการตัดสินใจของนาง เพราะหากการรับอาจารย์ยังต้องขึ้นอยู่กับเขาแล้ว ความหมายของมันจะเหลืออะไรเล่า

            แต่ในใจลึกๆ กู้ฉางเกอก็อดชื่นชมความเฉียบแหลมของปรมาจารย์ชื่อหั่วมิได้ เขารู้จักจังหวะที่จะคว้าตัวหลินชิวหานไว้เป็นผู้แรกอย่างแนบเนียน

            “อย่างไรก็ตาม ข้าคิดว่าชิวหาน เจ้าควรรออีกสักหน่อย สำนักโอสถยอดวิถีมีปรมาจารย์หลายท่าน ลองเลือกผู้ที่เจ้าคิดว่าเหมาะสมที่สุดจะดีกว่า”

            ครั้งนี้ กู้ฉางเกอใช้คำว่าเลือกอย่างตรงไปตรงมา

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วถึงกับกระอักกระอ่วนในใจ เพราะจุดประสงค์ของเขาที่ต้องการคว้าตัวหลินชิวหานไว้ก่อนนั้นถูกกู้ฉางเกอเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาแล้ว

            ส่วนคำว่าเลือกนั้นเขาก็ยอมรับว่าถูกต้อง

            ตอนนี้มิใช่ปัญหาว่าปรมาจารย์จะยินดีรับหลินชิวหานเป็นศิษย์หรือไม่ หากแต่เป็นว่านางยินดีรับพวกเขาเป็นอาจารย์หรือไม่ต่างหาก

            และเมื่อข่าวนี้แพร่ไปถึงหูปรมาจารย์ท่านอื่นที่กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ เห็นทีจะมิเหมือนเขาที่พูดจาอ่อนโยน แต่คงจะพุ่งเข้ามาชิงตัวนางโดยตรง

            ศิษย์ชั้นในแห่งสำนักโอสถยอดวิถีที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างตกตะลึงอึ้งงัน ในชีวิตพวกเขามิเคยได้ยินว่ามีผู้ใดสามารถเลือกปรมาจารย์เป็นอาจารย์ได้!

            หญิงสาวในอาภรณ์กระโปรงฟ้าผู้นี้ นับว่ามีพรสวรรค์ที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

            “แม่นาง หากเจ้าเลือกข้าเป็นอาจารย์ละก็ มิว่าเจ้าจะต้องการเพลิงโอสถชนิดใด ขอเพียงเอ่ยมา ข้ายินดีจัดหาให้ทุกประการ ต้องรู้ไว้ว่า ในด้านการควบคุมเพลิงทั่วทั้งแดนสวรรค์เบื้องบนนี้ มีเพียงมิกี่คนที่กล้าพูดได้ว่าเหนือกว่าข้า!”

            ปรมาจารย์ชื่อหั่วเริ่มเกลี้ยกล่อม พร้อมกับแสดงความจริงใจอย่างถึงที่สุดเพื่อดึงตัวหลินชิวหานมาเป็นศิษย์

            แต่ในขณะนั้นเอง ภายนอกมหาวิหาร พลันมีปรมาจารย์จำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา แต่ละท่านล้วนมีอายุยืนยาว และเป็นบุคคลผู้ทรงเกียรติแห่งวิถีโอสถ ผู้เป็นดั่งตำนานและสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่ครอบครองเครือข่ายทรัพยากรอันล้นเหลือ

            “ได้ยินว่านายน้อยฉางเกอช่วยนำศิษย์ฝีมือล้ำเลิศมามอบให้กับเราหรือ…”

            “นายน้อยฉางเกอช่างมีน้ำใจยิ่งนัก สำนักโอสถยอดวิถีของเราขอขอบคุณอย่างสุดซึ้ง”

            เหล่าปรมาจารย์แต่ละคนแผ่กลิ่นอายที่น่าเกรงขาม กล่าวทักทายกู้ฉางเกออย่างสุภาพ ก่อนจะหันสายตาไปยังหลินชิวหาน สายตานั้นราวกับหมาป่าหิวโซจ้องมองเนื้อชิ้นงาม

            ระหว่างทางที่มานั้น พวกเขาได้รับทราบข่าวสารเรื่องพรสวรรค์ของหลินชิวหานแล้ว

            “พรสวรรค์แห่งโอสถโดยกำเนิด แล้วยังมิใช่เพียงเส้นเดียว…อะไรกัน ให้ตายเถิด! นี่มันมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”

            ปรมาจารย์ผู้หนึ่งซึ่งมีอายุยืนยาวจับจ้องมองอย่างตาโตด้วยความตกตะลึง พลันหลุดคำอุทานที่มิค่อยเหมาะสมนักออกมา

            “หรือว่าหญิงสาวผู้นี้จะเป็นโอสถเทพโบราณที่แปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์”

            “พรสวรรค์เช่นนี้ นับล้านปีจะพบเจอเพียงครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เราคงได้เชิดหน้าชูตาในงานประชุมศิษย์ของเหล่าสำนักต่างๆ แล้ว!”

            “เฮือก!”

            บางคนถึงกับสูดลมหายใจลึกด้วยความตกใจ ก่อนรีบหยิบเครื่องมือวัดพลังขึ้นมาเพื่อตรวจสอบพรสวรรค์ของหลินชิวหาน

            วิ้ง!

            เสียงกังวานดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับการสั่นสะเทือนบางอย่าง

            ทันใดนั้น เครื่องมือวัดพลังพลันปลดปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าออกมา สีสันอันงดงามหลากหลายสะท้อนทั่วทั้งมหาวิหาร รัศมีนั้นสว่างไสวจนราวกับจะกลืนกินทั้งมหาวิหารให้จมหายไปในแสง

            ศิษย์หลายคนถึงกับต้องหลับตา เพราะแสงเจิดจ้านั้นแทบจะทิ่มแทงดวงตาจนมอดดับ

            “ผลการทดสอบพรสวรรค์มิผิดพลาดแน่นอน! หญิงสาวผู้นี้มีร่างที่เหมาะสมต่อการหลอมโอสถเป็นที่สุด หากมอบนางให้ข้าดูแล มิเกินยี่สิบปี ข้าสามารถหล่อหลอมนางให้กลายเป็นปรมาจารย์ด้านโอสถที่มีชื่อเสียงก้องสวรรค์ได้!”

            “อย่าเลย ส่งให้ข้าผู้เป็นสตรีเช่นนางเถิด! เด็กสาวเช่นนี้จะปล่อยให้พวกคนแก่หัวขาวผิดๆ ถูกๆ สอนสั่งได้หรือ หากสอนสั่งผิดไปจะทำอย่างไร! มาหาข้าดีกว่า ข้าสาบานได้ว่าภายในสิบแปดปีนี้ นางจะกลายเป็นปรมาจารย์โอสถที่คนทั้งแดนสวรรค์ต้องยกย่อง!”

            “สิบแปดปีหรือ ข้าขอเพียงสิบห้าปีก็พอ!”

            “สิบห้าปีหรือ ฮึ! ข้าขอเพียงสิบสามปีเท่านั้น! มิเพียงเท่านั้น หากนางเลือกข้าเป็นอาจารย์ ข้าจะให้ตำแหน่งเจ้าแห่งยอดเขาหลักสวรรค์แก่นาง ตำแหน่งเจ้าสำนักก็ใช่ว่าจะเป็นไปมิได้!”

            บรรดาปรมาจารย์และเจ้าแห่งยอดเขาที่มักพบเจอได้ยาก ต่างพากันโต้แย้งกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งอาจารย์ของหลินชิวหาน บรรยากาศที่เคยสง่างามกลับกลายเป็นเหมือนตลาดที่เต็มไปด้วยเสียงโต้เถียง

            ศิษย์แห่งสำนักโอสถยอดวิถีที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงจนแทบมิเชื่อสายตา หลายคนถึงกับยืนงง ราวกับถูกความอลหม่านเบื้องหน้าทำให้สติเลือนลาง

            “คุณชาย…” หลินชิวหานกะพริบตาพร้อมกับส่งสายตาเว้าวอนขอความช่วยเหลือไปยังกู้ฉางเกอ

            ในชีวิตของนาง นางมิเคยพบเจอกับเหตุการณ์ที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้มาก่อน บัดนี้สมองของนางว่างเปล่าราวกับตกอยู่ในภวังค์

            “เจ้าต้องตัดสินใจด้วยตนเอง” กู้ฉางเกอกล่าวอย่างใจเย็น

            “ไม่นะเจ้าคะ ข้าเพียงฟังแต่คำของคุณชายเท่านั้น” หลินชิวหานกล่าวพลางเม้มปาก นางผลักภาระทั้งหมดกลับมาให้กู้ฉางเกอ

            "ปกติมิเห็นเจ้าจะฉลาดเช่นนี้เลยนะ" กู้ฉางเกอคิดในใจ เขาเกือบจะยกมือตีหัวหลินชิวหานเบาๆ ด้วยความระอาใจแล้ว

            “แม่นาง เจ้าตอบตกลงกับข้าดีกว่า! เพียงสิบปีเท่านั้น ข้าจะหล่อหลอมเจ้าให้กลายเป็นปรมาจารย์ด้านโอสถได้อย่างแน่นอน!”

            เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากหน้าประตูมหาวิหาร พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีในอาภรณ์งามสง่า รูปลักษณ์ของนางดูเลือนรางคล้ายก้าวออกมาจากอีกโลกหนึ่ง พลังอำนาจของนางลึกล้ำเกินหยั่งรู้

            “เจ้าสำนัก!”

            เหล่าศิษย์และปรมาจารย์ทั้งหมดในมหาวิหารต่างพร้อมใจกันโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

            คำพูดของเจ้าสำนักนั้น ชัดเจนว่ามุ่งตรงไปยังกู้ฉางเกอโดยเฉพาะ


      

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน