ถุงมือฟ้าประทาน

ตอนที่304 หาข้อมูล

“เราไม่ได้มาเปิดหมวกแสดงกลอะไรหรอกนะ แต่เราจะเข้าไปข้างในโรงแรมต่างหาก แล้วหมวกใบนี้ก็จะทำให้เราสองคน'ล่องหน'ไม่มีใครจับได้ หรือเห็นแม้แต่เงา” เจมส์อดทนอธิบายถึงเหตุผลที่มาโรงแรมให้เอสได้ฟัง พร้อมกับบอกถึงสิ่งน่าพิศวงเกี่ยวกับหมวกทรงสูง

เอส เด็กหนุ่มหน้าขาวตัวเล็กก้มมองหมวกในมือ น้ำเสียงทอแววตื่นเต้น ปิติยินดีคล้ายกับพบเจอเรื่องสนุก “เจ้านาย หากเป็นอย่างที่เจ้านายพูดจริง งั้นหมายความว่าหลังจากนี้ผมจะสามารถเข้าไปในห้องอาบน้ำหญิง โดยไม่ถูกจับได้สินะครับ โอ๊ยยยย อะไรอีกเนี่ย”

เด็กหนุ่มจับหัวของตัวเองที่เริ่มแดงขึ้นมา พลางฮัมเสียงโกรธ

“อย่าคิดเรื่องไร้สาระ นอกจากนั้นหากมีข่าวหลุดออกไปว่านายแอบเข้าไปในห้องอาบน้ำโดยที่ระบบความปลอดภัยไม่ดัง มีหวัง 'ธันเดอร์โบ๊ท' ถูกมองว่าห่วยแตก ดีแต่หน้าตา ประสิทธิภาพงั้นๆ ไม่ต่างจากของในตลาด” เจมส์หยิบหมวกทรงสูงของตัวเองออกมา กล่าวเสริมว่า “สวมหมวก เราต้องรีบหน่อย อย่าได้เสียเวลามากไปกว่านี้”

เรื่องบางเรื่องไม่อาจชักช้าได้ ต้องรีบเคลียร์ปัญหาให้เร็วที่สุด

เอสพยักหน้ารับ หยิบหมวกทรงสูงขึ้นมาสวม จากนั้นเขาอดไม่ได้ต้องเหลือบมองดูตัวเองผ่านกระจก พบว่าร่างกายล่องหน มองไปเห็นเพียงเบาะว่างเปล่า ไม่มีคนนั่ง

"ปรากฏว่าหมวกคือของจริง? ฮี่ฮี่ หลังจากนี้นี่แหละ จะแอบเข้าไปดูห้องน้ำผู้หญิง ต้องไม่ให้เจ้านายรู้เด็ดขาด ไม่งั้นซวยแน่” เอสพึมพำกับตัวเอง พลางมองไปยังฝั่งคนขับที่เจ้านายเพิ่งล่องหนไป

ประตูรถถูกเปิดออก ทั้งคู่ลงมาจากรถ

ครั้นเดินได้ไม่กี่ก้าว เอสพึมพำด้วยความฉงนว่า “เจ้านายครับ ทำไมพอยิ่งเดิน ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าชุดมันรัดแน่นขึ้น แปลกชะมัด เจ้านายรู้สึกแบบเดียวกันไหมครับ”

“มันเป็นเรื่องปกติ” เจมส์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หมวกล่องหนทำให้ผู้ใช้หายตัวได้ แต่ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายในขณะใช้คือ เสื้อผ้าที่สวมจะบีบอัดร่างกายเข้ามาเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดผู้ใช้หมวกจะตาย ร่างแหลกเละกลายเป็นเนื้อบด!”

เอสพลันตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าก้าวขาไปไหน จนเจมส์ที่จับมือเขาอยู่ถามว่า “อยู่ๆ นายหยุดทำไม หรือว่ากลัว”

“ก็กลัวน่ะสิครับ ร่างกายของผมบอบบาง มีให้ผู้หญิงได้จูบลูบคลำ แต่ถ้าหากต้องมาตายเพราะหมวกบ้าๆ นี่ ผมไม่เอาด้วยหรอก!”

เอสไม่ใช่หุ่นกล้าหาญอยู่แล้ว แต่เดิมก็เป็นหุ่นวิศวกรผู้ควบคุมเครื่องจักรในเมืองน้ำแข็ง ครั้นจะให้สืบข่าวจนตัวตาย ชิปประมวลผลจึงปฏิเสธแผนการนี้ทันที

เจมส์ถอนหายใจคราหนึ่ง กล่าวเสริมว่า “งั้นก็ช่วยไม่ได้ ความจริงแล้วมันมีอีกวิธี แต่ไม่รู้ว่านายจะกล้าหรือเปล่า”

“วิธีไหนเหรอครับ ขอแค่ร่างกายของผมอยู่ครบ 32 โดยเฉพาะไอ้จ้อน ผมยอมทำทุกอย่าง!” เอสตอบสนองกระตือรือร้น คล้ายกับสุนัขที่กำลังกระดิกหางหน้าเจ้าของ

เจมส์กระซิบบอก หลังจากรับรู้เรื่องดังกล่าวเอสไม่ลังเลที่จะกลับเข้าไปในรถ แล้วถอดชุดออก โป๊ล่อนจ้อนเดินออกมาท่ามกลางถนนในเมืองพัทยา

เจมส์ยืนรออยู่ที่เดิม เมื่อสัมผัสได้ถึงการสะกิดแขนก็รู้ได้ทันทีว่าเอสถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้ว

“เจ้านายครับ ตอนนี้ร่างกายของผมเบาหวิวเหมือนกับขนนกเลย ไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนตอนแรก นอกจากนั้นผมยังรู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง ดูสิครับเนี่ย ยืนโป๊กลางถนนเมืองใหญ่แต่กลับไม่มีคนเห็น หรือเดินเข้ามาถ่ายรูป ฮ่าฮ่า สนุกๆ สนุกจริงๆ”

เจมส์เขกหัวเจ้าเด็กแก่แดดไปทีหนึ่ง พูดเสียงขรึม “ไปได้แล้ว จับมือของผม เดินตามเข้าไปในโรงแรม”

“ทราบครับ ว่าแต่เจ้านายไม่อยากถอดเสื้อผ้าบ้างเหรอครับ สบายนะ จะทนอึดอัดไปทำไม”

“เงียบ”

“ครับ...แต่ผมก็แค่เป็นห่วงเจ้านาย กลัวว่าร่างกายจะรับไม่ไหว เพราะงั้นถอ...”

“เงียบ!”

.........

ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูก ที่ให้เจ้าเด็กหน้าขาวตัวเล็กมาเป็นผู้ช่วย เอาเข้าจริงแม้ทอยจะเต้นแร้งเต้นกาไม่รู้เวล่ำเวลาไปบ้าง ก็ยังดีกว่าเจ้าเด็กที่พูดไม่หุบปากคนนี้

มาถึงชั้นในโรงแรมมาลาแล้ว ความจริงต้องใช้คีย์การ์ดในการเปิดประตูเข้ามา เนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัย ใช่ว่าผู้ไม่มีบัตรสามารถเข้ามาได้ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบก่อน หรือไม่ก็ยืนยันจากเจ้าของห้อง

'คำลวง'นอกจากจะใช้หลอกสายตาผู้คนได้แล้ว ยังหลอกเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วย เพราะเหตุนั้นเจมส์จึงเข้าไปในลิฟต์ กดไปยังชั้นที่ต้องการได้ไม่ยาก

ทางโรงแรมคงจะประหลาดใจมาก ลิฟต์ถูกกด ไฟที่ลิฟต์ติดแต่กลับไม่มีคนอยู่ภายใน คาดว่าในขณะที่หน่วยรักษาความปลอดภัยส่วนกลางกำลังดูกล้องวงจรปิดตัวนี้ คงขนหัวลุก ไม่ก็อาจนำเรื่องไปเล่าในรายการสยอง สถานีวิทยุที่กำลังมีชื่อเสียง

แม้คูร์เมียร่าจะระวังตัว กลัวว่ารูปจะหลุดออกไป แต่ยังไม่อาจหาญถึงขนาดต้องใช้ผ้าปิดตากับอาคม ดังนั้นเจมส์จึงอาศัยข้อมูลนี้ มาถึงชั้นที่เธอพักเป็นการส่วนตัวได้ไม่ยาก

“เป็นอย่างที่อาคมพูด เธอเช่าทั้งชั้นไว้จริงๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ในฐานะเศรษฐีน้ำมันจากดูไบ การซื้อโรงแรมมาลาไม่ต่างจากเศษเงิน นับประสาอะไรกับการเช่าทั้งชั้น”

เจมส์ส่ายหัวเล็กน้อยให้กับความฟุ่มเฟือยของเธอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนอกจากความสะดวกสบาย ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อคัดกรองผู้คนที่คิดร้าย ใช้ความเป็นส่วนตัวเป็นเอกเทศ คนที่ปองร้ายแม้อยากจะฆ่าเธอให้ตาย ก็คงทำได้ยาก เพราะไม่สามารถปะปนกับฝูงชนได้

มีกลุ่มบอดี้การ์ดติดอาวุธเบายืนอยู่ตามโถงทางเดินและมุมต่างๆ ของชั้นส่วนตัว เรียกได้ว่าการป้องกันหนาแน่น ยากที่จะประชิดถึงตัว หากมีโจรผู้ร้ายบุกเข้ามา ก็คงถูกยิงตายตั้งแต่ประตูลิฟต์เปิดออก

แต่พอเจมส์และเอสมาถึง ประตูลิฟต์เปิดออก บอดี้การ์ดนัยน์ตาเข้มพวกนี้ต่อให้ตรวจสอบยังไง ก็คงต้องคว้าน้ำเหลว เพราะไม่มีใครอยู่ในลิสต์

“มีคนเฝ้าอยู่ตรงประตูห้องเป้าหมายสองคน เจ้านายเราจะทำยังไงดีครับ หรือว่าจะเปิดประตูเข้าไปเลย แบบนั้นพวกเขาจะสงสัยเอาหรือเปล่า” เอสกระซิบถามเสียงเบา จนถึงตอนนี้เขาเริ่มจริงจังขึ้นแล้ว ไม่ใช่เพราะมีบอดี้การ์ดติดอาวุธ หากแต่เพราะในห้องเป้าหมายมีผู้หญิงสวยจากดูไบต่างหาก

ความคิดของเอสช่างเถรตรง แต่เจมส์ก็ค้านจะใส่ใจ

เจมส์ไม่ตอบคำถาม หากหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

'ขลุ่ยแห่งการหลับไหล หนึ่งในอาวุธวิญญาณที่จะทำให้ศัตรูพร่าหลง สลบสไหลหลังจากได้ยินเสียงขลุ่ย'

'ผลเสียด้านลบ ผู้ใช้งานขลุ่ยจะนอนฝันร้ายเป็นเวลา 7 วัน 7 คืนหลังจากใช้งาน'

นี่คือหนึ่งในไอเทมวิเศษจากเรื่อง 'ราชันวิญญาณ' เป็นอาวุธของตัวโกงดาษๆ ใช้ปล้นธนาคาร ภายหลังตกไปอยู่ในมือของพระเอก พลังของมันยิ่งทวีคูณ เรียกได้ว่าสามารถกระทำมากกว่าแค่คนหลับไหล

เจมส์เตรียมตัวก่อนมาหลังจากฟังข้อมูลที่อาคมเล่า ดังนั้นไอเทมขลุ่ยชวนขนหัวลุกจึงอยู่ในของที่นำติดมือมาด้วย

“ปิดการับรู้ผ่านเสียง 5 วินาที” เจมส์หันไปบอกเอสเสียงเบา

“อะไรนะครับ...” เด็กหนุ่มงุนงง ไม่เข้าใจคำสั่ง แต่พอเห็นเจ้านายเริ่มบรรเลงขลุ่ย ตนจึงปิดการทำงานของระบบประสาทเสียง ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเงียบ

มองเห็นร่างของบอดี้การ์ดสองคนที่ยืนองอาจสลบไสลราวกับถูกยิงด้วยลูกดอกอาบยาสลบ

หลังจากเปิดระบบการได้ยิน เอสพอจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงโพล่งขึ้นว่า “เจ้านาย ขลุ่ยวิเศษนั่นดีจัง มันสามารถทำให้คนที่ฟังหลับได้ใช่ไหม ยกเว้นตัวผู้ใช้ ของแบบนี้ดีกว่าพวกยาไวอากร้าหรือแมลงสาบที่ขายในอินเตอร์เน็ตซะอีก หากมีขลุ่ยอันนี้อันเดียว การหิ้วผู้หญิงคนหนึ่งกลับจากผับบาร์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก มันง่ายราวกับปอกกล้วย”

เจมส์เก็บขลุ่ยลงในกระเป๋า อดไม่ได้ต้องมองเด็กแก่แดดเขม็ง เจ้าหมอนี่นอกจากจะชอบกางเกงในแล้ว มีอะไรบ้างที่คิดดีเหมือนคนอื่น หรือว่าคิดแต่เรื่องใต้สะดือ

“เปิดประตู ค่อยๆ เปิดล่ะ” เจมส์ปัดเรื่องไร้สาระลงก่อน แล้วหันไปสั่งการ

เด็กหนุ่มรับคำ ทำตามอย่างว่าง่าย เจมส์หลบอยู่เบื้องหลัง หากมีกระสุนปืนยิงกราดหน้าประตูจากภายในคนที่โดนก็คือเอส ดังนั้นเพื่อป้องกันตัวเขาจึงต้องให้เด็กหนุ่มนำทาง

ซึ่งร่างกายของเอส คือหุ่นยนต์ทรงประสิทธิภาพ แม้ไม่ใช่หุ่นรบทางการทหาร แต่อาวุธปืนดาษๆ ในปี 2014 ย่าง 2015 ไม่สามารถคร่าเขาให้ตายได้อยู่แล้ว

ประตูห้องถูกเปิดออก ข้างในไม่มีบอดี้การ์ดอย่างที่กังวล

เดินเข้าไปข้างในเห็นเพียงคูร์เมียร่าและน้องชาย กำลังนั่งคุยเรื่องราวของเจมส์

เจมส์ยังไม่ได้ทำสิ่งใดต่อ หลังจากให้เอสปิดประตู ก็ยืนรับฟังเงียบๆ

“พี่ครับ แผนนี้ไปได้สวย เจมส์จะหมดสิ้นหนทาง เขาไม่ต่างจากพวกปลิ้นปล้อน ทำธุรกิจอะไรในประเทศก็ไม่มีใครไว้ใจ หรือหากอยากจะทำต่างประเทศ ก็ต้องเสี่ยงถูกเราโจมตีเรื่อยๆ พี่ว่าสุดท้ายเขาจะทำยังไงครับ”

คูร์เมียร่าดื่มไวน์ มีรอยยิ้มประดับบนพวงแก้มสีแดง “ทำยังไงเหรอ ตอนนั้นเขาคงต้องคลานเข่าเข้ามาหาพี่สาวคนนี้ ขอโทษขอโพย เหมือนกับสุนัขจนตรอกตัวหนึ่ง”

“ฮ่าฮ่า แล้วถ้าหากเขายอมทำขึ้นมาจริงๆ พี่จะให้อภัยเขาหรือเปล่า”

“ให้อภัย? พี่เคยยื่นมือให้เขาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เขาดันปฏิเสธ แต่ยังหวังให้พี่อภัยเพียงเพราะทำตัวเป็นสุนัขเนี่ยนะ ไม่มีวันให้อภัย เขาจะต้องอยู่กับความเสียใจจนตาย เหมือนกับพวกขอทานข้างถนนไร้อนาคตเหล่านั้น!” คูร์เมียร่ากล่าวเสียงเย็นเหยียบ

คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน