เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 119: สาเหตุการตายที่แท้จริง (Truth of the Dead Cause)

            หลังจากที่ทาดาชินั้นได้เสียไป มิเนโกะจึงรีบดำเนินการจัดงานศพให้ผู้เป็นพ่อทันที สภาพจิตใจของเธอในตอนนี้ก็เริ่มที่จะค่อยๆ ดีขึ้น จากในช่วงก่อนหน้านี้ที่เธอมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่สุดๆ ตั้งแต่ที่เธอได้รู้ว่าผู้เป็นพ่อของเธอนั้นได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

            มิเนโกะ ถึงแม้ว่าจะเป็นนักการเมืองสาวดาวรุ่งที่มีจิตใจอันเข้มแข็งราวกับภูผาและเหล็กกล้า แต่ภายในลึกๆ แล้ว เธอเป็นคนที่มีจิตใจค่อนข้างอ่อนไหวอยู่มาก เธอพยายามเก็บซ่อนความอ่อนไหวไว้ไม่ให้ใครรู้ และเธอมักจะแอบร้องไห้เสียงเบาอยู่ในมุมมืดที่ไม่มีใครมองเห็น เพราะไม่ต้องการให้ใครมาเห็นความอ่อนแอของเธอ แต่ถึงกระนั้น เธอก็เป็นคนประเภทที่เศร้าง่ายแต่หายเร็ว

            ในขณะเดียวกัน มิเนโกะก็สั่งการให้คินซากิ ผู้เป็นมือขวาของเธอนั้นรีบดำเนินการสืบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของทาดาชิ ผู้เป็นพ่ออย่างลับๆ เพราะตัวเธอนั้นเชื่อว่าพ่อของเธอนั้นไม่ได้ตายเพราะมะเร็งในลำไส้อย่างแน่นอน เพราะพ่อของเธอนั้นเป็นคนที่ดูแลรักษาสุขภาพอย่างมาก เขามักจะออกกำลังกายอยู่เป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น เขาจึงไม่เคยมีประวัติเกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งใดๆ มาก่อนเลย แล้วตัวเขานั้นจะมาเป็นโรคมะเร็งลำไส้ในระยะสุดท้ายได้ยังไง

            สักพัก ก็ได้มีเสียงโทรเข้าจากมือถือไอโฟนดังขึ้นมา มิเนโกะจึงรีบหยิบมือถือไอโฟนขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อสูทสีดำ ก่อนที่เธอนั้นจะรีบยกขึ้นมาวางหูทันที

            “คุณมิเนโกะครับ ผมไปสืบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของนายท่านมาให้แล้วนะครับ”

            “ที่ให้ไปสืบมาได้เรื่องยังไงบ้าง”

            มิเนโกะเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบที่สุขุมลุ่มลึก

            “คือนายท่านไม่ได้เสียไปเพราะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ในระยะสุดท้ายอย่างที่คุณหมอเขาว่า...”

            ทางด้านมิเนโกะก็เริ่มมีสีหน้าที่คล้ายกับตกใจนิดๆ เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาคู่งามของเธอนั้นพลางเบิกกว้างออกมาเพียงเล็กน้อย คินซากิถอนหายในสักพัก ก่อนที่เขานั้นจะกล่าวรายงานสาเหตุการตายที่แท้จริงของทาดาชิออกมา

            “แต่นายท่านถูกวางยาในอาหารจนสิ้นใจไปครับ” มิเนโกะเมื่อได้ทราบสาเหตุการตายที่แท้จริงของผู้เป็นพ่อ เธอก็เริ่มแสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวงามข้างที่กำลังวางหูโทรศัพท์ไอโฟนอยู่นั้นก็เริ่มสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะทำให้มือถือไอโฟนนั้นหลุดมือ และดิ่งลงสู่พื้นรถตู้ VIP ในทันที

            “แล้วจะเอายังไงกันต่อดีครับ” คินซากิเอ่ยถามมิเนโกะ

            “เดี๋ยวรบกวนช่วยส่งข้อมูลมาให้ฉันทางอีเมลหน่อย ส่วนที่เหลือฉันจัดการเอง แค่นี้นะ”

            หลังจากที่กดวางสาย มิเนโกะก็รีบสั่งให้คนขับช่วยขับไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งทันที

            ต้องเป็นอาหารญี่ปุ่นนั่นแน่ๆ

            มิเนโกะพลางนึกสันนิษฐานว่าจะต้องเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นโอมากาเสะ-ไคเซกิแห่งนั้นอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน รถตู้ VIP คันหรูสีดำมันเงานั้นก็รีบมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นจุดหมายปลายทางอย่างรวดเร็ว ที่เธอนึกสันนิษฐานเช่นนั้น ก็เป็นเพราะว่าร้านอาหารญี่ปุ่นโอมากาเสะ-ไคเซกิแห่งนั้น เป็นร้านเดียวกับที่เธอกับผู้เป็นพ่อนั้นเคยเข้ามากินซูชิโอมากาเสะเมื่อ 2 วันก่อน ในช่วงที่พ่อของเธอนั้นยังมีชีวิตอยู่

            เมื่อได้มุ่งหน้ามาถึงจุดหมายปลายทาง มิเนโกะก็ได้มาพบว่าที่ร้านอาหารญี่ปุ่นโอมากาเสะ-ไคเซกิแห่งนั้นได้ปิดกิจการลงไปแล้ว มิเนโกะก็เริ่มรู้สึกแปลกขึ้นมาในทันที เพราะร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้เพิ่งจะเปิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้เอง

            “หาอะไรเหรอจ๊ะหนู”

            ทันใดนั้น ก็ได้มีป้าคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นคนในแถวนี้ได้เอ่ยทักขึ้นมา

            “คือหนูกะว่าจะมาหาร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่แถวนี้หน่ะค่ะ แต่เอ๊ะ จำได้ว่าเคยมีร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดอยู่แถวนี้หนิ แต่แล้วทำไมช่วงนี้ร้านถึงเงียบหายไปหล่ะคะเนี่ย เอ๊ะ หรือว่าหนูจะตาฝาดไป”

            มิเนโกะพูดลอยๆ เหมือนเป็นการหยั่งเชิง ลักษณะการพูดนั้นคล้ายกับเด็กสาววัยรุ่นที่ไร้เดียงสาก็ไม่ปาน

            “หนูมาผิดที่หรือเปล่าจ๊ะ แถวนี้ไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่นมาแต่ไหรแต่ไรแล้วนะ”

            “แล้วร้านที่อยู่ตรงหน้านี้หล่ะคะ”

            มิเนโกะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย

            “ร้านที่อยู่ตรงหน้านี้หน่ะ มันปิดกิจการลงตั้งแต่ปี 90 โน่นแล้ว”

            “อ้าว อย่างงั้นเหรอคะ งั้นก็ขอโทษด้วยนะคะที่มารบกวน”

            มิเนโกะพลางก้มหัวโค้งคำนับให้กับป้าคนนั้นเพียงเล็กน้อย เป็นการขอโทษอีกฝ่าย ก่อนที่เธอนั้นจะรีบขึ้นไปบนรถตู้ VIP แล้วรีบสั่งให้คนขับรีบขับออกไปจากพื้นที่บริเวณตรงนั้นทันที

            อะไรกัน นี่มันเกิดเรื่องบ้าๆ อะไรขึ้นเนี่ย แต่จะว่าไป ในตอนนั้น เราเองก็กินซูชิร้านนั้นมาเหมือนกันหนิ แต่ทำไมเราไม่เป็นอะไรเลยหล่ะ

            มิเนโกะพลางนึกด้วยความรู้สึกสงสัยที่อัดแน่นอยู่เต็มอกว่าทำไม่ตัวเธอนั้นถึงไม่เป็นอะไรเลย ทั้งๆ ที่ในตอนนั้น เธอก็กินซูชิที่ร้านนั้นมาเหมือนกัน ในขณะเดียวกันนั้น รถตู้ VIP คันหรูสีดำมันเงาก็กำลังมุ่งหน้าไปที่วัดแห่งหนึ่งที่เธอใช้จัดงานศพของทาดาชิ ผู้เป็นพ่อของเธอ

            ณ ร้านกาแฟในบ้านทาวน์โฮมที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสุเมรากิ ทางด้านคานาเมะก็กำลังเสิร์ฟกาแฟร้อนๆ ให้ลูกค้าด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

            “เชิญค่า” หลังจากที่คานาเมะเสิร์ฟกาแฟร้อนๆ ถึงมือของลูกค้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สักพัก ก็ได้มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นที่หน้าร้าน

            “ยินดีต้อนรับค่า”

            คานาเมะกล่าวต้อนรับลูกค้าด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นศาสตราจารย์ฮิโรชิ หรืออาเบะ โนะ เซย์เมย์

            “เชิญค่า” คานาเมะพลางยื่นเมนูในร้านให้กับเซย์เมย์ถึงที่โต๊ะ

            “Black Charcoal Mint แก้วนึง แล้วก็ Dark Chocolate Cake ที่นึง”

            “เดี๋ยวรอซักครู่นะคะ”

            หลังจากที่เซย์เมย์เอ่ยสั่งเมนูเสร็จสิ้น คานาเมะก็รีบเดินไปชงกาแฟตามที่ลูกค้าได้สั่งไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์ หลังจากที่ชงเสร็จ เธอก็รีบนำเมนูที่ลูกค้าได้สั่งเอาไว้มาจัดวางไว้บนถาด ก่อนที่เธอนั้นจะรีบนำเมนูไปเสิร์ฟให้กับเซย์เมย์ทันที

            “ได้ข่าวมาว่า มีเด็กสาวที่ชื่อมัทสึไดระ สึบากินั่น อาศัยอยู่ที่ห้องพักชั้นใต้ดินของที่นี่ด้วยอย่างงั้นหล่ะสินะครับ”

            “ค่ะ แล้วคุณเป็นอะไรกับเด็กคนนั้นเหรอคะ” สึบากิเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย

            “คือผมเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของพี่สาวเขาหน่ะเลยครับ คือว่าผมอยากจะขอให้คุณช่วยนำของสิ่งนี้ไปให้เด็กสาวคนนั้นหน่อย”

            เซย์เมย์พลางยื่นกล่องใส่สร้อยคอสีม่วงที่มีขนาดกลางไปให้กับคานาเมะ เธอนั้นรู้สึกงงมากว่าทำไมลูกค้าชายคนนี้ถึงได้นำของแบบนั้นมาให้สึบากิ

            แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่ได้เปิดมันขึ้นมาเพราะว่าของชิ้นนั้นมันไม่ใช่ของๆ เธอ สิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่ของๆ ตัวเอง เธอจะไม่มีวันแตะต้องอย่างเด็ดขาด คานาเมะรีบรับกล่องใส่สร้อยคอสีม่วง แล้วนำไปเก็บไว้ที่ใต้ลิ้นชักที่อยู่ภายในเคาน์เตอร์ของร้านทันที และในขณะเดียวกัน ทางด้านอิชชินกับโดมันนั้นก็กำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ริมสระน้ำภายในบ้านคฤหาสน์อันหรูหรา

            “แกทำได้ดีมากอิชชิน ที่ช่วยฉันกำจัดเสี้ยนหนามอย่างทาดาชิไปให้พ้นทาง”

            อิชชินกล่าวชมเชยโดมัน ด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความร้ายกาจแบบสุดๆ

            “ไหนๆ ท่านก็คิดจะกำจัดทาดาชินั่นแล้ว ทำไมท่านถึงไม่คิดจะกำจัดลูกสาวของเขาที่ชื่อมิเนโกะนั่นไปด้วยเลยหล่ะครับ ท่านไม่กลัวว่าหล่อนอาจจะกลายมาเป็นเสี้ยนหนามของท่านในภายหลังเหรอครับ”

            อิชชินถอนหายใจสักพักก่อนที่เขานั้นจะเอ่ยตอบออกมาว่า

            “ส่วนนังลูกสาวของทาดาชินั่น ฉันจะเก็บเอาไว้ ฉันจะทำให้นังเด็กคนนั้นได้เห็น...ว่าฉันกับยัยเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างนังนั่นมันคนละระดับกัน”

            อิชชินพลางมีสีหน้าที่เคร่งขรึมและดุดันในเวลาเดียวกัน คิ้วบางทั้งสองข้างของเขานั้นก็ขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อย ดวงตาทั้งสองนั้นเบิกกว้างออกมานิดๆ แสดงออกถึงความจริงจังอย่างสุดขีด

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน