“พี่เลเวียร์จะไม่เป็ไรใช่ไหมคะด๊อกเตอร์”
“ก็…ขึ้นอยู่กับแม๊คเวลล์ล่ะนะ”
เลเวียร์และแม๊คเวลล์ยืนอยู่คนละฝั่งของห้องซ้อมรบสี่เหลี่ยมขนาดพอๆ กับสนามเทนนิส เดิมทีห้องนี้คือห้องที่นักวิจัยยุโธปกรณ์ใช้ทดสอบศักยภาพของอาวุธต่อต้านริงเกอร์ชนิดใหม่ แต่บ่อยครั้งก็ถูกใช้เป็สถานที่ทดสอบความสามารถในการต่อสู้ของริงยูสเซอร์ ทั้งสี่ด้านของกำแพงผนังล้อมรอบด้วยกระจกใสกันะุชนิดหนาพิเศษ ด๊อกเตอร์เมลล์และวีโอเลตต่างยืนอยู่นอกห้องในฐานะผู้ชมอยู่หลังกระจก เมลล์ถือไมโครโฟนไร้สาย แล้วส่งเสียงผ่านไปยังลำโพงของห้อง
“พวกเธอสวมใส่ริงเกียร์เรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
ทั้งสองคนต่างหันหน้าเข้ากำแพง สวมใส่ริงเกียร์ แหวนสีเงินที่มีอัญมณีมนตราสีแดงใส่ที่นิ้วมือ จากนั้นก็สวมถุงมือสีดำคลุมอีกครั้ง แล้วก็ชูนิ้วโป้งเป็สัญญาณว่าทั้งคู่พร้อมแล้วสำหรับการประลอง
“กติกาของการต่อสู้คือ ทำให้อีกฝ่ายหมดสภาพต่อสู้หรือกล่าวยอมแพ้” เมลล์เกาหัวราวกับกำลังนึกกฎบางอย่างเพิ่มเติม แต่แล้วเขาก็ส่ายหน้าเพราะเชื่อว่าตนเองได้พูดไปหมดแล้ว “ถ้าทั้งสองคนพร้อมแล้ว…ก็…”
“เริ่มได้!”
ซูม!
เ้าหน้าที่ตำรวจถีบเท้ากับพื้น พุ่งตัวตรงไปยังเลเวียร์ที่ตั้งการ์ดป้องกันไว้ แม๊คเวลล์กำหมัดขวาแล้วเสยขึ้น แต่หมัดนั้นถูกหยุดไว้ด้วยแขนของเลเวียร์
“หึ…ริงเกียร์กายาเรอะ” ชายร่างั์หัวเราะ “ถ้าเธอสวมริงเกียร์ที่นิ้วอื่นที่ไม่ใช่นิ้วโป้ง ป่านนี้แขนคงหักไปแล้ว”
เลเวียร์ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงแต่ก้มตัวต่ำแล้ววาดขาเตะเข้าที่หัวไหล่ของแม๊คเวลล์จนเขาเสียหลัก
“ให้ตาย…เมลล์ไม่เคยสั่งสอนรึไงว่าเวลาผู้ใหญ่เขาพูดด้วยให้พูดตอบน่ะ!”
“ทั้งคู่ใช้ริงเกียร์กายาสินะคะด๊อกเตอร์” วีโอเลตที่ยืนเกาะขอบสนามถามเมลล์ขณะที่เลเวียร์กำลังเป็ฝ่ายถูกไล่ต้อน
“อ่า ใช่แล้ว วี” เมลล์พยักหน้า
ริงเกียร์เป็แหวนมนตราเทียมสร้างจากริงก้อน[Ringon] ธาตุสังเคราะห์ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงให้กลายเป็พลังงานมนตราได้ โดยที่ริงเกียร์จะให้พลังมนตราเลียนแบบพลังมนตราจากแหวนมนตราของริงเกอร์ที่จะแตกต่างกันไปตามนิ้วที่สวมใส่ ซึ่งถ้าสวมริงเกียร์ไว้ที่นิ้วโป้งจะส่งพลังมนตราที่ช่วยเสริมกำลังและความอึดของร่างกายแบบเดียวกับแหวนกายาหรือแหวนนิ้วโป้งของพวกริงเกอร์ หากสวมริงเกียร์ที่นิ้วชี้จะได้พลังมนตราที่ทำให้สามารถคุมกฎทางฟิสิกส์ได้อย่างหนึ่ง เช่น แรงโน้มถ่วม แรงเสียดทาน อุณหภูมิ คล้ายกับแหวนบัญชาหรือแหวนนิ้วชี้ของพวกริงเกอร์ และสุดท้าย หากสวมริงเกียร์ที่นิ้วกลางจะช่วยเสริมพลังมนตราให้กับอาวุธที่ถือ เพิ่มความรุนแรง ความแข็งแกร่งและอำนาจทะลุทะลวง คล้ายกับแหวนศาสตราหรือแหวนมนตรานิ้วกลางของพวกริงเกอร์
“การต่อสู้ครั้งนี้ คนที่ได้เปรียบกว่าคงเป็พี่เลเวียร์สินะคะ” วีโอเลตพูด “เพราะหากสู้กันด้วยความสามารถดึงพลังงานมนตราจากริงเกียร์แล้วล่ะก็ ไม่มีใครเทียบพี่เลวี่ได้หรอกค่ะ” เธอเอ่ยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“มันก็ไม่แน่หรอกนะ วี ฝ่ายนั้นเป็ถึงเ้าหน้าที่ระดับ B เชียวนะ” ด๊อกเตอร์เมลล์ดูการแข่งขันอย่างลุ้นระทึก
“ระดับ B หรอคะ?” เธอเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“ใช่แล้ว…ยศสูงสุดของกองร้อย ARPD เลยล่ะ…แล้วเธอรู้ไหม ว่ามันได้มาจากอะไร?”
เด็กสาวส่ายหน้า เธอจะไปรู้ได้อย่างไรกัน ในเมื่อตัวเธอยังไม่ทันจะได้เข้าไปอยู่ที่สถาบันเตรียมด้วยซ้ำ
“ถ้างั้น ไหนเธอลองบอกฉันซิ วี ว่าทำไมในการต่อสู้อิงสถานการณ์จริงแบบนี้ สองคนนั่นต้องสวมถุงมือสีดำนั่นด้วย” เมลล์ถามวีโอเลต
“ก็เพื่อปกปิดนิ้วที่สวมใส่ริงเกียร์น่ะสิคะ” เธอตอบ “เพราะถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเราใส่ริงเกียร์ที่นิ้วไหน ก็จะคาดเดาพลังได้ง่าย จึงต้องใส่ถุงมือเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้พลังค่ะ”
“นั่นก็ถูก” เมลล์หัวเราะ “แต่ถุงมือไม่ได้ช่วยแค่ปกปิดชนิดนิ้วที่สวมใส่ริงเกียร์เพียงอย่างเดียว”
“เพราะมันปกปิดจำนวนริงเกียร์ที่สวมใส่ทั้งหมดด้วย”
“เธอคงรู้ใช่ไหม ว่าการควบคุมริงเกียร์นั้นเป็สิ่งที่ทำได้ยากยิ่งสำหรับคนทั่วไป ผู้ที่ใช้ริงเกียร์หรือที่เราเรียกว่าริงยูสเซอร์ [Ring User] นั้นต้องมีพื้นฐานทางร่างกายที่เข้ากับริงเกียร์ ซึ่งมีมนุษย์แค่ 1ใน 10,000 คน ที่พอจะดึงพลังมนตราจากริงเกียร์ได้ เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขาต้องผ่านการฝึกใช้มันมาอย่างยาวนานหลายปีจึงจะสามารถใช้พลังมนตราจากริงเกียร์จนเชี่ยวชาญ” ด๊อกเตอร์เมลล์อธิบาย “และระดับยศของ ARPD นั้น ขึ้นกับผลงานการปราบปรามริงเกอร์และจำนวนริงเกียร์ที่สามารถใช้ได้ในการต่อสู้”
“ซึ่งเ้าหน้าที่ระดับ B ต้องปราบริงเกอร์อย่างน้อย 40 ตน และสามารถใช้ได้อย่างน้อย 3 วงในการต่อสู้พร้อมกันอย่างช่ำชอง”
“เลเวียร์มีความเข้ากันกับริงเกียร์สูง ดึงพลังมนตรามาใช้ได้มากกว่าริงยูสเซอร์คนไหนที่ฉันเคยเห็น แต่ถ้าเทียบด้านประสบการณ์และเทคนิคการต่อสู้ แม๊คเวลล์เหนือกว่าเป็ไหน ๆ นั่นยังไม่รวมถึงจำนวนริงเกียร์ที่ใช้ในการต่อสู้ด้วย”
“ในการสอบสัมภาษณ์ หากเกิดกรณีที่ต้องทดสอบโดยการต่อสู้ เ้าหน้าที่สัมภาษณ์จะถูกกำหนดให้ใช้ริงเกียร์ได้เพียง 2 วงเท่านั้น” เมลล์พูดเสริม “ริงเกียร์ของแม๊คเวลล์วงแรกสวมไว้ที่นิ้วโป้ง ช่วยเสริมพลังกล้ามเนื้อ ส่วนวงที่สอง…”
โผละ!
ด๊อกเตอร์สะดุ้งโหยงเพราะกระจกกันะุตรงหน้าเกิดรอยร้าวจากการชนของะุปืนอัดลมเสริมพลังมนตราจากปากกระบอกปืนที่แม๊คเวลล์ถือ
“อา…ริงเกียร์อีกวงนั่น สวมที่นิ้วกลางสินะ”
“ล…แล้วพี่เลเวียร์จะชนะได้หรอคะ?” วีโอเลตชะงัก
“ก็มีโอกาสอยู่…เพราะในการทดสอบนักเรียน เ้าหน้าที่สอบสัมภาษณ์ถูกจำกัดริงเกียร์ให้สวมใส่ได้แค่สองวง ในขณะที่เลเวียร์สามารถใช้ได้สามวง คือ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง” เมลล์ยืนดู เหงื่อของเขาเริ่มไหลย้อยอาบแก้ม “จริง ๆ จำนวนริงเกียร์สองวงก็หนักเอาการ แต่สำหรับเลเวียร์ก็คงไม่เท่าไหร่…เพราะเขาเอง…”
“สามารถใช้ริงเกียร์ได้สามอันั้แ่แรกแล้ว”
ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!
“ด…เดี๋ยวสิครับคุณแม๊คเวล การยิงปืนใส่พลเรือนมันไม่ถูกนะครับ!” เลเวียร์ะโขณะหลบะุที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“นี่เป็แค่ปืนอัดลมเองธรรมดาเองเ้าหนู!” เขายิ้มกริ่ม “ปืนอัดลมธรรมดาที่เสริมพลังมนตราเท่านั้นเอง!”
เลเวียร์เอียงตัวไปมาเพื่อหลบทั้งะุลมมนตราและหมัดอันทรงพลังของแม๊คเวลล์ การต่อสู้กับเ้าหน้าที่ ARPD ที่มีริงเกียร์ถึงสองอันนั้นสร้างความลำบากอย่างใหญ่หลวงให้กับเลเวียร์ ถึงแม้เขาจะเป็คนที่มีความเข้ากับริงเกียร์สูงที่สุดเท่าที่สถาบันวิจัยริงเกอร์เคยพบ แต่พร์นั้นก็ไร้ความหมายถ้าเป็ฝ่ายถูกรุกไล่อยู่
“ถ้าเธอมัวแต่หลบอย่างนี้ ไม่มีทางเอาชนะฉันได้หรอกนะ!” เขากระหน่ำยิงะุมนตราใส่เลเวียร์อย่างไม่หยุดหย่อน “คนอย่างเธอ ต่อให้มีความสามารถขนาดไหน ก็ไม่สามารถเป็เ้าหน้าที่ ARPD ได้หรอก!”
“ช่วยทั้งสองฝ่ายหรอ!? อย่าทำเป็อวดดีนักเลย! คนที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างเธอ ไม่มีทางทำอะไรสำเร็จได้หรอก” แม๊คเวลล์รุกคืบเข้าหาเลเวียร์เรื่อยๆ “ถ้าเธอคิดจะช่วยทั้งมนุษย์และริงเกอร์ สุดท้ายเธอก็จะช่วยใครไม่ได้สักคน!”
ผัวะ!
กำปั้นอันหนักอึ้งของแม๊คเวลล์ทะลวงไปที่ท้องของหนุ่มผมเทา เขากระอักแล้วทรุดลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้น ทั้งสองคนเหงื่อท่วมจากการต่อสู้อย่างดุเดือด ในตอนนี้เหมือนว่าการแข่งจะรู้ผลแล้ว
“เอ้า…ยอมแพ้ซะ เ้าหนู” นายตำรวจกล่าว พลางเอาแขนเสื้อปาดเหงื่อที่กองตรงหน้าผาก “เธอแพ้แล้ว”
ครืด…
เลเวียร์ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงแค่ค่อย ๆ ดันตัวขึ้นมาจากพื้นอย่างทุลักทุเล เ้าหน้าที่ ARPD ระดับ B มองเลเวียร์ที่พยายามฝืนสังขารตัวเอง ใจหนึ่งเขาอยากประกาศยอมแพ้เสียเองเพราะเห็นแก่ความมุ่งมั่นของหนุ่มผมเทาคนนี้ แต่ด้วยทัศนคติที่เขามี การเข้าทำงานใน ARPD มีแต่จะสร้างปัญหาให้ทั้งกรมตำรวจและตัวของเลเวียร์เอง
“เป็เด็กที่ดื้อด้านและไร้มารยาทไม่เบานะ เธอน่ะ” แม๊คเวลล์ตั้งท่า กำหมัดแน่นพร้อมจู่โจม “ในเมื่อลุกขึ้นมาอย่างนี้ แสดงว่าเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วสินะ…”
“นี่…คุณแม๊คเวลล์ครับ” เลเวียร์พูดเสียงดัง “ผมไม่รู้หรอกนะครับ!ว่าคุณพูดอะไรอยู่ั้แ่เมื่อกี้แล้ว…แต่ผมอยากถามคุณว่า…”
“รู้สึก ‘ร้อนอบอ้าว’บ้างไหมครับ?”
“หา? เธอพูดอะไรน่ะเ้าหนู”
ร้อนอบอ้าวเรอะ?ด๊อกเตอร์เมลล์ที่ยืนดูขอบสนามชะงัก ก่อนจะตระหนักถึงอุณหภูมิห้องซ้อมรบที่เปลี่ยนไปฮวบอาบั้แ่เริ่มต่อสู้ เขาเพิ่งสังเกตว่าตัวเองนั้นเหงื่อท่วมตัวมาั้แ่เมื่อครู่นี้แล้ว ในเวลานั้นเองเมื่อเขาเข้าใจทุกอย่างกระจ่างชัดถึงแผนการณ์ของเลเวียร์ ความคิดของเขาที่มองเห็นอนาคตอย่างทะลุปรุโปร่งได้ย้ำเตือนว่าตอนประกาศเริ่ม เขาดันลืมบอกกฎที่สำคัญที่สุดไป
ฉึบ… ฉึบ…
“คุณแม๊คเวลล์ นี่อาจจะเจ็บสักหน่อย” เลเวียร์ถอดถุงมือทั้งสองข้าง ปาเข้าใส่นายตำรวจทีเผลอ แล้วพุ่งประชิดอย่างรวดเร็ว
“ช่วยหลับทีเถอะครับ!”
“เฮ้ย!เลเวียร์! หยุดก่อน!” เมลล์ะโผ่านไมโครโฟน “ฉันลืมบอกกฎไปข้อนึง!”
“อย่าทำลายสถาน-”
มือสองข้างของเลเวียร์เข้าไปใกล้กับหน้าของแม๊คเวลล์
“-ที่!”
ตูม!
เพล้ง!!!
เกิดเสียงดังราวกับะเิสนั่นห้อง กระจกกันะุที่ล้อมรอบทั้งสี่ด้านแตกร้าว ในขณะที่บางด้านถึงกับพังไม่มีชิ้นดี เศษเสี้ยวของมันกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น เมื่อทุกอย่างสงบลง เมลล์และวีโอเลตที่ต่างก้มหลบหลังกำแพงที่ปรักหักพังค่อยๆ ชะเง้อขึ้นมาดู พบว่าเลเวียร์ยืนอยู่กลางสนาม ส่วนแม๊คเวลล์นั้นนอนหมดสติอยู่ที่พื้น หนุ่มผมเทามองย้อนมายังผู้ชมทั้งสองด้วยสีหน้าอันซีดเซียว
“ด๊อกเตอร์ครับ…” ริมฝีปากเลเวียร์สั่นเพราะแผนการของเขานั้นให้ผลดีเกินคาด“ผ… ผมหวังว่าเงินเดือนสามเดือนแรกที่ ARPDจะพอชดใช้ค่าเสียหายที่ห้องนี้ได้นะครับ”
“โอย ปวดหูชะมัด…” แม๊คเวลล์ที่นอนพักฟื้นบนโซฟาห้องรับแขกเพิ่งได้สติหนึ่งชั่วโมงต่อมา เขาหันหาด๊อกเตอร์เมลล์เพื่อนสนิทที่นั่งเฝ้าเขาั้แ่สลบไป “เกิดอะไรขึ้น…เ้าเด็กนั่นทำอะไรลงไปกันแน่?”
“เลเวียร์ใช้แหวนบัญชาค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิห้องซ้อมรบอย่างช้า ๆ โดยที่ไม่มีใครสังเกต” เมลล์เริ่มอธิบาย “เมื่ออุณหภูมิสูง โมเลกุลของอากาศจะมีพลังงานสูงและเคลื่อนที่อย่างว่องไว เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็พุ่งเข้าหาของนาย จากนั้นก็ใช้พลังจากแหวนกายาเพิ่มพลังแขน แล้วปรบมือให้ใกล้หูของนายมากที่สุด เสียงจะเดินทางได้เร็วในอากาศที่ร้อน ส่งผลให้เกิดะเิคลื่นเสียงความเข้มเสียง กระแทกใส่เยื่อแก้วหูจนนายหมดสติ”
“นั่นแหละ คือทั้งหมดที่เกิดขึ้น” ด๊อกเตอร์อธิบายอย่างจนใจ
“หึหึ งั้นหรอ…” แม๊คเวลล์หัวเราะ “ก็แปลกใจอยู่…ว่าทำไมตอนฉันคุยกับหมอนั่นในห้องซ้อม ถ้าไม่ะโ หมอนั่นก็ไม่ตอบอะไรกลับมาเลย นั่นเพราะเขาเอาอะไรไปอุดหูั้แ่แรกนี่เองจึงไม่ได้ยินเสียงของฉัน ไม่อย่างนั้นผลการต่อสู้คงจะเสมอกัน เพราะเราทั้งคู่น่าจะสลบจากการปรบมือที่ดังระดับนั้นแน่นอน”
“อ่า นั่นสินะ” เมลล์ยิ้มเฝื่อน ๆ
ทั้งคู่ต่างนั่งบนโซฟาในห้องรับแขกเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วแม๊คเวลล์ก็พูดบางอย่างออกมา
“ขอโทษนะเมลล์…ที่ฉันผิดสัญญา” นายตำรวจเอ่ยขึ้น “ทั้ง ๆ ที่บอกนายว่าจะทำทุกทางไม่ให้เลเวียร์เข้า ARPD ได้…เลยท้าเขาสู้… แต่กลับพลาดท่าเสียนี่”
“ฉันไม่โทษนายหรอก แม๊ค” ด๊อกเตอร์หัวล้านตอบ “ฉันสิที่ขอนายมากไป… ฉันเห็นแก่ตัวเกินไปด้วยที่อยากดึงเขาไว้ที่นี่เพราะไม่อยากให้เขาไปเจออันตรายข้างนอก”
“จงใจบอกเวลาสัมภาษณ์ผิดก็แล้ว…เตี๊ยมกับนายให้เขาไม่สามารถเข้าเรียนอคาเดมี่ได้ก็แล้ว…แต่ก็ยังไม่ได้ผล … คนจะไป เอาอะไรมารั้งไว้ก็คงไม่อยู่แล้วล่ะ”
เมลล์ทำสีหน้าเศร้าสร้อยราวกับพ่อกำลังจะสูญเสียลูกชายสุดที่รักไปอีกครั้ง เพราะสำหรับเขา ชายวัยใกล้เกษียณที่สูญเสียลูกชายไปหนหนึ่งเพราะโรคร้ายเมื่อ 12 ปีก่อน การได้พบเลเวียร์ทำให้เขาหวนรำลึกถึงลูกชายที่จากไป ถึงแม้จะถูกเก็บมาเลี้ยงที่สถาบัน แต่เขาก็รักเลเวียร์เสมือนลูกในไส้ เมลล์รู้ว่าหากสถาบันวิจัยได้เด็กที่ฉลาดและใฝ่รู้อย่างเขาเข้าทำงาน เขาคงสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยเหลือผู้คนได้มากมาย แต่เหนือสิ่งอื่นใด หากเขาอยู่ที่นี่ ชีวิตของเขาก็จะปลอดภัยจากเงื้อมมือของริงเกอร์
“นี่ เมลล์…เลเวียร์อยู่ไหม?”
“อ่า เขาอยู่ข้างหน้าห้องนี่แหละ”
“นายจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันขอเวลาคุยกับเขาสักหน่อย?”
“รอเดี๋ยวนะ” เมลล์เดินออกไปด้านนอก ไม่นานนัก เลเวียร์ก็เดินเก้ ๆ กัง ๆ เข้ามาข้างใน แล้วนั่งลงตรงโซฟาฝั่งตรงข้ามที่แม๊คเวลล์นอนอยู่
“ข…ขอโทษนะครับ คุณแม๊คเวลล์” หนุ่มผมเทาแสดงสีหน้ารู้สึกผิด
“ไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรฉันหรอก เ้าหนู” นายตำรวจยิ้มเฝื่อนๆ “เธอสู้ได้ดีแล้ว และเอาชนะฉันอย่างใสสะอาด…สมแล้วที่เป็คนที่ทาง ARPD อยากได้ตัว”
“ค…ครับ …”
ทั้งสองคนนั่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ เ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มปริปากพูดบางอย่าง
“ครั้งหนึ่ง…ฉันก็เคยมีความฝันแบบเธอ เลเวียร์” แม๊คเวลล์เอ่ย “ความฝันที่อยากสร้างสันติสุขระหว่างมนุษย์และริงเกอร์ เชื่อว่าสักวันทั้งสองเผ่าพันธุ์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้”
“จนกระทั่งฉันสูญเสียลูกสาวไปเพราะริงเกอร์ นั่นทำให้ฉันไม่สามารถทำใจยึดมั่นใจเจตนารมณ์ของตัวเองได้อีก” เขามองย้อนไปที่เลเวียร์ “ที่ฉันยังเป็เ้าหน้าที่ ARPD ได้จนถึงทุกวันนี้ นั่นเพราะความเคียดแค้นที่มีต่อริงเกอร์เท่านั้น…การทำงานแต่ละวันมันสุดแสนจะทรมาน เพราะสิ่งที่ตัวเองทำมันสวนทางกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ…”
“และถ้าวันหนึ่ง เธอสูญเสียคนที่เธอรักไปเพราะริงเกอร์ …เธอจะยังคงยึดมั่นใจเจตนารมณ์ของเธอได้รึเปล่า เลเวียร์? เธอยังจะยินดีหยิบยื่นสันติสุขให้กับกลุ่มฆาตกรที่พรากคนรักไปจากเธออยู่ไหม?” ชายร่างั์ถามออกมาเพื่อให้เด็กหนุ่มตรงหน้าได้ตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน เพราะเขาเองก็ไม่้าให้คนตรงหน้าต้องประสบกับเื่ที่ขมขื่นเช่นตน
เลเวียร์ชะงักกับคำถาม
“ผม…”
“ไม่ต้องตอบฉันหรอก” นายตำรวจพูดตัดบท “ฉันไม่ได้้าให้เธอมาสัญญงสัญญาอะไรกับฉัน ฉันแค่อยากเล่าให้เธอฟังว่าชีวิตของ ARPD นั้นไม่ง่าย และยิ่งกับเด็กที่ใจดีอย่างเธอด้วย ยิ่งยากเข้าไปใหญ่”
“เธอแน่ใจนะ…กับการตัดสินใจครั้งนี้” แม็คเวลล์ถามเลเวียร์อีกครั้ง ด้วยหวังว่าเื่เล่าของเขาจะพอเปลี่ยนใจหนุ่มผมเทาคนนี้ได้
“ผมไม่เปลี่ยนใจครับ คุณแม๊คเวลล์” เลเวียร์ยืนยัน
หึ กะแล้วเชียวต้องพูดอย่างนี้เ้าหน้าที่ ARPD เผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมา ฉันเข้าใจนายเลยเมลล์ ว่าทำไมนายถึงรักเด็กคนนี้นักหนา
เพราะเขาหัวรั้นเหมือนลูกชายของนายไม่มีผิดเลย
แม็คเวลล์เอื้อมมือล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมา
“ยื่นมือมาสิ เลเวียร์”
หนุ่มผมเทาทำหน้าฉงน ก่อนจะทำตามคำสั่ง แบมือออกไปตรงหน้า จากนั้นแม๊คเวลล์ก็วางวัตถุทรงสี่เหลี่ยมคางหมูบนมือเขา มันคือตราเงินสังกัดหน่วยตำรวจต่อต้านริงเกอร์
“ั้แ่วันนี้ไป มันเป็ของเธอ” เขาพูด
“ยินดีต้อนรับสู่ ARPD [Anti-Ringer Police Department]”
“คงต้องลากันตรงนี้แล้วนะครับ ด๊อกเตอร์”
เช้าวันถัดมา เลเวียร์และวีโอเลตยืนอยู่ด้านหน้าสถาบันวิจัยริงเกอร์ และกำลังรอรถที่จะไปส่งพวกเขายังสถานที่ฝึกเ้าหน้าที่ใหม่ โรงเรียนเตรียม ARPDหรือ อคาเดมี่ เด็กสกายเรสเซอร์หลายคนต่างเข้ามาร่ำลาและยืนส่งพวกเขา ตอนนี้รถรับส่งก็มาจอดรอเรียบร้อยแล้ว เมลล์เดินไปลูบหัววีโอเลต
“ไปก่อนนะคะ ด๊อกเตอร์” วีโอเลตพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“รักษาตัวและดูแลพี่ชายของเธอดี ๆ ล่ะ วีโอเลต” เมลล์พูด “ถ้าว่างก็แวะมาเยี่ยมกับบ้างนะ ที่นี่ยังคงเป็บ้านของพวกเธอเสมอ”
“ค่ะ” วีโอเลตพยักหน้า ก่อนจะลากกระเป๋าใบใหญ่ใส่ท้ายรถแล้วเข้าไปนั่งรอข้างใน ในขณะที่เลเวียร์ยังยืนชะงักอยู่ตรงนั้น
“พี่คะ?” วีโอเลตเรียกชายผมเทา
ฟึ่บ!
เลเวียร์ทิ้งกระเป๋าแล้ววิ่งเข้าหาเมลล์ สวมกอดเขาเป็ครั้งแรกในชีวิต
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ ด๊อกเตอร์” เลเวียร์ยิ้ม “แล้วสักวัน ผมจะกลับมา…”
เขาให้สัญญากับผู้ชายที่ดูแลเขาเป็อย่างดีตลอด11 ปีั้แ่วันที่เจอกันครั้งแรก เมลล์ คอส นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องของสถาบันวิจัยริงเกอร์ที่มักจะทำหน้าเรียบเฉยตลอดเวลาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บัดนี้กลับมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แขนของเขาอ้อมไปลูบหัวเลเวียร์อย่างทะนุถนอมราวกับกำลังจับของมีค่าแสนสำคัญ
“รักษาตัวด้วยนะ เลเวียร์” เสียงของเขาสั่นเทา ถึงแม้ว่าเ้าตัวจะพยายามบังคับให้มันเป็ปกติมากแค่ไหนก็ตาม “รักษาตัว…ล…แล้วกลับมาหาฉันให้ได้นะ…”
“ครับ!”