เป็นเช่นที่อินหลีเซิงคาดเอาไว้ สุดท้ายซูฉางอันก็ยอมจนได้
เขาไม่มีทางเลือกจริงๆ ดังว่า
สถานการณ์ของสำนักเทียนหลานทำให้เขาไม่มีเวลามาลังเลห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป เรื่องนี้ คงต้องค่อยๆ ว่ากันไป ส่วนเรื่องที่ว่าจุดหมายปลายทางจะเป็นนรกหรือสวรรค์... ไม่มีผู้ใดอาจทราบแน่ชัด
ฝูงชนค่อยๆ แยกย้ายกันกลับออกไป งานร้อยสำนักประจำปีจบสิ้นลงแล้ว
ซูฉางอันและโหวเยแห่งตระกูลกู่ก็กลับไปได้สักพักแล้วเช่นกัน
อินหลีเซิงเดินไปส่งทั้งสองที่หน้าประตูสำนักจิงหลุน จากนั้นมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่ไกลออกไปเรื่อยๆ เลือนรางลงจนหายไปในที่สุด
เขาหุบยิ้มลงฉับพลัน ก่อนจะยืนมือไพล่หลังอยู่กับที่ แล้วทอดถอนใจเบาๆ
“นี่น่าจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบากมากสินะ” เขาบอกแบบนั้น
ภายใต้แววตาที่เลื่อนลอย ความคิดของเขา ก็ย้อนกลับไปในอดีต ย้อนกลับไปที่สำนักเทียนหลานอีกครั้ง
ตอนนั้น เขามาถึงเมืองฉางอันแปดปีเต็มพอดี และเป็นปีที่แปดของการฝึกพลังในสำนักเทียนหลานของเขาด้วย
คืนหนึ่ง เขายืนลังเลอยู่หน้าประตูเป็นเวลานานกว่าจะเคาะประตูของหอเทียนจีตรงหน้าในที่สุด
“หลีเซิงหรือ? เข้ามาสิ” เสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นจากในห้อง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อินหลีเซิงที่เพิ่งมีอายุเพียงยี่สิบต้นๆก็รวบรวมความกล้า แล้วก้าวเข้าไปภายในห้อง
จวบถึงบัดนี้ เขายังจำเรื่องราว และภาพภายในห้องนั้นได้ชัดเจน
ในตอนนั้น แผ่นดินต้าเว่ยพักสงครามมานับสิบปีแล้วบ้านเมืองจึงได้รับการพัฒนามานานถึงสิบปีด้วยเช่นกัน ทำให้แผ่นดินร่ำรวย มั่งคั่งมีทั้งทหารที่แข็งแกร่ง และอาวุธสงครามที่ครบครัน
ทว่าองค์จักรพรรดิหาใช่ผู้ที่จะพึงใจกับสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน...
เขาเดินทางไปทำสงครามกับเผ่าหมานที่แผ่นดินตะวันตกและเปิดศึกกับเผ่าปีศาจที่ดินแดนทางเหนือ
ข่าวดีถูกส่งมาจากชายแดนไม่หยุดหย่อน แผ่นดินที่ราชวงศ์ฮั่นเคยเสียไปทั้งดินแดนทางเหนือและทางตะวันตก ค่อยๆ ถูกชิงกลับมาทีละเล็กทีละน้อย และแน่นอนว่าสำนักเทียนหลานที่เป็นตัวละครหลักของผลงานในครั้งนี้ย่อมมีอำนาจและตำแหน่งทางสังคมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันมันเป็นช่วงเวลาสิบกว่าปีที่องค์จักรพรรดิและสำนักเทียนหลานมีอุดมการณ์เดียวกันและเป็นสิบกว่าปีที่แผ่นดินต้าเว่ยแข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน
ทว่าห้องพักของเทียนจีที่เป็นหนึ่งในดาวทั้งเจ็ดแห่งสำนักเทียนหลานกลับธรรมดาเหลือเกิน
ไม่ได้แลดูหรูหรา แต่ไม่ได้ติดดินจนเกินไป
บนโต๊ะที่จากไม้ชั้นดีซึ่งมีเส้นใยทองคำแฝงอยู่ มีผอบตั้งอยู่หนึ่งอันในนั้นมีกำยานหอมที่ไม่ทราบกลิ่นจุดอยู่ ควันขาวลอยสูงขึ้นไปบนอากาศก่อนจะหมุนเป็นวงกลมอย่างงดงามในจุดที่สูงขึ้นไป ผนังข้างหนึ่งมีภาพทิวทัศน์แขวนอยู่มันเป็นภาพที่แลดูเก่าแก่และธรรมดาเป็นอย่างมาก ทว่ากลับแลดูสมจริงเหลือเกินอีกข้างมีตั่งที่ทำมาจากไม้เนื้อแดงตั้งอยู่ บนนั้นมีแก้วชาวางอยู่เพียงไม่กี่ใบและมีร่างของชายในชุดขาวคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
“มาแล้วหรือ!” ชายผู้นั้นกล่าวขึ้นริมฝีปากขาวซีดของเขาขยับเล็กน้อยขณะเปล่งเสียงออกมา สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนักดูเหมือนกำลังป่วยหนัก ราวอ่อนล้าเต็มที แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับแลดูจริงใจมันแสดงให้เห็นว่าเขาดีใจจริงๆ ที่ได้เจอเด็กหนุ่มผู้นี้
เมื่ออินหลีเซิงในวัยหนุ่มเห็นคนตรงหน้าในสภาพเช่นนี้ เขาก็เจ็บแปลบในใจอย่างประหลาดทว่านั่นก็ทำให้เขามั่นใจกับการตัดสินใจบางอย่างมากขึ้นด้วย
“ท่านอาจารย์” เขาเรียกคนตรงหน้า จากนั้นก็เลิกชุดคลุมของตนขึ้น นั่งลงที่อีกด้านของตั่งเตี้ย
“ดึกเพียงนี้ เหตุใดยังมาหาข้าอีก? เจอปัญหาด้านการฝึกพลังหรือ?”ชายผู้นั้นยกกาน้ำชาตรงหน้าขึ้นมา จากนั้นก็รินน้ำชาลงไปในแก้วแล้วส่งไปให้อินหลีเซิง
“ไม่มีอะไรขอรับ” อินหลีเซิงส่ายหน้า “เพียงแต่ศิษย์ไม่ได้เจอท่านอาจารย์มาหลายวัน จึงตั้งใจมาเยี่ยมท่าน”
“หึๆ” ชายผู้นั้นหัวเราะออกมา ก่อนจะกล่าวเป็นเชิงขอโทษ “หลายวันนี้อาจารย์มีงานติดพันอยู่ จึงไม่ได้ไปสอนวิชาเจ้า”
“ไม่เป็นไรขอรับ” อินหลีเซิงกล่าวเช่นนั้น “หลายวันมานี้ศิษย์ฝึกการคำนวณชะตาและได้ความรู้มามาก จึงลองคำนวณชะตาตัวเองดู”
ทันใดนั้น จู่ๆ ลมหนาวก็พัดโชยมา มันลอดผ่านซอกประตูของหอเทียนจีแล้วพัดให้เส้นผมบริเวณหน้าผากของสองศิษย์อาจารย์ปลิวขึ้น และพัดให้เปลวเทียนภายในห้องไหวสั่นขึ้นเช่นกัน
เปลวเทียนที่ไหวสั่นไปตามแรงลม ส่องให้ใบหน้าของอินหลีเซิงในวัยหนุ่มสว่างและพร่ามัวเป็นระยะ
ชายผู้เป็นอาจารย์มีสีหน้าเปลี่ยนไป น้ำเสียงที่เคยอ่อนโยนปรากฏความหงุดหงิดขึ้นเล็กน้อย“เจ้าคำนวณชะตาตัวเองได้อย่างไร? รู้หรือไม่ว่าศิษย์แห่งเทียนจีมีกฎว่า...”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจนจบ ผู้เป็นศิษย์ก็พูดแทรกขึ้นเสียก่อน
“ศิษย์รู้ดี” อินหลีเซิงเอ่ยขึ้น“แต่อาจารย์ก็เคยคำนวณชะตาให้ตัวเองเหมือนกันไม่ใช่หรือขอรับ เพราะแบบนั้นท่านก็เลยตามหาข้าจนเจอ?”
“นั่นไม่เหมือนกัน!” ชายผู้นั้นลุกพรวดขึ้นเขาสะบัดแขนเสื้อแรงๆ แล้วหมุนตัวกลับไป เปลี่ยนมายืนหันหลังให้อินหลีเซิงแทนเห็นได้ชัดว่าเขาโกรธมากจริงๆ
แต่ดูเหมือนอินหลีเซิงจะรู้ตั้งแต่แรกว่าชายตรงหน้าจะมีท่าทีเช่นนี้เหตุนี้ สีหน้าของเขาจึงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เขายังคงกล่าวต่อไป“ศิษย์จำคำสอนของท่านอาจารย์ได้อยู่แล้ว และรู้ด้วยว่าผู้สืบทอดแห่งเทียนจีมีกฎเหล็กอยู่”
“แต่ศิษย์จำได้ดี ว่าอาจารย์เคยบอกว่าดาวทั้งเจ็ดแห่งสำนักเทียนหลานแตกต่างไปจากดาวดวงอื่นๆเพราะดาวทั้งเจ็ด ถูกสืบต่อๆ กันมานับพันปีแล้ว หากเป็นดาวดวงอื่นการสืบดาราก็เป็นเหมือนหลักฐานและหลักประกันว่าเมื่อใดที่มีพลังอยู่ในระดับศาสตร์แห่งพรต ดวงดาราจะเป็นฝ่ายส่งพลังเข้ามาเชื่อมกับตัวนักพรตเองการก้าวขึ้นเป็นนักรบแห่งดาราจักรจึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นว่าจะช้าหรือเร็ว แต่ดาราทั้งเจ็ดแห่งสำนักเทียนหลานกลับแตกต่างออกไปสำหรับพวกเขา การสืบดาราเป็นเพียงกุญแจเท่านั้นส่วนเรื่องที่ว่าจะเปิดประตูบานนั้นได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับตัวนักพรตเองว่าจะทำความเข้าใจกับพลังได้มากน้อยเพียงไร เหตุนี้การได้รับการสืบดาราของคนทั่วไป ผู้ได้รับจึงไม่อาจกลับเข้าสู่ทะเลแห่งดวงดาวได้แต่ดาราทั้งเจ็ดทำได้...”
“อีกอย่างอาจารย์ยังเคยบอกว่าการสืบดาราทั้งเจ็ดเกี่ยวข้องไปถึงสรรพชีวิตในโลกจึงไม่อาจปล่อยให้การสืบทอดนี้สิ้นลง”
“แต่ใครบางคนกลับบดบังดาวเทียนจี ฝืนชะตา ทำให้ลิขิตสวรรค์เปลี่ยนผันเหตุนี้ ท่านอาจารย์จึงหาศิษย์ที่แท้จริงไม่เจอท่านจึงต้องคำนวณชะตาชีวิตของตัวเอง แม้จะลดอายุขัยท่านไปมากก็ตาม”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พูดถูกไหมขอรับ?”
พูดไปพลาง อินหลีเซิงก็ลุกขึ้นยืน แล้วมองไปยังแผ่นหลังของชายตรงหน้าด้วยแววตาเศร้าหมอง
ชายผู้นั้นนิ่งไปเช่นกัน เขาหันกลับมามองชายหนุ่มมองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของผู้เป็นศิษย์
ในตอนนี้เอง ที่เขาพบว่าเด็กผอมโซที่เมืองโยวโจวในตอนนั้นเติบโตขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
คิ้วดกดำ ดวงตาสุกสว่างราวกับเพชร แม้ไม่ถือว่ารูปงามมากมาย แต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตชีวาที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นภาษาได้คล้ายกับตัวเขาสมัยที่ยังเป็นหนุ่มเหลือเกิน
และนี่ก็เป็นเหตุผล ว่าเพราะอะไรเขาถึงมั่นใจว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นศิษย์ของตนตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ
แต่อย่างไรเสีย เด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่อยู่ดี...
เรื่องนี้ เขารู้ดีกว่าใคร...
ดาวทั้งเจ็ดแห่งสำนักเทียนหลาน ล้วนมีพลังที่แข็งแกร่งและเน้นไปในจุดใดจุดหนึ่ง
มีเพียงดาวเทียนจีที่แปลกออกไป
ดาวทั้งหก บ้างก็เน้นไปในด้านการฝึกสายนักพรตบ้างก็เน้นเรื่องการฝึกสายนักรบ
มีเพียงดาวเทียนจีเท่านั้น ที่เน้นฝึกด้านพลังของบ่วงแห่งเหตุและผล
เหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถรู้เรื่องเหตุและผล รวมไปถึงความตายได้พวกเขามีวิชาที่ลึกลับเป็นอย่างมาก ซึ่งคนทั่วไปไม่มีทางจินตนาการถึงแน่
แต่ในขณะเดียวกัน บ่วงแห่งเหตุและผลก็เป็นตัวพันธนาการพวกเขาเอาไว้เช่นกันเพราะหากยื่นมือเข้าไปแทรกเรื่องบ่วงแห่งเหตุและผลรวมไปถึงชะตากรรมของผู้อื่นพวกเขาจะถูกพลังสะท้อนกลับมาทันที
และที่เขาอยู่ในอาการเช่นนี้ ก็เป็นเพราะเรื่องนี้นั่นเอง...
ใครบางคนที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าใคร ลักลอบบดบังดาวเทียนจีแบบลับๆ โดยที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรทำให้เขาหาศิษย์ผู้เป็นลิขิตของตนไม่เจอเสียทีเชื้อสายแห่งเทียนจีของพวกเขาแตกต่างไปจากสายอื่นๆ คือทายาททุกคนจะถูกกำหนดโดยโชคชะตาด้วยกันทั้งสิ้น และหากไม่ใช่ผู้ที่กำหนดจริงๆ ทายาทคนนั้นจะไม่อาจเข้าใจในพลังที่แท้จริงของศาสตร์แห่งเทียนจีได้และหากไม่อาจสืบทอดพลังต่อไปได้ ศาสตร์แห่งเทียนจีก็ต้องสิ้นลงด้วยเช่นกัน
แต่ไม่ว่าอย่างไร ดาวทั้งเจ็ดก็ต้องได้รับการสืบทอดต่อ จะปล่อยให้สูญหายไปไม่ได้โดยเด็ดขาดนี่เป็นกฎแห่งบรรพชน! และเป็นสิ่งที่ทุกคนในสำนักเทียนหลานเคารพเช่นกัน
เหตุนี้ เขาจึงจำต้องคำนวณชะตาชีวิตให้ตัวเองด้วยหวังว่าจะตามหาผู้สืบทอดที่คลาดกันเพราะบ่วงแห่งเหตุและผลจนเจอ
และในตอนนั้น เขาก็หาผู้สืบทอดคนนั้นจนเจอจริงๆ เด็กคนนั้นมีอายุสิบสี่ปีพ่อแม่ตายเพราะโจรป่า จึงต้องระหกระเหิน เร่ร่อนไปที่เมืองอวี้สุ่ย ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นั้นยังถูกคุ้มครองด้วยดาราจักรอีกด้วย
ในตอนนั้น เขาดีใจมาก ในที่สุดเขาก็ตามหาศิษย์ของตนจนเจอความรู้สึกในตอนนั้น ราวกับความรู้สึกของการตามหาญาติที่พลัดพรากจากกันจนเจอก็ว่าได้
เหตุนี้ เขาจึงเดินทางไปที่โยวโจว และเริ่มรอศิษย์ผู้เป็นชะตาลิขิตของตน
แต่นั่นหาใช่เรื่องที่มีความสุขไม่
เพราะเขาคำนวณได้ว่าในอีกไม่นาน ศิษย์คนนี้จะพบกับเคราะห์หนัก บ้านของเขาจะถูกโจรป่าบุกปล้นและครอบครัวก็ต้องตายเพราะโจรป่าเช่นกัน
แต่เขาไม่อาจยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพราะบ่วงแห่งเหตุและผลไม่อาจเปลี่ยนแปลง
นี่เป็นเหตุผลที่บรรพชนในศาสตร์แห่งเทียนจีตั้งกฎขึ้นว่าห้ามคำนวณชะตาของตน เพราะหากคนผู้หนึ่งรู้ชะตาชีวิตและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตน คนธรรมดาทั่วไปย่อมต้องหาวิธีแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว
แต่เทียนจีกลับไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้เพราะการเปลี่ยนแปลงบ่วงแห่งเหตุและผล จะทำให้เรื่องยิ่งแย่มากกว่าเดิม
ดังนั้น เขาทำได้เพียงรอต่อไปเท่านั้น เขาต้องมองดูคนในครอบครัวของศิษย์ผู้นี้ถูกสังหารลงต่อหน้าต่อตาโดยทำอะไรไม่ได้เลย
ในตอนนั้น บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย อีกทั้งโยวโจวก็อยู่ไกลจากเมืองฉางอันเหลือเกิน เหตุนี้จึงมักจะมีโจรป่าออกมาปล้นชิงอยู่บ่อยครั้งเมืองอวี้สุ่ยจึงมักเต็มไปด้วยประชาชนที่อพยพมาเพราะได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรออยู่ที่เมืองอวี้สุ่ยและมองดูเด็กพเนจรทุกคนที่เดินทางเข้ามาในเมือง เพื่อตามหาศิษย์ของตน
และแน่นอนว่าในช่วงเวลาที่วุ่นวายเช่นนี้เด็กอายุสิบสี่ที่พ่อแม่ตายด้วยน้ำมือของโจรป่า ย่อมมีจำนวนมากเป็นธรรมดาทว่าคนที่มีดาราจักรคอยปกป้องกลับมีน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย
เพราะคนที่มีดาราจักรคุ้มครอง หากจะอธิบายง่ายๆ ก็คือคนผู้นั้นมีชะตาที่จะกลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรนั่นเอง แม้ช่วงที่มีนักรบแห่งดาราจักรมากที่สุดเผ่ามนุษย์มีนักรบแห่งดาราจักรเพียงไม่ถึงร้อยคนเท่านั้น
ดังนั้น เขาจึงต้องรอเป็นเวลานาน ระหว่างนั้น เขาเห็นครอบครัวมากมายต้องแหลกสลายลงต่อหน้าต่อตาแต่ไม่อาจยับยั้งสิ่งใดได้
เพราะโจรป่าทุกคนที่เขานึกจะสังหาร อาจเป็นตัวละครสำคัญในชะตาของศิษย์ในอนาคตของเขาดังนั้น เขาจึงต้องปล่อยให้โจรป่าในมณฑลโยวโจวทำชั่วมานานถึงสามปีทีเดียวจนในที่สุด เขาก็พบกับเด็กคนหนึ่ง
คนที่มีดาราจักรคอยปกป้องอยู่
เขาถามอายุของเด็กคนนั้นอย่างตื่นเต้น และอายุของเด็กคนนั้นตรงตามที่เขาต้องการตามหาทุกอย่างนั่นทำให้เขาดีใจมาก เพราะในที่สุดเขาก็หาเด็กคนนั้นจนพบและเขาก็เชื่อเช่นนั้นอย่างไร้ข้อกังขา หลังจากนั้นเขาก็พาเด็กคนนั้นไปกวาดล้างโจรป่าทุกกลุ่มในมณฑลโยวโจวต่อทันที
เขาถือว่าเป็นการชดเชยที่เขานิ่งดูดายมานานหลายปี แม้ไม่อาจทำให้พ่อแม่ที่ต้องสิ้นใจด้วยน้ำมือของโจรป่าฟื้นกลับมาได้แต่อย่างน้อยก็อาจปลอบใจเขาได้บ้าง
แม้จะเป็นเหมือนการหลอกตัวเอง แต่ในตอนที่เรารู้ชะตาอยู่แล้ว แต่กลับห้าม หรือเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้นั่นต่างหากเล่า เรื่องที่น่าหดหู่ที่สุด
แต่ไม่ว่าเช่นไร ในที่สุดเขาก็ตามหาศิษย์ผู้นี้จนพบแล้ว ในที่สุดศาสตร์แห่งเทียนจีก็มีผู้สืบต่อไปแล้ว
นั่นทำให้เขาดีใจมากเหลือเกิน
เขาพาเด็กคนนั้นกลับมาที่สำนักเทียนหลาน สอนให้เขาอ่านเขียนทั้งยังสอนวิชาต่างๆ ในศาสตร์แห่งเทียนจีแก่เขาอีก
ศิษย์ของเขาคนนี้เฉลียวฉลาดไม่เบา ทั้งยังขยันขันแข็ง และกตัญญูมาก
เขาพอใจมาก
เช่นนั้น เขาจึงมอบปราณดาราของตนแก่ศิษย์ผู้นี้ ในปีที่สามของการฝึกพลัง
เพราะกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น หายนะกำลังคืบคลานมาเยือน เขาจึงต้องยอมลดอายุขัยเพื่อคำนวณชะตาและลิขิตสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อจะได้เตรียมตัวและวางแผนสำหรับอนาคตข้างหน้าได้ทันท่วงที นี่เป็นหน้าที่ของสำนักเทียนหลานและเป็นชะตาของเทียนจีด้วยเช่นกัน
เขาหวังว่าจะมีโอกาสได้เห็นศิษย์ของคนเติบใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นด้วยตาของตัวเอง
แต่เรื่องมากมายพลิกผันทันทีที่การสืบดาราจบสิ้นลง
เขาเริ่มรับรู้ได้ถึงการตำหนิจากพื้นพิภพและท้องนภามันเป็นพลังโต้กลับของบ่วงแห่งเหตุและผล และพลังโต้กลับนี้ทำให้ร่างกายที่อ่อนแอเพราะการคำนวณชะตาของเขาแย่ลงทุกวินาที
ในตอนแรก เขายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงถูกบ่วงแห่งเหตุและผลเล่นงานกระทั่งวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็คำนวณบางอย่างได้ วินาทีนั้น เขาจึงตระหนักขึ้นมาได้ว่าตนรับศิษย์ผิดคนเข้าเสียแล้ว
แต่ศิษย์ผู้นี้ของเขาดีมากเหลือเกิน มานะ ขยัน ใฝ่รู้ ทั้งยังกตัญญูอีก
มนุษย์หาใช่ต้นไม้ใบหญ้า มีหรือจะไร้หัวใจ? เขาย่อมทำใจบอกความจริงกับศิษย์ผู้นี้ไม่ได้อยู่แล้ว
เหตุนี้ เขาจึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้น... เปลี่ยนชะตาลิขิต!
อินหลีเซิงฉลาดมาก ไม่เพียงขยันขันแข็ง ทั้งยังมีความสามารถด้านการคำนวณชะตาอีกแม้แต่นักพรตไท่ไป๋แห่งหอชมดาวยังชมเขาไม่ขาดปากเทียนจีคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ศิษย์ที่ดีเพียงนี้จะเป็นผู้สืบทอดของเขาไม่ได้
เหตุนี้ เขาจึงพยายามรับการโจมตีจากบ่วงแห่งเหตุและผลนี้ด้วยตนเองคิดจะใช้พลังแสนแข็งแกร่งที่มีต้านพลังโจมตีที่แสนหนักหนาจากบ่วงแห่งเหตุและผลเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาลิขิต
แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว
พลังของเขา เป็นพลังจากบ่วงแห่งเหตุและผล เหตุนี้การที่เขาคิดจะเอาชนะบ่วงแห่งเหตุและผลก็ไม่ต่างไปจากการที่มนุษย์คนหนึ่งอยากยกตัวเองขึ้นจากพื้นด้วยมือเปล่าเลย ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้
หลังพยายามอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็เข้าใจเสียที
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังละทิ้งศิษย์ผู้นี้ไปไม่ได้อยู่ดี
เพราะทางเดียวที่จะแก้ไขเรื่องทั้งหมดได้ คือการดูดปราณดาราที่เคยมอบให้กลับมาทว่าในตอนนั้น อินหลีเซิงฝึกพลังในสำนักเทียนหลานมานานถึงแปดปีแล้วปราณดาราของเขาจึงผสานเข้ากับร่างกายของอินหลีเซิงอย่างแนบแน่น ดังนั้นหากต้องการจะดึงปราณดารากลับมา นั่นย่อมหมายถึงเขาต้องทำลายพลังที่อินหลีเซิงสะสมมานานกว่าแปดปีลงด้วย
เมื่อมองไปยังเด็กหนุ่มที่เพียรฝึกวิชาทั้งวันทั้งคืนด้วยหวังว่าจะสืบทอดตำแหน่งต่อจากเทียนจีผู้นั้น ไม่ว่าอย่างไรเทียนจีก็ทำใจบอกความจริงกับเขาไม่ได้ เช่นนั้น เขาจึงเลือกที่รับการโจมตีจากบ่วงแห่งเหตุและผลด้วยตนเองหวังเพียงให้ศิษย์ก้าวขึ้นเป็นนักรบแห่งดาราจักรในเร็ววันเท่านั้น
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าอินหลีเซิงจะฉลาดกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากถึงได้คำนวณชะตาชีวิตตนเอง และหาเบาะแสจนเจอ
เหตุนี้ เขาจึงจ้องไปยังศิษย์ของตน “เจ้าคำนวณอะไรได้หรือ?”
“ชะตาของข้าแปลกไป” คนหนุ่มบอกเช่นนั้น “ท่านอาจารย์ท่านบอกว่าศิษย์ของท่านมีอายุสิบสี่ปี พ่อแม่ตายเพราะโจรป่าจึงระหกระเหินไปที่เมืองอวี้สุ่ย และมีดาราจักรคอยคุ้มครองอยู่”
“ตอนพบกับท่านครั้ง ข้าเพิ่งมีอายุเพียงสิบสี่ปีจริงพเนจรไปที่เมืองอวี้สุ่ยจริง ส่วนเรื่องที่บอกว่ามีดาราจักรคอยปกป้องอยู่ตอนนี้ศิษย์ยังคำนวณชะตาขั้นสูงเช่นนั้นไม่ได้แต่คาดว่าท่านอาจารย์ต้องคำนวณไม่ผิดแน่แต่น่าเสียดายที่ท่านและศิษย์ต่างก็ผิดกันหมด”
“ในตอนนั้น ข้าพลัดหลงกับพ่อแม่เพราะโจรป่า หลังโจรพวกนั้นกลับไปข้ากลับไปรอที่บ้านเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่เห็นพวกท่านกลับมาเสียทีข้าจึงคิดไปเองว่าพวกท่านตายไปแล้ว ท่านเองก็คิดเช่นเดียวกัน แต่ข้าลองคำนวณดูแล้วและพบว่าทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดตอนนั้นพวกท่านถึงไม่กลับมาหาข้าแต่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่จริงๆ”
เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ อินหลีเซิงก็มีสีหน้าที่สลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก
จะว่าไปแล้ว การได้รู้ว่าพ่อแม่ที่น่าจะตายไปแล้วยังมีชีวิตอยู่ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีจึงจะถูก แต่นั่นยังหมายความว่าเขาไม่อาจเป็นศิษย์ของชายที่เขาเคารพและยกย่องมาโดยตลอดคนนี้ได้อีกต่อไป...แค่คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เจ็บปวดที่หัวใจ เขาไม่อยากจากท่านอาจารย์ไปเลยจริงๆทว่าเมื่อได้เห็นสภาพร่างกายที่แสนอ่อนแอของคนตรงหน้าความรู้สึกที่เคยมีก็ถูกความมุ่งมั่นบางอย่างทำลายลงในพริบตา
“ท่านอาจารย์ ท่านเคยบอกว่าเทียนหลานต้องเห็นแก่สรรพสิ่งให้ความสำคัญกับสรรพสิ่งในโลกมากกว่าตัวเองและเทียนจีก็เป็นสายวิชาที่สำคัญมากของเทียนหลาน ทว่าผู้สืบทอดแห่งเทียนจี ต้องถูกกำหนดโดยลิขิตสวรรค์เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ข้าจะฝึกศาสตร์แห่งเทียนจีจนชำนาญเพียงไร หากไม่มีชะตาลิขิตชีวิตนี้ ข้าย่อมไม่มีทางจุดประกายดาวเทียนจีได้ท่านทำใจให้ศาสตร์แห่งเทียนทีจบสิ้นลงได้หรือขอรับ?”
“เหตุนี้! ท่านอาจารย์โปรดดึงปราณดาราของท่านกลับไปด้วยเถิด” เดิมเขาคิดว่าการเสียพลังที่สะสมมานานนับแปดปีและตำแหน่งศิษย์แท้ของสำนักเทียนหลานไป ถือเป็นสิ่งที่ทุกข์และเจ็บปวดมากแต่ในวันนั้น เมื่อเอ่ยคำคำนั้นออกไป จู่ๆ เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างประหลาด
ความมุ่งมั่นที่เอ่อล้นอยู่ในดวงตาของหนุ่มตรงหน้าทำให้เขาที่เป็นนักรบแห่งดาราจักรผู้แสนแข็งแกร่งปฏิเสธไม่ลงเลย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังลังเลอยู่ดี “แต่พลังที่เจ้าสะสมมานานกว่าแปดปีจะต้องสิ้นลง...”
“ท่านเคยบอกว่าข้ามีดาราจักรคอยปกป้องอยู่ไม่ใช่หรือขอรับ ในเมื่อสักวันข้าต้องได้เป็นนักรบแห่งดาราจักรอยู่แล้ว เช่นนั้น จะได้เป็นเร็วสักหน่อยหรือช้าลงอีกแปดปี ก็ไม่เห็นต่างกันตรงไหน”
“แต่...” ชายผู้นั้นต้องการจะพูดบางอย่างออกมาอีกทว่าชายหนุ่มกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ท่านอาจารย์ ชะตาชีวิตสำคัญถึงเพียงไร ชีวิตข้าหาเทียบได้ไม่! ข้ารับชะตานี้เอาไว้ไม่ไหวจริงๆหากท่านยัดเยียดมันให้กับข้า ก็จะไม่เป็นผลดีทั้งกับสำนักเทียนหลานและกับตัวข้าเองด้วย!”
ชายชุดขาวนิ่งไป พลันความทรงจำบางอย่างก็ระเบิดขึ้นมาในสมองแล้วเขาก็พยักหน้า ยอมตอบตกลงในที่สุด
เป็นจริงดังนั้น...
ชะตาฟ้าสำคัญไฉน ชีวิตมนุษย์ด้อยค่านัก...
ทายาทแห่งเทียนจี มีใครบ้างที่ไม่ตายเพราะชะตาชีวิตอันแสนหนักหน่วงนี้?
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไยต้องสืบทอดมันต่อไปอีก?
...
หากจำต้องสืบทอดมันต่อไป เช่นนั้นก็ต้องหาผู้ที่รับชะตานี้เอาไว้ได้จึงจะถูก!
ทันใดนั้น รังสีที่แสนคมเฉียบก็ส่องประกายขึ้นในดวงตาที่มักจะอ่อนโยนอยู่เสมอพลันความคิดที่น่ากลัวบางอย่างก็ประกายขึ้นในสมอง