ตอนที่ 11: ตลาดสมุนไพริญญาแห่งเมืองหลิงหยาง
สี่วันเขม้นเดินทางจากเมืองหยินฉวน
ถนนสายหลักขยายกว้างขวางขึ้นตามระยะทางที่เข้าใกล้เมืองหลิงหยาง เกวียนบรรทุกสินค้าแล่นสวนทางมาทุกสิบก้าว พ่อค้าเร่จากหลากทิศเดินเบียดเสียดกัน บางคนหาบของไม้ไผ่ บางคนสะพายกระสอบใหญ่ กลิ่นไม้แห้งปนกลิ่นสัตว์ป่าที่ค้างคาอยู่กับผ้าเสื้อของคนที่เดินทางมานานอบอวลในอากาศ
หลินชิงเสวียเพ่งมองทุกอย่างรอบตัวไปพลาง เดินไปพลาง
สวบ!
แล้วเท้าของเธอก็เหยียบเข้ากับขี้ม้ากลางถนนเต็มแรง
"อ้าว—"
กู่ฉางเซิงซึ่งเดินนำหน้าไปสามก้าวชะงักหยุด หันกลับมามอง
หลินชิงเสวียยืนนิ่งอยู่กลางถนน มองลงที่รองเท้าด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง
"มองทางข้างหน้าด้วย ไม่ใช่เอาแต่มองข้างทาง" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงเรียบ แล้วก้าวเดินต่อ
"เข้าใจแล้ว" เธอตอบเสียงเบา ก้าวหลบเข้าขอบถนน พลางบรรจงเช็ดพื้นรองเท้ากับกอหญ้าข้างทางอย่างขมักเขม้น
กู่ฉางเซิงได้ยินเสียงเธอเช็ดรองเท้าก็ไม่ได้หันกลับไปดู ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นน้อยๆ โดยที่คนข้างหลังไม่มีทางได้เห็น
ตลอดสี่พื้นที่เดินทางมา เด็กสาวสังเกตนกทุกตัว ต้นไม้ทุกต้น สมุนไพรทุกชนิด ทว่ากลับมองไม่เห็นขี้ม้าก้อนใหญ่กลางถนน คนที่เอาแต่มองสูงเกินไป มักพลั้งเหยียบสิ่งที่อยู่บนพื้นเสมอ
กระทั่ง่บ่าย เมืองหลิงหยางก็ปรากฏแก่สายตาเหนือขอบเขา
เมืองแห่งนี้ใหญ่โตกว่าหยินฉวนถึงสองเท่า กำแพงหินสีเทาตระหง่านยาวเหยียด ธงทิวหลากสีสะบัดพลิ้วตามหอคอย เหนือประตูเมืองหลักมีป้ายไม้ขนาดใหญ่สลักตัวอักษรสีทองเปล่งประกาย
'ตลาดโอสถหลิงหยาง แหล่งรวมสมุนไพริญญาที่ใหญ่ที่สุดในสี่มณฑล'
หลินชิงเสวียอ่านข้อความบนป้ายแล้วชะงักเท้าอีกครั้ง
"สี่มณฑล..." เธอพึมพำเบาๆ
"รีบเดินได้แล้ว" กู่ฉางเซิงเตือนก่อนที่เธอจะทันเหยียบสิ่งใดเข้าอีก
"ตามไปเดี๋ยวนี้"
เธอรีบก้าวตามไป คราวนี้สายตาจับจ้องมองทางข้างหน้าตลอดเวลา เด็กคนนี้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ไวขึ้นทุกวัน
ตลาดสมุนไพริญญาในหลิงหยางมิใช่เพียงตลาดเดี่ยวๆ หากแต่เป็ย่านค้าขายขนาดใหญ่ ถนนสิบสายแยกออกจากลานกลางเมือง แต่ละสายเต็มไปด้วยร้านค้าที่เปิดทำการั้แ่รุ่งสางจนดึกดื่น กลิ่นสมุนไพรหลากชนิดอบอวลผสมผสานจนกลายเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาจากที่ใดไม่ได้
กู่ฉางเซิงยืนอยู่ตรงทางเข้าลานกลาง ทอดสายตามองออกไปตามทิศต่างๆ
ตลอดเวลาเกือบสามสิบปีในโลกเก่า เขาอ่านตำรายาและสมุนไพรจีนมามากพอจะรู้ว่าในโลกโน้น สมุนไพริญญาเป็เพียงเื่เล่า ทว่าในโลกใบนี้ มันกลับมีอยู่จริงและมีจำนวนมากมายมหาศาล
ปัญหาติดอยู่ที่ว่า เขารู้จักสมุนไพริญญาของโลกนี้เพียงสิบกว่าชนิด ในขณะที่ตลาดแห่งนี้น่าจะมีอยู่นับร้อยนับพันชนิด
หลินชิงเสวียยืนอยู่ข้างกาย สายตากวาดมองไปรอบทิศ แม้จะไม่ตื่นตระหนกใเหมือนคราวแรกที่เห็นเมืองหยินฉวน แต่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกลับฉายแววโรจน์—แววตาของนักเรียนที่ได้ก้าวเข้าสู่ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต
"ท่านตาจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี"
"เดินสำรวจรอบๆ ก่อน" กู่ฉางเซิงกล่าว "อย่าเพิ่งซื้ออะไรจนกว่าข้าจะบอก"
"รับทราบ" เธอหยุดคิดเล็กน้อย "แต่ถ้าเจอสมุนไพรที่ไม่รู้จัก ข้าถามท่านได้หรือไม่"
"ไปถามคนขาย อย่ามาถามข้า"
"เหตุใดเล่า"
"เพราะข้าเองก็ไม่รู้จักอีกหลายชนิดเช่นกัน อีกอย่าง หากเ้าถามคนขาย เ้าจะได้ฝึกสังเกตด้วยว่าเขากำลังพูดความจริงหรือโกหก"
หลินชิงเสวียนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อย่อยคำตอบนั้น จากนั้นจึงก้าวตามเข้าไปในตลาดด้วยแววตาที่มุ่งมั่นต่างไปจากเดิม
ร้านค้าตั้งเรียงรายสองฝั่งถนนสายแรก กลิ่นสมุนไพรแห้งหอมเข้มข้น แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านชายคาบ้านลงมาเป็ทิวแถว
กู่ฉางเซิงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หยุดที่ร้านใดเป็พิเศษ ทว่าเขากลับยกฝ่ามือลอยๆ เป็ระยะ เพื่อััพลังลมปราณที่แผ่ออกมาจากสมุนไพรบนชั้นวาง
ร้านแรก—สมุนไพรธรรมดา แต่ตั้งราคาสูงกว่าปกติเท่าตัว ไม่น่าสนใจ
ร้านที่สาม—มีสมุนไพริญญาแท้จริงสามชนิด ทว่าคุณภาพยังด้อยกว่าที่หลินชิงเสวียเก็บมาจากป่าชิงหยาน
ร้านที่เจ็ด—เ้าของร้านเป็หญิงวัยกลางคนกำลังนั่งถักเปียตากลมอยู่หน้าร้าน เมื่อเห็นกู่ฉางเซิงเดินผ่าน เธอขยับตัวเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยปากเชิญชวน
"หมอชราเดินผ่านตั้งห้าร้านแต่ไม่ยอมซื้ออะไรสักอย่าง" เธอเอ่ยเสียงดังพอให้ได้ยิน "คงไม่ใช่คนที่ตั้งใจมาซื้อของกระมัง"
กู่ฉางเซิงหยุดก้าว หันไปมอง
"ถูกต้อง ข้าเพียงมาเดินดูก่อน"
"ดูอะไรรึท่าน" เธอวางงานถักลง "ร้านข้าไม่มีสิ่งใดให้ชมเล่น หากคิดจะซื้อค่อยก้าวเข้ามา"
"ร้านของเ้ามีสมุนไพริญญาสามชนิดที่ข้าไม่รู้จัก" กู่ฉางเซิงชี้ไปที่ชั้นวางด้านใน "ของสามอย่างที่เรียงอยู่ตรงกลางชั้นสอง ข้าอยากทราบชื่อและสรรพคุณของมันก่อนตัดสินใจ"
หญิงวัยกลางคนมองตามนิ้วที่ชี้ แล้วหันกลับมาประเมินกู่ฉางเซิงด้วยสายตาพิจารณา
"ท่านหมอชราผู้นี้ตาแหลมไม่เบา" เธอลุกขึ้นยืน "เข้ามาข้างในก่อนสิ"
ภายในร้านมีชั้นวางสมุนไพรสูงตระหง่านชนเพดาน กลิ่นนานาชนิดอบอวลผสมกันจนยากจะแยกแยะ แต่ไม่ฉุนกึก บ่งบอกว่าเ้าของร้านดูแลรักษาของเป็อย่างดี
เ้าของร้านนำขวดแก้วสามใบออกมาวางบนโต๊ะไม้
"ขวดแรก—ดอกเงินฝน เติบโตบนยอดเขาหิมะทางทิศเหนือ มี่เวลาเก็บเกี่ยวสั้นมาก เพียงสิบวันต่อปีเท่านั้น สรรพคุณช่วยปรับลมปราณในร่างกายให้เย็นลง สำหรับผู้ที่มีความร้อนสะสมมากเกินไป"
กู่ฉางเซิงยื่นฝ่ามือไปใกล้ขวดใบแรก ััได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมา
บริสุทธิ์ ไร้พิษ พลังลมปราณหนาแน่น ใช้การได้ดี
"ขวดที่สอง—รากเพลิงจิ้งจอก เติบโตในถ้ำที่มีสายลาวาใต้ดิน พลังงานความร้อนสูงยิ่ง ห้ามนำไปใช้เดี่ยวๆ โดยตรง เด็ดขาด ต้องนำไปผสมกับสมุนไพรฤทธิ์เย็นเท่านั้น"
ร้อนแรงและเข้มข้น ตรงตามที่นางบอก หากนำไปผสมกับดอกเงินฝนในสัดส่วนที่เหมาะสม...
"ส่วนขวดที่สาม—" เ้าของร้านหยิบขวดสุดท้ายขึ้นมา "สิ่งนี้มิใช่สมุนไพร ข้าขอเรียนตามตรง มันคือเกล็ดของสัตว์ิญญาที่ลอกคราบทิ้งไว้"
กู่ฉางเซิงจ้องมองขวดใบนั้น
ด้านในมีเกล็ดเล็กๆ สีเขียวอมน้ำเงินกองอยู่ พลังงานที่แผ่ออกมาแตกต่างจากสมุนไพรทั่วไป มันมีทิศทางแน่ชัด คล้ายพลังงานที่เคยผ่านการใช้งานมาแล้วและยังคงตกค้างอยู่
"สัตว์ิญญาชนิดใดรึ"
"ข้าเองก็ไม่อาจทราบได้" นางตอบตามตรง "คนที่นำมาขายบอกเพียงว่าเก็บมาจากป่าทางทิศตะวันตก ไม่ได้ระบุว่าเป็ตัวอะไร ที่ข้ารับซื้อไว้เพราะเห็นว่ามีพลังงานตกค้างอยู่จริง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรเช่นกัน"
ซื่อสัตย์ผิดวิสัยพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป
หลินชิงเสวียที่ยืนอยู่ข้างๆ ชะโงกหน้าเข้ามาดูเกล็ดในขวด "พลังงานลักษณะนี้ ข้าเคยััได้จากอสรพิษใหญ่ที่ลอกคราบทิ้งไว้ในป่า ทว่าชิ้นนี้เข้มข้นกว่ามากนัก"
"เ้ารับรู้พลังลมปราณได้ด้วยรึ" เ้าของร้านหันมามองหลินชิงเสวียด้วยความประหลาดใจ "เพิ่งเริ่มฝึกฝนหรือไร"
"ฝึกมาได้ไม่นาน"
"นับว่ามีพร์ไม่เบา สำหรับผู้เริ่มต้น"
กู่ฉางเซิงวางขวดใบที่สามลง "สามขวดนี้ราคาเท่าใด"
เ้าของร้านเสนอราคา กู่ฉางเซิงต่อรองเล็กน้อย—พอประมาณไม่ให้ดูตระหนี่ แต่แสดงให้เห็นว่าเขารู้มูลค่าของสินค้าดี
เมื่อตกลงราคากันเป็ที่พอใจ ขณะเ้าของร้านกำลังห่อของ หลินชิงเสวียก็เดินไปสำรวจชั้นอื่นตามที่กู่ฉางเซิงเคยบอกไว้ว่าเธอสามารถเอ่ยถามคนขายได้
"สมุนไพรชนิดนี้เรียกว่าอะไรรึ" เธอชี้ไปที่ขวดแก้วสีม่วงเข้ม
"นั่นคือ หวงซีหยาน หรือรากกระดูกม่วง สรรพคุณของมันคือ..."
เ้าของร้านอธิบายรายละเอียด หลินชิงเสวียตั้งอกตั้งใจฟัง พลางเอ่ยถามเจาะลึกอีกสองคำถามที่ตรงประเด็น
กู่ฉางเซิงแอบฟังอยู่เงียบๆ โดยไม่แสดงอาการใด คำถามของเธอชี้ให้เห็นว่า เด็กคนนี้มิได้้ารู้เพียงแค่ชื่อ หากแต่้าเข้าใจกระบวนการทำงานของมัน เหมือนอย่างที่เขาเคยพร่ำสอน
เธอเรียนรู้มิใช่เพื่อจำไปตอบ แต่เพื่อนำไปปรับใช้จริง
เมื่อก้าวออกจากร้านนั้น กู่ฉางเซิงก็เดินสำรวจต่อไปยังถนนสายที่สาม สายที่สี่ และสายที่ห้า
ร้านค้าส่วนใหญ่มีสินค้าระดับปานกลางถึงดี มีบางร้านนำของปลอมมาปนบ้าง แต่ก็ไม่แย่เท่าร้านขายยาในเมืองหยินฉวน
ทว่าถนนสายที่เจ็ดกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สินค้าที่นี่ตั้งราคาสูงลิบลิ่ว ป้ายหน้าร้านบางแห่งเขียนด้วยตัวอักษรแปลกตาที่กู่ฉางเซิงไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันคืออักขระเฉพาะของสำนักหรือกลุ่มผู้ฝึกตนที่ใช้เรียกชื่อสมุนไพริญญา—หากถอดความอักขระเหล่านี้ได้ คงจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกมาก
เขาหยุดลงหน้าร้านแห่งหนึ่ง
ร้านนี้ไร้ซึ่งป้ายชื่อ มีเพียงผ้าขาวม้วนหนึ่งพันไว้กับเสาเพื่อเป็สัญลักษณ์ว่าเปิดทำการ ของที่วางขายภายในร้านมีน้อยมาก มีขวดแก้ววางเรียงรายเพียงสิบกว่าใบ ทว่าพลังงานที่รั่วไหลออกมานอกร้าน กลับเข้มข้นยิ่งกว่าสมุนไพริญญาระดับสูงที่เขาเคยพบเจอมาทั้งหมด
กู่ฉางเซิงก้าวเข้าไปด้านใน
ชายชรารูปร่างผอมเกร็ง อายุราวน่าจะเกินเจ็ดสิบปี นั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ไม้ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอในท่วงท่าของผู้ฝึกจิตสมาธิ เขาไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมองเมื่อมีผู้มาเยือน
กู่ฉางเซิงไม่เอ่ยรบกวน เดินกวาดสายตามองขวดสมุนไพรทีละใบโดยไม่ยื่นมือไปแตะต้อง
ขวดแรก—ไม่รู้จัก พลังงานเป็กลาง ใบแห้งเป็วงกลม
ขวดที่สอง—คล้ายคลึงกับ เซียนเหิงเช่า ที่เก็บมาจากป่าชิงหยาน แต่บริสุทธิ์กว่าถึงห้าเท่า นี่คือสายพันธุ์ที่เจริญเติบโตในพื้นที่ที่มีปราณหนาแน่น
ขวดที่สาม—
กู่ฉางเซิงชะงักนิ่ง
ขวดใบที่สามบรรจุผงสีเทาเงิน มันคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ทว่าความรู้สึกชัดเจนบอกว่า พลังงานในขวดใบนี้เป็ชนิดเดียวกับ...
เมล็ดของต้นเทพสังหาร
มิใช่เมล็ดเดียวกัน แต่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง ราวกับเป็พืชตระกูลเดียวกันที่มีสายเืใกล้ชิด
"ผงนั่นน่ะ..." เสียงแหบพร่าดังก้องมาจากเก้าอี้ไม้
กู่ฉางเซิงหันไปมอง
ชายชรายังคงหลับตา ทว่าเอ่ยปากพูดต่อ
"คนส่วนใหญ่เดินผ่านร้านข้าไปโดยไม่คิดจะก้าวเข้ามา" เสียงของเขาเชื่องช้า "คนที่หลงเข้ามา ก็ดูเพียงสองสามใบแล้วเดินออกไปเพราะความไม่รู้" เขาหยุดเว้นจังหวะ "แต่ท่านกลับพิเคราะห์ทุกขวด แล้วหยุดนิ่งอยู่หน้าขวดใบที่สาม"
"ผงนี้ทำมาจากสิ่งใด"
ชายชราค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันที่ฝ้าฟางตามวัยมองตรงมายังกู่ฉางเซิง
"ท่านรู้จักพืชที่เป็ต้นกำเนิดของผงนี้ได้อย่างไร" เขาเอ่ยถาม
"ข้าััได้ถึงพลังงานของมัน"
"ท่านเคยัักับต้นไม้นั้นมาก่อนสินะ"
นั่นมิใช่คำถาม แต่เป็การคาดเดาที่มั่นใจ
กู่ฉางเซิงไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ
ชายชราสังเกตท่าทางนั้น มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
"ผงนั่นคือเกสรดอกไม้ของพืชตระกูลเดียวกับต้นที่ท่านรู้จัก ดอกของมันจะบานเพียงครั้งเดียวในรอบสามร้อยปี ข้าสกัดเกสรนี้มาได้เมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน" เขาอธิบาย "ทั่วทั้งแผ่นดินมีอยู่เพียงห้าขวด และอยู่ที่ข้าสองขวด"
"อีกสามขวดอยู่ที่ใด"
"สองขวดอยู่ในของสำนักโอสถอันดับหนึ่ง ส่วนอีกขวดอยู่กับผู้ใดข้าเองก็ไม่อาจทราบ"
กู่ฉางเซิงจ้องมองผงสีเทาเงินในขวดแก้ว
เกสรดอกไม้จากพืชตระกูลเดียวกับต้นเทพสังหาร—หากพลังงานในเมล็ดที่เขาคือพลังงานที่ถูกบีบอัด เกสรนี้ก็เปรียบเสมือนพลังงานที่แผ่กระจายออก ในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซับได้ง่ายกว่า
"ขายเท่าใด"
"ข้าไม่ขาย"
กู่ฉางเซิงจ้องหน้าชายชรา
"ข้าไม่ได้เปิดร้านเพื่อขายของเอาเงิน" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น "ข้าเปิดร้านเพื่อรอคอยคนที่รู้จักคุณค่าของสิ่งที่ข้ามี" เขามองกู่ฉางเซิงด้วยสายตาของคนแก่ที่รอคอยบางสิ่งมาเนิ่นนาน "ท่านเป็คนแรกที่หยุดมองขวดใบนั้น"
"ท่าน้าสิ่งใดตอบแทน"
"ข้ามีเื่เล่าเื่หนึ่ง" ชายชราเอ่ย "หากท่านยินดีฟัง ข้าจะมอบเกสรนี้ให้ท่านหนึ่งขวด"
กู่ฉางเซิงนิ่งพิจารณาชายชราตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
อายุมากแล้ว ลมปราณในร่างแ่เบายิ่งนัก เส้นลมปราณบางส่วนเริ่มตีบตัน—นี่คือสภาวะของผู้คนที่กำลังเดินทางเข้าสู่่สุดท้ายของชีวิต แต่จิติญญายังคงแจ่มชัด ไม่เลอะเลือน
"ข้ายินดีฟัง"
หลินชิงเสวียที่เดินตามเข้ามาเงียบๆ ทรุดตัวลงนั่งตรงมุมห้องอย่างรู้หน้าที่ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้ยินเื่ราวสำคัญ
ชายชราหลับตาลงครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเรียบเรียงความทรงจำที่ซุกซ่อนไว้เนิ่นนาน
"เมื่อสี่สิบปีก่อน ข้ายังเป็เพียงนักสะสมสมุนไพริญญาที่ยังหนุ่มและเบาปัญญา" เขาเล่าช้าๆ "ข้าบังเอิญไปพบต้นไม้นั้นเข้าขณะหลงทางอยู่ในป่าลึกทางทิศเหนือ ดินแดนไกลพ้นเขตที่ผู้คนทั่วไปจะย่างก้าวเข้าไปถึง" เขาหยุดพักหายใจ "ต้นไม้นั้นกำลังออกดอก ดอกของมันมีสีขาวอมเหลือง บานอยู่เพียงสามวันแล้วเกสรก็ร่วงพรูลงพื้น ข้าเก็บเกสรมาได้ห้าขวด จากนั้นจึงเดินทางออกมา"
"แล้วอย่างไรต่อ" กู่ฉางเซิงเอ่ยกระตุ้น
"หลังจากนั้นข้าก็พบว่าตนเองป่วยหนัก" ชายชราเล่าด้วยน้ำเสียงปลดปล่อย มิใช่ความเศร้าเสียใจ แต่เป็ความยอมรับในชะตากรรม "ท่านหมอบอกว่า เป็เพราะข้าอยู่ใกล้ชิดกับพลังงานชนิดนั้นนานเกินไปโดยไม่มีสิ่งใดป้องกัน ลมปราณในร่างกายจึงถูกรบกวนอย่างรุนแรง เส้นลมปราณหลายสายอุดตันและาเ็"
อาการป่วยจากการได้รับพลังงานมากเกินไป—ไม่ต่างจากการได้รับรังสีในโลกเก่า ร่างกายรับพลังงานมหาศาลข้ามขีดจำกัดในระยะเวลาอันสั้น
"เกสรในขวดนี้..." กู่ฉางเซิงเอ่ย "ท่านเคยลองนำมาใช้รักษาตนเองบ้างหรือไม่"
"ลองสิ" ชายชราพยักหน้า "สี่สิบปีมานี้ข้าทดลองมานับไม่ถ้วนวิธี ไม่มีวิธีใดถูกต้องเลย สักวิธี บางวิธีช่วยให้ดีขึ้นชั่วคราว บางวิธีกลับทำให้แย่ลง มาบัดนี้ข้าแก่นานเกินกว่าจะทดลองสิ่งใดอีกแล้ว"
"แล้วท่าน้าสิ่งใดจากข้ากันแน่"
"ข้าไม่้าสิ่งใดทั้งนั้น" ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงสงบ "ข้าแก่ชราเกินกว่าจะมีความหวังแล้ว สิ่งที่ข้า้ามีเพียงแค่ ได้รู้ว่าคนที่รู้จักต้นไม้นั้น จะนำเกสรที่ข้าอุตส่าห์เก็บรวบรวมมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด" เขาเปิดตาขึ้นจ้องมองกู่ฉางเซิง "และดูเหมือนว่าท่านจะรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรกับมัน"
กู่ฉางเซิงนิ่งเงียบไป
ชายคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดสี่สิบปี แต่ยังคงเลือกที่จะมอบของสำคัญให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ แทนที่จะเก็บไว้ทดลองต่อ—การตัดสินใจเช่นนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างยิ่ง
"ข้าจะรักษาท่านเอง" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้น
ชายชราเงียบกริบไปครู่ใหญ่
"ท่านกล่าวราวกับว่ามันเป็เื่ง่ายดายยิ่งนัก"
"ไม่ง่าย แต่ข้าทำได้" กู่ฉางเซิงเดินเข้าไปนั่งลงตรงข้ามชายชรา "ยื่นข้อมือมา"
กู่ฉางเซิงแตะนิ้วลงบนชีพจรของชายชรา
ร่างกายแก่ชรา ลมปราณอ่อนแสง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ—เส้นลมปราณที่อุดตันนั้นมิได้ถูกทำลายอย่างถาวร มันเพียงถูกกดทับด้วยพลังงานที่ตกค้างอยู่ภายในร่างมาเนิ่นนานสี่สิบปี เปรียบเสมือนท่อน้ำที่มีเศษตะกอนอุดตันอยู่ หากระบายออกได้...
"เส้นลมปราณของท่านไม่ได้เสียหายถาวร" กู่ฉางเซิงวิเคราะห์ "มันเพียงถูกกดทับด้วยพลังงานแปลกปลอมที่สะสมมานานสี่สิบปี"
ชายชรานิ่งฟัง
"หากระบายพลังงานตกค้างเ่าั้ออกมาได้ เส้นลมปราณก็จะเปิดออกเอง"
"หมอยาถึงสิบสองคนเคยบอกข้าว่า เส้นลมปราณของข้าถูกทำลายจนไม่อาจฟื้นคืน"
"หมอทั้งสิบสองคนนั้นไม่เคยพบเจอกรณีเช่นนี้มาก่อน" กู่ฉางเซิงกล่าวตรงไปตรงมา "แต่ข้าเคยเจอมาแล้ว แม้บริบทจะต่างกัน แต่หลักการทำงานเหมือนกันทุกประการ"
กรณีของเฉินิเหลียง—ตับที่ถูกพังผืดเกาะกุม การระบายและแหวกเส้นทางมิใช่การทำลาย แต่คือการชำระล้างเอาสิ่งแปลกปลอมออกไป
"เ้ามีขวดดินเผาว่างเปล่าหรือไม่" กู่ฉางเซิงหันไปถามหลินชิงเสวีย
เด็กสาวรีบหยิบขวดว่างออกจากตะกร้าส่งให้โดยไม่เอ่ยถามสิ่งใด
"ข้าจะเริ่มลงมือเดี๋ยวนี้หากท่านยินยอม" กู่ฉางเซิงบอกชายชรา "ทว่าต้องใช้เวลาสองถึงสามชั่วโมง และอาจรู้สึกทรมานอยู่บ้างในระหว่างขั้นตอน"
ชายชราจ้องมองกู่ฉางเซิงครู่ใหญ่
จากนั้นจึงยื่นแขนออกไปด้านหน้า
"เริ่มเลย"
สองชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า
หลินชิงเสวียนั่งมองทุกขั้นตอนที่กู่ฉางเซิงลงมืออย่างไม่คลาดสายตา
คราวนี้มิใช่การฝังเข็มเหมือนที่เคยทำกับเฉินิเหลียง หากแต่เป็กระบวนการที่ผสมผสานการใช้เข็มและการโคจรลมปราณผ่านฝ่ามือ ค่อยๆ ดึงพลังงานที่ตกค้างอยู่ออกจากเส้นลมปราณทีละน้อย อย่างประณีตและใจเย็น
ชายชราสูดหายใจลึกในชั่วโมงแรก ใบหน้าเหยเกด้วยความเ็ปเป็ระยะแต่ไร้เสียงร้องระงม
เข้าสู่ชั่วโมงที่สอง จังหวะหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น ริมฝีปากที่เกร็งตึงเริ่มผ่อนคลาย
กระทั้งเข้าสู่ชั่วโมงที่สาม กู่ฉางเซิงจึงถอนเข็มทั้งหมดออก แล้วลุกขึ้นยืน
"ลองขยับแขนและมือซ้ายดู"
ชายชราค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าๆ ก่อนจะขยับได้เต็มองศา
เขาชักมือกลับมานิ่งค้าง
จ้องมองมือของตนเอง ขยับซ้ำอีกครั้ง และอีกครั้ง...
"สี่สิบปี..." น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ "ข้าไม่อาจขยับมือซ้ายได้สมบูรณ์เช่นนี้มานานถึงสี่สิบปีแล้ว"
กู่ฉางเซิงเก็บเข็มลงกล่อง "ยังไม่อาจหายขาดได้ในทันที ต้องทำการรักษาซ้ำอีกสองถึงสามครั้ง แต่เส้นลมปราณเปิดออกแล้ว"
ชายชรายังคงก้มมองมือตนเองด้วยความตื่นตะลึง
หลินชิงเสวียนั่งอยู่ตรงมุมห้อง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสว่างวูบด้วยประกายบางอย่างโดยที่เธอเองก็ไม่ทันรู้ตัว
ชายชราผู้นี้มีนามว่า เสิ่นเหวย อายุเจ็ดสิบสองปี เขาเป็นักสะสมและพ่อค้าสมุนไพริญญาที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองหลิงหยางได้สิบปีแล้ว
เขามอบขวดบรรจุเกสรสองใบให้แก่กู่ฉางเซิงตามสัญญา และยังมอบให้อีกขวดหนึ่งเพิ่มเป็พิเศษโดยไม่มีเงื่อนไข
"ขวดที่สามนี้มิใช่เกสร" เสิ่นเหวยกล่าว พลางยื่นขวดแก้วเล็กๆ ที่ผนึกด้วยขี้ผึ้งหนาแน่น "มันคือน้ำมันสกัดจากรากของพืชตระกูลเดียวกัน ข้าเป็คนสกัดมันขึ้นมาเองก่อนที่จะล้มป่วยหนักจนทำไม่ไหว สรรพคุณยังไม่อาจแน่ชัด ท่านจงนำไปศึกษาต่อเถิด"
"ขอบพระคุณ"
"ข้าต่างหากที่ต้องขอบพระคุณท่าน" เสิ่นเหวยเอ่ยเสียงเบา ขยับมือซ้ายขึ้นลงราวกับยังไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง "ท่านมีเป้าหมายจะเดินทางไปที่ใดต่อรึ"
"สำนักโอสถอันดับหนึ่ง"
ชายชราชะงักนิ่งไป
"สำนักอันดับหนึ่งรึ..." เขาเอ่ยช้าๆ "สี่สิบปีที่ผ่านมา ข้าเคยเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากที่นั่นถึงสามครั้ง สองครั้งแรกพวกเขาไม่แม้แต่จะเหลียวแล ส่วนครั้งที่สาม หลังจากตรวจอาการแล้ว พวกเขาก็บอกว่าไม่อาจรักษาได้"
"พวกเขาได้บอกเหตุผลหรือไม่"
"บอกว่า อาการป่วยของข้าเกิดจากความประมาทเลินเล่อของตนเอง มิใช่โรคภัยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ" เสิ่นเหวยเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความขมขื่น มีเพียงการระบุข้อเท็จจริง "สำนักอันดับหนึ่งมีกฎว่าจะไม่รับรักษาคนที่ได้รับาเ็จากความผิดพลาดของตนเอง"
ช่างเป็นโยบายที่น่าสนใจ ในแบบที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย
"ท่าน้าเตือนอะไรข้าอย่างนั้นรึ"
"ข้าเพียงอยากบอกว่า สำนักแห่งนั้นมีกฎระเบียบที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าถูกต้อง" เสิ่นเหวยกล่าว "และในบางครั้ง ความถูกต้องก็มิใช่สิ่งเดียวกับความเมตตา"
กู่ฉางเซิงจดจำข้อมูลนั้นไว้ในใจ
พวกเขาก้าวออกจากร้านของเสิ่นเหวยยามบ่ายคล้อย
หลินชิงเสวียเดินเคียงข้างกู่ฉางเซิง เธอกอดขวดสมุนไพรสามใบที่ได้รับมาไว้ในอ้อมอกอย่างระมัดระวัง
"ท่านเสิ่นเหวยทนทุกข์มาตั้งสี่สิบปี" เธอเอ่ยขึ้นเบาๆ "แต่ท่านตากลับตรวจเจอและรักษาเขาได้ในทันที"
"เ้าเห็นว่าข้ารักษาได้ในทันทีรึ"
"ก็..."
"ข้าใช้เวลาไปตั้งสามชั่วโมง และเขาก็ยังไม่หายขาด ต้องรักษาซ้ำอีกหลายรอบ" กู่ฉางเซิงเอ่ย "หากจะวัดว่าเห็นครั้งแรกแล้วรักษาได้ หมอที่ดีทุกคนก็ทำได้ทั้งนั้น—สังเกต ประเมิน วินิจฉัย แล้วลงมือรักษา"
"แต่หมอตั้งสิบสองคนก่อนหน้านี้กลับทำไม่ได้นี่เ้าคะ"
"นั่นเพราะพวกเขามิเคยพบเจอกรณีเช่นนี้มาก่อน ส่วนข้าเคยผ่านประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาก่อน" กู่ฉางเซิงอธิบาย พลางชะลอเท้าลงหน้าร้านน้ำชาข้างทาง "หิวหรือยัง"
"หิวแล้ว"
"เข้ามาสิ"
ร้านน้ำชาขนาดเล็ก มีโต๊ะเพียงไม่กี่ตัว ลูกค้าประปราย กลิ่นชาร้อนและขนมปิ้งอบอวลไปทั่วบริเวณ
กู่ฉางเซิงสั่งชาร้อนและขนมปิ้งสองจาน เขานั่งลงโดยหันหลังให้ผนัง ตามนิสัยเคยชินที่ไม่เคยนั่งหันหลังให้ประตูหรือทางเดิน
หลินชิงเสวียนั่งลงฝั่งตรงข้าม วางขวดสมุนไพรลงบนโต๊ะข้างกายอย่างเบามือ
"ท่านตา" เธอเอ่ยถามขณะรอขนม "เื่ที่ท่านเสิ่นเหวยเล่าเกี่ยวกับสำนักอันดับหนึ่ง... ท่านตากังวลหรือไม่"
"กังวลสิ่งใด"
"กังวลว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับท่านตาเข้าสำนัก"
"หากไม่รับก็แค่ไม่เข้า" กู่ฉางเซิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "สำนักอันดับหนึ่งอาจมีความรู้ที่ข้า้า แต่ความรู้นั้นมิได้เป็ของพวกเขาเพียงผู้เดียวในโลก"
"แล้วถ้าหากพวกเขาปฏิเสธจริงๆ ท่านตาจะทำอย่างไรต่อ"
"ก็หาเส้นทางอื่น"
หลินชิงเสวียจ้องมองใบหน้าของเขาครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตฉายแววครุ่นคิด
"ข้าเชื่อว่าพวกเขาต้องรับท่านตาแน่นอน" ในที่สุดเธอเอ่ยขึ้น
"เพราะเหตุใดรึ"
"เพราะท่านตาประเสริฐเลิศลบเกินกว่าที่พวกเขาจะหาจากที่ใดได้" เธอเอ่ยความจริงใจออกมาตรงๆ โดยไร้เจตนาประจบประแจง
ขนมปิ้งร้อนๆ ถูกนำมาวางส่ง กู่ฉางเซิงหยิบขึ้นมากัดโดยไม่ตอบคำถามใด
เด็กสาวผู้นี้เอ่ยออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่การยกยอ ทว่านั่นมิได้หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไป สำนักที่ก่อตั้งมานานหลายร้อยปี มักจะมีความภาคภูมิใจและทิฐิสูงพอที่จะปฏิเสธสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ
และหมอชราที่มีร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าประหลาดเช่นเขา อาจมิใช่สิ่งที่พวกเขาปรารถนาจะต้อนรับเข้าสำนักก็เป็ได้
ตกค่ำ
ตลาดสมุนไพรในเมืองหลิงหยางเริ่มเงียบสงบลงเมื่อร้านค้าต่างปิดทำการ ทว่าบนถนนยังคงมีผู้คนเดินขวักไขว่ โคมไฟแขวนหน้าร้านบางแห่งส่องแสงสีส้มวูบวาบตามแรงลมเย็น
กู่ฉางเซิงและหลินชิงเสวียเข้าพักในโรงเตี๊ยมขนาดเล็กใกล้ตลาด ห้องพักสะอาดสะอ้าน เตียงนอนไม่แข็งจนเกินไป
กู่ฉางเซิงนั่งลงที่โต๊ะ นำขวดเกสรออกมาเปิดตรวจเช็กอีกครั้ง
เกสรสองขวด น้ำมันรากหนึ่งขวด รวมกับเมล็ดสี่เมล็ดที่มีอยู่เดิม
หากวิเคราะห์โครงสร้างพลังงานของทั้งสามส่วนนี้ แล้วค้นหาสูตรผสมที่เหมาะสมที่สุด—การหลอมปรุงโอสถย้อนวัยที่เขาวางแผนไว้ ย่อมก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าที่คาดคิด
ทว่ายังคงขาดองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง สิ่งที่เขาเรียกว่า 'ตัวกระตุ้น'—สารที่จะช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ให้รวดเร็วขึ้นสิบเท่า
และสิ่งนั้น อาจซุกซ่อนอยู่ในสำนักโอสถก็เป็ได้
ครืด... ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
"เข้ามา"
หลินชิงเสวียผลักประตูเข้ามา ยืนอยู่ตรง threshold ด้วยสีหน้าตึงเครียด
"ท่านตา มีคนยืนเฝ้าอยู่หน้าโรงเตี๊ยมั้แ่ตอนที่เราก้าวเข้ามาแล้ว"
"มีกี่คน"
"สองคน เดินวนเวียนไปมา ไม่ยอมไปไหน"
กู่ฉางเซิงลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง แง้มผ้าม่านออกดูเล็กน้อย
ชายรูปร่างกำยำสองคนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน แกล้งทำเป็พูดคุยกัน แต่สายตากลับชำเลืองมองมาที่ประตูโรงเตี๊ยมเป็ระยะ
มิใช่โจรป่ากระจอก โจรทั่วไปมักกบดานอยู่ในมุมมืด แต่คนพวกนี้กำลังเฝ้าสังเกตและส่งข่าว
"เ้าสังเกตเห็นั้แ่เมื่อใด"
"ตั้งแอกจากร้านท่านเสิ่นเหวยแล้ว"
เสิ่นเหวย—หรืออาจเป็ตลาดสมุนไพริญญาแห่งนี้ มีสายสืบของใครบางคนคอยจับตาดูผู้คนที่ย่างก้าวเข้าร้านค้าที่ของหายากระดับนั้น
"ลงไปชั้นล่าง อยู่ในที่สว่างๆ ไว้" กู่ฉางเซิงบอก "ข้าอยากรู้นักว่าพวกมัน้าสิ่งใด"
หลินชิงเสวียจ้องมองเขา "ท่านตาจะออกไปพบพวกมันหรือ"
"พวกมันต่างหากที่จะเป็ฝ่ายเข้ามาหาเราเอง" กู่ฉางเซิงกล่าว "แค่ต้องรอในจุดที่เหมาะสม"
ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมเป็ห้องโถงพักผ่อนขนาดเล็ก มีเตาผิงตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมโต๊ะเก้าอี้สองสามชุด
กู่ฉางเซิงนั่งลงบนโต๊ะหน้าเตาผิง สั่งชาร้อนมาจิบ
หลินชิงเสวียนั่งลงข้างกาย วางตะกร้าสมุนไพรไว้ใต้โต๊ะอย่างระมัดระวัง
ผ่านไปไม่นาน
กริ๋ง...
เสียงประตูโรงเตี๊ยมเปิดออก ชายสองคนที่เห็นจากหน้าต่างก้าวเข้ามาด้านใน ทำทีเป็ผู้เดินทางแวะพัก ทั้งสองไม่ได้ตรงมาที่โต๊ะของกู่ฉางเซิง แต่นั่งลงที่โต๊ะข้างๆ ห่างออกไปราวสองเมตร พร้อมเอ่ยสั่งสุรา
ทว่าสายตาของคนทั้งคู่กลับคอยชำเลืองมองมาทางกู่ฉางเซิงอยู่เป็ระยะ
กู่ฉางเซิงจิบชา พลางจ้องมองเข้าไปในเปลวไฟในเตาผิง
รอให้พวกมันเป็ฝ่ายก้าวเข้ามาเอง—หากมีจุดประสงค์บางอย่าง พวกมันย่อมต้านทานความโลภไม่ไหวเมื่อเห็นว่าเป้าหมายไม่ได้คิดจะหลบหนี
ยี่สิบนาทีผ่านไป
ชายคนหนึ่งลุกขึ้นยืน เดินตรงมายังโต๊ะของกู่ฉางเซิง
"ท่านคือกู่ฉางเซิงใช่หรือไม่"
กู่ฉางเซิงเงยหน้าขึ้นมอง "ถูกต้อง"
"นายท่านของข้า้าพบท่าน"
"นายของเ้าคือใครรึ"
"เมื่อไปถึง ท่านก็จะทราบเอง"
กู่ฉางเซิงจ้องมองชายผู้นั้น ก่อนจะกวาดสายตาไปยังชายอีกคนที่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะเดิม
"ยามวิกาล ในเมืองที่ไม่คุ้นเคย ให้ตามคนแปลกหน้าไปพบนายที่ไม่รู้จักชื่อ—มีเหตุผลอันใดที่ข้าต้องไปรึ"
ชายผู้นั้นอึกอักไปชั่วครู่ "นายท่านของข้าบอกว่า เื่นี้เกี่ยวข้องกับต้นเทพสังหาร"
ภายในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบสงบไปชั่วขณะ
หลินชิงเสวียไม่ได้เคลื่อนไหว ไม่ได้หันไปมอง ทว่ากู่ฉางเซิงสังเกตเห็นว่ามือที่วางบนโต๊ะของเธอเกร็งแน่นขึ้นเล็กน้อย
ต้นเทพสังหาร—มีคนรู้ว่าเขาเข้าไปในร้านของเสิ่นเหวย หรืออาจจะรู้ข้อมูลลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
"พรุ่งนี้เช้า" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้น "กลับไปบอกนายของเ้าว่า ข้าจะรอพบที่ตลาดกลางเมือง ยามกลางวันแสกๆ หากคิดจะพบข้าจริง"
ชายผู้นั้นมีสีหน้าลังเล "แต่นายท่าน้าพบท่านในคืนนี้..."
"ข้ามิได้เป็บ่าวรับใช้ของนายเ้า" กู่ฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น "พรุ่งนี้เช้า ที่ตลาด หากไม่มา ก็ถือว่าจบกัน"
ชายผู้นั้นถอนหายใจยาว "ข้าจะนำความไปแจ้งนายท่าน" ว่าแล้วก็เดินกลับไปที่โต๊ะ สนทนากับสหายสองสามคำ ก่อนที่คนทั้งคู่จะเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
หลินชิงเสวียรอจนกระทั่งบานประตูเปิดออกและปิดสนิทลง
"พวกมันเป็ใครกัน"
"ยังไม่อาจทราบได้" กู่ฉางเซิงจิบชาที่เหลืออยู่น้อยนิด "แต่ที่แน่ๆ คือ มีคนสะกดรอยตามเรามาจากตลาด ซึ่งหมายความว่า ในตลาดแห่งนั้นมีสายตาคอยเฝ้าสังเกตการณ์และส่งข่าวอยู่ตลอดเวลา"
"พวกมันรายงานเื่ที่ท่านตาซื้อของจากร้านท่านเสิ่นเหวยหรือ"
"หรืออาจเป็เื่ที่ข้ารักษาอาการป่วยให้เสิ่นเหวย" กู่ฉางเซิงวิเคราะห์ "สองเื่นี้ดึงดูดผู้คนคนละประเภทกัน"
"คนประเภทไหนน่ากลัวกว่ากันรึ"
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองกองไฟ
"ขึ้นอยู่กับว่า 'นายท่าน' ของชายผู้นั้น ้าสิ่งใดกันแน่"
กลางดึกสงัด
กู่ฉางเซิงไม่อาจข่มตาหลับลงได้
เขานอนบนเตียงจ้องมองเพดาน รับฟังเสียงความเงียบสงบของเมืองที่ค่อยๆ ดับลงทีละน้อย
ความคิดของเขาวนเวียนอยู่กับคำถามสองประการ—ผู้ใดส่งคนมาสะกดรอยและ้าสิ่งใดกันแน่ และประการที่สองคือ เกสรและน้ำมันรากที่ได้มา จะนำมาใช้ร่วมกับเมล็ดทั้งสี่ได้อย่างไร
ความคิดประการหลังดูจะน่าดึงดูดใจยิ่งกว่า
เกสรดอกไม้—แผ่กระจายพลังงาน ซึมซาบง่าย เหมาะสำหรับใช้เป็ตัวนำพา
เมล็ด—พลังงานอัดแน่น เข้มข้น เหมาะสำหรับใช้เป็แกนกลาง
น้ำมันราก—ยังไม่อาจทราบสรรพคุณแน่ชัด ต้องทำการทดสอบดูอีกครั้ง
หากนำเกสรมาใช้เป็ตัวนำพา แล้วใช้เมล็ดเป็แกนกลาง ควบคุมด้วยแรงปราณ แล้วเข้าสู่ร่างกายในอุณหภูมิที่เหมาะสม—
กึก...
เสียงความเคลื่อนไหวเบาๆ จากภายนอกห้องทำให้ความคิดของเขาหยุดชะงักลงทันที
มิใช่เสียงจากห้องของหลินชิงเสวียที่อยู่ติดกัน
หากแต่เป็เสียงจากนอกหน้าต่าง!
กู่ฉางเซิงนอนนิ่ง เกร็งหูฟังอย่างตั้งใจ
ฟึ่บ... ฟึ่บ...
เสียงฝีเท้าบนหลังคาเบาหวิว ระมัดระวัง ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้หน้าต่างห้องพักเข้ามาทุกที
มีผู้บุกรุก!
เขาลุกขึ้นจากเตียงทันที เงียบเชียบไร้เสียง
ยื่นมือไปหยิบถุงยาข้างเตียง ดึงถุงผ้าที่บรรจุเมล็ดออกมาซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน จากนั้นจึงไปยืนแอบอยู่ข้างประตูห้อง
ฟึ่บ...
บานหน้าต่างถูกดันออกเบาๆ จากภายนอก
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งสนิทอยู่ในความมืดมิด
ชายชุดดำคนหนึ่งห้อยตัวลงมาจากหลังคา ก้าวขาข้ามกรอบหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง
กู่ฉางเซิงรอจนกระทั่งเท้าทั้งสองข้างของผู้บุกรุกแตะลงบนพื้นห้องเรียบร้อยแล้ว
จึงก้าวออกจากมุมมืด!
ฉับ!
ชายชุดดำสะดุ้งสุดตัว หมุนกายกลับมา มือชักดาบสั้นข้างเอวออกอย่างรวดเร็ว!
กู่ฉางเซิงไม่ถอยหนี
เคร้ง!
ดาบสั้นหลุดออกจากฝัก แสงจันทร์จากนอกหน้าต่างสะท้อนคมดาบวาววับ ชายผู้นี้ฝึกฝนมาอย่างดี มิใช่โจรป่ากระจอก
"้าสิ่งใด" กู่ฉางเซิงถามเสียงเย็น
ชายชุดดำไม่เอ่ยตอบ พุ่งกายเข้าหา ดาบสั้นยกขึ้นสูง!
ฟึ่บ!
กู่ฉางเซิงถอยหลังหนึ่งก้าว ยื่นมือคว้าถุงสมุนไพรบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาตั้งรับ!
ฉัวะ!
คมดาบฟันฉับลงมาในแนวเฉียง!
ถุงสมุนไพรรองรับใบดาบ—ผ้าหนาหลายชั้นบวกกับสมุนไพรแห้งที่อัดแน่น ช่วยชะลอแรงฟันลงได้มาก พอให้กู่ฉางเซิงเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียบฉิว!
คมดาบเฉือนถุงสมุนไพรขาดสะบั้น สมุนไพรแห้งกระจายเกลื่อนพื้น กลิ่นฉุนกึกพุ่งเข้าเตะจมูกไปทั่วทั้งห้อง!
แค็ก! แค็ก!
ชายชุดดำชะงักกึก สูดกลิ่นสมุนไพรเข้าไปเต็มปอด!
นั่นคือกลิ่นของ รากเพลิงจิ้งจอก ที่เขาเพิ่งซื้อมาในวันนี้—
ร้อนแรง เข้มข้น และระคายเคืองระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง!
ชายชุดดำไอโขลกๆ อย่างหนัก ร่างกายสั่นสะท้าน หายใจไม่ทัน!
กู่ฉางเซิงอาศัยจังหวะนั้นก้าวฉากออกด้านข้าง ยื่นมือไปคว้าข้อมือที่ถือดาบไว้แน่น แล้วใช้นิ้วกดลงบนจุดยุทธศาสตร์จุดเดิมที่เคยใช้จัดการเต๊กฮวา!
หมับ!
เคร้ง!
นิ้วมือของชายชุดดำชาขึ้นมาทันที ดาบสั้นหลุดจากมือตกกระทบพื้นดังสนั่น!
ก่อนที่ชายผู้นั้นจะทันตั้งตัว กู่ฉางเซิงก็ผลักเขากลับไปทางหน้าต่างด้วยแรงอันน้อยนิดแต่ถูกทิศทาง ส้นเท้าของชายชุดดำชนเข้ากับกรอบหน้าต่าง ร่างหงายหลังเอนออกไปภายนอก!
ปัง!
ประตูห้องถูกกระแทกเปิดออก หลินชิงเสวียพุ่งกายเข้ามา มือถือตะเกียงน้ำมันชูขึ้นสูง!
"ท่านตา!"
เธอเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ชะงักนิ่งไปสองวินาที
จากนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปช่วยใช้กำลังอันน้อยนิดของเธอกดร่างของชายผู้นั้นไว้กับกรอบหน้าต่าง!
ชายชุดดำที่ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงหน้าต่างยังคงไอโขลกๆ ดวงตาแดงช้ำด้วยฤทธิ์ของรากเพลิงจิ้งจอก
กู่ฉางเซิงยืนจ้องหน้าเขา "บอกมา ผู้ใดส่งเ้ามา"
ชายผู้นั้นกัดฟันแน่น ไม่ยอมเอ่ยปาก
"สมุนไพรที่เ้าสูดดมเข้าไปนั่น" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงเรียบ "หากไม่ได้รับการรักษาภายในสองชั่วโมง มันจะเข้าทำลายและทำให้เส้นลมปราณในปอดอักเสบอย่างรุนแรง อาการจะทรุดหนักลงเรื่อยๆ ตลอดทั้งสัปดาห์"
"ข้า... แค่ไอเท่านั้น!" ชายผู้นั้นเค้นเสียงแหบพร่า
"ตอนนี้แค่ไอ" กู่ฉางเซิงยืนยัน "แต่พิษรากเพลิงจิ้งจอกจะสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อ ภายในหนึ่งวันเ้าจะได้รู้ความจริง"
ชายชุดดำจ้องมองกู่ฉางเซิงด้วยความลังเลครู่หนึ่ง
"...ท่านซิวเฉิง!" ในที่สุดเขาก็เค้นเสียงตอบอย่างยากลำบาก "เขาเป็คนในตลาดสมุนไพร... เขา้าเกสรที่ท่านซื้อไป!"
"้าขอซื้อ หรือ้าแย่งชิง"
ชายผู้นั้นเงียบกริบ แต่ความเงียบนั้นคือคำตอบที่ชัดเจนยิ่ง
แย่งชิง—ซึ่งหมายความว่า เกสรที่เสิ่นเหวยขายให้กู่ฉางเซิงนั้น ซิวเฉิงคิดว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะมันมากกว่า
"ข้าจะรักษาให้เ้า" กู่ฉางเซิงกล่าว "หากเ้ายินดีบอกที่อยู่ของซิวเฉิง แล้วไสหัวออกไปจากห้องนี้ซะ"
ชายผู้นั้นลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยอมเอ่ยบอกตำแหน่งที่พักของซิวเฉิงในเมืองหลิงหยาง
กู่ฉางเซิงหยิบสมุนไพรที่เหลืออยู่ในถุง นำมาปรุงเป็ยาน้ำอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที แล้วยื่นส่งให้ชายผู้นั้น
"ดื่มซะก่อนนอน อรุณรุ่งอาการจะดีขึ้น"
ชายชุดดำรับขวดสกัดยาไปด้วยสายตาที่ผสมปนเประหว่างความงุนงงและความซาบซึ้ง จากนั้นจึงไถลตัวออกไปทางหน้าต่างตามเส้นทางเดิมที่ก้าวเข้ามา
หลินชิงเสวียรีบปิดบานหน้าต่างลง แล้วหันกลับมามองกู่ฉางเซิง
"ท่านตายังจะช่วยรักษาคนที่ส่งมาทำร้ายเราอีกหรือ"
"เขาบุกเข้ามาสูดดมรากเพลิงจิ้งจอกเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ" กู่ฉางเซิงอธิบาย พลางกวาดเศษสมุนไพรแห้งบนพื้นเข้ามารวมกัน "หากไม่รักษา ปอดของเขาจะถูกทำลายถาวร"
"แต่เขาตั้งใจมาแย่งชิงของของท่านตานะ"
"ถูกต้อง"
"แล้วเหตุใดท่านตายังต้องช่วยรักษาเขาอีกเล่า"
กู่ฉางเซิงกวาดเศษสมุนไพรใส่ถุงใบใหม่
"เพราะข้าคือหมอ" เขาตอบสั้นๆ "ไม่ว่าคนผู้นั้นจะทำสิ่งใดมาก็ตาม"
หลินชิงเสวียนิ่งฟังประโยคนั้นด้วยใจที่สั่นสะท้าน
เธอนิ่งเงียบไปนานแสนนาน ดวงตากลมโตที่สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง
"ข้าเข้าใจแล้ว" ในที่สุดเธอก็ตอบกลับเสียงเบา
กู่ฉางเซิงหันมามองเธอ
เด็กสาวผู้นี้เพิ่งจะเข้าใจสิ่งที่เขาพยายามจะพร่ำสอนเมื่อ่บ่าย สิ่งที่ว่าจริยธรรมของหมอมิใช่สิ่งที่จักเปิดหรือปิดได้ตามความสะดวก แต่ขณะเดียวกัน ก็มิใช่สิ่งที่จักมาขัดขวางการเดินทางไปสู่เป้าหมาย
ในบางครั้ง คำตอบที่แท้จริงต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง มิใช่เพียงคำบอกเล่า
"ไปนอนได้แล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ย "เช้าตรู่วันพรุ่งนี้ เราต้องไปพบซิวเฉิงผู้นั้น"
หลินชิงเสวียเดินกลับเข้าห้องพักของตนเอง และปิดประตูลงอย่างเบามือ
กู่ฉางเซิงนั่งลงบนเตียง จ้องมองไปยังบานหน้าต่างที่ปิดสนิท
ซิวเฉิงแห่งตลาดหลิงหยาง—ผู้คนที่ส่งคนมาแย่งชิงเกสรไปจากเขา ทั้งที่เป็ของที่เสิ่นเหวยมีสิทธิ์ขายให้แก่ผู้ใดก็ได้ แต่ซิวเฉิงกลับคิดว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น
สิ่งนั้นสะท้อนให้เห็นตัวตนของซิวเฉิง—คนประเภทที่เชื่อว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือผู้อื่น มักจะเป็ผู้ที่มีอำนาจหรืออิทธิพลคอยหนุนหลังอยู่เสมอ
อรุณรุ่งวันพรุ่งนี้ ย่อมจะได้รู้ว่าคนผู้นั้นเป็ใครกันแน่
กู่ฉางเซิงยกมือขึ้นตรวจเช็กถุงผ้าที่บรรจุเมล็ดพืช ทุกอย่างยังคงอยู่ครบถ้วน
ก้าวเข้าใกล้สำนักโอสถไปอีกขั้น และในทุกๆ ก้าว ย่อมต้องเผชิญหน้ากับผู้คนที่ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน
ในโลกใบเก่าที่ข้าจากมา การแก่งแย่งแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรมิเคยเลือนหายไป
โลกใบนี้ก็มิได้แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย
เขาเอนกายลงนอนบนเตียง ค่อยๆ หลับตาลง
กระแสความอบอุ่นอันคุ้นเคยจากพลังลมปราณ โคจรไหลเวียนไปทั่วร่างกายที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทีละน้อยในทุกๆ วัน
หนทางข้างหน้ายังคงอีกยาวไกลกว่าจะถึงเป้าหมาย
ทว่าในทุกๆ ค่ำคืนที่หลับใหล ร่างกายสังขารนี้สามารถฟื้นฟูตนเองได้มากกว่าอดีตที่ผ่านมา
และเพียงเท่านี้ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว...
ยามอรุณรุ่ง แสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องผ่านม่านหมอกจางๆ เข้ามากระทบหน้าต่างห้องพัก กู่ฉางเซิงลุกขึ้นจากเตียง ลมหายใจโปร่งเบา ลมปราณในร่างไหลเวียนสะดวกกว่าเมื่อคืนก่อน เขาก้าวลงเรือนพร้อมหลินชิงเสวีย มุ่งหน้าไปยังพิกัดที่ชายชุดดำเมื่อคืนระบุไว้
บ้านพักของซิวเฉิงตั้งอยู่ในย่านคหบดีทางทิศตะวันออกของเมืองหลิงหยาง ตัวอาคารปลูกสร้างด้วยไม้เนื้อดี กว้างขวาง มีกำแพงหินล้อมรอบแสดงถึงฐานะอันมั่งคั่ง บริเวณหน้าร้านมีเวรยามยืนเฝ้าอยู่อย่างแ่า
กู่ฉางเซิงเดินตรงเข้าไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง หลินชิงเสวียก้าวตามหลังพลางกอดตะกร้ายาไว้แน่น
"หยุดก่อน! พวกเ้าเป็ใคร มีกิจอันใดจึงมาเพ่นพ่านหน้าจวนท่านซิวเฉิง" เวรยามคนหนึ่งะโถาม เสียงแข็งขู่
"ไปบอกนายของเ้า ว่ากู่ฉางเซิงมาพบตามคำเชิญเมื่อคืน" กู่ฉางเซิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ยามผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อกู่ฉางเซิง ก็นึกถึงคำสั่งที่นายท่านกำชับไว้เมื่อคืน จึงรีบเบนสายตามองประเมินหมอชราตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงห้วน "รออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปเรียนนายท่าน"
เพียงไม่นาน ยามผู้นั้นก็เดินกลับออกมาด้วยสีหน้ายำเกรงขึ้นกว่าเดิม "นายท่านให้พวกเ้าเข้ามาได้"
ภายในเรือนกว้างขวาง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สลักราคาแพง กลิ่นหอมของกำยานละมุนอบอวลไปทั่วบริเวณ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมเนื้อดีกำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ประธาน ใบหน้าของเขามีความเย่อหยิ่งทระนงตน ดวงตาสมัยใหม่ฉายแววเ้าเล่ห์แหลมคม
ผู้นี้คือ ซิวเฉิง พ่อค้าสมุนไพรรายใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลในตลาดหลิงหยาง
"ท่านคือกู่ฉางเซิงรึ" ซิวเฉิงวางแก้วชาลง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ "นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเดินทางมาหาข้าถึงเรือนเช่นนี้"
"ท่านส่งคนไปเชิญข้าเมื่อคืน มิใช่หรือ" กู่ฉางเซิงตอบ พลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามโดยไม่รอให้เอ่ยเชิญ
ซิวเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่พอใจในท่าทีไม่เกรงกลัวของหมอชรา "เข้าเื่เลยก็แล้วกัน ข้าทราบมาว่าท่านได้เกสรดอกไม้หายากและน้ำมันรากไปจากร้านของตาแก่เสิ่นเหวย ของพวกนั้น ข้าจองไว้ตั้งนานแล้ว แต่ตาแก่นั่นกลับกล้าแอบขายให้ท่าน"
"เสิ่นเหวยเป็เ้าของ ย่อมมีสิทธิ์ขายให้แก่ผู้ใดก็ได้" กู่ฉางเซิงเอ่ยเรียบๆ "และข้าก็จ่ายเงินซื้อมาอย่างถูกต้อง"
"อยู่ในเมืองหลิงหยางแห่งนี้ ข้าซิวเฉิงอยากได้สิ่งใด ย่อมต้องได้!" ซิวเฉิงตบโต๊ะดัง ปัง! "ของสิ่งนั้นสำคัญต่อการปรุงยาของข้าอย่างยิ่ง จงมอบมันมาให้ข้าเสียดีๆ แล้วข้าจะมอบเงินชดเชยให้ท่านอย่างงดงาม แต่หากยังดื้อดึงอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"
หลินชิงเสวียขยับมายืนข้างกู่ฉางเซิง มือของเธอแตะถุงยาเตรียมพร้อม แม้ในใจจะหวาดหวั่น แต่เธอก็ไม่คิดจะถอยหนี
กู่ฉางเซิงกลับยิ้มบางๆ เป็ยิ้มที่ไร้ซึ่งความกลัวโดยสิ้นเชิง "คนอย่างท่าน มีหรือจะเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของเกสรนั่น ท่าน้ามันเพียงเพื่อนำไปประมูลขายเอาผลกำไร หรือไม่ก็ปรุงยาขยะเพื่อเอาใจพวกขุนนาง"
"เ้า!" ซิวเฉิงหน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห "เป็แค่หมอชราไร้หัวนอนปลายเท้า กล้ามาดูิ่ข้าเชียวรึ! เด็กๆ จัดการมัน!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ยอดฝีมือหกคนในชุดสีเข้มก็พุ่งออกมาจากหลังม่าน ทุกคนถือดาบและกระบี่วาววับ บรรยากาศภายในห้องโถงตึงเครียดขึ้นมาทันที!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ยอดฝีมือสามคนแรกกระโจนเข้าหากู่ฉางเซิงพร้อมกัน คมกระบี่พุ่งเป้าหมายหมายตัดขั้วหัวใจและจุดสำคัญ!
เคร้ง! เคร้ง!
กู่ฉางเซิงไม่แม้แต่จะลุกออกจากเก้าอี้ เขายกถุงสมุนไพรในมือขึ้นกั้นรับคมกระบี่ พร้อมกับโคจรลมปราณผ่านปลาย指 (นิ้ว) สัดเข้าใส่จุดยุทธศาสตร์ของคู่ต่อสู้อย่างแม่นยำ!
ฉึ้ก! ฉึ้ก!
"อั้ก!"
ชายสองคนแรก ร่างกายชากึ้ก ดาบหลุดมือ ล้มตึงลงกับพื้นทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว!
ชายคนที่สามเห็นท่าไม่ดี เบนเป้าหมายพุ่งดาบไปทางหลินชิงเสวียหมายจะจับเป็ตัวประกัน!
"ระวังเ้าค่ะ!" หลินชิงเสวียร้องหลุดปาก แต่เธอมิได้ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เด็กสาวหยิบผงสมุนไพรฤทธิ์แรงในตะกร้าขว้างใส่หน้าชายผู้นั้นทันที!
ฟุ่บ!
ผงยาเข้าตาและจมูก ชายผู้นั้นร้องลั่นด้วยความแสบร้อน "อ๊ากกก! ตาข้า!"
กู่ฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อ ลมปราณอันขุมพลังพุ่งออกจากฝ่ามือ กระแทกร่างของชายผู้นั้นลอยกระเด็นไปอัดกับเสาเรือนดัง ตึง! ก่อนจะหมดสติไป
เหลือยอดฝีมืออีกสามคน พวกเขามองหน้ากันด้วยความตื่นตะลึง ไม่นึกว่าหมอชราท่าทางทรามวัยผู้นี้จะมีวรยุทธ์และปราณกล้าแข็งถึงเพียงนี้!
ย้าก!
ยอดฝีมือทั้งสามตัดสินใจบุกเข้ามาพร้อมกัน หวังใช้จำนวนที่เหนือกว่าสยบกู่ฉางเซิง คมดาบฟันลงมาเป็รูปกากบาท หมายสับร่างหมอชราให้เป็ชิ้นๆ!
สวบ! สวบ!
กู่ฉางเซิงหมุนกายหลบด้วยท่วงท่าแคล่วคล่องเกินวัย เขาซัดเข็มเงินสามเล่มออกจากดรรชนีมือ!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เข็มเงินปักเข้าที่จุดลมปราณสำคัญตรงหน้าอกของชายทั้งสามอย่างเจาะจง!
พรวด!
กระแสลมปราณในร่างของพวกเขาทวนทิศทาง กระอักเืออกมาคำโต แล้วทรุดลงไปกองกับพื้น หมดสภาพที่จะต่อสู้โดยสิ้นเชิง!
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป!
ซิวเฉิงหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา เก้าอี้ที่เขานั่งอยู่สั่นคลอนตามแรงสั่นของร่างกาย
กู่ฉางเซิงค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาซิวเฉิงทีละก้าว เสียงฝีเท้าดัง ตึก... ตึก... สะท้อนก้องในห้องโถงที่เงียบสงัด ราวกับเสียงมัจจุราชที่กำลังขยับเข้าใกล้
"ท่าน... ท่าน้าสิ่งใด! อย่าทำอะไรข้านะ! ข้ามีเงิน! ข้าให้เงินท่านได้!" ซิวเฉิงร้องเสียงสั่น ถอยร่นจนหลังชนกับพิงเก้าอี้
กู่ฉางเซิงหยุดยืนตรงหน้าเขา สายตาเรียบเย็นมองลงมาอย่างพิจารณา "ข้าไม่ได้้าเงินของท่าน ซิวเฉิง ข้ามาที่นี่เพื่อบอกท่านว่า สิ่งใดที่เป็ของข้า ย่อมเป็ของข้า ผู้ใดคิดแย่งชิง ย่อมต้องจ่ายตอบแทนด้วยราคาที่แพงยิ่ง"
ซิวเฉิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยักหน้ารับคำอย่างคนขวัญเสีย "ข้า... ข้าเข้าใจแล้ว! ข้าจะไม่วุ่นวายกับท่านอีกแล้ว!"
"หวังว่าท่านจะจำคำพูดของตนเองไว้" กู่ฉางเซิงกล่าวจบ ก็หันหลังเดินนำหลินชิงเสวียออกจากจวนไป โดยไม่หันกลับไปมองซิวเฉิงที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นอีกเลย
หลินชิงเสวียเดินตามกู่ฉางเซิงออกมานอกจวน ลมหายใจของเธอยังคงตื่นเต้นกับเหตุการณ์การต่อสู้เมื่อครู่
"ท่านตา... วรยุทธ์ของท่านตาสุดยอดมากเลยเ้าค่ะ!" เธอเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็ประกาย "ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดรับมือกับคนตั้งหลายคนได้งดงามและรวดเร็วเช่นนี้มาก่อน!"
"นั่นมิใช่วรยุทธ์อันใดหรอก" กู่ฉางเซิงตอบเรียบๆ ขณะก้าวเดินไปตามถนน "มันคือการเข้าใจโครงสร้างร่างกายและการไหลเวียนของลมปราณ เมื่อรู้จุดอ่อน ย่อมจัดการได้โดยไม่ต้องใช้แรงมาก"
"ข้าอยากเรียนรู้การใช้เข็มและการโจมตีจุดลมปราณแบบนั้นบ้างเ้าค่ะ!" เด็กสาวเอ่ยด้วยความมุ่งมั่น
กู่ฉางเซิงหันมามองเธอเล็กน้อย "เรียนรู้เื่สมุนไพรและการรักษาให้แตกฉานเสียก่อน เมื่อพื้นฐานแข็งแกร่ง เื่พวกนี้ย่อมตามมาเอง"
"เ้าค่ะ!" หลินชิงเสวียพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยม กู่ฉางเซิงสั่งให้หลินชิงเสวียพักผ่อนและเฝ้าระวังอยู่ภายในห้อง ส่วนตัวเขาเข้าห้องพัก นำเกสรดอกไม้ น้ำมันราก และเมล็ดพืชิญญาออกมาวางเรียงบนโต๊ะไม้
อักขระและพลังงานที่แผ่ออกมาจากพืชิญญาทั้งสามชนิดเริ่มตอบสนองต่อกัน กู่ฉางเซิงหลับตาลง โคจรลมปราณในร่างเข้าครอบคลุมวัตถุดิบทั้งหมด
ในจิตของเขา ภาพโครงสร้างโมเลกุลและการกระจายตัวของพลังงานปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เกสรทำหน้าที่เป็ตัวนำพาพลังงานให้ซึมซาบเข้าสู่เซลล์ น้ำมันรากทำหน้าที่เป็ตัวประสานและปรับสมดุล ส่วนเมล็ดพืชคือแกนกลางแห่งการฟื้นฟูย้อนวัย
"ยังขาดองค์ประกอบสำคัญอีกประการ..." กู่ฉางเซิงพึมพำกับตนเอง "ตัวกระตุ้นที่จะทำให้เซลล์เร่งการเจริญเติบโตและฟื้นฟูสภาพได้อย่างสมบูรณ์"
เขาเปิดบันทึกเก่าโบราณที่ได้มาจากเสิ่นเหวยขึ้นอ่าน อักขระโบราณบนหน้ากระดาษเริ่มเด่นชัดขึ้นภายใต้แสงแดด
'ตัวกระตุ้นิญญาแห่งมวลพืช ซุกซ่อนอยู่ในบ่อธาราโอสถ ณ สำนักโอสถอันดับหนึ่ง'
กู่ฉางเซิงยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ข้อสงสัยทั้งหมดเริ่มปรากฏแนวทางที่ชัดเจนขึ้นแล้ว เป้าหมายต่อไปของเขาคือ การก้าวเข้าสู่สำนักโอสถอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์หรืออุปสรรคใดก็ตาม
วันรุ่งขึ้น ทั้งสองออกเดินทางออกจากเมืองหลิงหยาง มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ อันเป็ที่ตั้งของสำนักโอสถอันดับหนึ่ง
ตลอดเส้นทาง ทิวทัศน์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากผืนป่าอันสมบูรณ์กลายเป็เทือกเขาสูงตระหง่าน หมอกขาวปกคลุมยอดเขาตลอดปี ลมปราณในอากาศหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงความเป็ดินแดนแห่งผู้ฝึกตนและนักปรุงยายอดฝีมือ
หลินชิงเสวียเดินเคียงข้างกู่ฉางเซิง สายตาของเธอคอยสังเกตพืชพรรณข้างทาง พลางเอ่ยถามกู่ฉางเซิงเป็ระยะ ซึ่งกู่ฉางเซิงก็คอยอธิบายและสอนแทรกการประเมินผู้คนและสถานการณ์ไปพร้อมๆ กัน
"ท่านตา ข้างหน้านั่นคือทางขึ้นเขาใช่หรือไม่เ้าคะ" หลินชิงเสวียชี้มือไปที่เส้นทางขรุขระที่ลาดสูงขึ้นไปบนเขา
"ถูกต้อง" กู่ฉางเซิงตอบ "สำนักโอสถตั้งอยู่บนยอดเขานั่น การเดินทางขึ้นไปมิใช่ง่ายๆ นอกจากเส้นทางที่ชันแล้ว ยังมีค่ายกลลมปราณและปราการธรรมชาติต่างๆ ที่สำนักสร้างไว้เพื่อทดสอบผู้มาเยือน"
"ข้าพร้อมแล้วเ้าค่ะ!" หลินชิงเสวียเอ่ยด้วยความมั่นใจ
กู่ฉางเซิงพยักหน้าเบาๆ ทั้งสองเริ่มก้าวเดินขึ้นสู่เส้นทางเขาอันสูงชัน
ยิ่งเดินสูงขึ้นไป อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นลงเรื่อยๆ หมอกเริ่มหนาแน่นจนมองเห็นทางข้างหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าว ทันใดนั้น กระแสลมปราณรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน!
ฟิ้ว... ฟิ้ว...
ลมพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง เสียงพายุหมุนดังสะท้านไปทั่วบริเวณ เส้นทางที่เคยชัดเจนกลับขยายกว้างและสลับซับซ้อนขึ้น ราวกับว่าพวกเขากำลังเดินอยู่ในเขาวงกตที่ไร้จุดจบ!
"ท่านตา! ทางข้างหน้าหายไปแล้วเ้าค่ะ!" หลินชิงเสวียร้องบอกด้วยความใ เมื่อเห็นว่าเส้นทางเดินถูกหมอกหนาปกคลุมจนมืดแปดด้าน
"นี่คือ ค่ายกลหมอกมายา" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงเรียบ "เป็ค่ายกลด่านแรกของสำนักโอสถ เพื่อป้องกันมิให้คนนอกก้าวรุกรานเข้ามาได้ง่ายๆ"
"แล้วเราจะผ่านไปได้อย่างไรเ้าคะ"
"ค่ายกลมายาใช้การหลอกลวงประสาทัั" กู่ฉางเซิงอธิบาย พลางยื่นมือไปแตะที่ไหล่ของหลินชิงเสวีย "อย่าใช้สายตาในการมอง แต่จงใช้การรับรู้ลมปราณนำทาง"
กู่ฉางเซิงหลับตาลง หลับตาลงััถึงสายลมและการไหลเวียนของปราณธรรมชาติในค่ายกล ในจิตของเขา เขาวงกตและหมอกมายาถูกถอดรหัสออกเป็เส้นสายพลังงานที่ชัดเจน
"ตามข้ามา อย่าห่างตัว"
กู่ฉางเซิงก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ หลินชิงเสวียก้าวตามหลังไปติดๆ ทุกก้าวที่กู่ฉางเซิงเดิน มักจะเลี่ยงจุดที่พลังงานค่ายกลปั่นป่วนได้อย่างแม่นยำ
วูบ... วูบ...
เงาร่างของอสูรหมอกปรากฏขึ้นรอบตัว ส่งเสียงคำรามขู่ขวัญทว่ากู่ฉางเซิงกลับเดินผ่านไปราวกับมองไม่เห็นพวกมัน เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งเ่าั้เป็เพียงภาพมายาที่สร้างขึ้นเพื่อข่มขวัญจิตใจ
หลังจากเดินนำทางอยู่ราวครึ่งยาม หมอกหนาก็เริ่มเจือจางลง แสงสว่างจ้าสาดส่องลงมาจากเบื้องบน เส้นทางหินกว้างใหญ่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับบันไดหินตระหง่านยาวเหยียดที่ทอดตัวขึ้นสู่ยอดเขา
เบื้องบนสุดของบันไดหิน ประตูเมืองขนาดมหึมาที่สร้างจากไม้สักโบราณสลักลวดลายลึกลับปรากฏแก่สายตา เหนือประตูมีป้ายหินขนาดใหญ่เขียนอักษรสีทองเปล่งประกายบารมี
'สำนักโอสถอันดับหนึ่ง'
หลินชิงเสวียสูดหายใจเข้าลึกด้วยความทึ่ง "ในที่สุดเราก็มาถึงแล้วเ้าค่ะ!"
กู่ฉางเซิงมองไปที่ประตูสำนัก ดวงตาฉายแววครุ่นคิด ลมปราณที่แผ่ออกมาจากสำนักแห่งนี้ทรงพลังและเข้มข้นยิ่งกว่าที่ใดๆ ที่เขาเคยพบมา
ทว่าตรงหน้าประตูสำนักกลับมีศิษย์ในชุดสำนักสีขาวสะอาดตาจำนวนสี่คนยืนเฝ้าอยู่ สายตาของพวกเขาจับจ้องลงมายังกู่ฉางเซิงและหลินชิงเสวียด้วยแววตาเหยียดหยามและเ็า
"ผู้ใดมาเยือนสำนักโอสถอันดับหนึ่ง!" ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยะโลงมา เสียงดังเปี่ยมด้วยปราณ "ที่นี่มิใช่สถานที่ที่คนนอกจะมาก้าวรุกรานได้ตามใจชอบ จงถอยกลับไปเสีย!"
กู่ฉางเซิงก้าวขึ้นบันไดหินไปทีละขั้น จนกระทั่งหยุดยืนอยู่หน้าประตูสำนัก "ข้าคือกู่ฉางเซิง มาที่นี่เพื่อขอพบท่านผู้าุโหรือผู้ดูแลสำนัก"
ศิษย์หัวหน้าเฝ้าประตูมองกู่ฉางเซิงั้แ่หัวจดเท้า เห็นเพียงหมอชราท่าทางซูบผอมและเด็กสาวแต่งตัวธรรมดา ก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน "หมอชราไร้ชื่อเสียงเช่นเ้า มีสิทธิ์อันใดมาขอพบผู้าุโแห่งสำนักโอสถ! จงไสหัวกลับไปเสียก่อนที่พวกข้าจะใช้กำลังไล่!"
หลินชิงเสวียหน้าตึงด้วยความโมโห "พวกท่านอย่าได้ดูถูกท่านตานะ! ท่านตาของข้ามีความสามารถยิ่งกว่าหมอในเมืองหลิงหยางเสียอีก!"
"ฮ่าๆๆ! เด็กน้อยปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้ามาคุยโตหน้าประตูสำนักโอสถรึ!" ศิษย์ผู้นั้นชักดาบข้างเอวออกมาครึ่งหนึ่ง "ข้าเตือนพวกเ้าเป็ครั้งสุดท้าย จงถอยไป!"
กู่ฉางเซิงมิได้แสดงอารมณ์โกรธเคือง เขาเพียงยกยิ้มบางๆ "สำนักอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน กลับฝึกสอนศิษย์ให้มีตาหงส์แต่กิริยาเหมือนหมาเฝ้าบ้านเช่นนี้เองหรือ"
"เ้ากล้าดูิ่สำนักโอสถรึ! รนหาที่ตาย!"
ศิษย์ทั้งสี่คนโกรธจัด ชักดาบออกจากฝักพร้อมกัน พุ่งกายลงมาจากบันไดหินหมายจะจัดการกู่ฉางเซิงให้สิ้นซาก!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
คมดาบสี่เล่มฟันแทงลงมาจากสี่ทิศทาง เปี่ยมไปด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่งของศิษย์สำนักใหญ่!
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งสนิท ไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย เขาสูดหายใจเข้าลึก โคจรพลังปราณภายในร่างหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว!
ตูม!
คลื่นพลังปราณอันมหาศาลแผ่พุ่งออกจากร่างของกู่ฉางเซิง ราวกับระลอกน้ำป่าไหลทะลัก!
กระแสลมอันรุนแรงพัดกระแทกร่างของศิษย์ทั้งสี่คนจนดาบในมือหลุดบิน ร่างของพวกลอยกระเด็นกลับไปอัดกับประตูสำนักดัง ตึง! ก่อนจะร่วงลงมานอนร้องครวญครางด้วยความเ็ป!
"อั้ก... พลังปราณอะไรกันเนี่ย!"
"หมอชราผู้นี้... ไม่ธรรมดา!"
กู่ฉางเซิงเอามือไพล่หลัง ก้าวเดินขึ้นบันไดหินไปอย่างสง่างาม หลินชิงเสวียก้าวตามหลังมาด้วยความภาคภูมิใจ
เื้ัประตูสำนัก เสียงกระดิ่งเตือนภัยดังขึ้นอย่างกังวาน กัง... กัง... กัง... แสดงถึงการบุกรุกของยอดฝีมือ!
ศิษย์และผู้าุโในสำนักโอสถจำนวนมากเริ่มพุ่งกายออกมาจากทิศต่างๆ ล้อมรอบกู่ฉางเซิงและหลินชิงเสวียไว้แ่า!
การเดินทางมาถึงสำนักโอสถอันดับหนึ่งของกู่ฉางเซิง มิได้จบลงด้วยการต้อนรับอย่างมีไมตรี หากแต่เริ่มต้นด้วยการประลองกำลังและความรู้ที่จะะเืไปทั่วทั้งสำนัก!