ที่ราบอันกว้างใหญ่ของแผ่นดินจงหยวน ในห้วงเวลาอันมืดมนและหนาวเหน็บ แผ่นดินจงหยวนเคยเปล่งประกายเจิดจรัสด้วยพลังปฐมแห่งฟ้าดิน ทว่าบัดนี้กลับเสื่อมโทรมลงจนไม่เหลือเค้าโครงแห่งความรุ่งเรืองดังเช่นในอดีต
แม่น้ำลำธารที่เคยไหลเย็นฉ่ำกลับกลายเป็แผ่นดินแห้งแล้ง ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์อันอบอุ่นบัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหนาเทาหม่นที่ไม่มีท่าว่าจะจางหาย ลูกหลานชาวจงหยวนทุกคนต้องทนต่อความหนาวเหน็บและความหิวโหยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีแสงสว่างใดพอที่จะทำให้ต้นไม้ผลิดอกออกผล ผู้คนต่างพากันอดอยากและสิ้นหวัง ดูประหนึ่งว่าเสียงลมหายใจของแผ่นดินแห่งนี้จะอ่อนแรงลงและใกล้จะหมดสิ้นลงไปทุกที
ที่ใจกลางแผ่นดินอันเสื่อมโทรม
พระราชวังแห่งต้าถังยังคงตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ฮ่องเต้แห่งต้าถัง หลี่หยวน ผู้เป็เสมือนแสงสุดท้ายของชาวถัง พระองค์ยังคงยึดมั่นอยู่ที่พระราชวังทรุดโทรมเพื่อคอยบัญชาการต่อต้านศัตรูและบรรเทาทุกข์บำรุงสุขให้แก่ชาวประชา
ชายชราหน้าตาธรรมดาผู้นี้แม้ดูเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง หากแต่ยังคงเป็แสงสว่างดวงเล็กๆ ในโลกอันมืดมน พระองค์นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ครั้งหนึ่งเคยงดงามและประดับประดาไปด้วยอัญมณีมากมายตระการตา แต่มาบัดนี้บัลลังก์ที่ว่านั้นกลับมีรอยร้าวและฝุ่นเขรอะเกาะจับ ไร้ซึ่งสิ่งสวยงามดังเช่นในอดีต
แม้กระนั้น พระราชวังแห่งต้าถังยังคงเป็แหล่งยึดมั่นสุดท้ายของชาวจงหยวน เป็ความหวังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด บรรดาขุนนางและผู้กล้าหาญยังคงมารวมตัวกันที่นี่เพื่อหาทางคืนความรุ่งเรืองให้แก่แผ่นดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้แล้ว ชาวบ้านผู้ยากไร้ต่างก็หวังว่าฮ่องเต้ที่พวกเขาเทิดทูนสุดหัวใจจะสามารถนำพาพวกเขาผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ แม้ในยามที่พลังปฐมแห่งฟ้าดินจะเลือนลางก็ตาม ด้วยพลังแห่งความศรัทธา พวกเขายังคงยึดมั่นในความหวังนี้และร่วมมือกันคนละเล็กคนละน้อยเพื่อฟื้นฟูแผ่นดินจงหยวนให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง
…
ใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงบน เทือกเขาตะวันออก ที่ทอดยาวจากเหนือลงใต้ พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังธรรมชาติอันลึกลับน่าหลงใหล ยากจะบรรยายหากมิได้มาััด้วยตนเอง กระแสลมเย็นที่พัดผ่านยอดเขา รวมถึงต้นไม้โบราณสูงใหญ่ที่ปกคลุมอยู่ทุกหนแห่ง อีกทั้งเสียงน้ำตกที่ดังก้องสะท้อนในหุบเขา ล้วนดุจเสียงดนตรีที่ธรรมชาติบรรเลงเพื่อให้ผู้คนได้ััถึงท่วงทำนองแห่ง์ ทำให้เทือกเขาแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวา อากาศดีตลอดทั้งปี ทว่าสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี้ดูเหมือนจะขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความเสื่อมโทรมของแผ่นดินจงหยวนด้านนอกหุบเขา
ในซอกมุมหนึ่งของเทือกเขาตะวันออกอันเงียบสงบ มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในหมอกหนาทึบ หมู่บ้านนี้คือที่อยู่อาศัยของ ตระกูลฟาง ตระกูลเล็กๆ ที่ไม่มีใครพูดถึงมากนัก
ผู้คนในตระกูลประกอบด้วยสมาชิกร้อยกว่าคน แต่ละคนมีความสามารถพิเศษในการเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งพวกเขามีความรู้ลึกซึ้งในเื่สมุนไพรและการรักษาด้วยวิถีธรรมชาติ ความรู้และความสามารถเหล่านี้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่มีการบันทึกเป็ลายลักษณ์อักษร แต่ทุกอย่างยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างเคร่งครัดภายในตระกูล
แม้ว่าตระกูลฟางจะเป็ตระกูลเล็กๆ ที่ไม่มีใครพูดถึงมากนัก ทว่าพวกเขากลับมีอิทธิพลต่อผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงอย่างแปลกประหลาด ทุกครั้งที่มีคนเจ็บป่วยหรือาเ็ ตระกูลฟางมักจะให้การช่วยเหลือรักษาให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์และไม่หวังผลตอบแทน ทำให้พวกเขาได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนในพื้นที่ไม่มากก็น้อย แม้จะเป็ตระกูลที่เล็กและไม่มีใครพูดถึง แต่ตระกูลฟางยังคงดำรงชีวิตอย่างสงบสุขและเป็ที่พึ่งพาของผู้คนรอบๆ เทือกเขาเสมอมา
ฟางหลง หลานชายคนเดียวของผู้นำตระกูลในรุ่นปัจจุบัน แน่นอนว่าด้วยฐานะของเขาย่อมต้องเป็ที่เคารพนับถือของผู้คนในตระกูล ทว่า ด้วยนิสัยติดสุรางอมแงมของเขาจึงทำให้ญาติพี่น้องและบ่าวรับใช้ต่างพากันเอือมระอา
แต่สำหรับ ฟางจื่อเหลียน แล้วเขากลับไม่รู้สึกเช่นนั้นเพราะเขาล่วงรู้ความลับทุกอย่างของนายน้อยผู้นี้ดี ั้แ่เล็กจนโตเขาก็คือผู้พิทักษ์และสหายสนิทคนเดียวที่คอยติดตามข้างกายตลอดเวลา หรือจะเรียกได้ว่าเป็ สหายในคราบผู้พิทักษ์ ก็คงไม่ผิด…
ยอดเขาด้านหลังตระกูลฟาง
ฟางจื่อเหลียนนั่งกอดอกมองดูนายน้อยของตนที่กำลังง่วนอยู่กับการรินสุรา เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ เหตุใดอีกฝ่ายถึงชอบมานั่งร่ำสุราอยู่บนยอดเขาเตี้ยๆ แห่งนี้ที่ซึ่งไม่มีหลังคาหรือร่มไม้ไว้บังน้ำค้างในยามกลางคืน
“เ้ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่าอะไร? มาๆ มาดื่มกับข้าสักอึกสองอึก มิเช่นนั้นก็กลับไปนอน ไม่ต้องมานั่งเฝ้าข้าหรอก!”
ท่ามกลางความเงียบเสียงแตกหนุ่มของฟางหลงดังขึ้น เพราะเขานึกสงสารอีกฝ่ายที่ต้องมาทนทุกข์นั่งสัปหงกอยู่บนยอดเขากับตนจนดึกดื่นค่อนคืน
“ตกดึกทีไรท่านก็ชอบแอบมากินดื่มอยู่ที่นี่ แล้วจะไม่ให้ข้าเป็ห่วงได้อย่างไร” ฟางจื่อเหลียนเอาคางเกยด้ามกระบี่ตอบกลับแล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
ฟางหลงส่ายหน้าอ่อนใจที่อีกฝ่ายไม่ยอมร่ำสุรากับตน
ยามดึกคืนนี้บนยอดเขาเตี้ยๆ แห่งนี้มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น ฟางหลงถอนหายใจแล้วทอดสายตามองลงไปยังที่ตั้งตระกูลอันเงียบสงบด้านล่างด้วยสีหน้าเงียบขรึม แม้ว่าเขาจะมองโลกในแง่ดีมาโดยตลอด ทว่าตลอดชีวิตของเขา ฟางหลงไม่เคยััประสบการณ์การนอนหลับแบบคนปกติเลยสักครั้ง แล้วจะไม่ให้เขาต้องถอนหายใจได้อย่างไร?
แน่นอนว่าร่างกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตนั้นไม่้าการพักผ่อนถือเป็พรจาก์อย่างหนึ่ง แต่ทว่าความเหนื่อยล้าทางใจกลับสะสมเพิ่มขึ้นอย่างหนักหน่วง พร์ที่เขาได้รับมานี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้ ฟางหลงไม่เคยมองพร์ของตนในแง่ดี เขากลับมองมันเป็ปัญหาที่แก้ไม่ตกจนต้องอาศัยสุราเพื่อทำให้ตนเมามายจนหลับไป
และด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นายน้อยผู้ไม่เอาไหนแห่งตระกูลฟาง
แน่นอนว่าการเป็หลานชายของผู้นำตระกูลย่อมต้องไม่ธรรมดา เขามีความสามารถพิเศษในการใช้ยันต์ แม้ว่าวิชาประจำตระกูลจะเป็วิชากระบี่ก็ตาม ในทุกการต่อสู้ฟางหลงมักจะเรียกใช้ยันต์เพื่อโจมตีและป้องกันตัวเอง จนผู้คนรอบข้างต่างขนานนามเขาว่า “ปรมาจารย์ยันต์ตัวน้อย” แม้ว่าฉายานี้จะฟังดูแปลกๆ แต่เขาก็ยังยิ้มรับอย่างภาคภูมิใจ
ค่ำคืนหนึ่ง ฟางหลงนั่งอยู่หน้ากองไฟ ในขณะดวงตากลมโตเริ่มเหม่อลอยด้วยฤทธิ์สุราข้าวเหนียวหมัก เสียงแตกเนื้อหนุ่มของเขาก็เพ้อรำพันขึ้นมาเบาๆ
“หากว่าข้านอนหลับได้แบบคนปกติก็คงจะดี…สุราข้าวเหนียวไหนี้…หวังว่าจะช่วยทำให้ข้าหลับได้บ้าง…”
ว่าแล้วฟางหลงก็หยิบไหสุราสีขาวเคลือบมันอย่างดีขึ้นมา แล้วยกกระดก ดื่มเอาของเหลวในนั้นลงคอไปอย่างช้าๆ โดยหวังว่าสุราข้าวเหนียวหมักสมุนไพรที่เขาลงมือหมักด้วยตนเองไหนี้จะทำให้เขาหลับใหลไปได้สักพัก
แม้จะเป็เพียง่เวลาสั้นๆ ก็ตาม
แน่นอนว่าการได้นอนหลับไม่ใช่เื่ง่ายสำหรับเด็กหนุ่มผู้มีพลังชีวิตเต็มเปี่ยมเช่นเขา สิ่งที่เขา้าไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการปลดปล่อยจากความทุกข์ที่สั่งสมอยู่ในใจก็เท่านั้นเอง
…
ในยามรัตติกาลที่ดวงจันทร์เต็มดวงลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าเหนือสามพิภพ กองทัพ์และกองทัพมารได้เผชิญหน้ากันในศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่แผ่กระจายไปทั่วเป็วงกว้าง
ดวงตาของเหล่านักรบทั้งสองฝ่ายฉายแววแห่งความมุ่งมั่น ความเคร่งเครียดที่ปรากฏเริ่มทวีความรุนแรงดุจพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ ท่ามกลางเมฆหมอกที่ปกคลุมท้องฟ้าแห่งพิภพ์และพิภพปีศาจ อากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งการต่อสู้และความเคียดแค้น
กองทัพ์ นำโดยเทียนตี้าา์ ส่วนกองทัพมารและปีศาจที่อยู่อีกฟากฝั่งถูกนำโดยจอมมารอันแสนชั่วร้าย กองทัพอันยิ่งใหญ่ทั้งสองกำลังประจันหน้ากันอย่างไม่เกรงกลัว
ในระหว่างนี้ เสียงคำรามของเหล่าอสูรปีศาจดังก้องไปทั่วสนามรบอยู่เป็ระยะ ขณะเดียวกันอีกฝั่งหนึ่งบนฟากฟ้าเสียง
แม่ทัพ์ก็กำลังสั่งการให้กองทัพของตนตระเตรียมความพร้อม
เมื่อลมพัดหวิวๆ ผ่านใบหญ้า ความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งมาถึงยามรุ่งอรุณที่หมอกควันยังคงปกคลุมทั่วทั้งสามพิภพ
ศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความโกรธแค้นต่อกันจนสุกงอม ในที่สุดเสียงกู่ร้องของนักรบทั้งสองฝ่ายก็ดังขึ้น เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วทั้งผืนฟ้าและผืนดิน เสียงกระหึ่มของอาวุธปะทะกันราวกับเสียงเพลงแห่งาที่ไม่มีวันสิ้นสุด
สูงขึ้นไปบนก้อนเมฆห่างจากกองทัพด้านล่างอยู่พอควร ท้องฟ้าสีครามเข้มตัดกับแสงสีทองที่เริ่มลามเลียขอบฟ้า สรรพสิ่งดูเหมือนจะหยุดนิ่งในห้วงเวลานี้ ยกเว้นเพียงดวงตาสองคู่ที่ส่องประกายไฟแห่งความเกลียดชังและความมุ่งมั่น
จอมมารยืนตระหง่านอยู่บนเมฆสีดำที่หมุนวนราวกับพายุ ความมืดมิดค่อยๆ แผ่ซ่านคล้ายกับงูพิษที่คอยเลื้อยลามไปทั่ว อาภรณ์สีดำของเขาพลิ้วไหวตามลม ม่านตาสีแดงฉานจ้องมองไปยังเทียนตี้าา์ที่ยืนอยู่บนก้อนเมฆสีทองอีกฝั่งหนึ่ง เทียนตี้ าา์ในเครื่องทรงสีขาวสะอาดดุจหิมะ มองกลับด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงบและความเชื่อมั่นที่ไม่มีวันสั่นคลอน
“ถึงเวลาแล้วที่เ้าต้องติดตามเหล่าเทพพวกนั้นไป”
จอมมารกล่าวเสียงเ็าเหมือนน้ำแข็งที่กัดกร่อนความอบอุ่น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ใจของเขารุ่มร้อนเหมือนลาวาในูเาไฟที่พร้อมะเิ
“ความมืดมิดของเ้าจะไม่สามารถครอบงำแสงสว่างได้”
เทียนตี้ ตอบกลับด้วยเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่นราวกับน้ำตกที่ไหลผ่านหินผา สายตาของเขายังคงส่องแสงแห่งความหวังและความตั้งใจที่ไม่มีวันพ่ายแพ้
ทั้งสองสั่นไหวร่างกายและเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะ เสียงดาบและศาสตราวุธที่ปะทะกันก้องสะท้อนผ่านหุบเขา ราวกับเสียงเพลงที่บรรเลงในยามเช้า
ทุกการปะทะเป็ดั่งประกายฟ้าแลบที่ส่องแสงสว่างในความมืด ทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันรุกและรับ ไม่มีใครยอมแพ้ ไม่มีใครหยุดยั้ง จนกระทั่งเสียงของการต่อสู้เบื้องล่างเริ่มเบาลง ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของจอมมารและเทียนตี้ รอคอยผลลัพธ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกใบนี้ตลอดกาล
ท่ามกลางมวลพลังที่หมุนวนอยู่บนหมู่เมฆ จู่ๆ เสียงกรีดร้องของบางสิ่งบางอย่างก็แหวกอากาศดังขึ้นมา
เพียงไม่นานแสงสว่างวาบของ ค่ายกลคันศรวัฏจักร ที่ถูกใช้โดยเทียนตี้สะท้อนต้องแสงจันทร์ สร้างภาพลวงตาเหมือนพลุที่ะเิในท้องฟ้า จอมมารผู้ทรงพลังยืนอยู่กลางสนามรบ แววตาเต็มไปด้วยความดุร้าย ทว่าภายในใจกลับรู้สึกถึงความกลัวที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ข้าไม่คาดคิดเลยว่า อาวุธเทพ เมื่อหมื่นปีก่อนยังคงถูกเก็บรักษาอย่างดีในมือของเ้า!” เสียงเ็านั้นฟังดูเยือกเย็นแต่แฝงไว้ด้วยความใ
“ข้าจะไม่พ่ายแพ้!”
จอมมารคำรามเสียงดังจนพื้นดินสั่นไหว
เทียนตี้ผู้เป็าาแห่ง์ไม่แสดงความลังเลแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นสู่ฟากฟ้า ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อเรียกพลังจากดวงดาราและหมู่มวลสรรพสิ่งมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับค่ายกลคันศรวัฏจักร
เสียงของมวลพลังที่รวมตัวกันดังกึกก้องทั่วทั้งสามพิภพ จอมมารรู้ดีว่านี่คือจุดจบของตนเอง ในขณะที่มวลพลังของคันศรกำลังพุ่งเข้ามา…
เสี้ยววินาทีแห่งความเป็ตายก่อนที่ร่างของตนจะถูกทำลาย จอมมารผู้เ้าเล่ห์ได้ตัดสินใจลอบส่ง เศษเสี้ยวดวงจิต เข้าไปในร่างของ แม่ทัพเผ่ามาร ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของสนามรบ
“เ้าจงสืบทอดเจตนารมณ์ของข้า และจงรอคอยวันที่ข้าจะกลับมาใหม่อีกครั้ง”
เสียงกระซิบเยือกเย็นดังขึ้นในจิตใจของแม่ทัพเผ่ามารเป็ครั้งสุดท้ายก่อนร่างจะหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความหวังและความมุ่งมั่นในหัวใจของแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์
อีกฟากฝั่งหนึ่ง เฮยเมิ่ง แม่ทัพเผ่ามารผู้นั้น หลังจากตระหนักได้ว่าเ้านายของตนกำลังสลายหายไปด้วยอานุภาพแห่งอาวุธเทพา มันผู้เป็แม่ทัพของเผ่ามารก็เริ่มแสดงสีหน้าเคร่งเครียด มันผละการต่อสู้ออกจาก ัมรกต ที่อยู่ตรงหน้าแล้วเงยหน้ามองบางสิ่งบางอย่างที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความหวาดกลัว…
ท่ามกลางท้องนภาเกิดเสียงกระหึ่มดั่งฟ้าร้อง ค่ายกลคันศรวัฏจักรกำลังหมุนวนด้วยความเร็วดั่งพายุหมุนแห่งการทำลายล้าง แม้ว่าพลังของมันจะอ่อนลงกว่าเมื่อครู่นี้มาก แต่สำหรับมันแล้วก็ยังถือว่าเป็ดาวพิฆาตตัวฉกาจที่ไม่มีวันต่อต้านได้
เงาของคันศรทอดผ่านเนินดินและหินผาที่กระจัดกระจาย ราวกับคมมีดที่กรีดผ่านอากาศ แม่ทัพของเผ่ามารยืนหยัดอยู่ท่ามกลางสนามรบ ร่างสูงใหญ่ร่างนั้นเปรียบดั่งภูผาที่มั่นคง แม้ในยามที่ความตายกำลังจะพุ่งเข้ามาถึงตัว
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ตายนั้น จู่ๆ ดวงตาของแม่ทัพกลับฉายแววเคร่งขรึม มันย่อมรู้ดีว่าค่ายกลนี้ไม่มีทางหนีรอดได้ ในใจจึงเกิดความสงบนิ่งดั่งสายน้ำที่ไหลลึก
แม่ทัพผู้หาญกล้าหลับตาลงกลั้นหายใจเพียงชั่วขณะ จิตใจเต็มไปด้วยภาพแห่งอดีตและภารกิจที่ยังไม่ลุล่วง
ใน่เวลานั้น เสียงแหวกอากาศของัมรกตหนุ่มที่กำลังหลบหนีออกไปได้เข้ามากระทบสองหู
ทันใดนั้น ดวงตามืดมนคู่นั้นก็เปิดออกเร็วพลัน มันไม่ลังเลอีกต่อไปจึงกัดฟันกดมือลงไปที่หน้าอกของตนแล้วควักเอาบางสิ่งบางอย่างออกมา
ของสิ่งนั้นมันคือ เสินดั้งเดิม ที่เป็ดั่งหัวใจ เป็ของสำคัญที่ติดตัวมาแต่เกิด
เสินดั้งเดิมดวงนั้นเปล่งแสงมืดทมิฬวาบวับหลุดลอยออกจากกรงเล็บคมกริบแล้วพุ่งเข้าใส่ัมรกตที่อยู่เบื้องหน้าไม่ไกล ราวกับลูกศรที่ถูกยิงจากสายธนู
ไม่มีใครรู้ว่าแม่ทัพผู้โเี้ผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
ทว่าวินาทีถัดมา เสียงคำรามของค่ายกลคันศรวัฏจักรพลันดังก้องกังวานไปทั่วสนามรบ ในขณะที่เสินดั้งเดิมพุ่งเข้าปะทะกับัมรกตอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้