ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๐๔ ตบเกรียน (re-edition)

            เสียงโห่ร้องจากพระราชวังหลวงดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง ผู้ชมนับหมื่นๆ ยังปักหลักอยู่บนอัฒจันทร์ ทั้งโอริสนครต่างมุ่งความสนใจมาที่ลานประลองแห่งนี้

            การประลองยุทธ์ดำเนินมาถึงบ่ายแก่ๆ ภายในวงแหวนเรืองแสงสีแดงพบเห็นเงาวูบๆ วาบๆ ของสองยอดยุทธ์กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

            .. แคร๊ง ! แคร๊ง ! แคร๊ง ! คร๊างงงง ! .. เสียงปะทะของอาวุธ พร้อมพลังอัคคีและปราณสีเขียวกระแทกออกด้านข้างอย่างรุนแรง

            หลังจากแลกอาวุธกันชุดใหญ่ ร่างทั้งสองก็ผละออกมาหยุดยืนจ้องมองซึ่งกันและกัน

            หนึ่งเป็นยอดยุทธ์หนุ่มรูปร่างผอมโย่งในชุดแดงเพลิง ถือสองห่วงทองเหลืองอยู่ในมือซ้ายขวา ห่วงอันหนึ่งมีขนาดเส้นศูนย์กลางหนึ่งศอก อีกอันหนึ่งมีขนาดเล็กกว่ากึ่งหนึ่ง

            อีกหนึ่งเป็นยอดยุทธ์ร่างสันทัด โพกหัวสวมชุดเนื้อผ้าบางเบาสีเขียวเข้ม ในมือถือทวนปลายเป็นโลหะแหลมยาว ประดับด้วยภู่ขนจามรีสีเขียวสด ตั้งท่าเตรียมพร้อมหันปลายทวนไปยังคู่ต่อสู้

            ยอดยุทธ์ชุดแดงหอบเล็กน้อย แสยะปากกล่าวว่า “.. เพลงทวนงูเขียว มีดีเพียงแค่นี้หรอกหรือ .. เห็นที ผู้คนแคว้นโกษิยะจะกล่าวเกินจริงไป .. ฮา ฮา”

            ยอดยุทธ์ชุดเขียวแสยะปาก กล่าวตอบว่า “ปากดี .. กล้าลบหลู่ทวนอสรพิษของข้า ประเดี๋ยวพ่อจะเสียบให้ตูดทะลุ”

            ยอดยุทธ์ชุดแดงเบ้ปากกล่าวว่า “ด้วยฝีมือเยี่ยงเจ้านี่นะหรืออออ ..”

            ยอดยุทธ์ชุดเขียวกล่าวต่อ “ชิ .. เอาแต่ปัดป้อง หลบหลีกจนหัวซุกหัวซุน ยังมาคุยโวอีก .. ฮา ฮา”

            ถุยยยย .. ยอดยุทธ์ชุดแดงถ่มน้ำลาย “.. ข้าจะเอาห่วงอัคคียัดปากเจ้า” .. แล้วจึงแผ่พลังปราณอัคคี ห่วงทองเหลืองทั้งสองกลายเป็นห่วงอัคคีสีแดงสด

            ยอดยุทธ์ชุดเขียวก็ขยับร่างร่ายรำทวน พบเห็นเป็นเส้นแสงสีเขียวสะบัดลดเลี้ยว คล้ายดังอสรพิษร้ายกำลังเลื้อยจดจ้องรอจังหวะสังหารเหยื่อ

            ยอดยุทธ์ชุดแดงใช้ห่วงกลมเป็นอาวุธ เมื่อเปรียบกับทวนยาวจึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

            พลังปราณจากปลายทวนให้ความรู้สึกเย็นเยียบ ยอดยุทธ์ชุดเขียวไม่รอช้าเมื่อได้จังหวะก็วิ่งเข้าหา แล้วกระโดดลอยตัวกวัดแกว่งทวน

            ผู้ชมต่างคราง ฮืออออ .. มองเห็นพลังปราณแสงสีเขียวเป็นงูพิษตัวเขื่อง กำลังยืดตัวส่ายหัวไปมา ทั้งยังอ้าปากแสดงเขี้ยวโค้งยาว

            ดูเหมือนยอดยุทธ์ผู้ใช้ห่วงตกเป็นรอง แต่แล้วมันย่อตัวซัดห่วงอันเล็กออกไป

            .. ฟริ๊วววว ! ห่วงทองเหลืองห่อหุ้มด้วยปราณอัคคีพุ่งเข้าหายอดยุทธ์ชุดเขียวอย่างรวดเร็ว

            .. แคร๊งงง ! ทวนอสรพิษตวัดสกัดถูกห่วงอัคคีจนสะเก็ดไฟกระจาย ห่วงเด้งออกหมุนบินกลับมายังเจ้าของ

            .. ฟริ๊วววว ! ยอดยุทธ์ชุดแดงซัดห่วงอัคคีอีกอันออกไป พร้อมเคลื่อนกายไปรับห่วงอัคคีอันแรก

            .. แคร๊งงง ! แคร๊งงง ! ยอดยุทธ์ชุดเขียวนำทวนกระแทกห่วงที่เบื้องหน้า แต่ไม่ทันไรห่วงอัคคีอีกอันก็ถูกซัดกลับมาอีกครั้ง

            .. แคร๊งงง ! แคร๊งงง ! แคร๊งงง ! ทวนอสรพิษตวัดพลิกแพลงต้านทานห่วงอัคคีที่สลับบินเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง

            สถานการณ์ของยอดยุทธ์ผู้ใช้ทวนกลายเป็นรอง ยอดยุทธ์ชุดแดงได้ทีก็หัวเราะเยาะ “ฮา ฮา .. ผู้ใดกันแน่ที่เอาแต่ปัดป้อง ..”

            .. แคร๊งงง ! แคร๊งงง ! แคร๊งงง ! แคร๊งงง ! แคร๊งงง ! ทวนอสรพิษเปลี่ยนแปลงร้อยแปด ต้านทานห่วงอัคคีที่โจมตีจากทิศทางยากจะคาดเดา

            ทันใดนั้นยอดยุทธ์ชุดเขียวพบเห็นช่องว่างของคู่ต่อสู้ เมื่อกระแทกห่วงอัคคีพ้นทาง จึงฉกฉวยโอกาสพุ่งกายด้วยพลังตัวเบาอันยอดเยี่ยม พร้อมสะบัดปลายทวนเข้าใส่ ปากกล่าวว่า “เดี๋ยวก็รู้ ว่าผู้ใดยอดเยี่ยมกว่า ..”

            .. ซี่ ! ซี่ ! ซี่ ! ปลายทวนพุ่งแหวกอากาศ พลังปราณเขียวรูปอสรพิษร้ายตวัดร่างฉกใส่อย่างว่องไว

            เป็นจังหวะที่ยอดยุทธ์ชุดแดงกำลังเหวี่ยงซัดห่วงอัคคีในมือซ้ายออก และห่วงอัคคีอีกอันยังไม่บินกลับมา

            ปราณพลังจากทวนอสรพิษพุ่งทะลวงตรงมายังกลางหน้าอก ยอดยุทธ์ปราณอัคคีจึงต้องดูดรั้งห่วงในมือกลับมา แล้วจึงพลิกกายเข้าต้านรับกระบวนท่าหอกที่จู่โจมเข้าหา

            .. เปรี๊ยง ! เปรี๊ยง ! เปรี๊ยงงงง ! .. สามหอกกระแทกใส่ ห่วงอัคคีถึงกับปลิวกระเด็นหลุดจากมือ

            ยอดยุทธ์ผู้ใช้ทวนหมุนตัวปล่อยกระบวนท่าสังหารอีกครั้ง ส่วนยอดยุทธ์ชุดแดงเลือดลมพลุ่งพล่าน เบี่ยงกายเข้ารับห่วงอัคคีอีกอันที่เพิ่งบินกลับมาถึง

            แล้วใช้สองมือประคองห่วงปลดปล่อยพลังปราณผ่านห่วงทองเหลือง ระเบิดพลังกลายเป็นวงอัคคีขนาดใหญ่เข้าต่อกรกับพลังทวนที่แหวกอากาศเข้าหา

            บรรดาผู้ชมโห่ร้องนั่งไม่ติด ต่างผุดลุกขึ้นจ้องมองภาพที่เบื้องหน้า .. ปราณอสรพิษร้ายสีเขียวพุ่งฉกใส่วงอัคคีแดงสดแล้ว

            .. เปรี๊ยงงง !!! เสียงสะเทือนลั่น พลังทั้งสองปะทะหักล้างกันและกัน

            ปราณอัคคีถูกทะลวงจนระเบิดออกด้านข้าง ร่างในชุดแดงกระเด็นกระดอนกลิ้งลงพื้น แล้วจึงหยุดลุกยืนตั้งท่าขวางห่วงทองเหลืองไว้

            ปราณอสรพิษถูกอัคคีเผาผลาญ ยอดยุทธ์ชุดเขียวถูกกระแทกถอยซวนเซไปสี่ห้าเก้า พอยืนได้มั่นก็ร่ายรำทวนเบาๆ เพื่อปรับลมปราณ

            ยอดยุทธ์ชุดแดงสบถ “บัดซบ ! เจ้าบ้านี่ กล้าทำร้ายข้า ... ถุยยย” .. มันถ่มถุยโลหิตสีดำออกจากปาก

            ยอดยุทธ์ชุดสีเขียวกระโดดเหยง กุลีกุจอดับไฟที่ขากางเกงของมัน พลางกล่าวว่า “ถึงกับบอบช้ำภายใน พลังยุทธ์ของเจ้าต้องถดถอยไปอีกสองปี .. ฮา ฮา”

            ยอดยุทธ์ชุดแดงได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ไอ้สารเลว .. ข้าจะเผาเจ้าให้มอดไหม้”

            ยอดยุทธ์ชุดเขียวกล่าว “เช่นนั้น ก็เข้ามา คราวนี้ข้าเอาถึงตายเป็นแน่ .. ฮา ฮา .. อู่ยยยยย” .. ยังหัวเราะไม่ทันเสร็จ มันต้องร้องอุทานด้วยความเจ็บปวดเนื่องจากรู้สึกแสบร้อนตามบาดแผลที่ถูกเผาไหม้ พิษอัคคีของยอดยุทธ์ชุดแดงช่างร้อนลวกรุนแรง

            อ๊ากกก .. ยอดยุทธ์ชุดแดงระเบิดโทสะ .. มันใช้พลังปราณดูดห่วงทองเหลืองกลับ แล้วแผ่ปราณอัคคีออกจากร่างกาย ห่วงทั้งสองกลายเป็นห่วงอัคคี ทั้งตั้งท่าเตรียมพร้อมจู่โจม

            ยอดยุทธ์ชุดเขียวเห็นเช่นนั้นก็ร่ายรำเพลงทวน พลังปราณเข้มข้นเข้าต่อต้านพลังอัคคี เป็นอสรพิษเขียวตัวเขื่องขู่ฟอดๆ น่าสยดสยอง

            ทั้งสองมีพลังการฝึกปรือใกล้เคียงกัน .. เป็นขั้นต้นของระดับ ‘ปรมะปราณ’ ยากนักที่จะหายอดยุทธ์อายุเยาว์ที่มีความสามารถเช่นนี้

            เสียงโห่ร้องของผู้ชมดังอื้ออึง การต่อสู้ของพวกมันช่างคู่คี่ก้ำกึ่ง ยิ่งนานยิ่งงัดกระบวนท่าออกมาทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

            แต่ .. ทั้งหมดต้องเสียดาย เมื่อวงแสงสีแดงเรืองที่พื้นซึ่งแสดงวงเขตการต่อสู้ กะพริบแล้วหยุดเรืองแสงโดยทันใด

            “หมดเวลา!” เสียงกล่าวด้วยพลังปราณดังกึกก้อง องค์ชายมังคละวางจอกน้ำชาแล้วลุกขึ้น นาฬิกาทรายที่โต๊ะเล็กด้านข้าง ไม่มีเม็ดทรายเหลืออยู่ในกระเปาะแก้วด้านบนแล้ว

            “การประลองระหว่าง ฮว่าปา หุบเขาอัคคี และ ศิระ สำนักทวนเทวะ ..” องค์ชายมังคละกล่าว

            ฮว่าปา คือผู้สวมชุดแดง มันมาจากหุบเขาอัคคี มีฉายา ‘ห่วงอัคคี’ .. ส่วน ศิระ คือผู้ใช้ทวนสวมชุดเขียว ฉายา ‘ทวนอสรพิษ’ มาจากสำนักทวนเทวะ

            องค์ชายมังคละเดินมาด้านหน้าแล้วกล่าวว่า “ผลคือ .. เสมอกัน ..”

            ผลการประลองคือเสมอ .. แต่เหมือนทั้งสองยังมีอารมณ์คุกรุ่น ต่างตั้งท่าจ้องมองกันราวยังต้องการสู้กันต่อ .. หากไม่มีองค์ชายมังคละที่ด้านหน้า มันทั้งสองต้องใส่กันนัวแล้ว

            องค์ชายมังคละกล่าวกับผู้เข้าประลองและผู้ชมทั่วสนามต่อว่า “เอาหล่ะ ท่านทั้งหลาย .. ตอนนี้การประลองก็ครบสามสิบสองคู่แล้ว รายชื่อยอดยุทธ์แสดงอยู่บนกระดานตามลำดับนี้แล้ว”

            แผ่นป้ายกระดานขนาดใหญ่แสดงรายชื่อยอดยุทธ์เรียงตามจำนวนป้ายมังกรเหิน ยอดยุทธ์อันดับหนึ่งถึงยี่สิบสามมีป้ายมังกรเหินจำนวนสองป้าย .. ในห้าลำดับหัวแถวล้วนเป็นนามที่คาดเดาได้

            อันดับ ๑ ฤทธา ราชสำนักโอริสา , ๒ ป้าย

            อันดับ ๒ อุษา เรือนจิตจำรัส , ๒ ป้าย

            อันดับ ๓ อวิ๋นเหลย ขุนเขาเมฆาวรุณ , ๒ ป้าย

            อันดับ ๔ สมากร สำนักดาบจ้าวพิภพ, ๒ ป้าย

            อันดับ ๕ วาวา สำนักบุปผาเหมันต์ , ๒ ป้าย

            ส่วนพวกที่เสมอมีอยู่สิบแปดคนมีป้ายมังกรเหินเพียงป้ายเดียว และอีกยี่สิบสามคนไม่มีป้ายมังกรเหินในมือแล้ว

            องค์ชายมังคละกล่าวกับยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ “การประลองต่อจากนี้ ให้พวกท่านเลือกต่อสู้กันเอง โดยแต่ละคนจะมีโอกาสก้าวเข้าไปในวงเขตการประลอง .. แค่คนละหนึ่งครั้ง .. ด้วยสาเหตุใดก็ตาม เมื่อออกมาแล้ว จะไม่สามารถกลับเข้าไปประลองได้อีก”

            “การแพ้ชนะยังคงเป็นเงื่อนไขเดิม หากการประลองดำเนินถึงสิบนาที แสงที่วงเขตจะกะพริบสามครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นผู้เข้าประลองคนอื่นจะสามารถเข้าไปร่วมประลองเพิ่มได้”

            “เช่นเดิมผู้ชนะจะได้ครอบครองป้ายมังกรเหินไป ผู้ที่มีป้ายมังกรเหินอย่างน้อยสามป้าย จึงมีคุณสมบัติประลองต่อในรอบต่อไป”

            จากเงื่อนไขการประลอง ฟังดูเข้มข้นขึ้น .. ผู้ชมต่างกู่ร้องปรบมือจนเสียงดังอื้ออึง พวกมันทนไม่ไหวอยากให้การประลองดำเนินต่อโดยเร็ว

            องค์ชายมังคละเห็นฮว่าปาและศิระยังยึดครองลานประลอง จึงถามว่า “นี่พวกเจ้าทั้งสองจะสู้กันต่อเลยหรือ”

            ฮว่าปาและศิระกล่าวตอบพร้อมกัน “ถูกต้อง!” .. ศิระร่ายรำทวนเตรียมพร้อม ส่วนฮว่าปาขยับแขนขาเดินพลังลมปราณ

            องค์ชายมังคละจึงกล่าว “อื่มมม เช่นนั้นพวกเจ้าก็ประลองกันต่อ ..”

            “ช้าก่อน!!!” เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล

            ทุกคนต้องมองหาที่มาของเสียง ยังไม่ทันที่หางเสียงจางหายร่างๆ หนึ่งก็มาหยุดอยู่กลางลานประลองแล้ว .. เสียงฮือฮาของผู้ชมดังมาจากรอบด้าน

            .. เป็นมันนั่นเอง .. อุทัย

            อุทัยเปลี่ยนชุดมาใหม่ ร่างกายก็สะอาดเอี่ยม ส่งกลิ่นหอมกรุ่นๆ ราวเพิ่งอาบน้ำชำระร่างกายมา โพกหัวด้วยผ้าสีเข้ม มือพันผ้าขาวหม่นขึ้นไปถึงต้นแขน เท้าเปล่าทั้งสองพันผ้าขึ้นไปถึงใต้เข่า ที่บ่าซ้ายมีลูกวานรสีขาวตัวน้อยเกาะอยู่

            องค์ชายมังคละจ้องมองอุทัยตาเขม็ง .. ฮว่าปาหันมามองผู้มาใหม่ กล่าวโดยหงุดหงิดว่า “มีอันใด ! .. เหตุใดมาขัดขวางข้า”

            ส่วนศิระสะบัดทวนลงดังขวับ ตวาดว่า “เจ้าเป็นใคร!” มันจ้องมองอุทัยตาขวาง ราวกับคิดอันใดได้จึงกล่าว “เจ้า ! .. เจ้าเป็นผู้ประลองในคู่แรกมิใช่หรือ ..”

            ฮว่าปาร้องกล่าวว่า “เป็นเจ้า ! .. ผู้พ่ายแพ้เป็นคนแรกของวันนี้ .. ฮา ฮา” มันหัวเราะเยาะเย้ย

            ศิระกล่าวถาม “แล้วเจ้าจะเข้ามาทำไม ข้ากำลังจะประลองกัน .. หรือว่าเจ้า ต้องการประลองกับข้า .. ฮา”

            อุทัยทำหน้านิ่งกล่าวว่า “ถูกต้อง ! ข้ามาประลอง” .. ทั้งสนามเงียบกริบ

            ฮว่าปาหันมามองศิระ กล่าว “ช้าก่อน .. เจ้าขี้แพ้ .. มันผู้นี้ต้องประลองกับข้าก่อน ..”

            อุทัยเดินเข้ามาในวงสีแดง กล่าวว่า “.. ข้า มาประลองกับท่านทั้งสอง” .. ทั้งสนามยิ่งเงียบกริบ

            ฮา ฮา ฮ่า .. ฮว่าปาหัวเราะลั่นทำลายความเงียบไป ส่วนศิระยืดตัวตรงหันมากล่าว “คืออย่างไร .. มาประลองกับข้าทั้งสองคน ..”

            อุทัยกล่าวต่อ “.. มาประลองกับท่านทั้งสอง ก็คือ มาประลองกับท่านทั้งสอง” .. ผู้ชมทั้งสนามหัวเราะโฮ่ฮา

            ถุยยย ! .. ฮว่าปาถ่มน้ำลายหยามหยัน กล่าวว่า “เจ้างั่ง ! .. ถ้าไม่อยากตาย ก็รีบไสหัวไป .. อย่ามาเกะกะพวกข้า”

            โครมมม ! .. ศิระกระแทกทวนลงพื้นเสียงดัง กล่าวด้วยความโมโห “เจ้าไม่มีป้ายมังกรเหินแม้เพียงป้าย ข้าจะประลองกับเจ้าไปทำไม ..”

            ฮว่าปากล่าวเห็นด้วย “ถูกต้อง ! เหตุใดผู้สูงส่งเยี่ยงข้า ต้องลดตัวประลองกับเจ้า .. ฮา”

            การประลองไม่สามารถดำเนินต่อได้ หากผู้ถูกท้าประลองไม่สมัครใจ การประลองจึงชะงักอยู่ครู่ใหญ่ ทำผู้ชมรอบสนามเริ่มตะโกนโห่ร้องแสดงความไม่พอใจแล้ว

            “แล้วถ้าข้ามี สิ่งนี้หล่ะ” อุทัยกล่าว พร้อมล้วงหยิบกล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือออกมากล่องหนึ่ง

            เมื่อเปิดฝากล่อง .. แสงสดใสสีเขียวส่องประกาย มองเห็นมุขมรกตแวววาวเม็ดหนึ่งถูกวางนิ่งสงบอยู่ภายใน .. อุทัยกล่าวชัดถ้อยชัดคำว่า “สิ่งนี้ .. โอสถหมื่นเทวะ เพียงพอให้ข้ามีคุณสมบัติประลองกับพวกท่านหรือไม่”

            คำ ‘โอสถหมื่นเทวะ’ ทำยอดยุทธ์ที่ยืนอยู่ทั้งใกล้ไกลตะลึงงัน

            .. ตำนานโอสถวิเศษที่สามารถทำยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง บรรลุขอบเขตปราณพลัง เกินกว่าที่พวกมันจะจินตนาการได้

            ฮืออออ .. เสียงครางดังมาทั่วทุกทาง ผู้ชมทั้งหลายต่างลุกขึ้นจ้องมองไปยังกล่องไม้ในมืออุทัย

            “ของแท้หรือไม่ ..” ยอดยุทธ์เจ้าสำนักผู้หนึ่งถึงกับลุกเดินไปดู

            “ไม่นะ .. โอสถล้ำค่าในตำนาน .. จะมาอยู่ในมือเด็กนั่นได้อย่างไร ..” ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้หนึ่งจ้องมองมิวางตา

            “.. แต่ .. แต่ .. ท่านดูปราณรัศมีของเม็ดยานั้น .. ใช่ .. ต้องใช่แน่แน่ ..” ราชครูชราของแคว้นหนึ่งตะโกนออกมา

            ฮว่าปานำนิ้วขึ้นมาเกาคาง ยิ้มกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์กล่าวว่า “อิ อิ .. เจ้าจะใช้โอสถเม็ดนี้มาเป็นเดิมพันหรือ”

            ศิระก็สนใจในโอสถวิเศษ มันก้าวเข้ามาสองก้าวเพื่อมองให้ชัดตา กล่าวว่า “จะแน่ใจได้อย่างไร .. ว่าสิ่งนี้คือโอสถวิเศษของแท้”

            ฮา ฮา .. ฮว่าปาหัวเราะกล่าว “เจ้าบ้านนอก .. จะมาหลอกข้า ช่างกล้านัก”

            ทั้งสองไม่อาจเชื่อได้ว่า โอสถวิเศษในตำนานจะมาอยู่ตรงหน้า .. แต่แสงสีเขียวสดใสที่สาดกระจาย ทั้งปราณพลังของเม็ดโอสถนั้น ดึงดูดจนมันทั้งสองไม่อาจละจิตสมาธิไปที่อื่นได้

            สีหน้าของอุทัยไม่ยินดียินร้าย กล่าวว่า “ไม่ลองดูก่อนหรือ .. เพียงเข้ามาทุบตีข้าสักทีสองที แล้วหยิบฉวยโอสถไป จะจริงแท้ก็ไปพิสูจน์ดูเอาเอง”

            จากวาจาของอุทัยก็มิได้ยืนยันว่าเป็นโอสถวิเศษของจริง แต่กลับท้าทายฮว่าปาและศิระให้ลองช่วงชิง แล้วไปตรวจสอบดูกันเอง

            เห็นทั้งสองมีท่าทีสนใจ อุทัยจึงกล่าวกระตุ้นว่า “หากชักช้า ยังมีผู้อื่นสนใจอยู่อีกไม่น้อย”

            ฮว่าปากระหยิ่มยิ้มครุ่นคิดว่า เจ้าขี้แพ้ผู้นี้ช่างหาเรื่องเจ็บตัว มันกล่าวว่า “เช่นนั้น .. เตรียมรับการทุบตี .. ฮา ฮา”

            ศิระจ้องมองโอสถตาเป็นประกาย มันไม่ยอมให้ฮว่าปาช่วงชิงสิ่งของไป จึงกล่าวว่า “จะกล่าวหาข้า ว่ามือหนักไปมิได้หนา .. ฮึ ฮึ”

            ฮว่าปาขยับร่างกายรำห่วงทองเหลือง ส่วนศิระกวัดแกว่งทวนดังขวับๆ .. เมื่อทั้งสองสมัครใจประลอง วงแสงสีแดงที่พื้นก็เรืองแสงวาบขึ้นมา

            อุทัยเก็บกล่องไม้ในทันใด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้าย มันยิ้มมุมปากกล่าวว่า “เช่นกัน .. เจ้าทั้งสอง จะมาตำหนิว่า ข้าโหดร้ายเกินไปไม่ได้”

            ศิระมองท่าทียโสของอุทัย “ชิ .. เจอพวกฝีปากกล้าอีกแล้ว” มันด่ากระทบไปยังฮว่าปา

            ถุยยย ! .. ฮว่าปาถ่มน้ำลายอีกครั้ง “เพียงกระบวนท่าเดียว ก็ส่งเจ้าเศษสวะผู้นี้ กลับสู่ปรโลก”

            แจ๊กกก ! แค๊กกก ! แค๊กกกกกก !!! เจ้าเวรุกกะแยกเขี้ยวขู่ แล้วจึงกระโดดลงพื้นออกไปยืนรออยู่ด้านนอก

            องค์ชายมังคละยังจับจ้องสายตาอยู่ที่อุทัย มันหยิบนาฬิกาทรายพลิกกลับเพื่อจับเวลา แล้วกล่าวเสียงดังว่า “เริ่มได้!”

            ราวกลัวว่าจะถูกช่วงชิงสิ่งของ ทั้งเหม็นขี้หน้าอุทัย ทั้งยังต้องระวังกันเอง ทำฮว่าปาและศิระไม่เก็บงำพลังไว้เพียงน้อย

            ฮว่าปาระเบิดพลังอัคคี ทั่วทั้งร้างห่อหุ้มด้วยอัคคีสีแดงสด ห่วงอัคคีในมือกวัดแกว่ง แล้วจึงพุ่งตัวกระโดดเหินลอยตัวกู่ร้อง .. อ๊ากกกกก

            ศิระก็ไม่ชักช้าร่ายรำกระบวนท่าทวนสังหาร ปราณอสรพิษเลื้อยพุ่งอย่างเกรี้ยวกราด ปลายทวนสังหารพุ่งดัง .. ซี่ ! ซี่ ! ซี่ ! ซี่ ! ซี่ !

            พลังปราณกล้าแข็งสองสายเข้าโจมตีอุทัยอย่างเร่งรีบ ฮว่าปาลอยตัวควงห่วงอัคคีอยู่ด้านขวา ทวนสังหารของศิระที่ด้านซ้าย เริ่มทีหลังแต่พุ่งบรรลุถึงก่อน

            อุทัยมิได้ใช้สายตาจ้องมอง เพียงเสี้ยววินาทีจึงกำหนดการเคลื่อนไหว

            มันตั้งท่าจรดมวยเตรียมพร้อม แล้วพุ่งตัวเข้าหาศิระที่ด้านซ้าย .. เพียงสามก้าวก็กระโดดขึ้นไปด้านบน เปลี่ยนทิศทางไปยังฮว่าปาที่ลอยตัวอยู่ด้านขวา

            ฮว่าปากำลังเงื้อแขนทั้งสองเพื่อเหวี่ยงซัดห่วงอัคคี เป็นช่วงเวลาที่เปิดเผยช่องว่างให้จู่โจม มันต้องอ้าปากค้างเพราะหัวเข้าข้างหนึ่งบินตรงเข้ามา

            .. ประทับล้มคชสาร ! .. ท่าเข่าลอยอันลือลั่น

            .. พลั๊กกกก !!! หัวเข่าซ้ายผ่านปราณคุ้มครองกาย กระแทกเข้าหน้าอกฮว่าปา ทำปราณอัคคีกระจายตัวออกอย่างแรง

            ท่าร่างอุทัยยังเคลื่อนไหวต่อเนื่อง มันพลิกกายม้วนลงด้านล่าง เท้าทั้งคู่เหยียบลงสองบ่าของศิระโดยแผ่วเบา แล้วย่อตัวทิ้งศอกซ้ายลงกลางศีรษะของศิระผู้โชคร้าย

            .. ล่มมหานาวา ! .. ท่าทิ้งศอกลงบนศีรษะคู่ต่อสู้

            .. โผล๊ลลละ !!! ศอกเจาะลงกลางกบาล ด้วยน้ำหนักทั้งหมดที่โถมทับมาจากด้านบน ทำศิระสายตาลอยล่อง สติหลุดวูบโดยทันใด

            อุทัยดีดตัวออกด้านข้าง ขาข้างขวางอพับเก็บพลัง แล้วจึงส่งแรงผ่านสะโพก เหยียดยันถีบใส่หน้าอกของศิระอย่างรุนแรง

            .. ผลักกกก !!! ร่างไร้สติของศิระปลิวกระเด็น ทั้งคนทั้งทวนคู่ใจลอยหลุดออกวงเขตการประลอง แล้วกลิ้งไปตามพื้นหลายตลบ

            ส่วนฮว่าปาก็ไม่น้อยหน้า ร่างที่สลบเหมือดลอยปลิว ตกกระแทกพื้น ดัง .. โครมมมม ! แล้วไถลไปกองอยู่ริมขอบอัฒจันทร์ด้านหนึ่ง

            เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคาดคิด การประลองจบลงอย่างรวดเร็วทำผู้ชมทั้งอัฒจันทร์เงียบกริบ .. จากสามคงเหลือเพียงหนึ่ง .. เป็นอุทัยที่หยุดยืนจังก้าอยู่กลางวงเขตประลองสีแดงเรืองอยู่เพียงผู้เดียว