หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 41 ประกายกระบี่หนึ่งสาย

            เล่มที่ 2 บทที่ 41 ประกายกระบี่หนึ่งสาย

            เมื่อได้ยินเสียงพูดอันเฉยชาประมุขยอดเขาทั้งหมดล้วนหยุดขยับทันที รวมถึงประมุขยอดเขาวิถีกระบี่ด้วยชายวัยกลางคนในชุดเผา* สีเหลืองที่ดูซื่อตรงและจริงใจผู้นั้นสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นร้อนรน“ท่านประมุข ความแข็งแกร่งของเขาคนนั้นเห็นได้ชัดว่าเหนือกว่าอวี่เซวียนอย่างมากหากพวกเราไม่ไป เกรงว่าอวี่เซวียนอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้”

            *ชุดจีนโบราณ เหมือนชุดคลุม

            ที่แท้ เจ้าของเสียงนั้นคือประมุขของนิกายแสวงมรรคนั่นเอง!

            เสียงของประมุขนิกายดังขึ้นอีกครั้ง“ตอนที่ศิษย์ที่ชื่อเจียงอวิ๋นคนนั้นมีอันตรายถึงชีวิตก่อนหน้านี้ไฉนพวกเจ้าถึงไม่ไปช่วย?”

            ชายชุดเผาเหลืองกล่าวด้วยความประหลาดใจ “เขา? เขา เขาจะเทียบกับอวี่เซวียนได้อย่างไรยิ่งกว่านั้น เขาอาจจะมาจากภูเขาหนึ่งแสนไพศาล อาจเป็นไส้ศึกที่เผ่าอสูรส่งมาก็เป็นได้!”

            “ศิษย์น้องเหวย เจ้ามีหลักฐานหรือ?”

            คำกล่าวนี้ทำให้ชายชุดเผาเหลืองเป็นใบ้ทันที คนอื่นๆเองก็มิกล้าเอ่ยปากที่พวกเขาคิดว่าเจียงอวิ๋นมาจากภูเขาหนึ่งแสนไพศาลนั้นเป็นเพียงการคาดเดาของพวกเขาเท่านั้นจะไปมีหลักฐานได้อย่างไร

            แม้เสียงของประมุขนิกายจะมิได้ดังขึ้นอีก ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้าอีกเลยมีเพียงชายชราผมขาวแห่งยอดเขาร้อยสิงสาเท่านั้นที่ถอนหายใจยาวๆ ออกมาแม้เขาจะไม่ได้กระดิกตัวเลยตั้งแต่ต้นก็ตาม

            ขณะเดียวกัน บนลานกว้าง ในมือของเงาผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับฟางอวี่เซวียนซึ่งระเบิดพลังที่รุนแรงที่สุดออกมาแล้วนั้นได้มีเงากระบี่อันเลือนรางปรากฏ ทั้งยังตวัดใส่ฟางอวี่เซวียนด้วยท่าทางเรียบง่ายสุดขีด!

            ท่าทางเรียบง่ายเช่นนั้น ประหนึ่งว่าเพียงตวัดกระบี่ไล่แมลงวันตรงหน้าเท่านั้นไม่มีแม้กระทั่งสายลมเกิดขึ้นแม้แต่เสี้ยวเดียว

            ทว่าฟางอวี่เซวียนที่อยู่ด้านหน้า กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง

            เพราะในตอนที่เงาร่างนั้นตวัดกระบี่ออกมาเขารู้สึกได้ถึงปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่มหาศาลประหนึ่งท้องฟ้า ครอบร่างเขาไว้อย่างสมบูรณ์ต่อให้เขาเค้นพลังทั้งหมดที่มีก็ไม่อาจหนีรอดไปได้

            และหากปราณกระบี่สายนี้ต้องการ มันก็สามารถตัดร่างเขาออกเป็นเศษเนื้อมากมายนับไม่ถ้วนได้อย่างง่ายดาย!

            สภาพของเขาในเวลานี้ เหมือนกับเจียงอวิ๋นตอนถูกเขาสะกดข่มก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน

            “อ้าก!”

            สุดท้าย เมื่อมีเสียงตะโกนร้องโหยหวนถึงขีดสุดดังออกมาปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวสายนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นพายุอันบ้าคลั่งหอบฟางอวี่เซวียนไว้แล้วซัดกระเด็นออกไปยังสุดขอบฟ้าอันไกลห่างซึ่งก็เป็นทิศทางที่เขาเหม่อมองตอนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นเมื่อครู่นี้นั่นเอง

            ท่ามกลางสายตาของฝูงชน ฟางอวี่เซวียนได้ปลิวหายไปอย่างพิลึกพิลั่นเช่นนี้เอง!

            หรือต้องกล่าวว่าเมื่อเงาคนเลือนรางนั่นตวัดกระบี่ออกมาอย่างส่งเดช ฟางอวี่เซวียนก็หายไปเลย

            หลังจากที่เขาหายไป เงาคนเลือนรางก็หายตามไปติดๆ เช่นกันทำให้เหล่าลูกศิษย์บนลานกว้างต่างหันไปมองหน้ากันอย่างอดไม่ได้ต่างก็มีสีหน้าสับสนงุนงง

            ไม่มีใครรู้ว่า ฟางอวี่เซวียนเป็นฝ่ายหนีหายไปเองเพราะหวาดกลัวเงาคนผู้นั้นหรือเป็นเพราะเขาถูกเงาเลือนรางใช้วิชาอาคมบางอย่างที่ไม่รู้จักออกมาจึงถูกบังคับหายตัวไป

            ปริศนานี้เกรงว่าคงมีเพียงฟางอวี่เซวียนเองเท่านั้นจึงจะตอบได้

            ไม่ บางทีเจียงอวิ๋นเองก็ตอบได้เช่นกัน เพราะเงาคนเลือนรางนั่นเห็นได้ชัดว่าปรากฏขึ้นหลังจากที่เขาจุดไฟเผายันต์แผ่นหนึ่งไป

            ดังนั้น สายตาทั้งหมดจึงเบือนกลับมามองทางเจียงอวิ๋นอีกครั้ง

            แม้บนใบหน้าเจียงอวิ๋นจะยังคงไร้สีหน้าเช่นเดิมทว่าในดวงตาเขากลับฉายแววตื่นตกใจออกมาเสี้ยวหนึ่ง

            ยันต์แผ่นนั้นคือยันต์กันตายที่ศิษย์พี่หญิงสองมอบให้เขาใช้รักษาชีวิตได้ครั้งหนึ่งนั่นเอง

            เจียงอวิ๋นที่ไม่คุ้นเคยกับการพึ่งพาผู้อื่นจึงเกือบลืมไปแล้วว่าเขายังมียันต์กันตายอยู่ด้วยจนเมื่อผู้อาวุโสแห่งยอดเขาร้อยสิงสาเอ่ยปากขอความเมตตาให้เขา เขาถึงนึกขึ้นได้

            ทว่า เขาเองก็คาดไม่ถึงเลยว่ายันต์แผ่นนี้จะปล่อยเงาคนเลือนรางออกมา อีกทั้งเงาคนนั่นยังแข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัวอีกด้วย

            โดยเฉพาะการตวัดกระบี่ส่งๆ อย่างเรียบง่ายในช่วงท้ายในสายตาผู้อื่นอาจจะไม่เห็นอันใดเลย ทว่าในสายตาเจียงอวิ๋นเขากลับมองเห็นประกายกระบี่สีขาวดุจหิมะสายหนึ่ง นอกจากนั้นแล้ว ไม่มีสิ่งใดอีก!

            ส่วนเงาคนนั่นมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันรู้เพียงว่านั่นไม่ใช่ศิษย์พี่หญิงสอง

            อย่างไรก็ตามยันต์แผ่นนั้นก็สามารถช่วยชีวิตเขาได้หนึ่งครั้งจริงๆ ทำให้ในใจเขาบังเกิดความอบอุ่นขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง

            เจียงอวิ๋นกัดฟัน ยันตัวลุกขึ้นยืนจากพื้น ออกแรงก้าวเท้าออกไปค่อยๆก้าวเดินเข้าไปหาฟางยั่วหลินที่กำลังตัวค้างราวกับท่อนไม้อยู่ด้านหน้าอีกครั้งก่อนจะกล่าวเสียงเย็น “บอกมา เซี่ยวอวี๋อยู่ที่ใด!”

            ผู้ที่มึนงงที่สุด ณ เวลานี้ ย่อมต้องเป็นฟางยั่วหลินในใจของนางนั้น พี่ชายของนางคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้กระนั้นเองตอนนี้พี่ชายของนางกลับถูกเงาคนอันเลือนรางเล่นงานจนหายตัวไปอย่างน่าประหลาดแล้ว

            เมื่อได้ยินเสียงพูดของเจียงอวิ๋น ฟางยั่วหลินพลันตัวกระตุกในที่สุดก็เลื่อนสายตากลับจากขอบฟ้า หันมามองทางเจียงอวิ๋น

            สายตาของนางตอนนี้ แม้จะยังคงมีความเกลียดชังอย่างเข้มข้นแต่กลับไร้ซึ่งความดูแคลนโดยเฉพาะเมื่อได้เห็นเจียงอวิ๋นที่ร่างกายอาบไปด้วยเลือดสดๆ สีแดงฉานแล้วนางก็สั่นสะท้านไปทั้งตัวอย่างอดไม่ได้

            เมื่อไร้ซึ่งความคุ้มครองจากพี่ชาย มีหรือที่นางจะยังกล้าอวดดีจึงได้แต่กัดฟัน กล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าให้นางไปที่ป่ากักสิงสาช่วยข้าจับหมาป่าแสงเขียวกลับมาหนึ่งตัว!”

            ป่ากักสิงสา!

            ในดวงตาเจียงอวิ๋นพลันมีประกายเย็นยะเยือกปะทุออกมา จ้องเขม็งไปทางดวงตาของฟางยั่วหลินอย่างดุร้ายทำให้นางไม่กล้าสบตาเขาแม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง

            ยังดีที่เพียงครู่เดียวเท่านั้นประกายเย็นยะเยือกในดวงตาเจียงอวิ๋นก็พลันมลายหาย จากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไปทว่าข้างหูนางกลับยังมีเสียงพูดของเจียงอวิ๋นดังกังวาน“หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเซี่ยวอวี๋ ข้าจักทำให้เจ้าชดใช้เป็นเท่าทวี”

            เจียงอวิ๋นหันหน้าไปทางยอดเขาร้อยสิงสา ยกสองมือขึ้นคำนับค้อมตัวลงต่ำที่สุด

            หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ ย่างก้าวไปทางประตูใหญ่ของนิกาย

            แม้ว่าตอนนี้เขาจะใกล้หมดแรงเต็มที ทั้งพลังกายและพลังปราณล้วนเผาผลาญจนหมดสิ้นอีกทั้งยังมีบาดแผลเต็มตัว ทว่าฝีเท้าเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่งแม้แต่น้อย

            เพราะเขาจำเป็นต้องรีบไปยังป่ากักสิงสาเดี๋ยวนี้

            แม้ในนิกายแสวงมรรคจะมีเพียงห้ายอดเขาหรือว่าหกยอดเขาทว่าเดิมทีนิกายแสวงมรรคก็ก่อตั้งขึ้นตามภูเขา รอบๆ นิกายล้อมรอบไปด้วยเทือกเขายาวเหยียด

            มีภูเขาย่อมต้องมีป่าป่ากักสิงสาก็คือป่าที่เกิดขึ้นบนเทือกเขานั่นเอง

            ป่าผืนนี้มีขนาดกว้างใหญ่สุดขีด สาเหตุที่มีชื่อว่าป่ากักสิงสาก็เป็นเพราะว่าภายในป่านั้นเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย

            แม้จำนวนสัตว์ร้ายภายในนั้นจะเทียบกับในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลไม่ได้ ทว่ามันก็มิใช่สถานที่ที่ผู้ใดก็สามารถย่างกรายเข้าไปตามอำเภอใจได้อย่างแน่นอนซึ่งทางนิกายแสวงมรรคก็ถึงกับวางการป้องกันอันทรงพลังเอาไว้รอบป่าผืนนี้โดยเฉพาะเหลือทางเข้าออกไว้เพียงทางเดียว อนุญาตให้เผ่ามนุษย์เข้าได้เท่านั้นโดยป่าผืนนี้ถูกใช้เป็นพื้นที่ฝึกฝนของเหล่าลูกศิษย์ภายในนิกายนั่นเอง

            โดยเฉพาะลูกศิษย์ของยอดเขาร้อยสิงสา ป่ากักสิงสามีความสำคัญต่อพวกเขาอย่างใหญ่หลวงนักไม่ว่าสัตว์เลี้ยงของศิษย์สายในหรือศิษย์สายนอกล้วนต้องมาจับจากในป่าแห่งนี้เท่านั้น

            ทว่าแม้แต่ลูกศิษย์ของยอดเขาร้อยสิงสาก็ยังไม่กล้าเข้าไปในป่าแห่งนี้ลึกเกินไปได้แต่วนเวียนอยู่บริเวณส่วนนอกของป่าเท่านั้น เพราะยิ่งเข้าไปลึกมากเพียงใดสัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่จะยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น

            กระนั้นเองลู่เซี่ยวอวี๋เวลานี้ยังเป็นเพียงศิษย์จิปาถะระดับเบิกปราณขั้นสองเท่านั้นแต่กลับถูกฟางยั่วหลินหลอกให้เข้าไปจับหมาป่าแสงเขียวภายในป่ามิน่าก่อนหน้านี้นางถึงบอกว่าต่อให้เจียงอวิ๋นรู้ที่อยู่ของลู่เซี่ยวอวี๋แล้วถึงเร่งเดินทางไปค้นหาก็ไม่มีประโยชน์

            ยิ่งกว่านั้นป่ากักสิงสายังอยู่ห่างจากนิกายแสวงมรรคไม่ไกลมากนัก เพียงราวๆครึ่งชั่วยามก็ไปถึงหากเร็วพอเดิมทีเจียงอวิ๋นยังคิดว่าจะสามารถใช้ความเร็วของตนไล่ตามลู่เซี่ยวอวี๋ทันทว่าเมื่อลองคำนวณเวลาดูแล้ว ลู่เซี่ยวอวี๋ก็คงเข้าไปในป่านานแล้ว

            แต่อย่างไรก็ตามต่อให้ลู่เซี่ยวอวี๋จะประสบเหตุภายในป่าแล้วจริงๆเจียงอวิ๋นก็จำเป็นต้องเข้าป่ากักสิงสาไป

            เมื่อเห็นเงาร่างของเจียงอวิ๋นเดินโงนเงนออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายบนลานกว้างต่างก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา กระทั่งเซียวอี้ซูที่อ้าปากเหมือนจะกล่าวอันใดบางอย่างแต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าแล้วไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดปล่อยให้เจียงอวิ๋นเดินหายไปจากสายตาของผู้คนทั้งหมด

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์ ที่คุณอ่าน