“เด็กใหม่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มาทางนี้!”
“มหาวิทยาลัยเป่ยอวี้...”
หลังจากลงจากรถไฟระหว่างเมืองและเดินออกจากสถานีตามฝูงชนมาก็พบกับป้ายผ้าเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
มหาวิทยาลัยปักกิ่งมหาวิทยาลัยเป่ยอวี้ มหาวิทยาลัยจี๋เซี่ยน...
ทว่าที่เด่นสะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นชื่อ‘มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง
ไม่มีเสียงตะโกนเรียกแขกแต่เพียงแค่ป้ายผ้าที่ตั้งไว้ ก็เพียงพอที่จะดึงดูดสายตาของทุกคนได้แล้ว
นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาเมื่อมองดูชื่อมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ต่างก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววตาแห่งความอิจฉาออกมา
คะแนนสอบของพวกเขาก็ไม่ได้แย่ต่างก็เป็นยอดฝีมือในโรงเรียนเดิมและสอบติดมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำของประเทศเช่นกัน
แต่เห็นได้ชัดว่ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเทียนเฉานั้นมีเพียงสุ่ยมู่ที่เดียวเท่านั้น
ราวกับว่าในเวลานี้ป้ายผ้าของมหาวิทยาลัยอื่นต่างพากันล้อมรอบสุ่ยมู่เอาไว้ต่อให้ในใจจะไม่ยอมรับเพียงใด แต่สุดท้ายก็ยังถูกสุ่ยมู่ข่มขวัญอยู่ดี
“สุ่ยมู่นี่ขี้เก๊กชะมัด”
“ทุกคนก็เป็นมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ระดับท็อปเหมือนกันแต่สุ่ยมู่กลับทำตัวแยกวงอยู่เจ้าเดียว ราวกับว่าไม่เห็นหัวที่อื่นยังไงยังงั้น”
“ว่าไหม คนสวย?”
ท่ามกลางฝูงชนเด็กหนุ่มในชุดสูทสีชมพูเบะปากพลางเอ่ยกับเด็กสาวข้างกายน้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความอคติที่มีต่อสุ่ยมู่
เด็กสาวไม่ได้ตอบคำถามเธอเพียงแค่มองไปที่ป้ายของสุ่ยมู่ ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปที่นั่น
“จะว่าไป ฉันน่ะเป็นที่หนึ่งของโรงเรียนมัธยมเลยนะที่บ้านยังประเคนทรัพยากรการฝึกฝนให้ตั้งเยอะแยะ”
“สุ่ยมู่กลับไม่รับฉันเข้าเรียนซะงั้นฉันบอกเลยนะว่าสุ่ยมู่น่ะชื่อเสียงเกินจริงอาศัยแค่ชื่อมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ที่หนึ่งของเทียนเฉา แต่ข้างในมีแต่พวกไร้น้ำยา”
“เธอคิดว่าที่ฉันพูดมีเหตุผลไหม?”
“จริงสิคนสวย ยังไม่ได้ถามเลย เธอมาจากโรงเรียนไหนเหรอ?”
นับเป็นครั้งแรกที่เด็กสาวมีการตอบสนองเธอยกนิ้วชี้ไปยังป้ายของสุ่ยมู่ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว พร้อมกับเอ่ยคำว่า‘สุ่ยมู่’ ออกมาเบาๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมุมปากของเด็กหนุ่มก็กระตุกทันทีและเมื่อเห็นชายหญิงคู่หนึ่งในทีมของสุ่ยมู่กำลังเดินตรงมาทางนี้ เขาก็ไอแห้งๆหนึ่งทีแล้วรีบชิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ขืนมาพูดจาให้ร้ายนักศึกษาสุ่ยมู่ต่อหน้าเจ้าตัวแบบนี้ต่อให้หน้าหนาแค่ไหนเขาก็คงไม่มีหน้าจะตอแยเธอต่อไปได้อีก
เด็กสาวเหลือบมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่เดินจากไปก่อนจะหันมามองคนสองคนที่เดินตรงเข้ามาหาเธอ
“ไม่เจอกันนานนะ รุ่นน้องเจียง”
“รุ่นน้องเจียง”
ยังคงเป็นชุดหนังสีดำผมสั้นดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือคราวนี้ข้างขาไม่มีกริชคู่พกอยู่และข้างกายของเธอก็มีเด็กหนุ่มหน้าตายเดินตามมาด้วย
“รุ่นพี่ซิน ไม่เจอกันนานเลยนะคะ”
เด็กสาวคนนี้ก็คือเจียงจืออวี๋ที่เดินทางจากบ้านมายังปักกิ่งนั่นเองส่วนคนที่เดินเข้ามาหาเธอก็คือซินซวงและจางสิง
“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะ”
“มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ คณะวิถียุทธ์พลังเลือด นักศึกษาปีสอง ซินซวง”
“นักศึกษาปีสอง จางสิง”
เมื่อได้ยินทั้งสองแนะนำตัวเจียงจืออวี๋ก็เข้าใจเจตนาของพวกเขาในทันที
“มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ นักศึกษาปีหนึ่ง เจียงจืออวี๋ค่ะ”
ก่อนหน้านี้ที่พบกันในทุ่งร้างแม้ทั้งสามจะทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าขา แต่ตอนนั้นเจียงจืออวี๋ใช้ชื่อปลอมหากเป็นเพียงคนรู้จักที่ผ่านมาแล้วผ่านไป การใช้ชื่อปลอมก็คงไม่เป็นไร
แต่เห็นได้ชัดว่าหลังจากเจียงจืออวี๋กลายเป็นนักศึกษาใหม่ของสุ่ยมู่ทั้งสามคนก็คงต้องมีเรื่องให้เกี่ยวข้องกันมากขึ้นในอนาคต
การใช้ชื่อปลอมต่อไปคงไม่เหมาะสมนัก
เมื่อได้ทำความรู้จักกันใหม่ความห่างเหินที่เคยมีก่อนหน้านี้ก็มลายหายไป
“ไปกันเถอะรุ่นน้องเจียง เดี๋ยวพี่จะพาเดินชมโรงเรียนด้วยตัวเองเลย”
ซินซวงและจางสิงตั้งใจมารับเจียงจืออวี๋โดยเฉพาะเมื่อรับตัวเธอได้แล้ว พวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ
หลังจากมอบหมายหน้าที่ต้อนรับเด็กใหม่ให้เพื่อนคนอื่นแล้วทั้งสองก็พาเจียงจืออวี๋ขึ้นรถโรงเรียนนำขบวนนักศึกษาใหม่ที่เพิ่งมาถึงมุ่งหน้าไปยังสุ่ยมู่
“สุ่ยมู่ถูกสร้างขึ้นในปีที่สองหลังยุคมหาวิบัติตอนนั้นคนทั้งประเทศร่วมแรงร่วมใจกันโดยมีเป้าหมายเพื่อวิจัยวิถียุทธ์และสัตว์อสูรเพื่อหาเส้นทางที่ถูกต้องในการต่อกรกับพวกมันและฝึกฝนวรยุทธ์”
“และสุ่ยมู่ก็ไม่ทำให้ประเทศผิดหวังที่นี่เคยให้กำเนิดยอดฝีมือระดับจักรพรรดิถึงสี่ท่าน จักรพรรดิยุทธ์สิบเจ็ดท่านและราชันยุทธ์อีกหนึ่งร้อยยี่สิบสามท่าน”
“ถ้าพูดถึงเรื่องรากฐานละก็ สุ่ยมู่คือที่ที่ลึกซึ้งที่สุดในเทียนเฉาแล้ว”
“แม้แต่ท่านผู้อาวุโสระดับจักรพรรดิทั้งสี่ท่านตอนนี้ก็ยังดำรงตำแหน่งอธิการบดีกิตติมศักดิ์ของสุ่ยมู่อยู่เลยนะ”
ในเทียนเฉาจนถึงปัจจุบันมีระดับจักรพรรดิเพียงหกท่านและสี่ในนั้นมาจากสุ่ยมู่จึงไม่แปลกใจเลยที่สุ่ยมู่จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ที่หนึ่งของเทียนเฉาอย่างไร้ข้อกังขา
เพียงแค่ขุมพลังระดับนี้มหาวิทยาลัยอื่นก็เทียบไม่ติดแล้ว
“โรงเรียนแบ่งออกเป็นสี่คณะใหญ่”
“คณะวิถียุทธ์พลังเลือด คณะควบคุมสัตว์อสูร คณะเวทมนตร์และคณะวิจัยสายวิชาการ”
“การเรียนการสอนของทั้งสี่คณะจะแยกจากกันตั้งอยู่ตามทิศทั้งสี่ของมหาวิทยาลัย แต่ก็มีบางสถานที่ที่ใช้ร่วมกัน”
“อย่างเช่น โรงอาหาร ห้องฝึกฝน ลานประลองยุทธ์ หอพักและสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี่...”
“หอพิชิตดาว”
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคืออาคารสามชั้นตัวอาคารด้านนอกหล่อหุ้มด้วยโลหะ ดูหนาแน่นและหนักแน่นอย่างยิ่ง
ทว่าความสูงระดับนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคำว่า ‘พิชิตดาว’เลยสักนิด
“อย่าดูถูกว่ามันเตี้ยนะ ทั้งตึกนี้ทำมาจากโลหะผสมโคลว์สามารถทนแรงกระแทกจากการระเบิดพลังเต็มที่ระดับโหวแห่งยุทธ์ได้เลย”
“แถมข้างในยังติดตั้งเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงที่ล้ำสมัยที่สุดกับเวทมนตร์จำแลงลักษณ์ของจอมเวทมีความสมจริงมากกว่า 90%”
“พูดง่ายๆ คือการต่อสู้ในนี้จะไม่ได้รับบาดเจ็บจริงๆแต่จะได้ความรู้สึกในการต่อสู้ที่ใกล้เคียงกับความจริงที่สุด”
“แน่นอนว่าการต่อสู้จะไม่ได้ดำเนินไปเรื่อยๆ”
“เมื่อระบบปัญญาประดิษฐ์ของตึกตัดสินว่าได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินไปการต่อสู้ก็จะยุติลง”
ซินซวงเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ“ทางมหาวิทยาลัยจะจัดสรรคณะที่เธอต้องเข้าเรียนตามวิดีโอการต่อสู้ในหอพิชิตดาวและจะมีอาจารย์มาเลือกศิษย์ด้วยตัวเอง”
“ซึ่งในจำนวนนั้นมีอาจารย์ระดับราชันยุทธ์อยู่ไม่น้อยเลยล่ะ!”
“แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่รอให้โรงเรียนจัดสอบพร้อมกันหรอกมักจะมาลองทดสอบกันก่อนล่วงหน้า”
“ก่อนที่จะมีการแบ่งคณะ นักศึกษาใหม่สามารถลองทดสอบได้หลายครั้งแล้วจะยึดเอาคะแนนที่ดีที่สุดไปบันทึกผล”
“นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ผ่านการต่อสู้ในแต่ละชั้นของหอพิชิตดาวก็จะได้รับรางวัลตามที่กำหนดไว้ด้วย”
“ว่าไงล่ะ อยากจะไปลองดูระดับความยากของหอพิชิตดาวก่อนไหม?”
ซินซวงมองเจียงจืออวี๋ด้วยรอยยิ้มไม่รู้ทำไมเจียงจืออวี๋ถึงรู้สึกว่ารุ่นพี่คนนี้กำลังยุให้เธอไปลองดีเพื่อให้เสียหน้าเล่นๆ
ทว่าในแผนการของเธอเธอก็ตั้งใจจะมาบุกหอพิชิตดาวในช่วงนี้อยู่แล้ว
“ได้ค่ะ”
เมื่อเห็นสายตาของซินซวงเจียงจืออวี๋ก็พยักหน้าตกลง
พูดจบเจียงจืออวี๋ก็ก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารเบื้องหน้าส่วนซินซวงและจางสิงที่มองตามแผ่นหลังของเธอไป ก็เริ่มกระซิบกระซาบคุยกัน
“จางสิง ตอนนายบุกหอพิชิตดาวครั้งแรก นายไปได้ถึงชั้นไหน?”
“ชั้นหก โดนสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีทหารอสูรระดับสามงับตายคาที่น่ะสิ”
จางสิงไหวไหล่“เธอก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
“ก็นั่นสินะ นักศึกษาใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียนปกติจะไปได้ถึงแค่ชั้นสามถึงชั้นห้าชั้นหกนี่นับว่าเป็นขีดจำกัดของเด็กใหม่แล้วล่ะ”
“มาลองทายกันไหม ว่ารุ่นน้องเจียงจะบุกไปได้ถึงชั้นที่เท่าไหร่?”