Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 141 งูยักษ์ทะลวงสวรรค์

            อวี๋จื่ออวี๋ไม่รับรู้เรื่องราวทางฝั่งมนุษย์หรือจะกล่าวว่าต่อให้รู้เขาก็ไม่ไยดี

            สำหรับเขาแล้วการวิวัฒนาการตนเองและการขยายขุมกำลังคือสิ่งสำคัญที่สุด

            “ติ๊ง!ท่านสังหารหมูป่ากลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่สี่ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +40แต้ม”

            “ติ๊ง!ท่านสังหารกระต่ายป่ากลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่สอง ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +20แต้ม”

            ....

            ท่ามกลางเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นไม่ขาดสายอวี๋จื่ออวี๋อาศัยซากเหยื่อที่ปีศาจกระทิง เสือขาว และสัตว์ป่าตนอื่นๆล่ามาได้เพื่อบำรุงพลังวิญญาณแต้มวิวัฒนาการจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนสังเกตได้ชัด

            เพียงชั่วเวลาครึ่งคืนอวี๋จื่ออวี๋อาศัยแต้มวิวัฒนาการเหล่านี้เสริมแกร่งกิ่งก้านได้เพิ่มขึ้นอีกเกือบสามสิบกิ่ง

            เมื่อแหงนหน้ามองกิ่งก้านหลายสิบกิ่งที่เขียวขจีดุจหยกโบกสะบัดพลิ้วไปตามลม

            “พุ่งสังหาร”

            เขาพึมพำแผ่วเบา

            “ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ...”

            กิ่งก้านหลายสิบกิ่งพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากคันศร

            ทว่าในชั่วพริบตาม่านตาของอวี๋จื่ออวี๋พลันหดเล็กลง...

            กิ่งก้านหลายสิบกิ่งนี้กลับขยายใหญ่ขึ้นฉับพลัน...

            จากนั้น ราวกับเทพธิดาโปรยดอกไม้กิ่งก้านจำนวนมหาศาลระเบิดออกอย่างรุนแรง

            “ตูม ตูม ตูม...”

            ผืนดินสั่นสะเทือนกัมปนาทในทันที

            เมื่อดึงกิ่งก้านกลับมาพื้นที่โดยรอบกลับกลายเป็นร่องรอยคล้ายถูกพายุหมุนถล่มใส่ผืนดินพรุนไปด้วยรูนับไม่ถ้วนปรากฏแก่สายตาของอวี๋จื่ออวี๋

            อวี๋จื่ออวี๋แย้มยิ้มออกมาเขาพอใจในพลานุภาพระดับนี้ไม่น้อย

            นี่เป็นเพียงการหยั่งเชิงโดยไม่ได้เร่งเร้าพลังวิญญาณอย่างเต็มที่...

            หากทุ่มพลังวิญญาณทั้งหมดอวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่าอานุภาพการพุ่งสังหารของกิ่งก้านจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว

            และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นกิ่งก้านไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแยกหนึ่งเป็นสิบอีกต่อไป

            นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามซึ่งอวี๋จื่ออวี๋เพิ่งค้นพบจุดเด่นของมัน

            พลังวิญญาณ

            ใช่แล้ว มันคือพลังวิญญาณ

            การแยกตัวของกิ่งก้านขึ้นอยู่กับปริมาณการปลดปล่อยพลังวิญญาณ

            กล่าวคือหากอวี๋จื่ออวี๋อัดพลังวิญญาณให้มากขึ้น กิ่งก้านก็จะยิ่งแยกตัวได้มากขึ้น

            พูดอีกนัยหนึ่งหากอวี๋จื่ออวี๋ส่งพลังวิญญาณหนึ่งพันหน่วยให้กิ่งก้านหนึ่งกิ่งมันจะแยกจากหนึ่งเป็นสิบ หากส่งหนึ่งหมื่นหน่วย มันจะแยกจากหนึ่งเป็นร้อย

            เพียงจุดนี้ก็จินตนาการได้แล้วว่าเหตุใดความสามารถนี้จึงน่าหวาดหวั่นและมีเพียงสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามเท่านั้นที่ครอบครองได้

            สำหรับสัตว์ป่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามเหล่านั้นพลังวิญญาณเป็นเพียงตัวเลขพลังวิญญาณนับล้านหน่วยของพวกมันเพียงพอจะตอบสนองความต้องการส่วนใหญ่ได้แล้ว

            นี่ยังไม่รวมถึงความเร็วในการฟื้นฟูพลังวิญญาณของพวกมัน

            หมายความว่าหากอวี๋จื่ออวี๋เลื่อนระดับสู่สิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามอย่างแท้จริงเขาจะสามารถใช้พลังวิญญาณมหาศาลดุจมหาสมุทรเปลี่ยนกิ่งก้านให้กลายเป็นคลื่นยักษ์ในพริบตา ท่วมท้นผืนนภา กลืนกินปฐพีจนบดบังแสงสุริยาได้โดยแท้จริง นี่ไม่ใช่เรื่องเกินเลย

            และนี่คือความน่าเกรงขามของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สาม

            หนึ่งคนต้านหนึ่งประเทศไร้เทียมทานอย่างแท้จริง!

            ....

            ทันใดนั้น อวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงบางสิ่งเขาหรี่ตาลง

            เมื่อทอดสายตามองออกไป

            ที่เส้นขอบฟ้าปรากฏเงาร่างสีดำขนาดมหึมาเคลื่อนตัวเข้ามาในครรลองสายตา

            “กลับมาแล้วหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆพลางยกระดับการมองเห็นให้คมชัดขึ้น

            ภาพที่ปรากฏคือกลุ่มกอริลลาสีดำขนาดมหึมาหลายสิบตัวทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็ก เดินตามหลังคิงคองมาเป็นขบวน

            ความสูงเฉลี่ยของพวกมันอยู่ที่ประมาณสองถึงสามเมตร

            เมื่อเทียบกับก่อนกลายพันธุ์พวกมันใหญ่ขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว

            ยิ่งไปกว่านั้นกอริลลาสีดำเหล่านี้ล้วนมีพลังอยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่ห้าหรือหกและมีตัวหนึ่งกลายพันธุ์ไปถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดด้วยซ้ำ

            “จิ๊จิ๊... ครั้งนี้กำไรมหาศาลจริงๆ”

            อวี๋จื่ออวี๋เม้มริมฝีปากด้วยความพึงพอใจลึกๆ

            กอริลลากลายพันธุ์เหล่านี้ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่อ่อนแออย่างแน่นอน

            ในฐานะสัตว์ตระกูลลิงที่เป็นตัวแทนแห่งพละกำลังกอริลลาที่กลายพันธุ์แล้วเหล่านี้สามารถฉีกกระชากเสือหรือเสือดาวด้วยมือเปล่าได้อย่างง่ายดาย

            ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังมีระดับสติปัญญาพอสมควร

            และสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มกว้าง เขาเห็นภาพ‘ฝูงกอริลลากลายพันธุ์ยืนกอดอกจ้องมองมนุษย์ที่กำลังตกตะลึงด้วยสายตาเย็นชา’

            การมีอยู่ของพวกมันเทียบเท่ากับกองกำลังมนุษย์กลายพันธุ์สายเสริมแกร่งที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม

            นี่ยังไม่นับรวมความสามารถโดยกำเนิดของพวกมัน

            อาจกล่าวได้ว่า ในระดับเดียวกันมนุษย์แทบไม่มีทางต่อกรกับพวกมันได้เลย

            ในส่วนเรื่องปืนใหญ่หรือกระสุนน่ะหรือ?

            หึหึ หากได้รับการชี้แนะจากอวี๋จื่ออวี๋แล้วเจ้าพวกตัวโตกลุ่มนี้จะยังหวาดกลัวอาวุธเหล่านั้นอีกหรือ?

            “แผนคือให้พวกมันรับหน้าที่ก่อสร้างนครใต้ดินและใช้การฝึกแบบทหารที่เข้มงวดที่สุดของมนุษย์เพื่อขัดเกลาพวกมัน...”

            “ด้วยวิธีนี้ ในอีกไม่นาน ข้าจะได้รับ‘หน่วยรบเหนือธรรมชาติ’ ที่ทรงพลังเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้”

            อวี๋จื่ออวี๋รำพึงพลางตัดสินใจอย่างแน่วแน่

            ในหมู่มนุษย์มีคำกล่าวว่า...‘ใช้เวทมนตร์สยบเวทมนตร์’

            ช่างเป็นคำที่เหมาะกับสถานการณ์นี้ยิ่งนัก

            ตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋เริ่มตั้งตารอวันที่ความขัดแย้งกับมนุษย์จะระเบิดขึ้นในอนาคตเสียแล้ว

            เมื่อมีกอริลลากลุ่มนี้อยู่อวี๋จื่ออวี๋จะสามารถชิงลงมือก่อนได้

            ทว่าก่อนหน้านั้นเขาจำเป็นต้องจัดการระเบียบกลุ่มกอริลลานี้ให้เรียบร้อยรวมถึงสั่งให้ชิงเอ๋อร์ไปนำชุดวิธีการฝึกทหารที่โหดหินที่สุดจากฝั่งมนุษย์มาให้ได้

            เรื่องการฝึกทหารนั้นอวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้เชี่ยวชาญมากนัก

            นอกจากครูฝึกที่มีประสบการณ์โชกโชนแล้วคาดว่าคงไม่มีใครเข้าใจแก่นแท้ของมัน

            อีกทั้งในยุคฟื้นคืนพลังวิญญาณร่างกายของมนุษย์แข็งแกร่งขึ้นมากอวี๋จื่ออวี๋คิดว่าการฝึกทหารในยุคนี้อาจจะต่างจากที่เขาเคยรู้จัก

            ด้วยเหตุนี้การให้ชิงเอ๋อร์ไปนำคู่มือการฝึกมาจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

            ส่วนเรื่องที่จะคิดค้นขึ้นมาเองนั้น

            ขออภัยนอกจากจะดูไม่เป็นระบบและเห็นผลช้าแล้ว

            หากเทียบกับฝั่งมนุษย์คาดว่าคงห่างชั้นกันหลายขุม

            วิธีการฝึกทหารของมนุษย์คือขุมทรัพย์ทางปัญญาที่กลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญนับหมื่นคนและการทดสอบนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์

            ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอาจรวบรวมภูมิปัญญานับพันปีของมนุษยชาติไว้ในนั้น

            มนุษย์อาจมองข้ามความรู้เหล่านี้แต่สำหรับเผ่าพันธุ์กอริลลาที่เพิ่งเริ่มมีสติปัญญามันไม่ต่างจากการได้รับการถ่ายทอดพลังจากเทพเจ้าและจะช่วยเร่งความเร็วในการวิวัฒนาการของพวกมันได้อย่างมหาศาล

            ในตอนนั้นเองเมื่อเห็นกลุ่มกอริลลาเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกว่าจำเป็นต้องสำแดงเดชเพื่อข่มขวัญเสียหน่อย

            คิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึก

            “ฟู่...”

            ครู่หนึ่ง ม่านตาของอวี๋จื่ออวี๋หดเล็กลงพลังวิญญาณระเบิดพล่านออกมาอย่างต่อเนื่อง

            ขณะนั้นราวกับมีสายฟ้าฟาดระเบิดก้องในโสตประสาทของเหล่ากอริลลา

            พวกมันจ้องมองเขาด้วยสายตาหวาดผวาผืนดินสั่นสะเทือนรอยแยกยาวเกือบสามสิบเมตรที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งปรากฏขึ้นดุจปากอสูรที่พร้อมจะกลืนกินพวกมันทุกเมื่อ

            “โฮก โฮก โฮก...”

            กอริลลาแต่ละตัวส่งเสียงคำรามต่ำด้วยความหวาดกลัวพลางวิ่งหนีไปทางขอบรอยแยกทั้งสองฝั่ง

            ทันใดนั้น

            “ฟุบ ฟุบ ฟุบ...”

            รากฝอยจำนวนมหาศาลพุ่งพรวดออกจากรอยแยกด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทันและพันธนาการพวกมันไว้ในชั่วพริบตา

            “โฮก...”

            กอริลลาจำนวนมากพากันกู่ร้องแม้แต่คิงคองในยามนี้ดวงตาก็พร่ามัวไปด้วยความตกตะลึง

            ภายในรอยแยกขนาดมหึมาที่ลึกสุดหยั่งนั้นปรากฏเงาร่างของรากไม้ที่เหมือนงูยักษ์ทะลวงสวรรค์พุ่งทะยานขึ้นมา

            ใช่แล้ว มันคืองูยักษ์ทะลวงสวรรค์

            ขนาดของมันยิ่งใหญ่เกินพรรณนาเพียงแค่ขยับกาย ผืนดินก็ฉีกขาดจากกันต่อเนื่อง

            มองจากที่ไกลๆราวกับเทือกเขาทั้งลูกกำลังถูกผ่าออกเป็นสองส่วน

            ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคืองูยักษ์ทะลวงสวรรค์เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด

            “อึก...”

            เหล่ากอริลลากลืนน้ำลายอึกใหญ่ราวกับมนุษย์พวกมันแต่ละตัวต่างมีสีหน้าหวาดผวาสุดขีด

            ทันใดนั้นงูยักษ์ทะลวงสวรรค์ตัวนี้ก็ผงาดขึ้นจากพื้นดินอย่างฉับพลัน

            “ตูม!”

            แรงปะทะนำมาซึ่งพายุหมุนและแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ

            กอริลลาที่ถูกรากฝอยพันธนาการไว้ถูกฉุดลากให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าตามการทะยานขึ้นของงูยักษ์

            ห้าสิบเมตร

            หนึ่งร้อยเมตร

            สองร้อยเมตร

            ......

            ลมหนาวบนท้องฟ้าพัดโหมกระหน่ำทิวทัศน์เบื้องล่างเล็กลงอย่างรวดเร็ว

            กอริลลาแต่ละตัวหวาดกลัวจนหน้าถอดสีแม้คิงคองจะพลิกตัวขึ้นไปเหยียบอยู่บนร่างอสรพิษยักษ์ได้แล้วแต่มันก็ยังอดสั่นสะท้านไม่ได้

            ความยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ช่างน่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว

            และที่สำคัญที่สุด คิงคองตระหนักได้ว่างูยักษ์ทะลวงสวรรค์ที่พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนี้เป็นเพียงรากไม้เส้นหนึ่งของ ‘นายท่าน’ เท่านั้น

            ใช่แล้ว

            เพียงรากแขนงเส้นเดียวกลับสร้างแรงกดดันอันมหาศาลเกินพรรณนาเช่นนี้ได้!

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน