อวี๋จื่ออวี๋ไม่รับรู้เรื่องราวทางฝั่งมนุษย์หรือจะกล่าวว่าต่อให้รู้เขาก็ไม่ไยดี
สำหรับเขาแล้วการวิวัฒนาการตนเองและการขยายขุมกำลังคือสิ่งสำคัญที่สุด
“ติ๊ง!ท่านสังหารหมูป่ากลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่สี่ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +40แต้ม”
“ติ๊ง!ท่านสังหารกระต่ายป่ากลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่สอง ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +20แต้ม”
....
ท่ามกลางเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นไม่ขาดสายอวี๋จื่ออวี๋อาศัยซากเหยื่อที่ปีศาจกระทิง เสือขาว และสัตว์ป่าตนอื่นๆล่ามาได้เพื่อบำรุงพลังวิญญาณแต้มวิวัฒนาการจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนสังเกตได้ชัด
เพียงชั่วเวลาครึ่งคืนอวี๋จื่ออวี๋อาศัยแต้มวิวัฒนาการเหล่านี้เสริมแกร่งกิ่งก้านได้เพิ่มขึ้นอีกเกือบสามสิบกิ่ง
เมื่อแหงนหน้ามองกิ่งก้านหลายสิบกิ่งที่เขียวขจีดุจหยกโบกสะบัดพลิ้วไปตามลม
“พุ่งสังหาร”
เขาพึมพำแผ่วเบา
“ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ...”
กิ่งก้านหลายสิบกิ่งพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากคันศร
ทว่าในชั่วพริบตาม่านตาของอวี๋จื่ออวี๋พลันหดเล็กลง...
กิ่งก้านหลายสิบกิ่งนี้กลับขยายใหญ่ขึ้นฉับพลัน...
จากนั้น ราวกับเทพธิดาโปรยดอกไม้กิ่งก้านจำนวนมหาศาลระเบิดออกอย่างรุนแรง
“ตูม ตูม ตูม...”
ผืนดินสั่นสะเทือนกัมปนาทในทันที
เมื่อดึงกิ่งก้านกลับมาพื้นที่โดยรอบกลับกลายเป็นร่องรอยคล้ายถูกพายุหมุนถล่มใส่ผืนดินพรุนไปด้วยรูนับไม่ถ้วนปรากฏแก่สายตาของอวี๋จื่ออวี๋
อวี๋จื่ออวี๋แย้มยิ้มออกมาเขาพอใจในพลานุภาพระดับนี้ไม่น้อย
นี่เป็นเพียงการหยั่งเชิงโดยไม่ได้เร่งเร้าพลังวิญญาณอย่างเต็มที่...
หากทุ่มพลังวิญญาณทั้งหมดอวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่าอานุภาพการพุ่งสังหารของกิ่งก้านจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นกิ่งก้านไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแยกหนึ่งเป็นสิบอีกต่อไป
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามซึ่งอวี๋จื่ออวี๋เพิ่งค้นพบจุดเด่นของมัน
พลังวิญญาณ
ใช่แล้ว มันคือพลังวิญญาณ
การแยกตัวของกิ่งก้านขึ้นอยู่กับปริมาณการปลดปล่อยพลังวิญญาณ
กล่าวคือหากอวี๋จื่ออวี๋อัดพลังวิญญาณให้มากขึ้น กิ่งก้านก็จะยิ่งแยกตัวได้มากขึ้น
พูดอีกนัยหนึ่งหากอวี๋จื่ออวี๋ส่งพลังวิญญาณหนึ่งพันหน่วยให้กิ่งก้านหนึ่งกิ่งมันจะแยกจากหนึ่งเป็นสิบ หากส่งหนึ่งหมื่นหน่วย มันจะแยกจากหนึ่งเป็นร้อย
เพียงจุดนี้ก็จินตนาการได้แล้วว่าเหตุใดความสามารถนี้จึงน่าหวาดหวั่นและมีเพียงสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามเท่านั้นที่ครอบครองได้
สำหรับสัตว์ป่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามเหล่านั้นพลังวิญญาณเป็นเพียงตัวเลขพลังวิญญาณนับล้านหน่วยของพวกมันเพียงพอจะตอบสนองความต้องการส่วนใหญ่ได้แล้ว
นี่ยังไม่รวมถึงความเร็วในการฟื้นฟูพลังวิญญาณของพวกมัน
หมายความว่าหากอวี๋จื่ออวี๋เลื่อนระดับสู่สิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามอย่างแท้จริงเขาจะสามารถใช้พลังวิญญาณมหาศาลดุจมหาสมุทรเปลี่ยนกิ่งก้านให้กลายเป็นคลื่นยักษ์ในพริบตา ท่วมท้นผืนนภา กลืนกินปฐพีจนบดบังแสงสุริยาได้โดยแท้จริง นี่ไม่ใช่เรื่องเกินเลย
และนี่คือความน่าเกรงขามของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สาม
หนึ่งคนต้านหนึ่งประเทศไร้เทียมทานอย่างแท้จริง!
....
ทันใดนั้น อวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงบางสิ่งเขาหรี่ตาลง
เมื่อทอดสายตามองออกไป
ที่เส้นขอบฟ้าปรากฏเงาร่างสีดำขนาดมหึมาเคลื่อนตัวเข้ามาในครรลองสายตา
“กลับมาแล้วหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆพลางยกระดับการมองเห็นให้คมชัดขึ้น
ภาพที่ปรากฏคือกลุ่มกอริลลาสีดำขนาดมหึมาหลายสิบตัวทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็ก เดินตามหลังคิงคองมาเป็นขบวน
ความสูงเฉลี่ยของพวกมันอยู่ที่ประมาณสองถึงสามเมตร
เมื่อเทียบกับก่อนกลายพันธุ์พวกมันใหญ่ขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว
ยิ่งไปกว่านั้นกอริลลาสีดำเหล่านี้ล้วนมีพลังอยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่ห้าหรือหกและมีตัวหนึ่งกลายพันธุ์ไปถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดด้วยซ้ำ
“จิ๊จิ๊... ครั้งนี้กำไรมหาศาลจริงๆ”
อวี๋จื่ออวี๋เม้มริมฝีปากด้วยความพึงพอใจลึกๆ
กอริลลากลายพันธุ์เหล่านี้ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่อ่อนแออย่างแน่นอน
ในฐานะสัตว์ตระกูลลิงที่เป็นตัวแทนแห่งพละกำลังกอริลลาที่กลายพันธุ์แล้วเหล่านี้สามารถฉีกกระชากเสือหรือเสือดาวด้วยมือเปล่าได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังมีระดับสติปัญญาพอสมควร
และสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มกว้าง เขาเห็นภาพ‘ฝูงกอริลลากลายพันธุ์ยืนกอดอกจ้องมองมนุษย์ที่กำลังตกตะลึงด้วยสายตาเย็นชา’
การมีอยู่ของพวกมันเทียบเท่ากับกองกำลังมนุษย์กลายพันธุ์สายเสริมแกร่งที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม
นี่ยังไม่นับรวมความสามารถโดยกำเนิดของพวกมัน
อาจกล่าวได้ว่า ในระดับเดียวกันมนุษย์แทบไม่มีทางต่อกรกับพวกมันได้เลย
ในส่วนเรื่องปืนใหญ่หรือกระสุนน่ะหรือ?
หึหึ หากได้รับการชี้แนะจากอวี๋จื่ออวี๋แล้วเจ้าพวกตัวโตกลุ่มนี้จะยังหวาดกลัวอาวุธเหล่านั้นอีกหรือ?
“แผนคือให้พวกมันรับหน้าที่ก่อสร้างนครใต้ดินและใช้การฝึกแบบทหารที่เข้มงวดที่สุดของมนุษย์เพื่อขัดเกลาพวกมัน...”
“ด้วยวิธีนี้ ในอีกไม่นาน ข้าจะได้รับ‘หน่วยรบเหนือธรรมชาติ’ ที่ทรงพลังเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้”
อวี๋จื่ออวี๋รำพึงพลางตัดสินใจอย่างแน่วแน่
ในหมู่มนุษย์มีคำกล่าวว่า...‘ใช้เวทมนตร์สยบเวทมนตร์’
ช่างเป็นคำที่เหมาะกับสถานการณ์นี้ยิ่งนัก
ตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋เริ่มตั้งตารอวันที่ความขัดแย้งกับมนุษย์จะระเบิดขึ้นในอนาคตเสียแล้ว
เมื่อมีกอริลลากลุ่มนี้อยู่อวี๋จื่ออวี๋จะสามารถชิงลงมือก่อนได้
ทว่าก่อนหน้านั้นเขาจำเป็นต้องจัดการระเบียบกลุ่มกอริลลานี้ให้เรียบร้อยรวมถึงสั่งให้ชิงเอ๋อร์ไปนำชุดวิธีการฝึกทหารที่โหดหินที่สุดจากฝั่งมนุษย์มาให้ได้
เรื่องการฝึกทหารนั้นอวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้เชี่ยวชาญมากนัก
นอกจากครูฝึกที่มีประสบการณ์โชกโชนแล้วคาดว่าคงไม่มีใครเข้าใจแก่นแท้ของมัน
อีกทั้งในยุคฟื้นคืนพลังวิญญาณร่างกายของมนุษย์แข็งแกร่งขึ้นมากอวี๋จื่ออวี๋คิดว่าการฝึกทหารในยุคนี้อาจจะต่างจากที่เขาเคยรู้จัก
ด้วยเหตุนี้การให้ชิงเอ๋อร์ไปนำคู่มือการฝึกมาจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนเรื่องที่จะคิดค้นขึ้นมาเองนั้น
ขออภัยนอกจากจะดูไม่เป็นระบบและเห็นผลช้าแล้ว
หากเทียบกับฝั่งมนุษย์คาดว่าคงห่างชั้นกันหลายขุม
วิธีการฝึกทหารของมนุษย์คือขุมทรัพย์ทางปัญญาที่กลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญนับหมื่นคนและการทดสอบนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอาจรวบรวมภูมิปัญญานับพันปีของมนุษยชาติไว้ในนั้น
มนุษย์อาจมองข้ามความรู้เหล่านี้แต่สำหรับเผ่าพันธุ์กอริลลาที่เพิ่งเริ่มมีสติปัญญามันไม่ต่างจากการได้รับการถ่ายทอดพลังจากเทพเจ้าและจะช่วยเร่งความเร็วในการวิวัฒนาการของพวกมันได้อย่างมหาศาล
ในตอนนั้นเองเมื่อเห็นกลุ่มกอริลลาเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกว่าจำเป็นต้องสำแดงเดชเพื่อข่มขวัญเสียหน่อย
คิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึก
“ฟู่...”
ครู่หนึ่ง ม่านตาของอวี๋จื่ออวี๋หดเล็กลงพลังวิญญาณระเบิดพล่านออกมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะนั้นราวกับมีสายฟ้าฟาดระเบิดก้องในโสตประสาทของเหล่ากอริลลา
พวกมันจ้องมองเขาด้วยสายตาหวาดผวาผืนดินสั่นสะเทือนรอยแยกยาวเกือบสามสิบเมตรที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งปรากฏขึ้นดุจปากอสูรที่พร้อมจะกลืนกินพวกมันทุกเมื่อ
“โฮก โฮก โฮก...”
กอริลลาแต่ละตัวส่งเสียงคำรามต่ำด้วยความหวาดกลัวพลางวิ่งหนีไปทางขอบรอยแยกทั้งสองฝั่ง
ทันใดนั้น
“ฟุบ ฟุบ ฟุบ...”
รากฝอยจำนวนมหาศาลพุ่งพรวดออกจากรอยแยกด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทันและพันธนาการพวกมันไว้ในชั่วพริบตา
“โฮก...”
กอริลลาจำนวนมากพากันกู่ร้องแม้แต่คิงคองในยามนี้ดวงตาก็พร่ามัวไปด้วยความตกตะลึง
ภายในรอยแยกขนาดมหึมาที่ลึกสุดหยั่งนั้นปรากฏเงาร่างของรากไม้ที่เหมือนงูยักษ์ทะลวงสวรรค์พุ่งทะยานขึ้นมา
ใช่แล้ว มันคืองูยักษ์ทะลวงสวรรค์
ขนาดของมันยิ่งใหญ่เกินพรรณนาเพียงแค่ขยับกาย ผืนดินก็ฉีกขาดจากกันต่อเนื่อง
มองจากที่ไกลๆราวกับเทือกเขาทั้งลูกกำลังถูกผ่าออกเป็นสองส่วน
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคืองูยักษ์ทะลวงสวรรค์เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด
“อึก...”
เหล่ากอริลลากลืนน้ำลายอึกใหญ่ราวกับมนุษย์พวกมันแต่ละตัวต่างมีสีหน้าหวาดผวาสุดขีด
ทันใดนั้นงูยักษ์ทะลวงสวรรค์ตัวนี้ก็ผงาดขึ้นจากพื้นดินอย่างฉับพลัน
“ตูม!”
แรงปะทะนำมาซึ่งพายุหมุนและแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ
กอริลลาที่ถูกรากฝอยพันธนาการไว้ถูกฉุดลากให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าตามการทะยานขึ้นของงูยักษ์
ห้าสิบเมตร
หนึ่งร้อยเมตร
สองร้อยเมตร
......
ลมหนาวบนท้องฟ้าพัดโหมกระหน่ำทิวทัศน์เบื้องล่างเล็กลงอย่างรวดเร็ว
กอริลลาแต่ละตัวหวาดกลัวจนหน้าถอดสีแม้คิงคองจะพลิกตัวขึ้นไปเหยียบอยู่บนร่างอสรพิษยักษ์ได้แล้วแต่มันก็ยังอดสั่นสะท้านไม่ได้
ความยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ช่างน่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว
และที่สำคัญที่สุด คิงคองตระหนักได้ว่างูยักษ์ทะลวงสวรรค์ที่พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนี้เป็นเพียงรากไม้เส้นหนึ่งของ ‘นายท่าน’ เท่านั้น
ใช่แล้ว
เพียงรากแขนงเส้นเดียวกลับสร้างแรงกดดันอันมหาศาลเกินพรรณนาเช่นนี้ได้!