เจ้าพ่อมาเฟียย้อนเวลามาใช้ชีวิตสดใสในรั้วโรงเรียน!

    ตอนที่ 52 ไปเข้าเข้าค่ายรับน้องกันเถอะ!

    "พี่วิน ตื่นได้แล้วค่ะ วันนี้พวกเราต้องไปแต่เช้านะ!" ซัมเมอร์เดินมาถึงผ้าห่มของวินเทอร์ออก

     

    ร่างเปลือยท่อนบน ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามชัด ลีน และประดับไปด้วยรอยสักลายมังกรดูน่าเกรงขาม ปรากฏสู่สายตาของซัมเมอร์ ถึงแม้ว่าเธอจะเห็นมันทุกวัน แต่ก็ยังรู้สึกเขินทุกครั้งที่มอง

     

    วินเทอร์เดินสะลึมสะลือลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ในวันนี้เขาใส่ชุดพละประจำโรงเรียน เป็นเสื้อยืดโปโลสีฟ้า กางเกงวอร์มสีดำและรองเท้าผ้าใบสีขาว

     

    เนื่องจากวันนี้จะเป็นการทัศนศึกษาออกนอกสถานที่ วินเทอร์ที่ใส่เสื้อยืดโปโลแขนสั้นเผยให้เห็นรอยสักมังกรที่พันรอบแขนทั้งสองข้าง ซึ่งมันอาจจะให้เสียภาพลักษณ์โรงเรียนได้ ทำให้เขาต้องใส่เสื้อวอร์มสีขาวของแก๊งคลุมทับไว้อีกชั้น

     

    "คุณวิน ฉันเตรียมเสื้อผ้าและของใช้จิปาถะต่างๆ ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ" แอนนี่ในชุดเมด ลากกระเป๋าเดินทางมาให้วินเทอร์

     

    "ขอบใจนะ" วินเทอร์พรมจูบลงบนหน้าผากเธอเบาๆ

     

    ใบหน้าแอนนี่แดงระเรื่อ เธอเอ่ยพลางผลักเขาด้วยความเขิน "ระ...รีบไปโรงเรียนซะ พะ...พี่ซัมเมอร์เขายืนรอนานแล้ว!"

     

    วินเทอร์อมยิ้ม "ผมไปเข้าค่ายตั้งสองวัน แบบนี้จะไม่คิดถึงผมแย่เลยเหรอ?"

     

    "ใครคิดถึงคุณกัน!" แอนนี่ทำแก้มป่องพร้อมรีบเดินไปหาซัมเมอร์ทันที

     

    ...

     

    เมื่อกลุ่มของวินเทอร์มาถึงโรงเรียน พวกเขาก็ไปที่อาคารหอประชุมที่เคยใช้รับน้องเพื่อไปรวมตัวเช็กชื่อกันก่อน

     

    ห้อง ม.4/4 ของวินเทอร์มีกันแค่ 20 คนเท่านั้น ทำให้พวกเขาต้องรวมกับห้อง ม.4/1 ที่มีกัน 37 คน รวมกับอาจารย์ประจำชั้นของพวกเขาอีกสามท่าน เพราะว่ารถทัวร์สองชั้นคันนี้นั่งได้ 60 คนพอดี ไม่รวมคนขับ

     

    วินเทอร์เลือกที่นั่งตรงแถวเกือบหลังสุด นักเรียนจากห้องหนึ่งที่เตรียมจะยึดนั่งเบาะหลังสุด ก็ต้องพับความคิดนั้นเก็บไปทันที ถ้าเกิดพวกเขาเล่นอะไรที่มันไปรบกวนวินเทอร์เข้า คงได้ฉิบหายกันหมดแน่นอน

     

    สุดท้ายแล้วนักเรียนห้องหนึ่งก็ต้องไปกระจุกกันช่วงด้านหน้าจนถึงกลางรถ นักเรียนห้องหนึ่งที่นั่งช่วงหลังรถได้มีเพียงแค่เมฆากับเอิงเอยเท่านั้น

     

    เสียงเพลงสบายๆ เบาๆ ที่ดังไปตลอดทาง ได้ไปกล่อมให้วินเทอร์ที่นอนไม่พออยู่แล้วพล่อยหลับไปคาตักของซัมเมอร์ทันที วินเทอร์ได้นอนหลับไปตลอดทางจนถึงสวนวรนุชที่เป็นสถานที่เข้าค่ายรับน้องในปีนี้

     

    รถทัวร์ได้แล่นเข้าผ่านส่วนที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ลึกเข้าไปในส่วนที่เป็นสถานที่ไว้เข้าค่ายจัดกิจกรรมต่างๆ

     

    "พี่วินถึงแล้วค่ะ" ซัมเมอร์สะกิดแฟนหนุ่มของเธอเบา

     

    "อื้อ~" วินเทอร์บิดขี้เกียจเล็กน้อย สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

     

    หลังจากผ่านไปชั่วครู่ขบวนรถทัวร์นับสิบได้หยุดลง ทุกคนบนรกพากันเช็กสำรวจว่าหลงลืมอะไรไว้บนรถหรือไม่ ก่อนที่จะพากันทยอยลงจากรถไปรับกระเป๋าสัมภาระของตนเอง

     

    กลุ่มพี่วิทยากรประจำค่ายได้เดินมารับ และพากลุ่มนักเรียนทุกระดับชั้นเข้าไปในหอประชุมเพื่อเตรียมที่จะเริ่มเปิดค่ายการรับน้องเป็นอย่างทางการ

     

    วินเทอร์ลากกระเป๋าสองใบเดินเคียงคู่กับซัมเมอร์เข้าไปในหอประชุม และเลือกหาเก้าอี้นั่งที่ทางค่ายได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว

     

    เมื่อกลุ่มเด็กนักเรียนจากโรงเรียนบ้านหนองพญานาคแม่น้ำไนล์ ได้ที่นั่งของตนกันเรียบร้อยแล้ว กลุ่มพี่วิทยากรประจำค่ายก็พากันเดินขึ้นไปบนเวที

     

    "สวัสดีครับน้องๆ พี่ชื่อยามาโมโตะ บิลลี่ แซ่เจียง หรือจะเรียกพี่บุญส่งก็ได้นะครับ" ชายวัยกลางคนหัวหน้ากลุ่มวิทยากรเอ่ยแนะนำตัว

     

    บรรดาเด็กนักเรียนเกือบพันชีวิต ได้ยินชื่อของพี่วิทยากรคนนี้ถึงกับมึนงง

     

    พี่บุญส่งยิ้มและเริ่มอธิบายเกี่ยวกับค่าย "ยินดีต้อนรับน้องๆ จากโรงเรียนบ้านหนองพญานาคแม่น้ำไนล์นะครับ..."

     

    หลังจากอธิบายเกี่ยวกับค่ายและกฎต่างๆ ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง พี่บุญส่งก็กล่าวปิดท้ายพร้อมจับกลุ่มนักเรียนเพื่อทำกิจกรรม "เพื่อที่ง่ายต่อการจัดกิจกรรม พวกพี่จะแบ่งน้องออกเป็นกลุ่มละ 15 คนนะครับ โดยที่จะคละรวมทุกชั้นอย่างละ 5 คน"

     

    เมื่อพี่บุญส่งกล่าวจบ คณาจารย์และพี่วิทยากรก็เริ่มแบ่งกลุ่มนักเรียนจากทั้งสามระดับชั้น ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า สี่โต๋อย่างวินเทอร์ ซัมเมอร์ เมฆา และเอิงเอย ถูกล็อกให้อยู่กลุ่มเดียวอย่างไร้ซึ่งข้อกังขา

     

    รุ่นพี่ ม.6 ก็เป็นพี่ๆ ฝาแฝดตระกูล 'ลูก' สาเหตุที่สามพี่น้องฝาแฝด และสองพี่น้องฝาแฝดอีกครู่อยู่ด้วยกัน ก็เพราะว่าพวกเธอเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก

     

    ถ้าเกิดเอาทั้งห้าคนไปกระจายอยู่คนละกลุ่มแล้ว มีหวังได้สับสนกันพอดี ไม่แน่ว่าพวกเธออาจจะเนียนสลับกลุ่มเล่นกัน ทำให้ปวดหัวยิ่งไปอีก สุดท้ายเลยต้องจับมายัดอยู่ด้วยกันทั้งห้าคนเนี่ยแหละถึงจะดีที่สุด

     

    (Writer : ลูกชุบ ลูกเกด ลูกตาล เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน ส่วน ลูกแพร ลูกพีช เป็นลูกพี่ลูกน้องกับสามคนแรกและพวกเธอทั้งคู่ก็เป็นฝาแฝดเหมือนกันอีก ทั้งห้าคนนอกจากฝาแฝดของตัวเองที่มีหน้าตาเหมือนกันแล้ว พวกเธอที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็มีหน้าตาที่คล้ายกันอีก จึงทำให้ดูเหมือนแฝดห้า)

     

    พี่ ม.5 ในกลุ่มของวินเทอร์ก็เป็นชายสองหญิงสาม สองหนุ่มสุดหล่อที่เหมือนพระเอกที่หลุดมาจากซีรีส์นั่นชื่อว่า จีโน่กับเซฟ ทั้งสองมาจากห้อง ม.5/6 ที่เป็นสายศิลป์-ภาษาเกาหลี แถมพวกเขาทั้งคู่ก็เป็นแฟนกันอีกด้วย!

     

    และสามสาว ม.5 พวกเธอนั้นมาจากคนละสายวิชากัน พี่ฟิล์ม มาจากศิลป์-ภาษาจีน พี่โบตั๋น มาจากศิลป์-คหกรรม และคนสุดท้ายพี่เนม มาจากศิลป์-คำนวณห้อง 9

     

    ส่วน ม.4 อีกคนนอกจากกลุ่มของวินเทอร์แล้ว เธอก็คือ ข้าวฟ่าง ห้อง ม.4/5 ศิลป์-ภาษาฝรั่งเศส

     

    อย่างที่ทราบกันว่าเด็กห้องห้า ส่วนใหญ่จะเป็นลูกคุณหนู มีรสนิยมการแต่งที่ดูไฮโซ แต่งหน้าจนหนาเตอะเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมตามเงินที่จ่ายไหว บนร่างประดับไปด้วยของแบรนด์เนม โทรศัพท์ก็ต้องเป็นยี่ห้อผลไม้ชื่อดัง

     

    แต่เด็กสาวที่ชื่อข้าวฟ่างคนนี้กลับไม่มีอะไรเหมือนที่ว่ามาเลยแม้แต่นิดเดียว เธอดูบ้านๆ ตัวเล็กดูอ้อนแอ้น หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางเป็นธรรมชาติ ดูเหมือนเด็กสาวชาวบ้านทั่วไป แต่กลับมีความน่ารักที่เทียบเท่าจักรวาล

     

    หลังจากที่พวกเขาได้พูดคุยทำความรู้จักกันแล้ว กลุ่มอื่นๆ ก็เริ่มจัดกลุ่มกันเสร็จแล้ว พวกเขาเลยพากันไปตั้งวงนั่งรอกันก่อน เพราะในตอนนี้เก้าอี้ที่ถูกตั้งไว้ถูกยกไปวางซ้อนกันด้านข้างแล้ว

     

    "อุ๊ยๆ ดูสินั่นใครเอ่ย? ยัยเฉิ่มนี่นา~" เด็กสาวผมทองที่ผ่านการกัดสี เดินเชิดคอยาวระหงตรงมาที่ข้าวฟ่างพร้อมกับกลุ่มผองเพื่อน

     

    "ก็ว่าอยู่ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ เป็นแกนี่เองยัยขอทาน" เด็กสาวรูปร่างท้วมที่ยืนอยู่ข้างเด็กสาวผมทองหัวเราะคิกคัก

     

    เด็กสาวในกลุ่มอีกคนยกมือขึ้นมาบีบจมูก "แหวะ เหม็นกลิ่นสาบคนจน รู้สึกอยากจะอ้วก ไม่รู้ว่าพวกคุณทนกันไปได้ยังไง มีนังตัวกาลกิณีอยู่ในกลุ่มด้วยแบบนี้"

     

    กลุ่มลูกคุณหนูไฮโซประมาณ 5-6 คน ได้ยืนล้อมข้าวฟ่างและเริ่มพูดจาดูถูกเหยียดหยามเธอสารพัด

     

    ข้าวฟ่างที่ถูกพวกเธอรุมดูถูก จนลามไปถึงเรื่องครอบครัว มันทำให้เธอรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เธอทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งจิกฝ่ามือ ภายในใจอัดแน่นไปด้วยความโกรธ แต่เธอทำอะไรไม่ได้เลย เพราะกลุ่มหญิงสาวตรงหน้าเป็นลูกคุณหนูมีฐานะชาติตระกูล

     

    ถ้าเกิดเธอทำมิดีมิร้ายกับพวกเขาแล้วละก็ มันจะไปส่งผลกระทบกับครอบครัวเธอได้ ก่อนหน้านี้เธอได้ถูกพวกเขาพูดจาล้อเลียน ดูถูก ถากถางสารพัด แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าพวกเขาได้ข่มขู่เธอเอาไว้ว่า ถ้าเกิดเธอแตะต้องพวกเขาแม้แต่นิดเดียว ครอบครัวของเธอจะต้องล้มละลายแน่นอน

     

    ข้าวฟ่างที่ได้ยินเช่นนี้ จึงทำได้แค่เก็บความอัดอั้นไว้ในใจ ยอมให้พวกเธอดูถูกเหยียดหยาม

     

    "ต๊ายตาย! กำไรยี่ห้ออะไรกันละเนี่ย? หยกเหรอ? ไม่สิ ดูดีๆ แล้วมันก็แค่หินอ่อนเอามาขัดนี่นา~ นังขอทานอย่างแกจะไปมีปัญญาซื้อหยกแท้ได้ยังไง" เด็กสาวผมทองกระชากกำไรออกจากมือข้าวฟ่าง และได้เขวี้ยงกำไรลงพื้นทันที

     

    จากนั้นเธอก็โชว์กำไรข้อมือขึ้นตรงหน้าข้าวฟ่าง "รู้จักไหมย่ะ นี่กำไร Cartier Love Bracelet มูลค่าของมันตั้งสองแสนกว่าบาทเลยนะ เยอะกว่าเงินที่พ่อของแกหาทั้งปีอีก อุ๊ย! ลืมไป การคุยภาษาเงินกับคนจนๆ แบบแกคงไม่รู้เรื่องสินะ โฮะๆ"

     

    กลุ่มลูกคุณหนูไฮโซพากันหัวเราะลั่นออกมาด้วยความชอบใจ ที่พวกเธอได้รุมเยาะเย้ยข้าวฟ่าง

     

    วินเทอร์เดินไปด้านหน้าข้าวฟ่างเผชิญเข้ากับกลุ่มคุณหนูไฮโซ ก่อนที่เขาจะก้มลงหยิบกำไรหินอ่อนบนพื้นขึ้นมาดูด้วยความพึงพอใจ

     

    "อากาศประเทศช้างร้อนเหมือนกันนะเนี่ย ไม่น่าใส่เสื้อวอร์มไว้เลย" วินเทอร์ถกแขนเสื้อวอร์มลง พร้อมสะบัดมือเบาๆ คลายร้อน

     

    หลังจากที่แขนเสื้อของวินเทอร์ที่ถูกถกลง เผยให้เห็นว่าบนแขนที่เขาขยับไปมา มีบางสิ่งที่ส่องแสงระยิบระยับวาววับกับแสงไฟในหอประชุมจนตาแสบตา

     

    "ไอหยาๆ Jacob & Co. BILLIONAIRE เรือนนี้สะท้อนกับแสงไฟแล้วมันจะเปล่งระยิบระยับจริงด้วย เธอก็ลองซื้อมาใส่ดูบ้างสิ ไม่แพงเลยๆ ประมาณหกร้อยล้านกว่าบาทเอง" วินเทอร์ยกแขนขึ้นสูง เพื่อให้ตัวเรือนนาฬิกาสะท้อนกับแสงไฟ

     

    บรรดาลูกคุณหนูที่ได้ยินราคาถึงกับหน้าซีดเผือด เธอไม่คิดว่าวินเทอร์จะโม้เรื่องราคาแม้แต่น้อย สำหรับลูกคุณที่เห็นเครื่องประดับเพชรพลอยมานับไม่ถ้วน จะไม่สามารถดูออกเลยหรือว่าตัวนาฬิกาของวินเทอร์เป็นของปลอม ถึงเธอจะไม่ทราบราคาเป๊ะๆ แต่ก็คงไม่ต่ำกว่าร้อยล้านแน่นอน

     

    ถึงบ้านเธอจะรวยแค่ไหน กว่าเธอจะอ้อนขอให้พ่อซื้อกำไรวงนี้ให้มันก็ลำบากอยู่ไม่น้อย

     

    จากปกติเธอจะชอบอวดรวยโชว์ความหรูหราให้คนอื่นอิจฉาและไปตามแซะจิกกัด แต่มาเวลานี้วินเทอร์กลับมาโชว์ความมั่งคั่งต่อหน้าเธอ แค่นาฬิกาเรือนเดียวก็แพงกว่าบ้านกว่ารถของเธอรวมกันแล้ว

     

    เธอจึงเตรียมที่จะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างกับวินเทอร์ แต่ก็ถูกเขาพูดขัดไว้ซะก่อน

     

    "ในหอประชุมนี่เขาเปิดแอร์จริงไหมเนี่ย ทำไมมันร้อนจัง?" วินเทอร์ปลดกระดุมเสื้อหนึ่งเม็ด และขยับปกเสื้อเบาๆ

     

    สร้อยคอเพชรเส้นโตที่อยู่บนคอของวินเทอร์ได้เผยสู่สายตาผู้คนทันที ความระยิบระยับของมันไม่น้อยหน้านาฬิกาบนข้อมือวินเทอร์แม้แต่น้อย

     

    กลุ่มลูกคุณหนูไฮโซได้แต่กลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก สร้อยคอเพชรเส้นเบ้อเร่อไหนจะแสงสะท้อนที่แวบวับออกมาจนตาแทบบอดนั่นอีก

     

    "แหะๆ ที่จริงแล้วฉันยังมีเครื่องประดับพวกนี้ที่บ้านอีกตั้งหลายร้อยเส้น ถ้าเธอสนใจก็บอกนะ" วินเทอร์เกาหูเบาๆ แต่ว่าบนหูของเขานั่นก็ประดับด้วยต่างหูเพชรเม็ดงามเช่นเดียวกัน

     

    เวลานี้ กลุ่มลูกคุณหนูถึงกับหน้าเสียแล้ว พวกเธออยากจะรีบวิ่งหนีไปซ่อนให้ไกล ไปให้ห่างจากวินเทอร์ ถ้าเป็นตามปกติเจอผู้ชายรวยๆ แบบนี้ พวกเธอคงกระโจนเขาใส่แล้ว

     

    พวกเธอพึ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า ชายหนุ่มตรงหน้าเขาเป็นมาเฟียที่ร่ำลือกันคนนั้น แถมทางบ้านของเธอก็เคยเตือนไว้แล้วว่าอย่าไปยุ่งกับชายคนนี้ ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา พวกเธอจะถูกตัดหางปล่อยวัดทันที

     

    "พวกเราต่างซื้อของที่ 'ไม่จำเป็น' ด้วยเงินที่เรายังคง 'ไม่มี' เพื่ออวดคนที่เรา 'ไม่ชอบ' " วินเทอร์มองไปที่กลุ่มลูกคุณหนูตรงหน้า และพูดไปตามอารมณ์

     

    เมื่อได้ยินประโยคนี้เข้าไป ในตอนนี้ พวกเธอก็ไม่กล้าที่จะรั้งอยู่ต่ออีกแล้ว ต่างพากันวิ่งหนีจากไปด้วยความอับอายทันที


    Writer : ช่วงนี้อาจลงนิยายหลอนเวลาไปบ้าง เพราะไรต์กำลังหาเวลาลงนิยายอยู่น้าบ ว่าจะลงตอนกี่โมงดี แนะนำกันมาได้นะน้าบว่าช่วงไหนคุณรี้ดว่างอ่านนิยายกัน 555555