“ว่ายังไงนะ นายน้อยเฟิงอยู่ที่หน้าตระกูลไป๋เหรอ” ไป๋ชินหลงสีหน้าแสดงความวิตกกังวลขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินคนโทรมารายงาน ซึ่งนั่นไม่อาจไม่รอดพ้นสายตาของไป่ฉีไปได้
“มีอะไรรึเปล่าครับ สีหน้าประมุขไป๋ดูไม่ค่อยดีเลย” ไป่ฉีถาม
“นั่นสิที่รัก เกิดอะไรขึ้น” ไป๋ซูฉีเองก็อยากรู้เหมือนกัน
“นายน้อยเฟิงจินอยู่ที่หน้าประตูตระกูลไป๋ของเรา” ไป๋ชินหลงกล่าว ฉับพลันทั้งผู้อาวุโสและสมาชิกในตระกูลต่างมีสีหน้ากังวัลทันที ใคร ๆ ก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ เฟิงจินเคยเป็นคู่ดูตัวของไป๋กุ้ยอิง แต่ไป๋กุ้ยอิงได้ปฏิเสธไป เพราะเธอไม่อยากเป็นอนุภรรยาของเฟิงจิน ยังดีที่พ่อของเฟิงจินที่เป็นผู้นำตำหนักเทพวิหคสีชาดไม่ได้ถือสาเรื่องนี้
“หากคราวนี้มีเรื่องบาดหมางกับเฟิงจินอีก เกรงว่าตำหนักเทพวิหคสีชาดคงจะไม่อยู่เฉยแน่” ผู้อาวุโสลำดับ 2 กล่าว
“อย่าเพิ่งวิตกไปผู้อาวุโส มันคงไม่มีอะไรหรอก” ไป๋ชินหลงพยายามทำใจดีสู้เสือ ก่อนจะบอกให้คนเฝ้าประตูทั้ง 2 เปิดประตูให้รถของเฟิงจินเข้ามาในตระกูลไป๋
ใช้เวลาไม่นานรถคันสีแดง ที่มีตราของตำหนักเทพวิหคสีชาด ก็มาจอดที่ลานฝึกซ้อมส่วนใน ซึ่งทุกคนต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้วรวมถึงไป๋กุ้ยอิงด้วย เพราะเธอไม่อยากพบหน้าเฟิงจิน จะเหลือก็เพียงไป๋ชินหลง และผู้อาวุโสของตระกูล ส่วนไป๋หู่กับไป่ฉีนั้น ยืนอยู่ข้าง ๆ ผู้อาวุโสลำดับที่ 2
ประตูรถเปิดออก มีชายชราลงมาก่อน ตามด้วยเฟิงจิน ซึ่งไป่ฉีสัมผัสได้กว่าชายชราคนนี้มีระดับปราณชั้นจักรพรรดิขั้นที่ 6 ที่แข็งแกร่งว่าเฟิงจินและไป๋กุ้ยอิงมาก
“โอ้ วันนี้โชคดีจริง ๆ ไม่คิดว่าการมาตระกูลไป๋ครั้งนี้จะได้พบกับเทพกระบี่ซะด้วย” เฟิงจินไม่ได้มองไป๋ชินหลง แต่เขามองหาอวี้กงก่อนเป็นอันดับแรก ทำไมน่ะเหรอ เพราะการปะทะกันคราวก่อนทำให้เขาเสียหน้าอย่างมาก ครั้งนี้พอเขารู้ว่าอวี้กงจะมาที่ตระกูลไป๋ เขาก็คิดจะสั่งสอนอวี้กงที่ตระกูลไป๋นี่แหละ
“ว่าธุระมา วันนี้คาดว่านายน้อยเฟิงคงไม่ได้มาเยี่ยมเยียนตระกูลไป๋ หากแต่มาหาข้าเสียมากกว่า” ไป่ฉีกล่าว เขารู้ว่าเฟิงจินต้องการมาหาเรื่องเขา
“อะไรทำให้ผมต้องลดตัวลงมาหาคุณกันล่ะ” เฟิงจินพูดกวนประสาท
“มาเยี่ยมเจ้าบ้าน แต่มองแขกของเจ้าบ้าน จะให้คิดเป็นอย่างอื่นคงเป็นไปไม่ได้ ข้าก็ไม่ได้เกลียดการมีเรื่องหรอกนะ หากข้าอยู่ของข้าดี ๆ แล้วมีคนมาหาเรื่อง ต่อให้เป็นคนของตำหนักเทพก็อย่าคิดว่าจะกลับไปโดยไม่มีรอยขีดข่วนเลย” เมื่อไป่ฉีพูดจบ ชายชราที่อยู่ข้างเฟิงจินรู้สึกไม่พอใจก็เปิดปากทันที
“กล้าดีนี่เด็กน้อย เจ้าคงยังไม่รู้จักยุทธภพดีพอสินะ” ฉับพลัน ชายชราก็ปลอดปล่อย พลังปราณชั้นจักรพรรดิขั้น 6 ใส่ไป่ฉีทันที
‘อยากเล่นอย่างนี้สินะไอ้หนู ได้เลยเดี๋ยวบิดาผู้นี้จะจัดการให้คลานกลับบ้านไม่ถูกเอง คอยดู’ ไป่ฉีคิดในใจ ก่อนจะก้าวขึ้นมาข้างหน้าไป๋ชินหลง
ทุกคนในตระกูลไป๋ต่างตกใจ พวกเขารู้ว่าปราณชั้นจักรพรรดิถูกปลดปล่อยและพุ่งมาทางพวกเขา แต่ไม่คิดว่าอวี้กงจะออกหน้ามายืนรับปราณระดับนี้ตรง ๆ
“กำแพงวารี” สิ้นคำกล่าวของไป่ฉี กำแพงน้ำสูง 2.5 เมตร กว้าง 10 เมตร ก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าของเขาและคนตระกูลไป๋ เมื่อปราณระดับจักรพรรดิเข้าปะทะ มันก็สูญเสียพลังไปอย่างน่าอัศจรรย์ สิ่งที่ทะลุผ่านกำแพงวารีมานั้น เป็นเพียงสายลมแผ่วเบาเท่านั้น
ฝั่งชายชราเมื่อเห็นแบบนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองเสียหน้ามาก จึงได้เดินขึ้นไปบนลานประลองด้วยอารมณ์โกรธ ก่อนจะชี้ไปที่ไป่ฉี
“เจ้าหนู ในฐานะที่เป็นเทพกระบี่ คงต้องขอให้มาแลกเปลี่ยนวรยุทธ์กันเสียหน่อย” ชายชรากล่าวท้าทาย
“หืม เช่นนั้นผู้อาวุโส ท่านต้องเซ็นเอกสารนี้ก่อน ว่าหากท่านแพ้ ไม่ว่าจะบาดเจ็บ พิการ หรือตาย ทางตำหนักเทพจะไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการกดดันหรือแก้แค้นตระกูลไป๋ รวมถึงข้าด้วย การพูดปากเปล่าย่อมไม่มีผลและเชื่อถือไม่ได้ ว่ายังไง ถ้าท่านกล้าเซ็น ข้าก็กล้าสู้กับท่าน ตามกฎของยุทธภพ หากมีการประลองกันต้องมีการเซ็นหนังสือยินยอม และให้ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราเป็นพยานในการต่อสู้กับเงื่อนไขในสัญญาแต่ละครั้ง” ไป่ฉีชูกระดาษขึ้น เขาคิดไว้แล้วว่าทางเฟิงจินคงไม่ยอมเลิกราแน่ ดังนั้นจึงต้องเตรียมการเอาไว้ กล้องขนาดเล็ก เขาก็นำติดตัวมาด้วย โดยใช้พลังจิตวิญญาณเอาไปติดไว้ในจุดที่จะเห็นลานประลองนี้ได้อย่างชัดเจน
“ย่อมได้ เจ้าพูดเองนะ ว่าหากตายหรือพิการ ทางนี้จะไม่ต้องรับผิดชอบ” ชายชราเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา ก่อนจะเซ็นลงไปในเอกสารนั้น และยื่นให้กับไป่ฉี
“เรียบร้อยแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้น ไปได้” ไป่ฉีรับเอกสารมาเซ็นในส่วนของเขา พร้อมกับยื่นมันไปด้านข้าง
ชายชราเห็นว่าอากาศตรงที่อีกฝ่ายยื่นมือออกไปนั้นเกิดการบิดเบี้ยวขึ้น เอกสารถูกยื่นเข้าไปในอากาศที่บิดเบี้ยว
“ทำอะไร” ชายชราถามขึ้น
“ส่งมันไปให้สมาคมการค้าตะวันจันทรา ให้พวกเขารับทราบเป็นพยานในการทำสัญญานี้ หากผิดคำพูดเมื่อไหร่ ตำหนักเทพคงรู้ใช่ไหมว่าจะไม่สามารถทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับทางสมาคมได้อีก” ไป่ฉีกล่าว เขาได้ลองตรวจสอบลำดับฐานอำนาจในยุทธภพแล้ว และพบว่าสมาคมการค้าตะวันจันทรานั้นมีอำนาจมากที่สุด เป็นตัวกลางในการค้าขายแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินการประลองยุทธ์อย่างเป็นทางการที่ทุกขั้วอำนาจให้การยอมรับอีกด้วย
“ว่ายังไงนะ ในเอกสารนั่นมีเงื่อนไขนี้ด้วยเหรอ” เฟิงจินตื่นตระหนกทันที
“มีสิ ท่านผู้อาวุโส ท่านอ่านก่อนเซ็นแล้วนี่” คำพูดของไป่ฉีเป็นการบ่งบอกว่า เรื่องนี้ชายชราต้องรับผิดชอบกับความประมาทที่ไม่อ่านเอกสารให้ดีเสียก่อน
“เล่นสกปรกนี่” เฟิงจินท้วงขึ้น
“ใครกันที่เล่นสกปรกก่อน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่านายน้อยเฟิงซื้อข้อมูลของข้าจากสมาคมการค้าตะวันจันทรา และยังวางแผนที่จะมาป่วนที่ตระกูลไป๋อีก ข้าจะบอกอะไรให้นะนายน้อยเฟิง เจ้าอายุไม่ยืนหรอก วิชาที่เจ้าฝึกเป็นเคล็ดบ่มเพาะพลังหยางที่รุนแรง ต้องใช้ปราณหยินมาปรับสมดุลเป็นระยะ ด้วยการสังวาสที่เจ้าคงทำวันละหลายรอบเพื่อปรับสมดุลพลังปราณในตัว ทำให้ไตของเจ้ารับภาระหนัก แม้ร่างกายภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ภายในจะพังลงอย่างช้า ๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่เกิน 10 ปี เจ้าจะตายแน่นอน โดยที่ข้าไม่จำเป็นต้องฆ่าเจ้าเลยด้วยซ้ำ” ไป่ฉีกล่าว
“แกรู้ได้ยังไงว่าฉันต้องปรับสมดุลปราณด้วยวิธีนั้น…..” เฟิงจินหน้าแดงด้วยความอับอาย เรื่องนี้นอกจากเขาและพ่อของเขาแล้ว ก็มีแค่ผู้อาวุโสในตระกูลเท่านั้นที่รู้
“ข้าเห็นไอปราณที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้ามีแต่ไอปราณสีแดงที่แผ่ออกมา จึงแน่ใจว่าวิชาที่เจ้าฝึกเป็นสายบ่มเพาะพลังหยางรุนแรง เพราะตามปกติผู้ที่ฝึกยุทธ์ทั่วไป ไอปราณที่แผ่ออกมาของผู้ชายจะมีไอปราณสีแดงจำนวนมาก และมีไอปราณสีฟ้าปะปนบ้างเล็กน้อย ส่วนผู้หญิงจะมีไอปราณสีฟ้ามากกว่าไอปราณสีแดง หากเจอพวกที่แผ่ไอปราณสีเดียวก็ได้คำตอบเพียงอย่างเดียวคือ การฝึกปราณตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปนั่นเอง” ไป่ฉีอธิบาย
“นายน้อย อย่าไปเสียเวลากับเจ้าเด็กนี่เลย เดี๋ยวตาแก่คนนี้จะจัดการทรมานมันก่อน แล้วค่อยฆ่าทิ้ง” ชายชราตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
“งั้นก็เริ่มกันได้เลย” ไป่ฉีกล่าว เขาสะบัดแขนเสื้อก่อนจะเอามือไพล่หลัง บรรยากาศที่แผ่ออกมานั้นราวกับปรมาจารย์ยุทธ์ที่ผ่านการประลองมาแล้วนับไม่ถ้วน
ชายชรายืนดูอวี้กงที่ยังไม่ได้ตั้งท่าทำอะไรก็ได้ใจใหญ่ เขากระโดดขึ้นไปก่อนจะปลดปล่อยเพลิงอันร้อนแรงออกมาจากแขนทั้ง 2 ข้าง
“วิหคเพลิง ขนพิรุณอัคคี” ชายชราขยับแขนเหมือนการกระพือปีกของนก เปลวไฟรูปขนนกที่พุ่งออกมาจากเปลวไฟที่แขนของชายชรา ขนนกเพลิงดูคมกริบราวใบมีดกำลังพุ่งเข้าหาไป่ฉี
ไป่ฉียืนเฉย ๆ เมื่อขนนกเพลิงเข้ามาในระยะ 1 เมตร พวกมันก็ดับและสลายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ชายชราตกใจมาก พลังปราณของเขานั้นเหนือกว่าอวี้กงมาก แล้วอวี้กงใช้วิธีอะไรถึงสามารถหยุดกระบวนท่าของเขาได้
ชายชราไม่อาจรู้เลยว่า ตั้งแต่ไป่ฉีมาอยู่โลกนี้ เขาได้รับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาระดับหนึ่ง วิธีที่เขาใช้คือใช้ปราณเพียงเล็กน้อยในการสร้างกำแพงสูญญากาศขึ้นมา เมื่อขนนกเพลิงพุ่งมาผ่านกำแพงสูญญากาศที่ไม่มีออกซิเจน (เขียนถูกต้องตามราชบัณฑิตยสถานนะครับ) ทำให้ไฟนั้นดับลง ตามหลักของสามเหลี่ยมแห่งไฟ คือปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟ ประกอบด้วยความร้อน (Heat) ออกซิเจน(Oxygen) และเชื้อเพลิง (Fuel) หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไฟจะไม่สามารถติดได้ ซึ่งไป่ฉีได้ทำการกำจัดออกซิเจนออก
“ตายซะเถอะ เขตแดนวิหคเพลิงสังหาร” กล่าวจบชายชราอ้าปากปลดปล่อยเปลวไฟออกมาล้อมสนามประลองไว้
“มีแค่นี้งั้นรึ” ไป่ฉีดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เปลวไฟทั้งหมดก็สลายไปจนหมด เขาแค่สร้างกำแพงสูญญากาศให้ขยายวงกว้างออกเพื่อดับไฟบนพื้น คล้ายกับการใช้ระเบิดคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อดับไฟนั่นเอง
“อะไรกัน แม้แต่เขตแดน…...” ชายชราเริ่มหวาดกลัวอวี้กง เขตแดนไม่ใช่สิ่งที่จะทำลายได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเขตแดนวิหคเพลิงสังหาร เป็นเขตแดนที่จะแย่งชิงลมหายใจของอีกฝ่ายให้ตายด้วยความร้อนและการขาดอากาศหายใจ
“เด็กน้อย เจ้าเล่นจบรึยัง” ไป่ฉีเริ่มจะเบื่อแล้ว การจัดการผู้ใช้ปราณธาตุไฟนั้นง่ายดายจนน่าเบื่อ ตอนนี้แม้เขาจะอยู่ในชั้นปราณนภา เขาก็สามารถจัดการกับไฟชั้นปราณจักรพรรดิขั้น 10 ได้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ยังตั้งอยู่บนทฤษฎีของสามเหลี่ยมแห่งไฟอยู่ดี สิ่งที่เขากลัวจริง ๆ คือการโจมตีระยะประชิดมากกว่า เพราะพลังปราณของเขานั้นน้อย พลังปราณที่จะใช้สนับสนุนกระบวนท่าและการโจมตีทางกายภาพของเขาจึงสู้คนที่อยู่ในชั้นปราณจักรพรรดิไม่ได้เลย
“หาว่าข้าเป็นเด็กน้อยเรอะ เจ้าเด็กสามหาว” ชายชราพุ่งลงมาพร้อมกับนิ้วมือที่กางออกเหมือนกับกรงเล็บ
ไป่ฉีอาศัยประสบการณ์เคลื่อนที่หลบไปด้านข้าง แต่ชายชราก็ไม่ยอมให้ไป่ฉีหนีไปได้ง่าย ๆ เมื่อมือของชายชราสัมผัสกับพื้นสนามประลอง เขาก็ใช้มือนั้นเป็นหลักแล้วดีดตัวให้ลอยขึ้น ก่อนจะปล่อยบอลเพลิง 7 ลูกออกมาใส่ไป่ฉี ฝั่งไป่ฉีนั้นหลบบอลเพลิงได้ทุกลูกก็จริง แต่บอลเพลิงเหล่านั้นกลับย้อนกลับมาหาไป่ฉี
“เพลิงวิหคตามตี” ไป๋ชินหลงกล่าว เพลิงวิหคตามตีนั้นนอกจากพลังที่รุนแรงแล้ว มันจะติดตามเป้าหมายจนกว่าจะโดนเป้าหมาย เป็นวิชาของตำหนักเทพวิหคสีชาดที่ยุ่งยากในการรับมือมากที่สุด
ขณะที่ไป่ฉีกำลังเคลื่อนที่หลบ ชายชราก็พุ่งเข้าไปหวังจะจู่โจมทั้ง 2 ทาง แต่ไป่ฉีกลับหลับตาลง เพียงชั่วพริบตาร่างของไป่ฉีก็เปลี่ยนเป็นโปร่งแสง ทำให้บอลเพลิงผ่านตัวเขาไป ทำให้ชายชราที่พุ่งเข้ามาหาไป่ฉีปะทะเข้ากับบอลเพลิงของตัวเองอย่างจัง จนเกิดการระเบิดขึ้น
ตูม
“พี่อวี้สุดยอดเลย เมื่อกี้ตัวของเขาโปร่งแสง จากนั้นบอลเพลิงก็พุ่งผ่านเขาไปราวกับเขาไม่มีตัวตน ตาแก่นั่นโดนของ ๆ ตัวเองเข้าเต็ม ๆ เลย” ไป๋หู่ชอบใจมาก
ชายชราแม้จะป้องกันความเสียหายร้ายแรงถึงชีวิตได้ แต่สภาพเขาตอนนี้ดูราวกับคนบ้า ผมบนหัวกระเซิง บางส่วนถูกไฟไหม้จนหงิกงอ รวมถึงคิ้วข้างซ้ายที่หายไปจนหมดเพราะถูกไฟเผา ไป๋หู่นั้นแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ นี่คือสภาพของคนที่อยู่ชั้นปราณจักรพรรดิขั้น 6 งั้นหรือ
“แก ร้ายนักนะ ตายซะเถอะ คลื่นเพลิงวิหค” ฉับพลันร่างของชายแก่ก็มีไฟลุกท่วม พร้อมกับระลอกความร้อนที่รุนแรงถูกปลดปล่อยออกมา
เคล็ดวิชาคลื่นเพลิงวิหคเป็นวิชาที่ผู้ใช้จะใช้พลังปราณสร้างความร้อนขึ้นมา พร้อมกับใช้คลื่นความร้อนนั้นเข้าจู่โจมศัตรู วิชานี้อันตรายต่อผู้ใช้มาก เพราะหากใช้นานเกินไป อวัยวะภายในจะล้มเหลว และตายในที่สุด
ซี่งไป่ฉียืนมองเปลวเพลิงที่ลุกท่วมร่างของชายชรา พร้อมกับพื้นรอบตัวของไป่ฉีเกิดเกล็ดน้ำแข็งขึ้น จนเกิดการปะทะกันระหว่างความร้อนกับความเย็นขึ้น
_________________________________
อ่านกันยาว ๆ เลยครับ