หลังจากกลับมาถึงที่พัก คืนนั้นผมนอนหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
วันรุ่งขึ้น ก่อนการสอบจะเริ่ม ผมตัดสินใจออกไปสำรวจเมืองหลวง อย่างน้อยก็เพื่อทำความคุ้นเคยกับสถานที่ที่ผมต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อจากนี้
ผมเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนน ผ่านย่านการค้า ผ่านจัตุรัสกลางเมือง จนกระทั่ง...
ผมหยุดเดิน
มานาสีดำ
มันจางมาก แทบไม่มีใครสัมผัสได้ แต่สำหรับผม...มันชัดเจนราวกับมีใครกรีดเส้นสีดำเอาไว้กลางอากาศ ต้นตอของมันมาจากทางย่านสลัม ฝั่งตะวันตกของเมือง
ผมมองไปทางนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินตามรอยมานานั้นไป
เพื่อความปลอดภัย ผมร่ายเวทมนตร์เงาคลุมตัวเอง — เงาของผมบางลง เบลอ กลืนเข้ากับความมืดของตรอกซอกซอย ไม่มีใครสังเกตเห็นผมได้ง่าย ๆ ตราบใดที่ผมไม่เดินผ่านแสงจ้าโดยตรง
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในสลัม สภาพบ้านเรือนก็ยิ่งทรุดโทรม กลิ่นเน่าเสียลอยมาเป็นระยะ ผู้คนที่พบเห็นมีสายตาว่างเปล่า บางคนนอนอยู่ข้างถนนโดยไม่มีใครสนใจ
ในที่สุดมานาสีดำก็นำผมมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
บ้านทรุดโทรมกว่าหลังอื่นในละแวกนั้นเสียอีก หลังคาพังครึ่งหนึ่ง ประตูไม้ผุจนแทบไม่เหลือสี แต่มานาสีดำกลับไหลออกมาจากใต้พื้นบ้าน
ผมผลักประตูเข้าไป มองหาทางลงชั้นใต้ดิน ไม่นานก็พบบันไดหินซ่อนอยู่หลังตู้เก่า ๆ
ผมเดินลงไปอย่างเงียบที่สุด
ภาพที่รอผมอยู่ด้านล่างทำให้ผมต้องหยุดชะงักชั่วขณะ
ห้องใต้ดินขนาดใหญ่เต็มไปด้วยผู้คน พวกเขานั่งคุกเข่าล้อมรอบแท่นบูชาหินตรงกลางห้อง เทียนดำหลายสิบเล่มจุดเรียงรายเป็นวงกลม เสียงสวดต่ำ ๆ ก้องอยู่ในความมืด
ตรงหน้าแท่นบูชา ชายหัวโล้นคนหนึ่งยืนอยู่ในชุดคลุมสีเข้ม
แสงในตัวเขาเป็นสีดำ — แต่ไม่ใช่แบบเดียวกับอัมบรา มันจางกว่ามาก บางกว่ามาก แต่กลับมีความชั่วร้ายแฝงอยู่อย่างชัดเจน เหมือนน้ำเน่าที่สะสมพิษไว้นานจนซึมลึกเข้าไปในตัวมันเอง
บนแท่นบูชา มีร่างของชายคนหนึ่งนอนอยู่ เอลฟ์ หัวใจของเขาถูกควักออกไปแล้ว เลือดเกรอะกรังไปทั่วหิน
รอบข้างแท่น มีเอลฟ์หญิงสองคนถูกล่ามโซ่ไว้ ใบหน้าเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียวกัน — ฝาแฝด
ชายหัวโล้นยกมือขึ้น เสียงสวดของฝูงชนเงียบลงทันที
"ท่านผู้ยิ่งใหญ่..."
เสียงของเขาแหบแห้ง ราวกับใช้มานานเกินไปในค่ำคืนเดียว
"เลือดของผู้บริสุทธิ์ที่ยังคงลมหายใจอยู่ตรงหน้าท่าน จะเปิดประตูให้ท่านก้าวเข้ามาสู่โลกนี้อีกครั้ง"
เขาชี้ไปยังเอลฟ์หญิงคนหนึ่ง
พิธียังไม่เสร็จสมบูรณ์
ผมมองไปรอบห้องอย่างเงียบ ๆ นับจำนวนคน ประเมินระดับพลัง มองหาทางออกที่เป็นไปได้
แต่ก่อนที่ผมจะตัดสินใจอะไร ผมนึกขึ้นได้ถึงสิ่งหนึ่งที่ควรตรวจสอบก่อน
ผมหยิบอุปกรณ์ติดต่อขึ้นมา ส่งสัญญาณไปหาอัลเฟรด
"อัลเฟรดครับ ผู้ร่วมมือของเรามีพวกลัทธิบูชาปีศาจอยู่บ้างไหมครับ?"
"เคยมีครับ"
เสียงของอัลเฟรดดังขึ้นทันที เรียบเฉยเหมือนเดิม
"แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ"
"ถามแบบนี้มีอะไรหรือครับ?"
"เปล่าครับ"
ผมมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง
"พอดีเจอวัตถุดิบนิดหน่อย"
"งั้นหรือครับ"
อัลเฟรดตอบสั้น ๆ ราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอวางสายก่อนนะครับ"
"ครับ"
ผมเก็บอุปกรณ์ กลับมามองพิธีตรงหน้าอีกครั้ง
กว่าจะคุยจบ เอลฟ์หญิงอีกคนก็ถูกจับขึ้นแท่นบูชาแล้ว มีดพิธีกรรมถูกยกขึ้นเหนือหน้าอกของเธอ
หมดเวลาแล้ว
ผมยื่นมือออก เงาใต้เท้าเริ่มขยายตัว
สวนแห่งเงา
ผมเรียกอันเดดออกมาจากภายใน จากนั้นรวบรวมมานาที่ปลายนิ้ว — สีดำผสมเปลวไฟสีแดง
"เพลิงกลืนกิน"
ผมพึมพำชื่อเวท ก่อนปล่อยมันออกไป
เปลวไฟพุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่ล้อมรอบแท่นบูชา บางคนไหวตัวทัน ร่ายเวทป้องกันขึ้นมาทันควัน แต่เปลวไฟที่ผสมคุณสมบัติของอัมบราไม่สนใจเกราะป้องกันธรรมดา
มันกลืนกินเวทมนตร์นั้นเข้าไปทั้งหมด ก่อนลุกลามต่อไปยังคนถัดไป
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทั่วห้อง ความโกลาหลปะทุขึ้นในพริบตา
"โจมตี"
ผมออกคำสั่ง
อันเดดของผมพุ่งเข้าไปกลางฝูงชน จอมเวทคนหนึ่งพยายามอัญเชิญสัตว์อสูรออกมาต้านทาน แต่คลีโอกับลีโอจัดการมันได้อย่างง่ายดาย แขนขาของสัตว์ประหลาดกระเด็นกระจายก่อนที่มันจะทันได้เคลื่อนไหวเต็มที่
ผมเคลื่อนตัวผ่านความโกลาหลตรงเข้าหาชายหัวโล้น
เขาพยายามร่ายเวทป้องกัน แต่ก็สายเกินไป เพลิงกลืนกินพันรอบตัวเขา แล้วดับลง
หัวหน้าลัทธิตายแล้ว
เมื่อทุกอย่างสงบลง ผมเดินไปหาเอลฟ์หญิงที่รอดชีวิตอยู่คนเดียว
เธอยังคงถูกล่ามโซ่อยู่ที่พื้น ตัวสั่นเทา
แสงในตัวเธอ...มีเพียงความสิ้นหวัง และความตกใจ
ผมนั่งลงตรงหน้าเธออย่างช้า ๆ
"เอลฟ์สองคนบนแท่นนั้นคือใคร?"
เธอตอบด้วยเสียงสั่น
"พ่อ...พี่สาว..."
"คุณแค้นคนพวกนี้ไหม?"
เธอพยักหน้า ไม่ตอบเป็นคำพูด
"แต่พวกเขาตายไปแล้ว"
ผมพูดต่อ
"คุณจะทำยังไงต่อ?"
"...ไม่รู้"
"ข้างนอกยังมีคนแบบนี้ที่ทำสิ่งเดียวกันกับเอลฟ์คนอื่นอยู่"
ผมมองเข้าไปในดวงตาของเธอ
"คุณอยากฆ่าพวกมันไหม?"
ดวงตาของเธอสั่นไหวเป็นครั้งแรก
"ใช่...แต่ฉันอ่อนแอ"
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ
"ผมให้พลังกับคุณได้"
เธอเงยหน้าขึ้นมอง
"รวมถึง...ให้คุณได้อยู่กับพี่สาวด้วย"
"ใช่?"
"คุณจะคืนชีพเธอหรือ?"
"ไม่"
ผมตอบตรง ๆ
"แต่ผมจะทำให้เธออยู่ในร่างกายคุณได้ — คุณจะต้องกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป และต้องรับคำสั่งจากผมเท่านั้น"
ผมหยุดเล็กน้อย
"ตกลงไหม?"
เธอไม่ลังเลอยู่ครู่นึ่ง
"อะไรก็ได้...ขอแค่ได้อยู่กับพี่สาว"
ผมยิ้มบาง ๆ
"ดี"
ผมยื่นมานาสีดำออกมาให้เธอเห็น
"รับสิ่งนี้เข้าไปในร่างกาย แล้วคุณจะได้พลัง"
ในใจผมทบทวนหลักการอีกครั้ง
มานาที่มีอัมบราผสมอยู่ ถ้าใช้กับศพที่มีวิญญาณสมบูรณ์และร่างกายสมบูรณ์ — จะได้อันเดดที่มีความทรงจำและความสามารถเดิม แต่ไม่สามารถพัฒนาต่อได้อีก
ถ้าผสมเศษวิญญาณของผมเข้าไปกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ — จะเกิดลิฟวิ่งอันเดด ผูกสัญญาวิญญาณกับผมตลอดกาล
แต่ถ้าใส่มานาเปล่า ๆ โดยไม่ผสมวิญญาณของผมเข้าไปกับคนที่ยังมีชีวิต...
คำตอบก็จะกลายเป็นอันเดดแบบแรก — เว้นแต่...
ผมมีวิธีสร้างบางอย่างที่คล้ายลิฟวิ่งอันเดด แต่ไม่ต้องผูกสัญญาวิญญาณ
หากใส่มานาเข้าไปในปริมาณที่พอดี — ไม่มากจนอัมบรากลืนกินดวงวิญญาณเดิมจนหมด และไม่น้อยจนดวงวิญญาณเอาชนะอัมบราได้ — ทั้งสองฝ่ายจะติดอยู่ในสถานะที่ไม่มีใครชนะ
ดวงวิญญาณเดิมยังอยู่ อัมบรายังอยู่ ทั้งสองสิ่งจะประสานกันโดยไม่กลืนกินกันเอง
ผมส่งมานาเข้าไปในตัวเธออย่างระมัดระวัง ทีละน้อย
เธอล้มลงกับพื้นทันที ร่างกายดิ้นพล่านด้วยความทรมาน เสียงครางแทรกออกมาจากลำคอ
ผมเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ ไม่หยุดจนกว่าจะแน่ใจว่าปริมาณพอดี
หลังจากนั้น ผมเดินไปยังแท่นบูชา
ผมนำร่างของเอลฟ์หญิงอีกคนออกจากแท่น วางลงข้าง ๆ อย่างเบามือ จากนั้นยกร่างของเอลฟ์ชายขึ้นวางแทนที่
ผมยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าแท่นบูชาที่เปื้อนเลือด มองศพทั้งสองที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัว — เหล่าผู้บูชาที่ตายไปในเปลวเพลิงของผม
วัตถุดิบเพียงพอแล้ว
ผมยกมือขึ้น มานาสีดำเริ่มไหลออกจากปลายนิ้ว วาดเป็นวงเวทซับซ้อนลงบนพื้นหินที่เปื้อนเลือด
"ข้าขออันเชิญ..."
เสียงของผมดังก้องอยู่ในห้องใต้ดินที่ว่างเปล่า
"ด้วยร่างและวิญญาณของเอลฟ์ผู้นี้ ด้วยเลือดของผู้บูชาที่มอบให้โดยไม่รู้ตัว..."
วงเวทเริ่มเปล่งแสงสีดำ
"จงมาเถิด...ปีศาจแห่งปัญญา มาร์คอสิอัส "