เพื่อให้ทันช่วงเทศกาลในวันพรุ่งนี้ มู่ไห่เฉินก็พาหว่านถิงรีบเร่งเดินทางไปทันที
แม้เป็นยามบ่าย แต่ก็ไร้แสงแดด มีเพียงเมฆเทาเต็มบนฟากฟ้า
หว่านถิงนางเบื่อ ๆ จึงได้ออกจากรถม้ามานั่งข้างมู่ไห่เฉิน
“เป็นเช่นไร เบื่อแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ”
เสียงตอบรับธรรมดาที่แสนอบอุ่น สำหรับมู่ไห่เฉินแล้วก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น เขาชื่นชอบน้ำเสียงความใสซื่อ ฟังดูแล้วสะอาดสะอ้าน สดใส
มู่ไห่เฉินหายใจสูดลึกครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร แต่กลิ่นตัวหว่านถิงผสมกับไม้สนอ่อน ๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้มาก
“ท่านสอนข้าขับรถม้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าอยากลองบ้าง”
มู่ไห่เฉินได้ฟังก็แปลกใจ แต่ที่แปลกใจไม่ใช่ว่านางสนใจจะเรียนขับรถม้า แต่ปกติแล้วนางจะเรียกเขาว่าอาจารย์อาเสมอ แต่ครั้งนี้กลับเรียกเขาว่าท่าน
มู่ไห่เฉินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป
“ได้สิ ข้าจะสอนเจ้าเอง”
หว่านถิงพอได้ยินก็ดีใจ เหมือนนางจะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อนุญาต
มู่ไห่เฉินเริ่มอธิบายอย่างช้า ๆ เพราะจริง ๆ แล้วเขาเองก็ไม่ได้ฝึกมันมา แค่เพียงรับรู้วิธีการจากประสบการณ์ผู้อื่น
หลังจากทบทวนหลายครั้งจนหว่านถิงท่องจำขึ้นใจ มู่ไห่เฉินส่งมอบสายบังคับม้าให้หว่านถิงถือไว้
เส้นทางบนท้องถนนมีเพียงทางตรง มู่ไห่เฉินมั่นใจว่าถึงอย่างไรม้าก็จะวิ่งตรงไป ไม่ออกนอกเส้นทาง จึงได้มั่นใจส่งสายบังคับให้
หว่านถิงรับสายบังคับม้ามาไว้ในมือ นางถือไว้ด้วยท่าทางเกร็งมือเล็กน้อย
“ผ่อนคลายเข้าไว้ เจ้าเกร็งมากไปแล้ว”
หว่านถิงพอได้ยินนางก็ค่อย ๆ คลายความกังวลลง
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนไปตามถนนอย่างราบเรียบ หว่านถิงดูตื่นเต้นและสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ มู่ไห่เฉินที่เห็นก็พลอยมีความสุขไปด้วย
ทางเริ่มมีโค้งไปมาเล็กน้อย หว่านถิงก็ยังคงควบคุมรถม้าไปตามทางได้อย่างไม่มีปัญหา
สักพักหนึ่ง ด้านหน้ามีรถม้าคันหนึ่งวิ่งสวนมาด้วยความเร็ว ถนนที่เดิมก็กว้างไม่มาก บัดนี้ยิ่งดูคับแคบลงไปอีก
หว่านถิงชะงัก มือที่จับสายบังคับม้าแข็งเกร็งขึ้นทันที นางมองซ้ายที ขวาที แต่กลับไม่รู้ว่าควรหลบไปทางใด
“อาจารย์อา ข้า…”
ยังไม่ทันเอ่ยจบคำ มู่ไห่เฉินเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที เขาก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ในพริบตา
แขนซ้ายของเขาโอบผ่านด้านหลังนางอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งวางทับลงบนมือเล็กที่กำสายบังคับอยู่ ส่วนมือขวาก็เข้าควบคุมอีกด้านโดยไม่ลังเล
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองพลันหายไป
ลมหายใจอุ่นแผ่วของเขาเฉียดผ่านข้างแก้ม
กลิ่นไม้สนจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นกายอ่อนเบาของนาง คล้ายจะลอยวนอยู่ในอากาศแคบ ๆ ตรงนั้น
“อย่ากังวล จับให้มั่น”
เสียงของมู่ไห่เฉินต่ำและนิ่ง แรงจากมือของเขาค่อย ๆ นำพาสายบังคับให้ถูกดึงอย่างแม่นยำ
รถม้าเบี่ยงหลบไปทางซ้ายอย่างนุ่มนวล ล้อไม้ครูดพื้นถนนเบา ๆ ก่อนจะสวนผ่านอีกคันไปได้เพียงเสี้ยวระยะ
ลมจากรถม้าที่สวนผ่านพัดวูบเข้ามา ชายผมของหว่านถิงปลิวไหว ปะทะกับปลายคางของเขาอย่างแผ่วเบา
ชั่วขณะนั้น โลกเหมือนหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
เมื่อรถม้ากลับเข้าสู่เส้นทางตรงอีกครั้ง มู่ไห่เฉินจึงค่อย ๆ คลายมือออก
เขาถอยกลับไปนั่งที่เดิม ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“เจ้าตกใจหรือไม่”
น้ำเสียงยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม แต่หว่านถิงกลับนิ่งไปชั่วครู่ ปลายนิ้วยังคงรับรู้ถึงสัมผัสเมื่อครู่ หัวใจเต้นถี่อย่างไม่เป็นจังหวะ
“นิด…นิดหน่อยเจ้าค่ะ…”
หว่านถิงตอบด้วยน้ำเสียงติด ๆ ขัด ๆ ผนวกกับใบหน้าคล้ายมีกลีบกุหลาบแดงผุดขึ้นบนแก้มทั้งสองข้าง
“โทษที่อาจารย์ลืมสอนเรื่องทิศทางการขับขี่ยามมีรถม้าสวนทางกัน”
มู่ไห่เฉินรีบกล่าวโทษตัวเอง เพื่อหวังว่าหว่านถิงจะได้ไม่กังวลมากเกินไป
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ”
มู่ไห่เฉินพอได้ยินก็ให้นางส่งสายบังคับมาให้
“ให้ข้าขับต่อเถอะ เจ้าก็กลับไปพักผ่อนก่อน”
หว่านถิงส่งสายบังคับไปให้มู่ไห่เฉิน นางหลบสายตาก่อนจะตอบกลับมู่ไห่เฉินไป
นางค่อย ๆ ลุกขึ้นกลับหายไปในม่าน พอถึงที่นั่ง นางก็ใช้สองมือกุมหน้าตัวเองไว้ ในใจยามนี้ร้อนแผ่วอย่างไม่เข้าใจ นางเองก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี่คือเช่นไร
มู่ไห่เฉินเองก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง ยามนางอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเมื่อครู่ไม่ใช่ตัวเขาเลยสักนิด
บรรยากาศค่อย ๆ กลับไปสงบลงอีกครั้ง มู่ไห่เฉินก็ยังคงครุ่นคิดเรื่องการแต่งบทเพลงของตนต่อไป
ทั้งสองไปถึงหมู่บ้านกุ้ยฮวาในตอนใกล้พลบค่ำ ทันทีที่เข้ามาในบริเวณกลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมหวานก็ลอยฟุ้งเตะจมูก
หว่านถิงเปิดม่านหน้าต่างออกดู ทั่วบริเวณมีการประดับโคมไฟหลากหลายที่ แม้วันนี้จะไม่ใช่เทศกาล แต่การตกแต่งก็ล้วนแทบจะเสร็จแล้ว
มู่ไห่เฉินกับหว่านถิงเดินไปหาโรงเตี๊ยมหลายแห่งในหมู่บ้าน ไม่ว่าที่ใดก็ล้วนมีแขกเข้าพักเต็มหมด มู่ไห่เฉินเองก็คิดไม่ถึงว่าเทศกาลนี้จะคึกคักถึงเพียงนี้
ขณะที่ทั้งสองเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมแห่งสุดท้ายที่ชาวบ้านบอก เห็นท่าคืนนี้คงจะต้องกางกระโจมข้างหมู่บ้าน แต่ช่วงนี้อากาศเย็นลง มู่ไห่เฉินเองก็ไม่อยากให้หว่านถิงต้องลำบาก เลยอยากจะเดินสอบถามชาวบ้านอีกเสียหน่อย
ขณะนั้นเองก็มียายแก่คนหนึ่งถือไม้เท้าเดินเข้ามาหา
“พ่อหนุ่มไม่มีที่พักหรือ ถ้าไม่ถือสากระท่อมเก่า ๆ บ้านยายก็มีหลังหนึ่ง”
มู่ไห่ฉินพอได้ยินก็รีบตอบรับทันที ขอเพียงบังลมหนาวได้ก็นับว่าใช้ได้แล้ว
ทั้งสองค่อย ๆ เดินตามยายแก่ไปท้ายหมู่บ้าน ตรงนั้นมีเพียงกำแพงไม้ผุ ๆ ล้อมรั้วกระท่อมเก่าสองหลังไว้
พอมาถึงท่านยายก็ชี้ไปยังกระท่อมหลังหนึ่ง ท่านยายบอกว่าถึงมันจะเก่าไปหน่อย แต่ก็ทำความสะอาดบ่อยครั้ง แต่เดิมแล้วหลังนั้นเคยเป็นของลูกชาย แต่ตอนนี้เขาออกไปต่างเมืองแล้ว นาน ๆ จะกลับสักครั้ง
ท่านยายบอกให้ทั้งคู่รอตรงนี้สักพัก ไม่นานนักท่านยายก็กลับมาพร้อมกับผ้าห่มสองผืน
“ผ้าห่มบางไปหน่อย แต่สามีภรรยานอนกอดกันคงจะไม่หนาวมากนัก”
หว่านถิงพอได้ยินก็หน้าแดงอ้าปากค้าง กำลังจะเรียบเรียงคำเพื่อบอกเรื่องที่คุณยายเข้าใจผิด
“ขอบคุณท่านยาย ลำบากท่านแล้ว”
มู่ไห่เฉินรับผ้าห่มนั้นมา ก่อนจะหันไปหาหว่านถิงเพื่อเป็นนัย ๆ ว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบาย
พอท่านยายเดินกลับไปยังที่พัก มู่ไห่เฉินก็รีบอธิบายให้หว่านถิงฟัง
ให้ท่านยายเข้าใจเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ทั้งสองก็จะจากไปแล้ว หากขืนบอกไปท่านยายก็จะลำบากใจต้องจัดแจงเรื่องที่พักให้อีก
หว่านถิงพอฟังแล้วคิดตามก็เป็นเช่นนั้นจริง ตอนนี้ก็ดึกแล้ว ไม่รู้จะหาที่พักใดได้อีก
ทั้งสองเข้าไปในกระท่อมไม่ใหญ่มาก ด้านในมีเพียงชุดโต๊ะไม้เก่า กับเตียงไม้ชุดหนึ่ง
เตียงไม้ไม่ได้ใหญ่มาก หากจะนอนสองคนเบียดกันก็พอได้ แต่เรื่องนั้นคงเป็นไปไม่ได้สำหรับทั้งสองคน
มู่ไห่เฉินเดินเข้าไปปูเตียงนอน ก่อนจะเดินออกมาด้วยผ้าห่มบาง ๆ ผืนหนึ่ง
“เจ้าไปนอนบนเตียงเถอะ คืนนี้ข้าจะพิงโต๊ะนอนไปก่อน”
เพราะไม่มีทางเลือก กระท่อมนี้พื้นเป็นเพียงดิน มู่ไห่เฉินจึงจำต้องหลับบนเก้าอี้ไปก่อนสักคืน
หว่านถิงเองเป็นห่วงว่าอากาศกลางคืนจะหนาวเย็น ผ้าห่มผืนบางอาจจะไม่เพียงพอ
มู่ไห่เฉินยิ้มเพียงตอบกลับไปว่า เขาเป็นคนฝึกยุทธ์ สามารถโคจรลมปราณให้ร่างกายอบอุ่นได้
หว่านถิงแม้ไม่เข้าใจ แต่นางก็สบายใจขึ้นมาได้บ้างที่รับรู้เช่นนั้น
ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ผิดนัก แต่จริง ๆ แล้วหากหลับลงแล้ว ก็ไม่สามารถโคจรพลังไว้ได้ เว้นแต่จะมีสติโคจรพลังทั้งคืน ซึ่งมู่ไห่เฉินก็คงไม่ทำเช่นนั้น อากาศเพียงเท่านี้ไม่ได้หนาวเย็นมากมายสำหรับเขานัก
มู่ไห่เฉินดับแสงเทียนบนโต๊ะลง ก่อนจะฟุบตัวลงนอน
หว่านถิงนอนบนเตียงไม้เก่าที่มีผ้าปูและผ้าห่มให้ความอบอุ่น สายตาของนางค่อย ๆ ปรับแสงในความมืดได้ แสงจันทร์ที่ท่อเป็นลำเล็ก ๆ เข้ามาผ่านช่องว่างหลังคา นั้นก็เพียงพอให้นางเห็นเงามู่ไห่เฉินอยู่ตรงนั้น
หว่านถิงยิ้มออกมาอย่างมีความสุข นางก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่การมีอาจารย์อาอยู่ตรงนี้ทำให้นางวางใจและมีความสุขมากนัก ซึ่งความรู้สึกนี้ก็ไม่ใช่แบบที่นางมีให้อาจารย์ของนาง
หว่านถิงขมตานอนหลับไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ในใจยามนี้กลับรู้สึกอบอุ่นมากกว่าผ้าห่มของนางเสียอีก
แต่เช้ามืดก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น มู่ไห่เฉินที่ได้ยินก็ลุกเดินออกไปเปิดดู ที่แท้ก็เป็นท่านยายนั่นเอง
ท่านยายกล่าวว่าหากจะไปร่วมงานเทศกาลก็ต้องเตรียมตัวได้แล้ว เพราะยามเฉินหรือประมาณเจ็ดโมงเช้า ชาวบ้านก็จะไปทำพิธีบวงสรวงเทพอารักษ์ที่ต้นหมื่นลี้พันปี
ท่านยายบอกให้ทั้งสองเตรียมตัว เดี๋ยวอีกสักพักท่านยายจะพาทั้งสองไปเอง
มู่ไห่เฉินที่ได้ก็กล่าวขอบคุณคุณยายที่มาบอกกล่าว เพราะอันที่จริงทั้งสองนั้นก็ไม่รู้กำหนดการใด ๆ เลย ทั้งสองรู้เพียงว่ามีเทศกาลขึ้นที่นี่เพียงเท่านั้น
หลังจากท่านยายเดินจากไป มู่ไห่เฉินก็เปิดประตูและเอาเก้าอี้เก่า ๆ ตัวหนึ่งดามประตูไว้ เพราะนี่เป็นเพียงแสงสว่างเดียวที่จะสาดส่องเข้ามาภายในให้พอเห็นสิ่งของได้ถนัดตามากขึ้น
มู่ไห่เฉินหันไปที่เตียง ก็พบหว่านถิงนางกำลังพยุงตัวลุก นางขยี้ตาสองสามครั้งก่อนจะจ้องมองไปยังมู่ไห่เฉิน
“ศิษย์คำนับอาจารย์อา”
เสียงงัวเงียกับการผสานมือคำนับของนาง นางทำทั้งที่ยังไม่ลงจากเตียงเลยด้วยซ้ำ หลังคำนับนางยังดึงผ้าห่มคลุมตัวเพราะอากาศเย็นที่เข้ามาผ่านทางประตู
มู่ไห่เฉินแม้จะเห็นใจ แต่ก็ไม่มีเวลามากแล้ว เดี๋ยวทั้งสองจะพลาดงานเทศกาลในช่วงเช้านี้
มู่ไห่เฉินอธิบายสิ่งที่ท่านยายบอกให้กับหว่านถิง พอนางได้รับรู้ก็พยายามลงจากเตียง มู่ไห่เฉินที่เห็นก็ไม่รอช้า เขาไปหยิบผ้าคลุมของนางไปคลุมให้
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”