秘蜜 หฤทัยจอมนาง

    อาจจะมีแต่เป็นไปไม่ได้

    Ep 033 :: อาจจะมีแต่เป็นไปไม่ได้

     

    เวลาพักร่วมกับทุกคนครอบครัวอันน้อยนิด ครอบครัวสกุลหยางทุกคนต่างใช้มันอย่างคุ้มค่า แม้เวลานอนจะแยกย้ายคนละเรือน แต่นอกเหนือจากนั้นทุกคนจะใช้เวลาอยู่ร่วมกันให้มากที่สุด ประหนึ่งชาวบ้านธรรมดาที่ไร้ซึ่งพันธะอันหนักหน่วง

    หยางเฟิ่งปิงจับจ้องขนมบนถาดด้วยสายตาพราวระยับ กลิ่นหอม ๆ กระตุ้นต่อยอยากกินจนเผลอเลียริมฝีปากหลังผืนแพรขาวน้อย ๆ แม้เมื่อวานจะกินจนแน่นท้อง ทว่าวันนี้ความยากอาหารก็หาได้หายไปไหน

    “ขนมนี้แปลกตาดีจัง ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”

    “ถ้าปิงเอ๋อร์อยากกินพี่รองจะซื้อให้นะ”

    ว่าแล้วมือหนาของคนข้างกายก็ควักเงินจ่ายให้แม่ค้าอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ดูเลยว่ามืออีกข้างต้องถือโน่นนี่นั่นจนเต็มไม้เต็มมือไปหมดแล้ว

    “พี่ใหญ่ ข้าว่าหวีสับนั่นสวยดีนะ หมีกู่น่าจะชอบ”

    “...แล้วทำไมต้องโยงถึงนางด้วยเล่า”

    “ข้าก็แค่พูดลอย ๆ เอง เผื่อคนแถวนี้จะอยากหาของขวัญไปฝากเพื่อนข้า จะได้ไม่ซื้อซ้ำกัน”

    “ข้าไม่ซื้อหรอก!”

    “หมีกู่...ซือหม่าหมีกู่น่ะรึ เห...มีลับลมคมในอะไรกับบุตรีของซือหม่าปาเจียวรึพ่อลูกชาย ไม่เห็นบอกบิดาบ้างเลย พ่อช่วยเจ้าได้นา~”

    หยางเอ่อคังได้ทีหันไปกระแซะบุตรชายคนโต ที่เวลานี้สะบัดหน้าหนีน้องสาวสุดที่รักอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยความสงสัยระคนนึกสนุก จนหงเหลียนฮวายิ้มขำขันกับท่าทางของสองพ่อลูก

    “ท่านพี่ เรื่องของหนุ่มสาวน่ะ ท่านก็อย่าไปแกล้งหย่งเลี่ยเลย”

    “ข้าไม่ได้แกล้งนะน้องหญิง ชีวิตรักน่ะเป็นเรื่องสำคัญ ซือหม่าหมีกู่ก็อายุสิบหกปีไปแล้ว หน้าตาก็น่ารักสดใส ฐานะทางบ้านก็ดี ขืนไม่รีบมีหวังจะโดนแย่งไปไม่รู้ด้วย”

    “เอ๊ะ พี่ใหญ่มีสตรีที่พึงใจแล้วรึ ไยข้าไม่รู้เล่า?”

    หย่งสือเข้ามาแทรก ท่าทีทรงภูมิของคนสอบได้ตำแหน่งจองหงวนหายไปหมดยามอยู่กับครอบครัว ไม่ต่างจากบิดาที่ละทิ้งภาพลักษณ์แม่ทัพใหญ่มาเป็นตาแก่แกล้งลูกชายขี้อายที่เป็นถึงรองแม่ทัพเลย

    “บุตรีของปาเจียวไงล่ะ เจ้าก็เคยเจออยู่ครั้งสองครั้งนะ”

    “อ๋อ นางนั่นเองน่ะรึ สำหรับนาง ข้าให้ผ่านนะ ตอนเด็ก ๆ ได้เห็นนาง ข้าก็คิดว่าน่ารักดี”

    “ข้ากับนางไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย!”

    คนถูกนินทาระยะเผาขนเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำติดรำคาญ ใช้ร่างหนา ๆ เดินแทรกบิดาและน้องชายให้จบบทสนทนาเสียที แม้ว่าใบหูของเขาจะขึ้นสีแดงที่ไม่รู้ว่าโกรธรึอายกันแน่ก็ตาม

    “พูดแต่ข้า แล้วหย่งสือไม่มีสตรีที่พึงใจเลยรึอย่างไร?”

    “ไม่มี ชีวิตนี้ข้าจะครองตัวเป็นโสดให้สตรีเสียดายเล่น”

    “ช่างกล้า!”

    สองพี่น้องหยอกล้อกันไปมาอย่างไม่จริงจังนัก เรียกรอยยิ้มจากครอบครัวให้ขำขันกันได้ง่าย ๆ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ ๆ มารดานึกคึกอะไรถึงได้...

    “แล้วปิงเอ๋อร์มีบุรุษที่พึงใจหรือต้องตารึยัง?”

    “!!!”

    คำถามนั้นเรียกสายตาของบุรุษทั้งสามให้หันขวับกลับมามองกันเป็นตาเดียว เด็กสาวที่ถูกถามกะพริบตาปริบ ๆ ที่อยู่ดี ๆ บรรยากาศสนุกสนานหยอกล้อก็เปลี่ยนเป็นจริงจังเสียอย่างนั้น

    “ข้ายังไม่ได้ต้องตาผู้ใดเจ้าค่ะ”

    คำตอบของนางทำเอาชายอกสามศอกทั้งสามคนผ่อนลมหายใจแรง แต่ก็ผ่อนได้ไม่ถึงชั่วอึดใจ เด็กสาวก็ทำหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรได้ มือเล็กยกลูบอกตนเองเบา ๆ แล้วกล่าวออกมาคล้ายตกอยู่ในภวังค์

    “...หรืออาจจะมีก็ได้”

    “!!!”

    คำพูดของนางทำเอาผู้เป็นมารดายกมือปิดปากดวงตาแวววาว ใบหน้างามมีรอยยิ้มยินดีน้อย ๆ แม้จะมีแวววิตกอยู่ในทีก็ตาม

    ต่างจากบิดาและลูกชายที่ต่างตัวแข็งค้างตาถลน พร้อมใจกันตะโกนถามด้วยเสียงดังกึกก้อง จนคนที่เดินไปเดินมาสะดุ้งโหยง หันมามองเป็นทางเดียว

    “มันเป็นใคร!!!?”

    “...”

    เฟิ่งปิงกะพริบตาปริบ ๆ มองบิดาและพี่ชายทีละคน แล้วกล่าวตอบอย่างซื่อตรงว่า...

    “ตอบไม่ได้เจ้าค่ะ”

    “ปิงเอ๋อร์!!”

    เฟิ่งปิงมิได้ใส่ใจเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจของบิดาและพี่ ๆ เนื่องจากตนเองไม่สามารถตอบได้จริง ๆ ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร

    ...สิ่งที่นางรู้เกี่ยวกับเขามีเพียงดวงตาคู่คมนั่น

    ...และสิ่งที่ทำให้นางเชื่อมโยงกับเขาได้มีเพียงหยกสีนิลของเขาในอกเสื้อนางเท่านั้น

    ในขณะที่หวนนึกคนที่นางไม่รู้จักหน้า ไม่รู้จักชื่อ นางก็ไม่ได้รู้เลยว่าใบหน้าของตนกำลังร้อนผ่าว ท่าทีภายนอกคล้ายเด็กสาวที่พึ่งเคยมีความรัก จนผู้ที่เฝ้ามองอย่างใกล้ชิดต่างคิดกันไปต่าง ๆ นานา

    “ไม่นะ!! บุตรสาวข้า!! เดรัจฉานตัวไหนที่ปิงเอ๋อร์มีใจให้!!!”

    “ปิงเอ๋อร์ชมชอบผู้ใดกัน!? ข้าจะไปฆ่ามัน!!”

    “ข้าจะยัดข้อหาให้มันจนต้องโทษประหารเสีย!!”

    สิ่งที่เฟิ่งปิงคาดหวังในชีวิตคู่คือมีความรักแบบคนธรรมดา ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับปัญหาบ้านเมือง ไม่ได้เป็นตัวหมากทางการเมือง ซึ่งมันคงเป็นไปไม่ได้ นางรู้เรื่องนั้นมานานแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ตามนางมิได้หลงชอบหรือหลงรักบุรุษผู้นั้นที่นางไม่รู้จักหน้า ไม่รู้จักชื่อแน่ ๆ อย่างมากก็แค่...

    ...สนใจ... ก็เท่านั้นเอง

    ...จริง ๆ นะ

    ...

    เนื่องจากทุกคนในสกุลหยางต่างมีรูปลักษณ์สง่างามหล่อเหลา แม้มีอายุก็ยังคงดึงดูดสายตาของผู้มองไม่น้อยไปกว่าหนุ่ม ๆ สาว ๆ อย่างบุตรและธิดา จึงไม่แปลกเลยที่ทุกคนให้ความสนใจท่าทีโวยวายทำทีจะเป็นจะตายขอบครอบครัวนี้มากกว่าปกติ

    “...น่าอายจริง ๆ เลยเชียว”

    นายหญิงของบ้านจึงทำการลากสามชีวิตกลับเรือนพักเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาและขี้ปากชาวบ้านได้อีก แม้ว่าสามีและบุตรชายทั้งสองจะไม่ยินยอม แต่มีหรือจะสู้สองสาวของบ้านได้

    “ถ้าท่านพี่ไม่หยุดไร้สาระ น้องจะเก็บของกลับจวนราชครูอีกรอบจริง ๆ ด้วย”

    “พี่ผิดไปแล้วน้องหญิง...”

    “พวกพี่ ๆ ทำตัวน่าอายจนข้าไม่อยากเดินด้วยแล้วเจ้าค่ะ”

    “...ไม่นะปิงเอ๋อร์...พี่ขอโทษ”

    หนึ่งสามีผู้หลงใหลภรรยายามกลับถึงเรือนก็รีบเข้าไปออดอ้อนแทบไม่ทัน กับอีกสองพี่ชายผู้หวงแหนน้องสาวก็รีบเข้าไปขอโทษขอโพยแทบไม่ทันเช่นกัน

    แต่สุดท้ายแล้วทั้งสามก็โดนไล่ออกจากห้องพักจนกว่าสองแม่ลูกจะอารมณ์ดี

    “เอาล่ะ ปิงเอ๋อร์ มาคุยกับแม่หน่อยแล้วกัน”

    “เจ้าค่ะ”

    เฟิ่งปิงหันไปเผชิญหน้ากับมารดาเพราะรู้ดีว่า การที่มารดาไล่บิดาและพี่ชายออกจากห้องเพราะต้องการคุยกับนางอย่างเป็นส่วนตัว ไม่มีคนเข้ามาขัด

    “บอกแม่ได้รึไม่ว่าเจ้าต้องตาในตัวผู้ใด?”

    “ข้าไม่ทราบ”

    “...?”

    “ข้าเพียงพบเขาและได้คุยด้วยไม่กี่ประโยค แต่ลูกไม่รู้จริง ๆ ว่าคนผู้นั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร มีพื้นเพอย่างไร และเป็นใครมาจากไหน”

    เด็กสาวกล่าวตอบผู้เป็นมารดาตามความเป็นจริง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยท่าทางหนักแน่น

    “เพียงสนใจ หาใช่ความรักเจ้าค่ะ”

    “ปิงเอ๋อร์... อย่าบอกแม่นะว่าเขาเป็นสามัญชน”

    “ข้ามิคิดว่าใช่เจ้าค่ะ” สามัญชนไม่มีทางมีวรยุทธ์สูงส่ง ไม่มีทางมีท่าทางสูงส่งกดดันหนักหน่วงถึงเพียงนั้นแน่นอน “ข้าคิดว่าเขาเป็นคนต่างแคว้น อาจจะเป็นชนชั้นสูงหรือเชื้อพระวงศ์”

    “...”

    หงเหลียนฮวายกมือปิดปากทำท่าตกใจ นางรู้ดีว่าการดูคนของลูกสาวนั้นยอดเยี่ยมเพียงใด และการที่นางกล้าเอ่ยปากขนาดนี้แปลว่าต้องมั่นใจอย่างน้อยครึ่งต่อครึ่งเป็นแน่

    และถ้าเป็นอย่างที่ธิดานางพูดออกมาละก็...

    “ท่านแม่เจ้าคะ”

    หงเหลียนฮวาไม่ทันจะได้ออกปากเอ่ยปลอบโยน เด็กสาวก็ขัดขึ้นด้วยประโยคเดิม ทั้งยังเอื้อมมือเล็กมากุมมือนาง ทั้งยังเอ่ยอย่างแจ่มชัดในสิ่งที่ตนเองต้องเผชิญ

    “เพียงสนใจ หาใช่ความรักเจ้าค่ะ อีกทั้งตัวข้ารู้ดีว่า... ร้อยทั้งร้อยข้าถูกวางตัวไว้จับคู่กับว่าที่องค์รัชทายาทของแคว้นฉิน ...ทั้งตู้ฮองเฮาและเมิ่งกุ้ยเฟยต่างไม่ยินยอมปล่อยข้าง่าย ๆ แน่”

    “...ปิงเอ๋อร์”

    อำนาจของสกุลหยางเป็นหนึ่งไม่มีสอง ฮองเต้ให้การไว้วางใจและหนุนหลัง ยิ่งกว่าสกุลของเสนาบดีทั้งหลายในราชสำนักมากนัก มิต้องกล่าวถึงกำลังทหารในมือว่า...ชายชาติทหารเกือบทั้งหมดต่างภักดีและยินยอมอยู่ภายใต้แม่ทัพใหญ่หยางเอ่อคังกันทั้งนั้น

    หากสกุลหยางมีใจคิดไม่ซื่อ ก่อการกบฏล้มล้างราชวงศ์อีกครั้ง จัดการเปลี่ยนแผ่นดินให้ย้อมด้วยโลหิต

    ...มีหรือจะไม่สำเร็จ

    ดังนั้นหากชายที่นางพึงใจเป็นคนสามัญ ฐานะนางสูงส่งเพียงนี้จะสามารถแต่งกับสามัญชนได้อย่างไร ยิ่งหากอีกฝ่ายเป็นคนต่างแคว้นก็จะกลายเป็นว่านางทำให้แคว้นอื่นสามารถแทรกแซงมามีอำนาจในแคว้นฉิน หากมีผู้ใดคิดเล่นตุกติกใส่ความโทษฐานกบฏสกุลหยางก็คงไม่มีเหลือ ขุนนางทั้งหลายก็คงคัดค้านด้วย

    ต่อให้บิดาทำทีไม่สนใจนาง ตัดหางปล่อยวัดนางเสีย ครั้งนี้คงไม่มีผู้ใดเชื่อ และหากนางไปไกลหูไกลตา ตัวนางนั่นแหละที่อาจจะถูกนำมาใช้เป็นจุดอ่อนของบิดา เมื่อนั้นก็ไม่แน่ว่าบิดาจะเลือกครอบครัวหรือความภักดี เพราะหยางเอ่อคังเป็นคนเช่นนั้น...

    ไม่ว่ายังไงก็ต้องแต่งให้ชนชั้นสูงในแคว้น เพียงแต่ผู้ที่อยู่ในวังต่างจับจ้องนางให้บุตรชายตัวเองตาเป็นมัน สมรสพระราชทานจะมาเมื่อใดก็ไม่ทราบ อย่างไรก็หนีไม่พ้นต้องแต่งองค์ชายสักพระองค์

    ...นางปลงเรื่องชีวิตคู่ของตนเองมานานแล้ว จะดิ้นรนไปสักเท่าใดนี่ก็เป็นชะตาของนางอยู่ดี

    ...ชะตาในอำนาจ ที่มีผู้อื่นบีบบังคับ

    ...ที่หาใช่โชคชะตาที่แท้จริง

    ในตอนที่ครั้งยังเด็ก ยามที่ยังฝึกฝนปราณกับพระเจ้า นางเคยเอ่ยถามเรื่องชะตาชีวิตของผู้คน พรหมลิขิตที่หนุ่มสาววาดหวังจะได้พบ อีกฝั่งของด้ายแดงที่ผูกกันไว้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่

    ‘แน่นอน ทุกคนเกิดมาพร้อมคู่ชีวิตของตนเอง เพียงแต่ตลอดช่วงชีวิตของมนุษย์ผู้หนึ่ง ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้พบกับอีกฝั่งของปลายด้ายแดง’

    ...นั่นคือคำตอบของพระเจ้า

    เช่นเดียวกับตอนที่นางเป็นเฟยเฟิ่งปิง นางดิ้นรนจากความลำบาก กลายเป็นผู้มั่งคั่ง ได้เจอผู้ชายมากมายหลากหลายรูปแบบ แต่ก็หาได้พบกับคนในพรหมลิขิตของตัวเอง

    นางจึงได้ถือโอกาสถามต่อว่าหากได้พบ จะรู้ว่าอย่างไรว่าได้พบ ซึ่งพระเจ้าก็หัวเราะ ราวกับเอ็นดูนางที่สนใจความรักปานเด็กสาวแรกรุ่น

    ‘ก็คล้าย ๆ กับคำกล่าวว่ารักแรกพบกระมัง คนที่จะดึงดูดให้เจ้าสนใจได้ตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกโดยไม่มีเหตุผลใด เพียงแต่สิ่งที่ใช้ชี้วัดมิใช่หัวใจ มิใช่สมอง แต่เป็นจิตวิญญาณ สำหรับมนุษย์แล้ว จะตัดสินพลาดระหว่างคู่ชีวิตกับคนในฝันที่ถูกใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก มีคนมากมายที่พลาดคู่ชีวิตของพวกเขาไปครองคู่กับคู่ครองคนอื่นที่คิดว่าดีพอแล้ว ไม่ต้องการพบใครอื่นอีก’

    ‘มนุษย์นั้นไซร้ยุ่งยากหนักหนา เพียงฐานะต่างกันก็มิชายตามอง บ้างก็หวังแต่จะได้คู่ครองที่ดีแต่ความซื่อสัตย์นั้นหามีไม่ บ้างก็มีเคราะห์กรรมบังตา แม้อยู่ใกล้ก็มิอาจพานพบ มีเหตุให้ต้องพบเจอแล้วพรากจาก หรือไม่ก็ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้’

    ‘ดังนั้น...ผู้ใดก็ตามที่ได้ครองคู่กับโชคชะตาของตนเอง นั่นจึงเรียกว่าพรหมลิขิตที่แท้จริง’

    ด้วยเหตุนี้ นางจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนใจในตัวบุรุษลึกลับผู้นั้น คนที่นางยังไม่เคยเห็นหน้า หากแต่รู้สึกสนใจเขาอย่างประหลาด ทั้ง ๆ ที่เคยถูกขู่ฆ่า แต่ก็หาได้หวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ ที่ยังเก็บหยกนั่นไว้ ก็เพราะคิดว่าคงดีหากมีโอกาสได้นั่งสนทนาทำความรู้จักกัน

    ...เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกตลอดชั่วชีวิตสองชาติภพที่รู้สึกสนใจผู้ใดสักคน

    ...นางอยากจะพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าความรู้สึกที่มีมาเพียงชั่วคราว จะเป็นแค่ความสนใจใคร่รู้ หรือเป็นโชคชะตาที่นางไม่เคยเพียรหาแต่บังเอิญได้พบกันแน่

    ...โชคชะตาที่แสนจะผิดพลาดและไม่ควรเกิดขึ้น

    “ข้ารู้ชะตาชีวิตของข้าดีท่านแม่ และข้ายอมรับมันแล้ว ข้ารู้ว่าท่านคงไม่อยากให้ข้าดิ้นหนีโชคชะตาจนตัวข้าต้องเสื่อมเสียใช่มั้ยล่ะเจ้าคะ”

    “...แม่ดีใจที่ลูกของแม่ทั้งชาญฉลาดและเข้มแข็ง เจ้าเป็นลูกที่แม่ภูมิใจไม่ต่างจากพี่ ๆ ของเจ้า เพียงแต่หากเลือกได้...เจ้าก็ไม่ควรเกิดมาเป็นลูกของแม่เลย”

    “...”

    “บุรุษที่เจ้าไม่รู้จัก ถึงแค่สนใจ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เจ้าสนใจในตัวบุรุษ แม่ดีใจมาก แต่แม่ก็เสียใจมากที่มิอาจช่วยเจ้าให้ต่อยอดความรู้สึกเป็นความรักและสมหวังในตอนท้าย”

    “...”

    “แม่สงสารเจ้ายิ่งนัก ปิงเอ๋อร์”

    จะมีสตรีผู้ใดมิอยากแต่งให้คนที่ตนเองรักใคร่กันเล่า ทว่าลูกสาวของนางต่อให้ผูกใจรักกับใครหากคนผู้นั้นมิใช่องค์ชายของราชวงศ์เฟยก็มิมีทางเป็นไปได้ ยิ่งตัวนางนั้นรู้ดีว่าบุตรสาวไม่ชมชอบการแก่งแย่งสามีกับใคร ไม่ชมชอบการไขว่คว้าอำนาจในวังหลัง ตัวนางที่เป็นแม่รู้ดี...

    แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย...

    “แต่ข้าดีใจที่ได้เป็นลูกของท่านนะเจ้าคะ ท่านแม่”

    เฟิ่งปิงเดินไปโอบกอดมารดา หลับตาลงซึมซับไออุ่นของร่างกายของผู้เป็นแม่ มีบิดามารดาที่รักใคร่ มีพี่ชายทั้งสองคนที่คอยเอาใจใส่ดูแล

    ...เพียงมีครอบครัวนี้ก็ถือว่าการเกิดใหม่ของนางได้ใช้บุญที่มีไปหมดแล้ว...

    เพียงแค่ไม่สมหวังในรักที่ยังไม่เกิด จะเป็นไรไป...

     

    เมืองหลวงแคว้นฉิน บริเวณท้องพระโรง

    “ยินดีต้อนรับชินอ๋อง เจ้ามาเร็วกว่าที่สาส์นแจ้งมาพอสมควรทีเดียว”

    “ขออภัยที่ทำให้วุ่นวาย กระหม่อมฮุ่ยเทียนเหมิง ดำรงตำแหน่งชินอ๋องแห่งแคว้นเซี่ย ถวายพระพรฮ่องเต้แห่งแคว้นฉินพ่ะย่ะค่ะ”

    หนึ่งมังกรบนบัลลังก์ จับจ้องมังกรไร้บัลลังก์ที่ทำความเคารพอยู่เบื้องล่างด้วยสายพระเนตรที่อ่านยาก จนคนที่มองดูอยู่ภายนอกคล้ายกับตาฝ้าฟางเห็นสายฟ้าแลบแล่นแปล๊บอยู่ในท้องพระโรง มาจากรอบกายผู้ที่มีกลิ่นอายเหนือคนธรรมดาทั้งสองคน

    “ตามสบายเถิด ชินอ๋องมาก่อนเวลาถึงเพียงนี้ แปลว่าคงมีเรื่องจะพูดคุยกับเจิ้นกระมัง”

    “พ่ะย่ะค่ะ”

     

     

    -----

    พรหมลิขิตบันดาลชักพา ทำให้มาพบกันทันใด~

    มันมีจริงนะ ที่เห็นแว้บแรกก็ถูกชะตา คุยไม่กี่ประโยคก็รู้สึกชอบแล้ว แฮร่

    คล้ายกับเรื่อง秘蜜 หฤทัยจอมนาง ที่คุณอ่าน