หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 50: สู่ความจริงแห่งโลกภายนอก

            บทที่ 50:สู่ความจริงแห่งโลกภายนอก

            แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างทิศใต้ของ‘ห้องพยาบาลแยกโรค’ ทาบทับลงบนพื้นไม้กระดานที่ถูกโรยด้วยผงปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อกลิ่นของสมุนไพรต้มและกำยานไล่แมลงลอยอวลอยู่ภายในห้องที่สะอาดสะอ้านบรรยากาศเงียบสงบและถูกตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง

            บนเตียงไม้กระดานที่ปูรองด้วยฟางหญ้าแห้งและคลุมทับด้วยผ้าห่มไหมพฤกษาที่นุ่มละมุนที่สุดร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีค่อยๆ ขยับตัว เปลือกตาที่หนักอึ้งและบวมช้ำของ ‘เลโอ’ค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า

            ความรู้สึกแรกที่กระแทกเข้าสู่โสตประสาทของเขาไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกเฆี่ยนตีหรือความเย็นเยียบของกรงขังเหล็กอย่างที่คุ้นเคย แต่มันคือ ‘ความเบาสบาย’อย่างประหลาด เลโอก้มลงมองข้อมือและข้อเท้าของตนเองโซ่ตรวนเหล็กขึ้นสนิมที่เคยกัดกินเนื้อเยื่อจนเน่าเหวอะ บัดนี้อันตรธานหายไปแล้ว!

            ยิ่งไปกว่านั้นเสื้อผ้ากระสอบที่เหม็นคาวเลือดของเขาถูกผลัดเปลี่ยน เป็นชุดผ้าทอสีขาวนวลที่เนื้อผ้านุ่มลื่นและปรับอุณหภูมิได้ราวกับโอบกอดผิวหนังไว้อย่างอ่อนโยนร่องรอยของบาดแผลถูกชะล้างจนสะอาดสะอ้านและถูกพอกด้วยสมุนไพรสีเขียวเข้มที่ส่งกลิ่นหอมเย็นๆ...

            แอ๊ด...

            เสียงประตูกรอบไม้แง้มเปิดออกเบาๆอีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปี ก้าวข้าม ‘เส้นปูนขาว’ เข้ามาภายในห้องเขายังคงสวมผ้าปิดจมูกและถุงมือหนังสัตว์ตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัดในมือของเขาถือถาดไม้ที่บรรจุแก้วน้ำต้มสุกและสมุนไพรเปลี่ยนแผลชุดใหม่

            "ดูจากอัตราการเต้นของชีพจรที่คอและสีผิวที่เริ่มมีเลือดฝาด...ปฏิกิริยาการฟื้นฟู ทำงานได้ดีกว่าที่ฉันคำนวณไว้"อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบกระด้างแต่แฝงความห่วงใยเขาวางถาดไม้ลงบนโต๊ะข้างเตียง "กินน้ำซะแล้วส่งข้อมือกับข้อเท้ามาให้ข้าดูหน่อย"

            เลโอน่าและเลโอรีบทำตามอย่างว่าง่ายพวกเขามองดูเด็กชายตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและยำเกรงอีไลอัสค่อยๆ แกะผ้าพันแผลที่ทำจากไหมพฤกษาออกบาดแผลฉกรรจ์ที่เคยเน่าเหวอะและมีสีดำคล้ำบัดนี้ถูกฤทธิ์ยาขับเอาหนองและเลือดเสียออกไปจนหมดเนื้อเยื่อสีชมพูอ่อนเริ่มงอกขึ้นมาสมานรอยแผล

            "อาการติดเชื้อ ถูกควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่พบภาวะเนื้อตายลุกลาม"อีไลอัสพยักหน้าอย่างพึงพอใจจัดการทายาสมุนไพรและพันแผลใหม่อย่างเบามือและเชี่ยวชาญราวกับศัลยแพทย์"เอาล่ะ ในเมื่อเครื่องยนต์ร่างกายของพวกเธอเริ่มมีพลังงานแล้ว...มันก็ถึงเวลาของ 'การจ่ายค่าตอบแทน' สักที"

            คำว่าค่าตอบแทนทำเอาสองพี่น้องสะดุ้งเล็กน้อยเลโอก้มหน้าลงมองมือที่สั่นเทาของตนเอง "พ... พวกเราไม่มีเงินทองหรือของมีค่าอะไรติดตัวมาเลยท่านอีไลอัส... แต่พวกข้ามีแรง!ข้าจะยอมทำงานเป็นทาสรับใช้ให้ท่าน... ข้าจะขุดดิน แบกไม้..."

            "หยุดความคิดเรื่องทาสเดี๋ยวนี้เลยไอ้หนู" อีไลอัสขัดขึ้นทันควันน้ำเสียงของเขาเฉียบขาด"ข้าบอกแล้วไงว่าที่รัฐอิสระเฮเซลบรุคไม่มีระบบการกดขี่แบบนั้นสถาปัตยกรรมและอารยธรรมที่ข้าสร้างขึ้น ไม่ได้ต้องการแรงงานทาส...ค่าตอบแทนที่ข้าต้องการจากพวกเจ้า คือ 'ข้อมูล' ต่างหาก"

            สถาปนิกน้อยลากเก้าอี้ไม้มานั่งตรงข้ามกับเตียงของสองพี่น้องเขากอดอก ประสานสายตากับเลโอน่าและเลโออย่างจริงจัง

            "ข้าอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้มาเป็นปีสร้างเมืองนี้ขึ้นมาด้วยสองมือและลูกบ้านของข้า... ข้าไม่เคยติดต่อกับโลกภายนอกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเส้นขอบฟ้าที่อยู่พ้นแนวป่านี้ออกไปมีหน้าตาเป็นยังไง"อีไลอัสเข้าสู่โหมดการสืบสวน "เล่ามาให้หมด...พวกเจ้าเป็นใคร? หนีมาจากไหน? โซ่ตรวนพวกนี้มันคืออะไร?และโลกข้างนอกนั่น... มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่?"

            ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชั่วอึดใจเลโอน่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆดวงตาของเธอไหวระริกเมื่อต้องขุดคุ้ยความทรงจำอันโหดร้ายเธอบีบมือน้องชายแน่นเพื่อเรียกความกล้าก่อนจะเริ่มเล่าความจริงที่แสนหดหู่ให้ผู้ช่วยชีวิตของเธอฟัง

            "พวกข้า... เป็นเพียงสามัญชนที่เกิดในหมู่บ้านเล็กๆแถบชายแดนเจ้าค่ะ..." เลโอน่าเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"แต่เมื่อสองปีก่อน เกิดทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพงพ่อแม่ของพวกข้าล้มป่วยและเสียชีวิตทิ้งหนี้สินจำนวนมหาศาลไว้... ในโลกภายนอกกฎหมายของ 'จักรวรรดิมนุษย์'หรือที่เรียกว่า 'จักรวรรดิอาร์คิเดีย'นั้นโหดร้ายทารุณมาก เมื่อไม่มีเงินจ่ายหนี้และภาษีให้ขุนนาง...พวกเราจึงถูกริบสถานะความเป็นคน และถูกขายเข้าสู่ 'กรงค้าทาส' เจ้าค่ะ"

            อีไลอัสขมวดคิ้วแน่น"ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการค้ามนุษย์...โครงสร้างสังคมที่เน่าเฟะตั้งแต่ฐานราก ไม่แปลกใจเลยที่มันจะผลิตโซ่ตรวนขึ้นสนิมแบบนี้ออกมา"

            "พวกข้าถูกสวมโซ่ตรวน และถูกต้อนขึ้น 'ขบวนรถม้าขนทาส'ร่วมกับผู้โชคร้ายคนอื่นๆ อีกนับร้อยชีวิต..." น้ำตาของเลโอน่าหยดแหมะลงบนหลังมือ"พวกทหารของจักรวรรดิกำลังจะส่งพวกเราไปเป็นแรงงานขุดเหมืองมรณะที่ไม่มีวันได้กลับออกมา...แต่ทว่า ระหว่างทางที่ขบวนรถเคลื่อนผ่านไหล่เขาเลียบชายแดน...รถเกวียนกรงเหล็กคันที่พวกข้าอยู่ เกิดอุบัติเหตุเพลาล้อหัก ทำให้รถม้าเสียหลักพลิกคว่ำตกลงไปในหุบเหวลึกที่ติดกับแนวป่าเจ้าค่ะ!"

            "อุบัติเหตุทางวิศวกรรมยานยนต์... ทำให้กรงเหล็กแตกสินะ"อีไลอัสวิเคราะห์ตาม

            เลโอพยักหน้ารับคำพี่สาว"ใช่ครับท่านอีไลอัส! พอเกวียนพัง ทหารยามก็ตายพวกเราที่รอดชีวิตจึงใช้ก้อนหินทุบโซ่จนขาด แล้ววิ่งหนีตายเตลิดเข้ามาในป่านี้...พวกทหารจักรวรรดิที่ตามมาสมทบ ไม่กล้าตามพวกเราเข้ามาลึกครับเพราะพวกมันหวาดกลัวคำสาปของป่าแห่งนี้"

            "คำสาป?" อีไลอัสเลิกคิ้ว"ป่าแห่งนี้มันก็แค่อุดมสมบูรณ์และมีมอนสเตอร์เยอะไปหน่อยไม่เห็นจะมีคำสาปอะไรเลย"

            เลโอเบิกตากว้างมองอีไลอัสราวกับมองสิ่งมีชีวิตที่หลุดมาจากโลกอื่น "ท่านไม่รู้หรือครับ!? สถานที่ที่พวกเราอยู่ในตอนนี้...ในแผนที่ของจักรวรรดิ มันถูกระบุว่าเป็นเขตแดนแห่งความตาย! พวกเรากำลังอยู่ใน 'ป่าต้องห้าม' ซึ่งตั้งอยู่ณ 'ทิศเหนือสุด' ของ 'ทวีปโซลาริส' นะครับ!!"

            คำประกาศของเด็กหนุ่มทำเอาอีไลอัสถึงกับต้องปรับผังภูมิศาสตร์ในสมองของตัวเองใหม่ทั้งหมด!

            ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาสร้างเมืองและขีดเส้นแผนที่โดยอิงจากตำแหน่งน้ำตกและดวงอาทิตย์เขาไม่เคยรู้พิกัดระดับมหภาค ของตัวเองเลย!

            "ทิศเหนือสุดของทวีปโซลาริส... งั้นเหรอ..." อีไลอัสพึมพำเขารีบล้วงหยิบ 'แผ่นไม้กระดานแผนที่ภูมิประเทศ' ที่เขาวาดไว้เมื่อวันก่อนออกมาวางแผ่ลงบนโต๊ะข้างเตียงพร้อมกับส่งก้อนถ่านไม้ให้เลโอ

            "วาดต่อจากจุดนี้ให้ข้าดูหน่อยเลโอ! เอาแผนที่โลกภายนอกของเจ้า มาเชื่อมต่อกับแผนที่ชายแดนของข้าเอาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่เจ้าจะจำได้!"

            เด็กหนุ่มรับก้อนถ่านไม้มาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อยเขาเริ่มวาดเส้นขอบทวีปอย่างคร่าวๆ ถัดลงมาจากแนวป่าต้องห้ามที่อีไลอัสวาดไว้...

            "นี่คือทวีปโซลาริสครับ..." เลโอชี้ไปที่จุดศูนย์กลางของแผนที่"ตรงกลางทวีป คือที่ตั้งของ 'มหานครอาร์คิเดีย'เมืองหลวงของจักรวรรดิมนุษย์ ปกครองโดย 'จักรพรรดิวาเลเรียส' ผู้บ้าอำนาจ... เมืองหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำขุนนางชั้นสูงอาศัยอยู่ใน 'ปราสาทลอยฟ้า' ที่หรูหรา บดบังแสงอาทิตย์จนสลัมด้านล่างมืดมิดและเน่าเฟะ..."

            อีไลอัสส่ายหัวอย่างเอือมระอา"ปราสาทลอยฟ้า... ฝืนกฎแรงโน้มถ่วงและหลักการรับแรงเฉือน ชัดๆการออกแบบผังเมืองแบบนั้นมันคือการสร้างช่องว่างทางชนชั้น ด้วยสถาปัตยกรรมนี่มันวิกฤตความย้อนแย้งทางการผังเมืองขั้นรุนแรง!"

            เลโอวาดเส้นต่อลงมาทางใต้"ทางทิศใต้ของป่าต้องห้าม คือเมืองหน้าด่านชื่อ 'ร็อกพอร์ต' เป็นเมืองท่าค้าขายที่ถูกขูดรีดภาษีจนยากจน...ส่วนทางทิศตะวันตกของทวีปก็เป็นเหมืองแร่และเมืองอุตสาหกรรม..ร็อกสโตน."

            จากนั้นเด็กหนุ่มก็ลากเส้นถ่านไม้พุ่งตรงขึ้นไปที่ขอบบนสุดของกระดานวาดเป็นรูปรอยหยักของภูเขาและต้นไม้ทึบ

            "และนี่คือทิศเหนือสุดครับ  คือ'ป่าต้องห้าม' ที่พวกเรากำลังอยู่!และถ้าทะลุป่าลึกแห่งนี้ขึ้นไปอีก มันจะเชื่อมต่อกับ 'แดนเหมันต์นิรันดร์' ซึ่งเป็นโซนภัยพิบัติที่มีหิมะตกตลอดปี ไม่มีมนุษย์คนไหนรอดชีวิตจากความหนาวเย็นและสัตว์อสูรระดับตำนานที่นั่นได้เลยครับ!"

            อีไลอัสจ้องมองแผนที่บนแผ่นไม้กระดานจิ๊กซอว์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ไพเพอร์กับเขาร่วมกันสำรวจ  รัฐอิสระเฮเซลบรุคของเขาแท้จริงแล้วตั้งอยู่บนกันชนสุดท้ายระหว่างอารยธรรมมนุษย์ที่เน่าเฟะและดินแดนพายุหิมะที่โหดร้ายที่สุดของทวีป!

            "เข้าใจล่ะ..." อีไลอัสพยักหน้าช้าๆ"แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันยังสงสัย...ในเมื่อป่าแห่งนี้มันถูกเรียกว่าป่าต้องห้ามและอันตรายถึงขนาดทหารจักรวรรดิยังไม่กล้าตามเข้ามา...แล้วทำไมถึงยังมีคนบางกลุ่มพยายามจะลักลอบเข้ามาที่ชายขอบป่านี้ล่ะ? ฟินน์เคยบอกฉันว่า มันเคยได้กลิ่นพวกติดอาวุธป้วนเปี้ยนอยู่ไกลๆ"

            เลโอน่าและเลโอมองหน้ากันก่อนที่เด็กหนุ่มจะเป็นคนตอบคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา

            "เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวของพวกสัตว์อสูร...มันมีค่ามหาศาลยังไงล่ะครับ" เลโอกลืนน้ำลาย "ในโลกภายนอกมีองค์กรที่เรียกว่า 'สมาคมนักล่า'พวกเขาคือกองกำลังอิสระและทหารรับจ้างที่ถูกแบ่งระดับชนชั้นตามความแข็งแกร่ง เรียกว่า 'แรงก์' ครับ...ตั้งแต่แรงก์ F ที่เป็นระดับต่ำสุด ไปจนถึงแรงก์ E,D, C, B, A และระดับสูงสุดคือ 'แรงก์ S'ซึ่งเป็นดั่งครึ่งเทพที่มีพลังทำลายล้างเมืองได้ด้วยตัวคนเดียว!"

            "นักล่าพวกนี้... พวกเขาเข้ามาในป่าทำไม? เพื่อถางป่างั้นเหรอ?"อีไลอัสเลิกคิ้ว

            "เพื่อล่ามอนสเตอร์... และควักเอาสิ่งที่เรียกว่า 'แกนเวทมนตร์' ออกมาครับ!"

            เลโออธิบายระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงของโลกใบนี้"แกนเวทมนตร์ คือก้อนผลึกคริสตัลที่ตกผลึกอยู่ใกล้กับหัวใจของสัตว์อสูรมันคือ 'แหล่งพลังงานบริสุทธิ์' ที่มีค่ามหาศาล!...ปราสาทลอยฟ้าของจักรพรรดิวาเลเรียส หรือเครื่องจักรเวทมนตร์ในเมืองหลวงอาร์คิเดียล้วนต้องใช้แกนเวทมนตร์เหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนทั้งสิ้น!ยิ่งมอนสเตอร์ระดับสูงอย่างระดับ B หรือ A แกนเวทมนตร์ของพวกมันก็ยิ่งมีมูลค่ามหาศาลสามารถซื้อเมืองได้ทั้งเมืองเลยทีเดียว!"

            คำพูดของเลโอทำเอาอีไลอัสถึงกับชะงักงันวิญญาณของสถาปนิกและผู้บริหารเมืองรู้สึกชาวาบไปทั้งแผ่นหลัง!

            เขาไม่ได้ตกใจเรื่องระบบเวทมนตร์หรือเครื่องยนต์คริสตัล...แต่เขาตกใจกับ "มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์" ของลูกบ้านของเขาต่างหาก!

            อีไลอัสค่อยๆหันขวับไปมอง 'บาร์นีย์' หมียักษ์อสูรระดับ A ที่บัดนี้กำลังนั่งจุ้มปุ๊ก ใช้กรงเล็บมฤตยูเกาพุงตัวเองดังแกรกๆสลับกับโขลกสมุนไพรอย่างตั้งใจ... ภาพของ 'ฟินน์' จิ้งจอกอสูรที่ชอบวิ่งดุ๊กดิ๊กไล่จับผีเสื้อ... ภาพของ 'ไพเพอร์' และ 'เดซี่'...

            "ฉิบหายแล้ว..." อีไลอัสสบถในใจ ดวงตาเบิกกว้าง "ในสายตาของข้าบาร์นีย์คือรถเครน ฟินน์คือหมาดมกลิ่น และเดซี่คือปุ๋ยชีวภาพ...แต่ในสายตาของพวกนักล่าและจักรวรรดิอาร์คิเดีย... ลูกบ้านของข้าทุกคนคือ 'ก้อนทองคำเดินได้' และ 'แบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์'ที่มีมูลค่ามหาศาล!!"

            ถ้าข่าวลือเรื่องการรวมตัวกันของสัตว์อสูรระดับสูงในรัฐอิสระเฮเซลบรุคหลุดรอดออกไปถึงหูของสมาคมนักล่าหรือกองพลเกราะเหล็กของจักรวรรดิ... ที่นี่จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ป่าลึกลับอีกต่อไปแต่มันจะกลายเป็น 'เหมืองทองคำ' ที่ดึงดูดกองทัพนับหมื่นให้มารุมทึ้ง!

            "ระบบเศรษฐกิจแบบขูดรีดทรัพยากร ที่มองสิ่งมีชีวิตเป็นแค่เชื้อเพลิง...พวกมันเป็นสถาปนิกแห่งการทำลายล้างชัดๆ" อีไลอัสกัดฟันแน่นความโกรธเกรี้ยวและสัญชาตญาณในการปกป้องอาณาเขต ปะทุขึ้นในอก

            เลโอน่าเห็นสีหน้าของเด็กชายก็เริ่มใจคอไม่ดี"ท... ท่านอีไลอัส... พวกเรานำข่าวร้ายมาให้ท่านใช่ไหมเจ้าคะ...ถ้าพวกเราอยู่ที่นี่ จะทำให้ท่านตกอยู่ในอันตรายหรือเปล่า..."

            "ไม่เลยเลโอน่า... พวกเธอไม่ได้นำข่าวร้ายมาให้ฉัน" อีไลอัสลุกขึ้นยืนเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงเอาความเยือกเย็นของผู้บริหารจัดการโครงการ กลับคืนมา"พวกเธอแค่นำ 'ข้อมูลโครงสร้างของศัตรู' มาให้ฉันประเมินความเสี่ยง ต่างหากล่ะ"

            เด็กชายเดินไปที่หน้าต่างของเรือนแยกโรคทอดสายตามองออกไปยังลานกว้างของหมู่บ้านมองดูผลงานทางสถาปัตยกรรมและเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

            "ข้าเคยคิดว่า แค่สร้างกำแพงหินและปลูกผักให้พอกินเราก็จะหนีความวุ่นวายและใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ได้ตลอดไป..."อีไลอัสพึมพำกับตัวเอง แววตาของเขาเปลี่ยนจากนักสร้างบ้านกลายเป็นผู้บัญชาการป้อมปราการอย่างสมบูรณ์แบบ

            "แต่ในเมื่อโลกภายนอกมันเน่าเฟะและพร้อมจะส่งสุนัขรับใช้มารุกรานเซฟโซนของข้าเพื่อแย่งชิงทรัพยากร...การป้องกันแบบหลบซ่อนมันคงไม่พออีกต่อไป!"

            อีไลอัสหันกลับมาหาสองพี่น้องรอยยิ้มแห่งความมั่นใจที่แฝงไปด้วยความอันตรายปรากฏขึ้นบนใบหน้า

            "ขอบใจสำหรับข้อมูลนะ เลโอ เลโอน่า... พักผ่อนให้เต็มที่เถอะรีบฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรง เพราะรัฐอิสระแห่งนี้ กำลังจะก้าวเข้าสู่เฟสการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานระดับ'ป้อมปราการสงคราม' แล้ว!"

            วิกฤตการณ์แห่งโลกกว้างได้มาเคาะประตูบ้านแล้วและสถาปนิกผู้ไม่เคยแพ้เดดไลน์... ก็พร้อมที่จะใช้ศาสตร์แห่งวิศวกรรมโยธา ผังเมืองและเทคโนโลยี เพื่อบดขยี้ทุกกองทัพที่กล้ามาเหยียบย่ำสันติภาพของเฮเซลบรุค

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน