เส้นทางอสุรา

    บทที่ 50 สู่เมืองหลวง (จบเล่ม 1)

    บทที่ 50 สู่เมืองหลวง


    เดินทางจนร่วงเลยถึงยามค่ำในวันที่สาม หนทางที่มุ่งสู่เมืองหลวงก็ใกล้เข้ามาเต็มที วันนี้รถม้าจอดพักอยู่กลางป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยขุนเขาล้อมรอบ ข้ามเขาอีกสามลูกไปก็จะเข้าสู่อาณาเขตแห่งเมืองหลวงแล้ว แต่ค่ำคืนเมื่อยามที่วสันต์มาเยือน แม้คืนนี้จะไม่มีฝน ทว่าเมฆที่ดกครึ้มก็ส่งเสริมให้เส้นทางที่ต้องผ่านหุบเขาแลป่าใหญ่ดูมืดมิดยิ่งนัก ไม่เหมาะแก่การเดินทางโดยเฉพาะสัตว์จำพวกม้า บุรุษชราฟู่เหอจึงสั่งให้หยุดพัก มันพักผ่อนบนเทียมเกวียนจนหลับไปแล้ว ส่วนเฉินซือหยางยังคงนั่งผิงไฟทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์จากคำอธิบายมากมายของบุรุษชราฟู่เหอ


    นั่งขบคิดถึงวิธีการปรุงยาหลอมโอสถที่เหมาะสมกับสภาพแก่นฐานพลังจิตวิญญาณของตนอยู่ครู่ใหญ่ เสียงก้าวเดินอย่างมั่นคงพร้อมกับการย่อตัวลงนั่งก็เกิดขึ้นบริเวณตรงข้ามกองไฟที่ลุกไหม้

    “ยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณเจ้าอย่างเป็นจริงเป็นจังซักที วันนี้ถือโอกาสที่ท่านที่ปรึกษาฟู่ไม่ได้ทำการอบรมส่งเสริมเจ้า ข้าจึงจะมากล่าวกับเจ้าอย่างที่ได้ตั้งใจไว้… ข้าต้องขอบพระคุณเจ้าเป็นอย่างสูงที่ยืนหยัดเคียงข้างบิดาบุญธรรมข้าจนถึงวินาทีสุดท้าย ความห้าวหาญและน้ำใจเจ้าในครั้งนี้ ข้าซุนหาน ขอจดจำไปชั่วชีวิต”


    ผู้กล่าววาจาก็คือบุรุษหนุ่มพกดาบแดงผู้คุมบังเหียนม้าผู้นั้น ถึงตอนนี้เฉินซือหยางค่อยได้มีโอกาสได้พูดคุยกับมัน แม้จะร่วมทางกันมาถึงสามวันแล้ว แต่ในทุกวันชายหนุ่มต้องฟังคำอธิบายและการสอนสั่งมากมายของฟู่เหอจนไม่มีเวลาทำอะไรหรือไปสนใจใคร มาวันนี้กลับเป็นบุรุษหนุ่มนามซุนหานผู้นี้ที่เข้าหามันก่อน

     

    บุรุษนามซุนหานรูปกายภายนอกค่อนข้างสูงโปร่งสมสัดส่วน ใบหน้าไม่ถึงขั้นหล่อเหลาแต่ก็คมคายน่าชมมอง มันมีแววตาและใบหน้าค่อนข้างซื่อตรงเที่ยงธรรม มีราศีจับต้องมาแต่ไกลเช่นเดียวกับซุนหลงผู้เป็นบิดาบุญธรรม โดยเฉพาะดาบสีแดงเล่มนั้นที่มันพกติดตัวเสมอมายิ่งดูโดดเด่นส่งเสริมตัวมัน


    เฉินซือหยางรีบกล่าวขึ้น

    “มิกล้า มิกล้า ที่ข้าทำไม่นับเป็นบุญคุณที่ต้องติดค้างอันใด เพราะข้าเองก็ได้รับสิ่งแลกเปลี่ยนจากการกระทำนั้นมาแล้ว"


    ซุนหานจ้องมองเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้บนท่อนไม้จนปลิวไสว

    “ถึงจะกล่าวเช่นนั้นข้าก็ยังต้องขอบพระคุณและติดหนี้เจ้าอยู่ดี ข้าทั้งที่ได้รับโอกาสและความรักจากท่านเจ้าเมือง แต่พอท่านเจ้าเมืองต้องประสบชะตากรรม ข้ากลับมิอาจยืนหยัดสู้เคียงข้างท่านได้"


    เฉินซือหยางมองแววตาที่ซื่อตรงแฝงความรู้สึกผิดจากใจจริงนั้นก็กล่าวปลอบไป

    “หากข้าเดาไม่ผิด คนอย่างท่านเมื่อมีโอกาสย่อมมาแน่ เพียงแต่ท่านอาจมาไม่ได้ หรือไม่ท่านเองก็มีสิ่งสำคัญที่ถูกฝากฝังจนมิอาจมา"


    ซุนหานมองดูเฉินซือหยางอย่างลึกล้ำ

    “เจ้ามีนามว่าเฉินซือหยางสินะ”


    “ถูกต้อง"


    “ข้าซุนหาน อายุอานามอาจมากกว่าเจ้า แต่ก็คงไม่มากจนเกินไป หากไม่รังเกียจอยากขอคบเจ้าเป็นสหาย”


    “ง่ายอย่างนี้เลยหรือ"


    “ศัตรูเพียงมองหน้าก็ไม่ถูกชะตา ต่างจากมิตรที่เพียงมองตาก็ถูกใจ เจ้าถือว่าเป็นคนที่ข้านับเป็นมิตรได้"


    “โดยไม่สนใจถึงตัวตนหรือศักดิ์ฐานะที่ข้าอาจต่ำต้อยจนราวกับเป็นขยะ"


    ซุนหานกลับหัวเราะออกมา

    “คนที่เป็นขยะคือคนที่ยกตนข่มคนที่อ่อนแอกว่าต่างหาก"


    พอฟังวาจาประโยคดังกล่าว กอปรกับแววตาที่ซื่อตรงจริงใจ เฉินซือหยางก็เริ่มที่จะถูกชะตากับบุรุษหนุ่มผู้นี้ขึ้นมา

    “เมื่อท่านเปิดเผยเช่นนี้ข้าก็ไม่คิดปฏิเสธ”


    “เมื่อไม่ปฏิเสธก็จงเรียกข้าว่าซุนหานเถอะ อย่าได้เรียกท่านจนดูห่างเหิน”


    เฉินซือหยางผงกศีรษะ

    “ย่อมได้"


    “วันนี้ช่างน่าเสียดาย หากมีสุราดีคงได้ดื่มให้แก่การคบค้าเป็นสหายของพวกเราแล้ว"


    ทั้งสองสนทนาแลกเปลี่ยนกันอยากออกรสออกชาด แม้ต่างที่มา แม้ต่างฐานะ แม้แต่ระดับก็ยังดูเหินห่าง ทว่าเหล่านี้หาได้เป็นกำแพงขวางกั้นความสัมพันธ์ของพวกมัน ผู้ที่มีจิตใจที่ซื่อตรงย่อมมองออกถึงตัวตนที่น่าคบค้า ซุนหานมองเฉินซือหยางเช่นนั้น แต่ดาบแดงเล่มนั้นกลับยังคงสั่นพร่าทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับชายหนุ่ม สิ่งนี้แม้แต่ซุนหานก็ยากที่จะเข้าใจ


    ฟ้าวันใหม่มิทันได้สว่างดี รถม้าก็เริ่มเคลื่อนออกไปอีกครั้ง ตลอดรายทางไร้ปัญหาอุปสรรค สัตว์ดุร้ายน้อยใหญ่ไม่ปรากฏ โจรภูเขาที่ว่าชุกชุมมิเคยขัดขวาง อาจเป็นเพราะว่าพวกมันรู้ว่ารถม้าคันนี้ไม่สมควรที่จะขัดขวาง เช่นนั้นเพียงตะวันเคลื่อนคล้อยจนใกล้เที่ยง รถม้าก็บรรลุถึงเมืองหลวงแล้ว


    ปกติเมืองหลวงแห่งแคว้นหมื่นขุนเขาจะเข้าออกแต่ละทีย่อมถูกตรวจตราจากทหารยามรักษาประตูอย่างเคร่งครัด เนื่องจากที่แห่งนี้เป็นเมืองหลวง ราชสำนักแห่งแคว้นก็ดำรงอยู่ที่นี่ ความแข็งขันและเข้มงวดของทางการจึงก่อเกิดทุกแห่งหน ทว่าเพียงรถม้าคันสีดำไปจ่ออยู่ที่หน้าปากประตูเมือง ทหารบนกำแพงมองเห็นผู้คุมบังเหียนรถม้า กอปรกับจดจำรถม้าคันนี้ว่าเป็นของผู้ใดได้ พวกมันจึงไม่จำเป็นต้องตรวจ เพียงเปิดประตูเมืองให้รถม้าคันดังกล่าวผ่านไปเท่านั้น


    เมื่อถึงเมืองหลวง ฟู่เหอก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งและป้ายสลักต่อมัน

    “นี่คือวิธีการติดต่อตันไห่ เมื่อเสร็จธุระกับมันแล้ว จงใช้ป้ายสลักนี้เพื่อมาหาข้าที่สำนักโอสถแห่งวังหลวง ข้าจะเตรียมโอสถที่ช่วยเร่งการเติมเต็มการเพาะบ่มพลังจิตวิญญาณแก่เจ้า"


    เฉินซือหยางรับของสองสิ่งมา ก่อนประสานมือโน้มศีรษะ

    “ขอบพระคุณท่านมาก”


    ฟู่เหอกำชับ

    “จงจำเอาไว้ รักษาตราประทับที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้จงดี อย่าได้ซี้ซั้วแสดงให้ใครต่อใครได้เห็น"


    “กับตันไห่คงไม่เป็นไรกระมัง"


    “ถ้ากับคนของเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆาย่อมไม่มีปัญหา”


    “ทราบแล้ว"


    เฉินซือหยางแยกตัวกับฟู่เหอทันทีที่มาถึงเมืองหลวง และก่อนจะจากไปยังได้อำลาซุนหานสหายของตน ซุนหานกลับกล่าวว่า

    “ยังไม่ต้องรีบอำลากันเร็วป่านนั้น เจ้ากับข้ายังมีโอกาสที่จะได้เจอกันอีก…”

    เงียบเล็กน้อยก่อนนัยน์ตาของซุนหานจะฉายแววจริงจัง 

    “ซือหยางเจ้าจงจำเอาไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าคนนี้จะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าเสมอ ทั้งในฐานะผู้ติดค้างในบุญคุณและสหาย"


    เฉินซือหยางมองตอบสหาย

    “ขอบใจเจ้ามาก”


    รถม้าเคลื่อนออกไปอีกครั้งตามเส้นทางที่ทอดสู่ใจกลางของตัวเมือง สถานที่แห่งนี้สมกับที่เป็นเมืองหลวง เพราะแม้แต่ถนนหนทางยังกว้างขวางและถูกปูด้วยวัสดุที่มั่นคงแข็งแรง อีกทั้งยังดูเป็นระเบียบงดงามตา ยังไม่ต้องเอ่ยถึงตึกรามบ้านช่องและอาคารที่สูงใหญ่ซึ่งเรียงราย เหล่านี้แม้แต่เมืองจรดเมฆาที่ว่าอลังการแล้วยังมิอาจเทียบเท่าความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองหลวงได้


    ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม หรือด้านการออกแบบรวมถึงทรัพยากรต่างๆ ที่เมืองหลวงดูหลุดไปจากเมืองในอุดมคติของมันก็ปาน เมืองแห่งนี้มิต่างจากเมืองในความฝันแม้แต่น้อย


    เมืองใหญ่การหาตัวคนย่อมลำบาก โชคดีที่มันได้ข้อมูลมาจากผู้อาวุโสฟู่เหอ มันจึงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพราวกับคนกำลังงมเข็มในมหาสมุทร กระดาษแผ่นนั้นที่มันได้รับมามีข้อมูลของคนที่ให้ติดต่อ ดูเหมือนจะไม่สามารถไปหาตันไห่ได้โดยตรง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเบาะแสอะไรเลย


    ที่แรกที่มันจะไปนับแต่เหยียบย่างยังเมืองหลวง ก็คือตำแหน่งร้านหาบเร่ที่วนเวียนขายมันเผาอยู่บริเวณตรอกซอยหกสิบเจ็ดทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง มันเดินทางเข้าประตูทางทิศตะวันตกพอดี จึงมุ่งไปยังตรอกซอยหกสิบเจ็ดได้อย่างไม่กินเวลา


    เมื่อเจอคนตามลักษณะที่บอกเล่าในกระดาษ เฉินซือหยางก็กล่าวคำที่เป็นรหัสลับซึ่งเป็นข้อมูลในกระดาษออกไป

    “มันเผาไหม้เช่นนี้ยังขายได้”


    ชายที่หาบมันเผาหยุดชะงักพร้อมกับขานตอบ

    “อยู่ที่ท่านจะรับหรือไม่”


    “อยู่ที่ท่านจะให้หรือไม่"


    “หนึ่งลูก?"


    เฉินซือหยางนึกถึงคำตอบประโยคสุดท้าย

    “ครึ่งลูก"


    ชายที่หาบมันเผาแสดงท่าทางไม่พอใจ พลางเดินออกไปอย่างคนหงุดหงิด ในทางเดียวกันก็คล้ายเชิญชวนและนำทางชายหนุ่มไป จึงเกิดเป็นสภาพของคนที่ตามตื้อขอซื้อมันเผาก็ปาน 


    สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มิผิดไปจากคำอธิบายและแผนที่เส้นทางลับเบื้องต้นที่ฟู่เหอมอบให้ มันติดตามชายที่หาบมันเผาไปห่างๆ เดินทางลัดเลาะแลหลบเลี่ยงสายตาคนไปจนถึงศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่ง ประตูศาลเจ้าก็ถูกผลักเปิด มองดูคล้ายที่พักพิงของคนไร้บ้านทั่วไป ทว่าด้านหลังของเทวรูปสลักเก่ากลับมีประตูช่องลับที่ทอดไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง


    เฉินซือหยางครุ่นคิดในใจ

    “หอการค้ากลางเมฆามีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเมืองจรดเมฆา เหตุใดเครือข่ายของพวกมันในเมืองหลวงถึงต้องหลบซ่อนเช่นนี้”


    ชายที่หาบมันเผาคล้ายอ่านใจของเฉินซือหยางออก พอเข้าสู่ศาลเจ้าร้างลับตาคนแล้ว มันก็อธิบายขึ้น

    “ท่านอาจสงสัยว่าเหตุใดที่แห่งนี้จึงดูลึกลับนัก… แน่นอนว่าคู่แข่งทางการค้าย่อมมีส่วน การขยายกิจการเพื่อสู้กับรากฐานเดิมจึงต้องเดินอย่างระมัดระวังตัว อีกทั้งยังต้องศึกษาข้อมูลอย่างลับๆ เพื่อขยายแนวทางของพวกเรา”


    สิ่งที่อธิบายดูเหมือนมีเหตุผลแต่มิค่อยจะสมเหตุสมผลยิ่งนัก จนกระทั่งชายคนนั้นได้กล่าวต่อ

    “ที่สำคัญศัตรูที่หวังทำลายเมืองจรดเมฆาก็มีไม่น้อย”


    เมื่อประโยคนี้กล่าวออกมา เฉินซือหยางก็เข้าใจได้ทันที ดูเหมือนการขยายอำนาจของซุนหลงจะไม่เป็นผลดีเลยจริงๆ แต่ซุนหลงจะไม่ขยายเครือข่ายเลยก็มิใช่เรื่องดี เพราะความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งมิอาจทำได้แค่ในเมืองจรดเมฆา มันต้องเสี่ยงวางรากฐานแก่คนของมันและคอยเอาชีวิตรอดด้วยวิธีต่างๆ ตามสถานการณ์ที่ประสบไปด้วย อีกทั้งเครือข่ายนี้จะมิใช่แค่เพื่อการค้าขาย แต่มันยังเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีที่ค่อยๆ ถูกรวบรวมจากทั่วเมืองแห่งนี้


    “ตันไห่อยู่ด้านใน เชิญท่านตามสบาย"


    เฉินซือหยางประสานมือขอบพระคุณชายผู้นั้น ก่อนผลักเปิดประตูเยื้อย่างเข้าสู่ทางลับที่ทอดไปอีกห้อง เดินตามทางที่แคบเล็กอับชื้น ไม่นานมันก็โผล่ยังอาคารหลังหนึ่งที่ถูกดัดแปลงขึ้นจนคล้ายกับห้องลับที่มืดสนิท เฉินซือหยางจุดตะเกียงข้างผนัง แสงสว่างสาดส่องขึ้น เมื่อมองโดยรอบห้องได้อย่างชัดตา มันก็ได้เห็นบันทึกข้อมูลต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะสินค้า อาวุธ หรือข่าวสารทั่วทั้งแดนดาราตกอยู่ในสภาพที่กระจัดกระจายและพังเสียหาย 


    ชายหนุ่มรู้สึกใจคอไม่ดี ยิ่งกลิ่นคาวโลหิตที่ลอยคลุ้งกระทบโสตประสาทยิ่งทำให้มันต้องขมวดคิ้ว เก้าอี้ที่ถูกจัดวางไว้ตรงกลางห้องมีคนนั่งอยู่ ประเมินจากสถานการณ์และตำแหน่งที่นั่งของมันคงจะเป็นตันไห่ไม่น่าผิดพลาด เฉินซือหยางจึงไม่เสียมารยาทรีบประสานมือ แต่กล่าวออกไปเนิ่นนานยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับ คนที่นั่งบนเก้าอี้ซึ่งคาดว่าเป็นตันไห่ผู้นั้นไม่ขยับไหวติง ผสมกับกลิ่นคาวโลหิตที่เริ่มมาก็ยิ่งคละคลุ้งหนักหน่วงจึงทำให้เฉินซือหยางต้องถือวิสาสะขยับเข้าไปประชิดยังตำแหน่งเก้าอี้ดังกล่าว


    เมื่อไปถึงมันก็พบว่า ตันไห่ตายแล้ว!


    ตึก เสียงการปิดประตูอย่างรวดเร็วดังขึ้นจากต้นทางที่เชื่อมเข้ามา เฉินซือหยางรู้ตนว่าผิดท่า มันจึงพุ่งทะยานคืนกลับไปทิศทางเดิมทันที เมื่อไปถึงประตูลับกลับถูกปิดสนิทเสียแล้ว มันถูกขังไว้ภายในห้องที่ไม่ทราบกลไกทางออก ได้ยินแค่เสียงของชายหาบมันเผาที่หัวเราะลั่นจากภายนอก

    “ฮ่าฮ่าฮ่า สุนัขรับใช้เครือข่ายหอการค้ากลางเมฆา… ไม่สิ สุนัขรับใช้ของซุนหลงจงตายไปเสียเถิด ข้าจะขังเจ้าให้อดตาย และอยู่เป็นผีเฝ้าฐานลับพร้อมกับเจ้าโง่ตันไห่ผู้นั้น!”






    จบเล่ม 1