จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 26 ต่อยข้าสิ!

            วันรุ่งขึ้น

            ฉินอวี่และสยงท่าเทียนเดินตรงเข้าป่าลึกไปตลอดทางและความเร็วของกิ้งก่าทองยมโลกนั้นก็ไม่เชื่องช้าการเคลื่อนที่ของมันสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งผืนดินเพราะมีกิ้งก่าทองยมโลกอยู่ด้วยเช่นนี้ ตลอดทางที่ผ่านมาจึงไม่พบเจอกับอสูรร้ายเลยแม้แต่ตัวเดียว

            “สยงท่าเทียนเจ้านำเสี่ยวเฮยเก็บไว้ในถุงเก็บอสูรได้หรือไม่?” ฉินอวี่พูดพลางจ้องไปยังถุงใบหนึ่งซึ่งทำมาจากหนังของสัตว์อสูรที่แขวนอยู่ตรงเอวของสยงท่าเทียนฉินอวี่รู้จักมันดี ว่านั่นคือถุงเก็บอสูร

            “ได้สิ!” สยงท่าเทียนพยักหน้าในขณะที่เขาพูดเขาก็ถอดถุงเก็บอสูรออกจากเอวและเตรียมที่นำเสี่ยวเฮยใส่เข้าไปด้านใน

            “เดี๋ยว สยงท่าเทียน เจ้าพอจะช่วย... นำเลือดจากเสี่ยวเฮยออกมาสักหน่อยได้หรือไม่?” ฉินอวี่ถามอย่างหยั่งเชิงถ้าไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าสยงท่าเทียนครอบครองเสี่ยวเฮยไว้เพียงแค่ใช้ฝึกฝนร่างกายของตนเองฉินอวี่ก็คงไม่กล้าจะเอ่ยปากขอเช่นนี้

            “พี่ฉินจะเอาเลือดของเสี่ยวเฮยไปทำอะไรหรือ?” สยงท่าเทียนถามอย่างสงสัย

            “ข้ากระหายน้ำนิดหน่อย...” ใบหน้าของฉินอวี่แดงก่ำ และเขารู้สึกผิดเหมือนตนเองกำลังหลอกเด็ก

            “ข้าคิดว่ามีแต่ข้าที่ชอบดื่มเลือดที่แท้พี่ฉินก็ชอบเช่นกัน เจ้าหลี่เทียนจีที่แสนน่าเบื่อนั่นเอาแต่คอยดูถูกข้าข้าว่าเขาดูงี่เง่ามาก อ้อจริงสิ พี่ฉิน ท่านดื่มนี่เถอะอันนี้อร่อยกว่าเลือดของเสี่ยวเฮยมาก” สยงท่าเทียนยื่นน้ำเต้าออกมาให้ฉินอวี่ราวกับว่าเขากำลังได้พบกับสหายคนสนิท

            ฉินอวี่สงสัยและถามออกมา “มีอะไรอยู่ข้างในหรือ?”

            “มันคือเลือดน่ะสิ ไม่ใช่ของเสี่ยวเฮยหรอกเอ่อ... คือข้าก็ไม่รู้ว่ามันคือเลือดอะไร แต่มันอร่อยดี ข้าดื่มมาตั้งแต่เด็ก”สยงท่าเทียนคิดอยู่นาน ก่อนจะตอบออกไป

            ฉินอวี่ดึงที่อุดปากน้ำเต้าออกอย่างสงสัยดมมันหนึ่งหน จึงพบว่ามันไม่มีกลิ่นอะไรเลย หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็จิบไปหนึ่งคำทันทีที่ของเหลวในน้ำเต้าไหลเข้าปาก ฉินอวี่ก็สงสัยขึ้นมาว่าเลือดในปากของเขาเหมือนจะให้ความรู้สึกหวาน

            อร่อยจริงๆ ไม่เลวเลย!

            ในความประหลาดใจนั้น ฉินอวี่กลืนเลือดลงไปในช่องท้องของเขาแต่ในขณะที่เลือดไหลผ่านลำคอ ดวงตาของฉินอวี่ก็เบิกกว้างและเขารู้สึกเพียงอาการที่เหมือนมีลูกไฟตกลงจากคอเข้าสู่ช่องท้องของเขาจนฉินอวี่รู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังตกลงไปในเตาไฟ

            “อ้อ จริงสิพี่ฉิน ในหนึ่งหนนะ ท่านไม่สามารถดื่มเลือดนี้มากจนเกินไปข้าเองสามารถดื่มได้มากสุดครั้งละสามหยดเท่านั้นเอง ท่าน...” จู่ๆสยงท่าเทียนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ และพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ฉินอวี่แทบจะเผ่นหนีเมื่อเขาได้ยินคำพูดของสยงท่าเทียนพลังที่เพิ่มขึ้นในร่างกายของเขาทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่งเขาเพียงรู้สึกว่าร่างกายของตนเองกำลังถูกเผาผลาญและความเจ็บปวดที่ชัดเจนนั้นเจ็บปวดกว่าการชุบกระดูกสามชั้นเป็นสิบเท่า

            ฉินอวี่นั่งขัดสมาธิลงด้วยใบหน้าที่น่ากลัวกัดฟันแน่น และปกป้องจิตใจของตนเองอย่างหนัก เขาไม่รู้ว่าเลือดนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรแต่เลือดที่บรรจุอยู่ในน้ำเต้านั้นกลับมีพลังปราณที่พิเศษจนน่าตกใจ

            “เวิ่ง เวิ่ง!”

            ร่างกายของฉินอวี่สั่นสะท้านและส่งเสียงดังภายใต้พลังชนิดนี้ ร่างกายที่ผอมบางอยู่แต่เดิมได้ขยายขึ้นอย่างรวดเร็วและดูเหมือนว่าพลังนั้นกำลังจะพุ่งออกจากร่างกายของเขา

            “แย่แล้ว!” ฉินอวี่ร้องอุทานในใจพลังของเลือดนี้แรงเกินไป และหากเป็นเช่นนี้ เขาจะต้องระเบิดตายแน่นอน

            “ปีศาจคลั่งปริวรรตที่หนึ่ง!” ในวินาทีวิกฤตนั้นฉินอวี่ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก เขาจึงรีบเรียกใช้วิชาปีศาจคลั่งปริวรรตที่หนึ่งทันที

            ทันใดนั้นพลังปราณของฉินอวี่ก็ระเบิดออกมาลำแสงสีแดงจางๆ ก็โผล่ออกมาจากผิวหนังพลังอันบริสุทธิ์และทรงพลังถูกเติมเต็มไปทั่วทั้งแขนขาของเขาสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องหวาดกลัว คือพลังบางอย่างที่ปรากฏอยู่ในพลังปราณนั้นยังคงปะทุอย่างไม่ขาดสาย!

            “ต่อยข้าสิ!” ฉินอวี่ตะโกนไปทางสยงท่าเทียนด้วยใบหน้าที่ดุดัน

            สยงท่าเทียนมองไปที่รูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวของฉินอวี่และคาดเดาได้ว่าคงเป็นเพราะว่าฉินอวี่ดื่มเลือดมากเกินไปหน่อยทำให้เขารู้สึกสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวี่ในตอนนี้เขาก็มองไปทางฉินอวี่อย่างสงสัย และพูดออกไป “พี่ฉิน ท่านจะให้ข้าต่อยท่านจริงหรือ? ข้าเกรงว่าท่าน... ท่านจะรับไม่ไหว...”

            “ต่อย!” ฉินอวี่ส่งเสียงตะโกนดัง

            สยงท่าเทียนได้ยินคำพูดนั้นเขาก็ยืดหมัดอันใหญ่โตของเขาออกไปอย่างช้าๆ และต่อยฉินอวี่เบาๆ

            ฉินอวี่โกรธมาก จึงกระโดดสูงขึ้นไปก่อนจะโจมตีออกมาทันที...

            “ตูม ตูม ตูม!”การโจมตีของฉินอวี่ที่โจมตีสยงท่าเทียนเป็นเหมือนสายฝนที่ตกหนักและสยงท่าเทียนก็ถอยออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าการโจมตีของฉินอวี่จะมีพลังที่แข็งแกร่งแต่ในส่วนของร่างกายที่ทรงพลังไร้ที่เปรียบของเขา กลับไร้ประโยชน์อย่างยิ่ง

            “รีบต่อยข้าเร็วเข้า!” ฉินอวี่ส่งเสียงคำรามอีกครั้งมีเพียงอาการบาดเจ็บเท่านั้นที่สามารถเผาผลาญพลังปราณได้มากขึ้น

            สยงท่าเทียนรู้สึกได้ถึงความวิตกกังวลของฉินอวี่เขาจ้องไปทางฉินอวี่และพูดว่า “พี่ฉิน ถ้าเช่นนั้น... พี่ก็ต้องระวังหน่อยนะพลังของข้าแข็งแกร่งมากนะ”

            ฉินอวี่ใช้หมัดต่อยตรงเข้าตรงหน้าอกของสยงท่าเทียนบีบให้เขาก้าวถอยหลังไป และตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวอีกครั้ง “ต่อย!”

            “ตูม!”ฉินอวี่รู้สึกถึงพลังปราณที่เดือดพล่านในร่างกายของตนเองพลังอันรุนแรงพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเขาทันที จนซี่โครงทั้งสองด้านของเขาเกือบหักร่างกายของเขาสั่นสะท้านจนกระเด็นออกไปก่อนจะตกลงมาราวกับดาวตกกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง และต้นไม้ที่อยู่โดยรอบต่างก็หักโค่นตามกันไป

            ฉินอวี่ปีนลุกขึ้นมาด้วยอาการวิงเวียนศีรษะแม้ว่าหมัดของสยงท่าเทียนเกือบจะทำให้อวัยวะภายในเคลื่อนที่แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ประหลาดใจก็คือการขยายตัวจากพลังที่เกิดขึ้นนั้นกลับไม่เกิดความต่อเนื่องด้วยความประหลาดใจของฉินอวี่ เขาจึงรีบตรงไปที่สยงท่าเทียน และพูดขึ้นเสียงดัง“เอาอีก!”

            ตูมๆๆ!

            เสียงระเบิดดังที่ดูน่าอึดอัดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ยังไม่รู้เลยว่าเลือดที่บรรจุอยู่ในนั้นมีความทรงพลังเพียงใดไม่ว่าฉินอวี่จะได้รับบาดเจ็บเช่นไร การเผาไหม้ก็เกิดขึ้นไม่จบสิ้นฉินอวี่จึงใช้จังหวะนี้เริ่มฝึกฝนวิชายุทธ์ว่านจ้ง

            ในช่วงต้นเขาสร้างวิชายุทธ์ว่านจ้งขึ้นมาในรูปแบบของวิชาบ่มเพาะจิตวิญญาณสิ่งที่เขาเน้นคือการทับซ้อนกันของพลังฉินอวี่ได้รับแรงบันดาลใจในสิ่งนี้จากตำราโบราณชุดหนึ่ง เมื่อพลังสูงถึงระดับหนึ่งพลังจะสามารถทับซ้อนกันได้ ส่งผลให้พลังมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก

            ในตอนนี้ ด้วยวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตร่างกายของฉินอวี่เกิดความพลุ่งพล่าน เขาจึงเริ่มทดลองรวมพลังออกมาซ้อนทับกันซึ่งฉินอวี่เรียกสิ่งนี้ว่าพลังว่านจ้ง

            “พลังทุกชนิดมีจุดสะท้อนสิ่งที่ข้าต้องทำคือหาจุดสะท้อนของพลัง เพื่อจะรวมพลังของพลังว่านจ้งออกมา”ฉินอวี่โจมตีไปพลางแอบพูดอย่างลับๆ

            ทีละเล็กทีละน้อย

            ฉินอวี่จมดิ่งสู่วิชายุทธ์ว่านจ้งสยงท่าเทียนได้รับแรงกระตุ้นจากจิตวิญญาณการต่อสู้ของฉินอวี่ เขาจึงพูดเสียงดัง“พี่ฉิน ข้าจะระงับพลังลง พวกเรามาแลกเปลี่ยนอะไรกันหน่อยเถอะ” พูดจบสยงท่าเทียนก็ส่งเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นและเริ่มโจมตีอีกครั้ง

            ขณะที่ฉินอวี่และสยงท่าเทียนกำลัง “แลกเปลี่ยน” กันอยู่นั้นหลี่เทียนจีก็ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่ด้วยท่าทางที่ดูไม่ได้อย่างมากใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ และยังคงมองไปรอบๆ เป็นครั้งคราวดูเหมือนว่าเขายังไม่ยอมแพ้และยังต้องการจะรอดูว่าคนที่อาจารย์ของเขาทำนายไว้จะปรากฏตัวขึ้นหรือไม่แต่เมื่อตั้งความหวังไว้มาก ก็ย่อมผิดหวังมาก

            ในท้ายที่สุด หลี่เทียนจีกัดฟันและเลิกสนใจไปเขาเริ่มสนใจการสนทนาของฉินอวี่และสยงท่าเทียน เมื่อมองไปทางฉินอวี่ผู้มีรอยแผลทั่วร่างและเปล่งประกายด้วยแสงสีแดงเพลิง การเยาะเย้ยก็ปรากฏที่มุมปากของหลี่เทียนจีราวกับว่าเขากำลังหัวเราะที่ฉินอวี่ไม่รู้จักเจียมตัว

            หลี่เทียนจีรู้จักและมีประสบการณ์เกี่ยวกับความเพี้ยนของสยงท่าเทียนเป็นอย่างดีพลังของคนผู้นี้นั้นเรียกได้ว่าทรงพลังอย่างมากเลยทีเดียวเกรงว่ามีเพียงผู้ฝึกตนในขั้นเทียนชุ่ยเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอจะต่อสู้กับสยงท่าเทียนได้และด้วยระดับการฝึกฝนในขั้นยุทธ์ระดับหกของฉินอวี่การเข้าต่อสู้กับสยงท่าเทียนจึงเป็นการพาตัวไปตายเสียมากกว่า

            สำหรับฉินอวี่ หลี่เทียนจีผู้โอหังนั้นมองว่าฉินอวี่เป็นผู้น่าดูถูกและน่าขยะแขยงมากคนผู้นี้ชอบทำตัวโอหังอวดดีอยู่ไม่สุข สยงท่าเทียนออกปากเรียกว่าพี่ใหญ่ ก็ควรจะอยู่อย่างสงบและสบายใจสยงท่าเทียนเป็นคนของเผ่าขวงสยง แม้ว่าคนของเผ่าขวงสยงในตอนนี้จะเหลือน้อยนักแต่ศักยภาพของสยงท่าเทียนก็ไม่มีผู้ใดเทียบได้ความสำเร็จในภายหน้าคงจะต้องยิ่งใหญ่เหนือคนทั่วไปเป็นแน่

            อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลี่เทียนจีไม่ต้องการที่จะยอมรับมันแต่การที่สยงท่าเทียนเรียกเขาเป็นพี่ใหญ่ฉินอวี่ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก เขาและสยงท่าเทียนรู้จักกันมาเกือบสองปีแล้วแม้ว่าเขาจะช่วยชีวิตสยงท่าเทียน แต่เขาก็ไม่เคยถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ แต่กลับถูกตะโกนเรียกอยู่เป็นประจำ

            หลี่เทียนจีก็ยังคาดเดาได้ด้วยว่าเหตุใดสยงท่าเทียนจึงเรียกฉินอวี่ว่าพี่ใหญ่เพราะในสองปีมานี้ เขาคอยย้ำกับทุกคนเสมอว่าตัวเขาคือคนตระกูลขวงสยงแต่กลับพบแต่ความเมินเฉย บางคนถึงกับหัวเราะเยาะสิ่งนี้จึงทำให้สยงท่าเทียนรู้สึกเสียใจและไม่ค่อยพอใจ แต่จู่ๆฉินอวี่กลับรู้จักตัวตนของสยงท่าเทียน ทำให้สยงท่าเทียนนั้นรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก

            “นี่เป็นเพียงความตื่นเต้นชั่วคราวของสยงท่าเทียน”หลี่เทียนจีเยาะเย้ย แม้ว่าเขาจะรู้ แต่หลี่เทียนจีก็ยังรู้สึกหงุดหงิด ทำไมสยงท่าเทียนถึงไม่เคยเรียกตนเองว่าพี่ใหญ่บ้างเลยแม้จะชั่วคราว?

            “ช่างเถอะแต่ก็ไม่รู้ว่าคนคนนั้นที่อาจารย์พยากรณ์เอาไว้จะเข้ามายังแดนสุสานอสูรแล้วหรือยังอาจารย์ยังเคยกล่าวไว้ว่าจะมีพลังงานที่ไม่รู้จบสิ้น สามารถร่วมเป็นสหายกับข้าได้อีกทั้งจะช่วยแก้ไขภัยพิบัติมากมายให้ข้าได้... ตอนที่อาจารย์ทำการพยากรณ์เขามองเห็นหมู่ดวงดาวอันกว้างใหญ่ คนผู้นั้นจะต้องมีคำว่าซิงเฉินอยู่ในชื่อแม้ว่าจะไม่มี ก็จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับซิงเฉิน... เดี๋ยวนะ ซิงเฉิน... หรือว่าจะเป็นสำนักซิงเฉิน?” หลี่เทียนจีคิดอยู่ในใจ

            ทันใดนั้น เขาก็ผงะ มองที่ฉินอวี่อีกครั้งและคิดกับตัวเองว่า “หรือจะเป็นเขา? ชื่อของเขาไม่ได้มีคำว่าซิงเฉินแต่อาจเป็นไปได้ว่า... เป็นคนของสำนักซิงเฉิน?”

            “เป็นไปไม่ได้! ศิษย์ของสำนักซิงเฉินจะมาที่บริเวณชายขอบเล็กๆแห่งนี้ได้อย่างไร”

            หลี่เทียนจีฝืนยิ้มที่มุมปากตนเองคงคิดฟุ้งซ่านไปแล้วจริงๆคนผู้นี้จะเป็นคนที่อาจารย์ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการพยากรณ์ไปได้อย่างไร? คนผู้นี้ดีที่สุด... ก็คงเป็นตัวตลกเท่านั้น

            หลี่เทียนจีคิด

            หนึ่งวันต่อมา

            “ฮ่าๆ พี่ฉิน ไม่เลวเลย ต่อเถอะ ฮ่าๆนานแล้วที่ข้าไม่ได้สู้อย่างสนุกเช่นนี้” สยงท่าเทียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

            หลี่เทียนจีมองไปทางฉินอวี่ที่ยังคงต่อสู้กับสยงท่าเทียนด้วยความประหลาดใจด้วยสายตาที่น่าสงสัย

            ผู้ชายคนนี้มีความอดทนขนาดนั้นเลยหรือ?

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน