Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามเทวะ:ฟ้าครามเริ่มก่อหายนะ

                ศิลาใช่เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมงเขาก็มาถึงหุบเขาเทียนจื่อ  เบื้องหน้าของเขาคือหินก่อรูปคล้ายแท่งเสาสูงเฉียดฟ้ามากมายตั้งเรียงรายสลับความสูงต่ำพร้อมกับต้นไม้ขึ้นแทรมสีเขียวขจีมีเมฆหมอกสีขาวจางๆแต่งแต้ม  หุบเขาเทียนจื่ออยู่ติดกับชายแดนของเมืองยุทธภพแต่ที่น่าแปลกคือศิลายังไม่เห็นผู้เล่นเลยแม้แต่คนเดียวทั้งที่บริเวณนี้เป็นจุดที่มีสัตว์อสูรเหมาะแก่การเก็บระดับและหาไอเท็มแท้ๆ  อีกอย่างคือบนิเวณนี้มีดันเจี้ยนให้ผู้เล่นสำรวจ  แต่น่าแปลกที่ไร้เงาของผู้เล่น

                “อาจารย์ของหงอคงจะสอนพี่ควบคุมพลังแห่งบัญิญัติได้แน่หรอคะ”  ฟ้าครามเกาะแขนศิลาหันหน้าขึ้นมาถาม  พร้อมกับกวาดสายตามองรอบตัวด้วยทึ่งปนตลึงในความงดงามของธรรมชาติ

                “พี่ว่าน่าจะได้นะ  เพราะอาจารย์โพธิเป็นเซียนที่สอนวิชาต่างๆให้ซุนหงอคง  ถึงแม้ส่วนใหญ่หงอคงจะเรียนรู้และสามารถทำได้ด้วยตัวเองก็ตาม”  

                “ก็ข้าเก่งซะอย่าง”  หงอคงปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับอีกสามชีวิต  “ตามข้ามา”  มันบอกก่อนจะเดินนำหน้าควงกระบองเดินนำทางอย่างชำนาญ

                “หงอคง”  ศิลาถามขึ้น  “ทำไมอาจารย์โพธิถึงไม่ได้อยู่ในแดนสวรรค์ที่เดียวกับเง็กเซียนล่ะ”

                “อาจารย์ข้าไม่อยากออกไปจากที่นี่  หลังจากเรื่องที่ทศกัณฐ์ทำลายสวรรค์เทพ  เซียนต่างๆ  ต่างก็พากันแยกย้ายไปหาที่เงียบๆบำเพ็ญตะบะสมาธิจิตของตัวเอง”

                “แล้วนายทำลายสวรรค์ไปกี่ครั้ง...?”  ศิลาถามขึ้น  หงอคงหันควับก่อนจะนับนิ้ว

                “คงสักประมาณหกถึงเจ็ดครั้งได้มั้ง”  หงอคงตอบเสียงเรียบ  “ช่วยไม่ได้  ตาแก่เง็กเซียนดันให้ตำแหน่งข้าเป็นแค่คนเลี้ยงม้า  ข้าต้องการเป็นแม่ทัพ  เลยต้องประกาศแสนยานุภาพให้สวรรค์รู้สักหน่อยว่าฉีเทียนต้าเซิงผู้เสมอเทียมฟ้าร้ายกาจขนาดไหน”  หงอคงท่าทางภูมิใจ  “จะว่าไปข้าเคยขโมยโอสถทิพย์มาด้วยนี่หว่า...ไม่รู้ว่าอาจารย์เอาไปคืนตาแก่นั่นยัง”

                พวกเขาเดินไปตามทางหุบเขาได้สักพักก็มาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยต้นท้อที่กำลังออกผลงามสุกงอมน่าทาน  หงอคงตารุกวาวพร้อมด้วยสดายุก่อนจะรีบพุ่งตัวเข้าหาผลท้อสีชมพูปนขาวขนาดเท่าเด็กทารก

                ฟิ่วววว.....เสียงของมีดคมดังแหวกอากาศ  ศิลามองไปตามเสียงเห็นกระบี่สีเงินวาววับพุ่งเข้าจู่โจมหงอคง

                หงอคงที่กำลังกัดลูกท้อหันมองก่อนจะม้วนตัวฟาดกระบองทองจากบนลงล่างใส่กระบี่บิน

                “อาจารย์นี่เป็นวิธีต้อนรับศิษหรือไงขอรับ”  

                จบคำของหงอคงภายในวิหารหรือปราสาทหรือวิมาณหรือตำหนักที่มีรูปทรงสิ่งปลูกสร้างแบบจีนปรากฎชายแก่วัยกลางคนแต่งกายในชุดรุ่มร่ามสีขาวยาวใบหน้าคมมลไว้หนวดสีขาวและผมสีขาวยาวถึงกลางหลัง

                “หึ...!  เจ้ายังนับถือข้าเป็นอาจารย์อีกหรือ”  ชายแก่ตอบกลับเสียงเรียบเดินออกมาจากวิมาณ  “น่าแปลกที่เจ้ากลับมาที่นี่”

                “อาจารย์ยังโกรธที่ข้าขโมยโอสถ กับขโมยกินผลท้อของเจ้าแม่หมดสวนอยู่อีกหรอ”  หงอคงรีบเข้าไปอ่อน

                โป๊ก...โป๊ก...โป๊ก...  เซียนโพธิจัดมะเงกเข้ากระบานลิงสามดอกงาม

                “เพราะมีศิษแบบเจ้าไง  ข้าถึงต้องมาปลูกต้นท้อดูแลสวนท้อชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำลงไป”  เซียนโพธิถอนหายใจก่อนจะหันหน้ามามองศิลา

                “แล้วบุรุษผู้นี้คือ...?”

                “ผมศิลาครับ”  เขาก้มหัวเชิงคาราวะอีกฝ่าย  “เป็นเจ้านายของหงอคง  และนี่ฟ้าคราม  ภุชจัง  สดายุ  สัมพาที”

                เซียนโพธิหรี่ตามองทุกคนที่ศิลาแนะนำ  “รวมดาวร้ายชัดๆ  เชิญเข้าข้างในก่อน  ที่ท่านมาหาข้าคงมีเหตุใช่หรือไม่”  

                “ครับ”  ศิลาตอบพร้อมกับเดินตามเซียนโพธิเข้าไปในตำหนัก

                เซียนโพธิหันเหลียวหลังมามองหงอคงและสดายุ  “อย่ากินผลท้อเด็ดขาดเชียวนา”

                เมื่อเข้ามาด้านในแล้วพบว่าถึงภายนอกวิมาณหรือตำหนักจะดูโทรมไปหน่อยแต่ภายในกลับสะอาดตาถึงที่สุดของทุกอย่างวางเป็นระเบียบซึ่งห้องแรกที่พวกเขากำลังนั่งอยู่นั้นมีโต๊ะเก้าอี้วางอยู่กลางห้องห้องถัดไปคือห้องคาราโอเกะด้านข้างคือห้องอาบอบนวด  เซียนโพธินั่งในด้านตรงข้ามกับคณะของศิลาก่อนจะพูดขึ้น

                “ไหนเจ้าลองเล่ามาซิ  ถึงสาเหตุที่เจ้าต้องมาหาข้าเช่นนี้”  

                ศิลาเห็นแก้วน้ำชาเขายื่นมือรินน้ำชาให้เซียนโพธิก่อนจะเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆทั้งที่เขาเคยพบกับเง็กเซียน  และที่เขาได้ครอบครองดวงใจภูติและเศษวิญญาณธรรมชาติ  และเรื่องที่เขากำลังเผชิญกับกำแพงที่ตัวเขาเองก็ยังหาทางก้าวข้ามไปไม่ได้นั่นคือ  เมื่อเขาได้พลังเศษวิญญาณธรรมชาติดวงที่สองมาจากเมขลาจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติในเศษเสี้ยวทั้งสองก็ยิ่งทวีคูณต่อต้านกับพลังมารในตัวเขา  ทำให้เขาในตอนนี้ไม่สามารถใช้พลังได้อย่างที่ควร  ถ้าจะพูดให้ถูกคือ  เขาสามารถใช้พลังได้แค่ 20% เท่านั้นส่วนอีก80% ต้องแบ่งพลังไปสะกดพลังแห่งบัญญัติในกายของตนเองเพราะเขาได้ทำพลาด  คือการที่เขารีบดึงพลังที่สถิตอยู่ในเศษวิญญาณแห่งธรรมชาติมาหลอมรวมเข้ากับตัวเอง  ส่วนเศษทั้งสองที่ผนึกอยู่ในลำต้นสาละที่เมืองตำหนักศิลาเป็นแค่เศษวิญญาณแห่งธรรมชาติที่ไร้ซึ่งพลังถึงแม้จะไร้ซึ่งพลังแต่ก็ยังมีพลังมากพอที่ขนาดสร้างม่านพลังป้องกันสัตว์อสูรหรือเทพเจ้าระดัลตำนานไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในเมืองตำหนักศิลาได้

                 “อย่างนี้นี่เอง”  เซียนโพธิหยักหน้า  “เจ้าคงผิดพลาดต้องแต่กำเนิด  ที่ได้สายเลือดมารมาหากเจ้าได้สายเลือดเทพปัญหานี้คงจะหมดไป  ปกติพลังของเทพไม่สามารถอยู่รวมกับพลังของมารได้อยู่แล้ว”  โพธิหลับตาลงไปสักพักใหญ่  ก่อนจะพูดขึ้นต่อ

                 “เอาล่ะ...ข้าจะช่วยเจ้าแต่ข้าไม่รับปากว่าจะสำเร็จหรือไม่  ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเจ้า”

                ศิลาพยักหน้า  “ขอบคุณครับ”

                “อย่าพึ่งขอบคุณข้า  ถึงข้ารับปากจะช่วยเจ้าแต่ถึงอย่างไรเจ้าก็มีขีดกำจัดของมาร  พลังของดิมิเทอร์และพลังของภูตินั้นเป็นสิ่งที่ต่อต้านมาร  ปีศาจ  อสูร  หากในภายหน้าเจ้ายังฝืนดึงพลังที่ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่รังสรรค์ทุกสรรพสิ่งมารวมเข้ากับตัวเองอีกระวังร่างกายเจ้าจะสลาย  แค่สัมผัสของเจ้าในตอนนี้ข้าบอกตามตรงข้าเองก็ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่  ดูเหมือนมารแต่ก็ไม่ใช่  ดูเหมือนเทพแต่ก็ไม่ใช่  เหมือนอสูรแต่ก็ไม่ใช่  เหมือนปีศาจแต่ก็ไม่ใช่  เหมือนวิญาณยมเทพแต่ก็ไม่ใช่  ถ้าให้ข้าเรียกสิ่งที่เจ้าเป็นในตอนนี้ก็คงตัวตนนอกรีตหรือตัวตนนอกวิถี  พลังของเจ้ามีมากเกินจริงๆ  แต่เจ้าก็ยังแสวงหาพลังข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ”

                ฟ้าครามหันมามองหน้าศิลา  เป็นจริงอย่างที่เธอเคยกลัวพลังที่มากเกินผลสุดท้ายก็ได้ย้อนนำกำแพงและปัญหามาให้  แปรว่าที่ผ่านมาพี่ศิของเธอมีพลังมารแข็งแกร่งในที่สุดในหมู่มารทั้งมวล  เมื่อได้พลังแห่งบัญญัติมาพลังแห่งบัญญัติจึงแข็งแกร่งขึ้นอย่างทวีคูณโดยที่ศิลาไม่ต้องฝึกเลยก็ว่าได้  เพราะพลังแห่งบัญญัติที่เพิ่มขึ้นนั้นเพื่อรักษาสมดุลต้านกับพลังมารในกายของศิลายิ่งศิลาพัฒนาวิวัฒนาการระดับเลเวลหรืออะไรก็แล้วแต่เพิ่มขึ้น  เพิ่มขึ้นไป  นั่นหมายถึงพลังในร่างกายของเขามันจะยิ่งพยศต่อต้านกันหนักยิ่งขึ้นสักวันศิลาก็คงจะรับไม่ไหว  ต่อให้ลูกโป่งใหญ่ขนาดไหนหากเป่าลมเข้าไปเรื่อยๆลูกโป่งก็มีแต่จะแตกระเบิด  กรณีของศิลาเองก็เช่นกัน

                “พลังแห่งบัญญัติทำอะไรได้บ่าง”  เซียนโพธิถามขึ้น

                ศิลาหันมองรอบห้องเหมือนหาอะไรสักอย่าง  “แบบนี้ครับ”  เขาดีดนิ้วหนึ่งครั้ง  ปรากฎมหาสมุทรและลมพายุขึ้นภายในห้องทำลายทุกอย่างพินาศ  ตำหนักเซียนของโพธิระเบิดดังบึ่มพังทลายลงทันที

               “ตอนนี้ผมสามารถสร้างได้ทุกสิ่ง  ยกเว้นอย่างเดียวคือสิ่งมีชีวิต”

               โพธิเบิกตาตลึง  “พลังแบบเดียวกับสุริยเทพเลยซินะ  แต่ต่างกันตรงที่สุริยเทพสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตได้”  โพธิชะงัก  “เดี๋ยวนะ  แสดงว่าเจ้ามีพลังในการสร้างและการทำลายไว้ในครอบครอง....!?”

                ศิลาพยักหน้า  “ครับ”

                “แบบนี้เอง?...พลังทำลายกับพลังแห่งการสร้าง  ในกายเจ้ากำลังต่อต้านกันด้วยซิท่า  เจ้าถึงข้ามกำแพงนี้ไม่ได้”

                “ใช่ครับ”  ศิลาหน้าเครียด  “บอกตามตรงผมจนปัญญา  สี่เดือนที่ผ่านมาผมพยายามจะแบ่งการใช้พลังเป็นสองสายหากผมใช้พลังในการลบล้างเมื่อไหร่ พลังในการสร้างจะทำลายร่างผมจนผมตายทันที  กลับกันหากผมใช้พลังในการสร้างเมื่อไหร่พลังในการลบล้างจะลบผมทิ้งทันที  ที่ผ่านมาสี่้เดือนถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะตายไปแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้ง”

                “เมื่อครู่เจ้าก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่”  โพธิพูดขึ้น  มองศิลาแต่เขาก็ต้องชะงัก  เมื่อเห็นเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากดวงตาของศิลา  และชายหนุ่มที่หน้าซีดเผือดราวกับศพ

                ฟ้าครามประครองร่างศิลา  มองดูหลอดพลังชีวิตของชายหนุ่มที่ลดลงเหลือเพียง 10% แต่ก็ยังเหลือมากถึง 30 ล้านหน่วย

                “ตามข้ามา  พวกเจ้าจะไปไหนก็ไปกันเถอะการฝึกเราจำต้องใช้สมาธิ”  เซียนโพธิเดินนำศิลาเข้าไปด้านหลังตำหนัก

                “น้องพาภุชจัง และสามพี่น้องไปเที่ยวในเมืองใกล้ๆนี่เถอะ”  เขาหันไปบอกเจ้าหล่อน

                “สู้ๆนะคะ”  



                ภายในเมืองยุทธภพเป็นเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตหินมพานต์มีขนาดกว้างใหญ่พอๆกับเมืองมนตรา  อาจจะเรียกได้ว่าในบรรดาเมืองที่ผู้เล่นก่อตั้งขึ้นเองเมืองยุทธภพอาจจะใหญ่ที่สุดก็ว่าได้  สิ่งปลูกสร้างรูปทรงสถาปัตแบบจีนโบราณให้กลิ่นอายราวกับว่ากำลังเดินอยู่ในประเทศจีนสมัยโบราณไม่มีผิด  ภายในเมืองยังมั่งคลั่งไปด้วยพ่อค้า  แม่ค้า  และจอมยุทธ์มากมายสมแล้วที่เมืองยุทธภพขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการค้าในแดนสวรรค์ผู้เล่นมากมายต่างหลังไหลเข้ามาเลือกซื้อเลือกหาอุปกรณ์ต่างๆมากมาย  

                แต่จุดสนใจของเมืองในยามนี้กลับไม่ใช่ร้านค้าและสิ่งของ  ผู้คนมากมายต่างมองคนกลุ่มหนึ่งก่อนจะหลบสายตาไปกระซิบนินทากันตามมารยาท  ซึ่งฟ้าครามภุชจังและสามพี่น้องได้มาเดินเที่ยวชมเมืองยุทธภพนั่นจึงทำให้เป็นจุดสนใจแต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบพวกเขาถึงสนใจคณะของสาวงามนี้กันนัก

                สองสาวงามกำลังเดินชมร้านค้าเพชรพลอยเครื่องประดับตามแบบฉบับหญิงสาวโดยที่ด้านหลังคือซุนหงอคงสัมพาทีกำลังยกไหยาดองดื่มอย่างสมอุรา  สดายุเช่นเคยอยู่บนเอวฟ้าครามพร้อมกับกำลังกินงูดินย่างอย่างเอร็ดอร่อย

                ในสายตาของผู้เล่นชายหนุ่มแสดงถึงนิสัยแบงฉบับของเสือหนุ่มที่เวลาเจอหญิงงามก็อยากจะมาทักมาทายมาหยอดมุขแซวอย่างเห็นได้ชัด  ทว่าก็ไม่มีใครกล้าเพราะก่อนหน้านี้พวกเขาได้ดูการถ่ายทอดสดจึงรู้ว่าสองสาวงามนี้คือใคร หนึ่งสาวก็เป็นพญานาค  อีกหนึ่งสาวก็เป็นผู้หญิงของจอมมารที่ถึงแม้จะภายแพ้ในสงครามแต่ข่าวการตายของผู้เล่นจากการที่ศิลาฆ่าทิ้งโดยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวนั่นก็มากพอที่จะสลักความกลัวลงในใจผู้คน  ที่สำคัญเลยคือบางทีถ้าพวกเขาเข้าไปแซวดูเหมือนจะโดนฟ้าครามดีดปลิวเลยก็ได้เพราะหญิงสาวคนนี้ไม่เคยมีทีท่าสนใจผู้ชายอื่นเลย

                “นายหญิง  เมืองนี้มีเพชรพลอยขายเยอะจังเลย  วันหลังนายหญิงลองขอศิลาให้เปิดร้านขายอัญมณีหน่อยสิ”  ภุชจังตารุกวาวเมื่อเห็นของสวยงาม  พร้อมกับหยิบสังวารสีทองฝังมณีสีเขียวขึ้นมาชม

                “นั่นซินะ  เดี๋ยวลองขอให้ผลิตของสวยๆดูมั่งดีกว่า”  ฟ้าครามหยิบแหวนขึ้นมาดูก่อนจะวางลงที่เดิม

                ถึงแม้แหวนที่เจ้าหล่อนหยิบขึ้นมาดูจะเห็นว่าสวยกว่าแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายที่เธอสวมอยู่ก็ตาม  ทว่าในแหวนที่เธอสวมนั้นมีสิ่งหนึ่งที่บรรจุอยู่ภายในกำลังทอแสงอ่อนๆคล้ายแสงของหิงห้อย

                “ซื้อสังวาลย์เส้นหนึ่งคะ”  ฟ้าครามเรียกพ่อค้า  ก่อนจะจ่ายเงิน  “กระเป๋าตังพี่ศิฉีกเป็นประวัติการเลยนะเนี่ย”  เจ้าหล่อนดูช่องเก็บของ  เห็นจำนวนเงินที่แสดงเหลืออยู่ 100 เหรียญทอง  “จะว่าไป....? ทางเกมจัดกิจกรรมพิเศษด้วยนี่นา  ต้องลองไปหา SPC ที่ให้ภารกิจพิเศษดูหน่อย  คงพอจะกอบกู้วิกฤตทางการเงินของพี่ศิได้บ่าง”  เจ้าหล่อนเดินดุ่มๆหน้าตั้งตรงไปยังสำนักงานที่ตั้งใจกลางเมืองเพราะทุกเมืองจะต้องมีสำนักงานเควสเพื่อให้ผู้เล่นเข้ามารับภารกิจหาเงินใช้

               “พวกเอ็งได้ยินเหมือนข้าใช่ไหม”  ชายคนหนึ่งในชุดเกราะหนังสีน้ำเงินเข้มหันถามเพื่อน

               “ได้ยินซิวะ.....ฉันสงสัยพวกนั้นเป็นสัตว์อสูรกับภูติของศิลาแต่คิดจะไปรับภารกิจแบบผู้เล่น  ทำได้ด้วยหรอ”  ชายอีกคนพูดขึ้น  “นายคิดว่าไงอึ่ง”  เขาหันไปถามน้องชาย

                “ทำได้ซิพี่อ่าง”  เด็กหนุ่มอายุประมาณ 17 ปีตอบ  “ภูตินับเป็น SPC ก็เหมือนผู้เล่นคนหนึ่งนั่นแหละ  เพียงแค่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ต้องกลับมาหาเจ้านายทุกๆเจ็ดวันเท่านั้น”

                “แต่เดี๋ยวนะ”  ชายคนแรกหน้าซีด

                “อ่ะไรครับพี่เป็ด”  อึ่งหันไปถาม

                “เมื่อกี้ภูติของศิลาบอกว่าต้องทำภารกิจหาเงิน  แถมปกติภูติสาวนั่นจะอยู่กับศิลาตลอดแต่ตอนนี้ไม่เห็นเงาศิลาเลย  หากพวกนั้นทำภารกิจในเมืองนี้แล้วเกิดความบรรลัยขึ้นมาใครจะหยุดพวกนางได้  พวกเราไปกันเถอะข้าได้กลิ่นหายนะกำลังมาเยือน”

                ทั้งสามไม่คิดนานลงประชามติว่าต้องไปให้พ้นจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุดพวกเขารีบเดินหน้าตั้งออกไปจากเมืองทันที


    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน