บทที่2
“ เอสก้า ”ผมหลุดออกจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียกพอผมหันไปตามเสียงเรียก ก็เห็นกุนเทอร์กำลังทำอาหารเย็นอยู่ ตอนนี้ผมอยู่ในบ้านพักของกุนเทอร์ ที่นี้เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ภายในบ้านไม่ได้ถูกตกแต่งอะไรมาก มีแค่ที่นอน โต๊ะเก้าอี้สำหรับทานอาหารและพื้นที่สำหรับทำครัวเล็กๆ เขาบอกผมว่าที่นี้เป็นแค่บ้านพักชั่วคราวที่เขาจะมาพักก็ต่อเมื่อเขาออกมาทำภารกิจละแวกนี้ เมืองหลวงอยู่ไกลจากที่นี้ไม่เท่าไหร่ก็จริง แต่ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 1 วันเต็มๆ ซึ่งกุนเทอร์มักจะได้รับภารกิจจากชาวบ้านแถวๆนี้อยู่แล้ว เขาเลยสร้างบ้านพักหลังเล็กๆนี้ไว้ดีกว่าต้องมาคอยตั้งแคมป์บ่อยๆ“ฉันทำสตูเนื้อใกล้เสร็จแล้ว อยากลองชิมก่อนไหม?”กุนเทอร์หันมาถามผมที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ กลิ่นหอมของสตูเนื้อทำให้ผมหิว ดูเหมือนว่ากุนเทอร์จะทำอาหารเก่งพอสมควร คงเพราะเขาต้องเดินทางคนเดียวบ่อยเลยหัดทำอาหารเอาไว้“ครับ ขอบคุณมากครับ”ผมตอบ คุณคงสงสัยว่าทำไมผมถึงได้มารอกินสตูเนื้อที่กุนเทอร์ทำใช่ไหม? ใช่ แวมไพร์ไม่มีทางกินสตูเนื้อ แต่ผมจะกิน... ยังไงก็ตาม ผมขอเล่าย้อนไปหน่อยแล้วกันว่าทำไมกุนเทอร์ถึงมาทำอาหารให้ผม……..…...“ถ้าเพลียก็นอนบนเตียงฉันได้เลยนะ เอสก้า ไม่ต้องเกรงใจ” กุนเทอร์พูดแล้วพยุงผมมานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ ผมยังไม่ง่วงเลยปฎิเสธไป“ทำตัวตามสบายเลยนะ ฉันขอไปล้างเนื้อล้างตัวสักหน่อย ถ้ามีอะไรตะโกนเรียกฉันได้เลยนะ เอสก้า”“ขอบคุณครับ”กุนเทอร์สมควรไปล้างตัวจริงๆนั้นแหละ เพราะตัวเขาเต็มไปด้วยคราบเลือดของเขา เจ้าตัวเดินไปที่หีบเก็บของที่ตั้งไว้ไม่ไกลจากเตียงเท่าไหร่ เขาหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาจากกล่องก่อนจะเดินออกจากที่พักไป แสดงว่าแถวๆนี้มีลำธารด้วยสินะ ผมไม่ได้ยินเสียงน้ำเลยคิดว่าไม่น่าเป็นน้ำตกอะไรแบบนั้น เขาออกไปได้สักพักหนึ่ง ผมเลยฆ่าเวลาด้วยหนังสือเล่มหนึ่งที่วางไว้บนโต๊ะ หนังสือเกี่ยวกับพืชและสมุนไพรสินะ“...หือ?”คิ้วผมกระตุกทันทีที่เปิดหนังสือ ข้างในมันเป็นตัวอักษรที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมพลิกกลับไปดูที่หน้าปกอีกรอบทันที “เดี๋ยวนะ… ทำไมเราถึงอ่านออกล่ะ?”ผมรู้สึกประหลาดใจที่อ่านตัวอักษรพวกนี้ออก หรือเป็นเพราะเวทมนตร์? อาจจะเป็นไปได้ แต่ในใจผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่… มันเหมือนกับ… ผมเคย…?“กลับมาแล้ว... หือ? เอสก้าอ่านหนังสืออยู่เหรอ?”กุนเทอร์กลับมาในชุดลำลอง มือข้างหนึ่งถือสัตว์ที่ตายแล้ว ผมว่าคล้ายๆกับกระต่ายแต่ไม่ใช่ซะทีเดียว กระต่ายไม่มีหางยาวขนาดนั้น... นี่ไปเขาล่าสัตว์มาด้วยงั้นเหรอ?เพราะผมจ้องไปที่สัตว์ในมือเขาอย่างกล้าๆกลัวๆ กุนเทอร์เลยอธิบาย “อ่อ นี่เป็นอาหารเย็นของฉันกับนายไง รอเดี๋ยวนะ”กุนเทอร์ยิ้มให้ผม แล้วเดินไปที่มุมสำหรับทำครัวเล็กๆ เขาตั้งหม้อเตรียมไว้ แล้วเริ่มแล่เนื้อสัตว์ที่เขาล่ามา ผมไม่อยากดูเขาแล่เนื้อหรอกนะ… แต่ว่าผมทนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองจริงๆ ผมอยู่ในโลกใบใหม่กับสัตว์ที่ไม่เคยเห็น ผมเลยแอบหันไปดูเป็นระยะๆ ดูเหมือนเขาจะรีดเลือดของสัตว์ตัวนั้นแยกถ้วยไว้? เขาจะเอาไปใช้กับอาหารด้วยเหรอ? มันจะไม่คาวเหรอ? ผมอดไม่ได้ที่จะถามเขาไปจริงๆ“คุณกุนเทอร์ใช้แยกเลือดไว้ทำไมเหรอครับ?” “หือ? อ่อ ก็อาหารเย็นนายไง”“.......ครับ?”กุนเทอร์ที่แล่เนื้อใกล้เสร็จแล้วหันมาคุยกับผมเดี๋ยวนะ… นี่เขาจะให้… จะให้ผมกินเลือด….. เหรอ???ผมคงแข็งทื่อไป เขาเลยเรียกชื่อผมเพื่อเรียกสติผมกลับมาอีกรอบ “หรือเอสก้าไม่ชอบกินเลือดสัตว์? งั้นรอเดี๋ยวนะ”เขาพูดจบ แล้วหันกลับหยิบถ้วยใบใหม่มา แล้วดึงมีดพกออกจากขากางเกงก่อนจะหันมีดไปทางมือตัวเอง พอผมเห็นเขาทำท่าทางแบบนั้น ผมก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปหยุดเขาไว้ทันที!!“คุณกุนเทอร์!!! หยุด!!! ไม่ครับ ผมไม่กินเลือด!! ผมไม่กินทั้งเลือดคนทั้งเลือดสัตว์ชนิดใดๆทั้งนั้นครับ!!”ผมขอร้อง... กุนเทอร์หันมามองอย่างงุนงงที่ผมตาลีตาเหลือกเข้ามาห้ามเขาไว้ด้วย“เอสก้า… แวมไพร์กินเลือดเป็นอาหารนะ…”“...”ยอมเว้นผมคนหนึ่งแล้วกัน… “...แล้วอาหารเย็นของคุณกุนเทอร์ละ? คุณกุนเทอร์จะทำอะไร?”“อ่อ จะทำสตูเนื้อน่ะ”“...ถ้างั้นผมขอกินด้วยได้ไหมครับ..?”“ต้องได้อยู่แล้ว…. แต่ว่า เอสก้า… นายจะกินได้เหรอ?”“นะ แน่นอนครับ!! ขอรบกวนด้วยนะครับ!!”“โอเค ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะ”ผมยิ้มแป้นให้กุนเทอร์ที่ยอมตามใจผม ค่อยยังชั่วหน่อย… ต่อไปผมต้องให้เปลี่ยนความคิดเรื่องอาหารการกินของผม… พอมาคิดแบบนี้แล้วเหมือนผมวางแผนจะอยู่กับเขาเลยแฮะ… ตะ แต่ ผมไม่ได้จะวางแผนอะไรแบบนั้น แผนผมจริงๆคือจะได้ใช้ชีวิต เพราะผมไม่มีโอกาสได้ทำในโลกที่แล้วมากนัก เช่นทำงาน หาเงิน มีเพื่อนใหม่ๆ ท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆบ้าง ประมาณนั้น ……..ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ดูเหมือนว่ากุนเทอร์จะทำอาหารเสร็จแล้ว กลิ่นหอมมากๆ เขาตักสตูเนื้อขึ้นจากหม้อใส่จานที่วางตรงหน้าผมและตามด้วยจานของเขาผมบอกเลยว่า น่ากินมากๆ ผมรีบหยิบช้อนขึ้นชิมก่อนเลย รสชาติสตูเนื้อที่กุนเทอร์ทำเข้มข้นมาก มีกลิ่นเครื่องหน่อยๆ ผมตักชิ้นเนื้อขึ้นต่อ… โอ๊ย อร่อยมาก! เนื้อนุ่มมาก รสชาติคล้ายๆกับเนื้อหมู แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว ผมตักเข้าปากอย่างต่อเนื่องอย่างลืมตัวจนหมดจานพอผมเงยหน้าขึ้น กุนเทอร์ที่นั่งกินอยู่ฝั่งตรงข้ามผมเขาดูอึ้งๆอยู่ ผมไม่รู้ว่าเขาอึ้งที่ผมกินไวมากหรืออึ้งที่ผมกินอาหารปรุงสุก“อร่อยมากเลยครับ คุณกุนเทอร์! ผมขอทานเพิ่มได้ไหมครับ!”กุนเทอร์เห็นผมพูดออกมาแบบนั้น เขาก็หลุดหัวเราะออกมา ผมทนไม่ได้จริงๆ เขาทำอร่อยมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้ซะอีก ผมรักษามารยาทไม่ไหว... อยากกินเพิ่มอีกจริงๆนะ“ได้สิ เอสก้าชอบ ฉันก็ดีใจ” เขาพูดแล้วยิ้มให้ผม.. เป็นรอยยิ้มอิเคเม็งอีกแล้ว… ถึงจะแสบตาแต่พอกุนเทอร์ตักสตูเนื้อใส่จานผมให้ ผมก็ก้มหน้าลงกินต่อทันทีสุดท้ายผมกินไป 5 จาน ผมอิ่มมาก ปกติผมก็แต่อาหารจืดๆแบบพวกอาหารเพื่อสุขภาพ พอมาเจอสตูเนื้อรสชาติเข้มข้นขนาดนี้ ผมยอม... ผมไม่ต่างอะไรกับคนเจแตกแล้วตอนนี้กุนเทอร์ดูอารมณ์ดีที่ผมกินไปเยอะมาก ทำให้อดกังวลไม่ได้ว่าเพราะผมกินเยอะเกินไปจนทำให้เขาไม่พออิ่มหรือเปล่า พอผมถามในเชิงนั้นไปกลายเป็นว่าเขาอารมณ์ดีกว่าเดิมแล้วบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงหลังมื้ออาหาร ผมก็หยิบหนังสือสมุนไพรของกุนเทอร์ขึ้นมาอ่านต่อ ผมยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมผมถึงอ่านออก แต่ผมอยากเรียนรู้อะไรเพิ่มเกี่ยวกับโลกใบใหม่ ผมไม่อยากรบกวนกุนเทอร์มาก เขาดูเหนื่อยล้า ก็แน่นอนล่ะ ทั้งสู้กับมังกร ทั้งอุ้มผมเดินป่า ล่าสัตว์มาทำอาหาร ไม่แน่ว่าก่อนหน้านี้เขาอาจจะไปทำภารกิจมาด้วยก็ได้“เอสก้า อ่านภาษามนุษย์ออกด้วยสินะ” กุนเทอร์ถามขึ้นมา ขณะที่เขากำลังปูที่นอนที่พื้น อย่าบอกนะว่าเขาจะนอนพื้นแล้วให้ผมนอนบนเตียงน่ะดูจากท่าทางแล้วคงใช่ เขานั่งลงบนฟูกที่เขาเพิ่งปูไปแล้วหันมาทางผม“...นี้คือภาษามนุษย์สินะครับ…. ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอ่านออก ทำไมผมถึงเข้าใจความหมายของประโยคกับตัวอักษรได้นะ…”ผมพูดพลางครุ่นคิดไปด้วย“บางทีก่อนที่นายจะความจำเสื่อม นายอาจจะเรียนรู้ภาษาจนเคยชินมาแล้ว เหมือนกับที่นายพูดภาษามนุษย์ได้อยู่ตอนนี้ไง”...ยังงั้นเหรอ.. แต่ผมไม่ได้ความจำเสื่อมนะ… อะ เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้เขาบอกว่าผมพูดภาษามนุษย์โลกนี้อยู่เหรอ? ไม่ใช่ว่าเราคุยภาษาไทยกันอยู่เหรอ… งง… มึนตึบ…จนผมเผลอเอามือกุมหัวตัวเอง พอกุนเทอร์เห็นผมทำท่าแบบนั้นก็รีบถามผมด้วยความเป็นห่วงว่าผมเป็นอะไรไหม… ใช่ ผมเป็น… แต่ผมไม่ได้ตอบเขาไปแบบนั้นหรอก“..เริ่มง่วงเฉยๆครับ… ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมสบายดีครับ”ผมแถแล้วยิ้มหลอกๆให้ เฮ้อ ไม่เข้าใจ… มีแต่เรื่องไม่เข้าใจ… คิดไปตอนนี้ก็ไม่ได้คำตอบ ผมคงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกนี้ไปเรื่อยๆก่อน ถึงตอนนั้นคงมีคำตอบให้ผมบ้างสักนิด ผมพลิกหน้ากระดาษอ่านหนังสือต่อได้ครู่หนึ่งแล้วปิดหน้าปกลง รู้สึกไม่ค่อยมีสมาธิ...คงเป็นเพราะผมเหนื่อยกับเหตุการณ์ที่เจอทั้งหมดในวันนี้ด้วย พอผมหันไป ก็พบว่ากุนเทอร์นอนหลับไปแล้ว.. สงสัยกะจะไม่ให้ผมเกี่ยงขอนอนพื้นแทนสินะ…ผมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องนอนบนเตียง เกรงใจชะมัด… ผมว่าผมรบกวนเขาเกินไปแล้ว.. คงต้องหาทางตอบแทนเขาสักทางหนึ่งในอนาคต ผมคงต้องรีบหางานทำกับรีบหาที่อยู่เป็นของตัวเองแล้วผมใช้เวลาไม่นานในการข่มตาหลบ บางทีถ้าผมหลับแล้วตื่นมาอีกที ผมอาจจะกลับไปโลกก็ได้… แต่ไม่ดีกว่า… ถ้าผมกลับไปพวกเขาต้องแบกรับภาระอีก… ผมรู้ว่าผมไม่ควรคิดแบบนี้เช้าวันรุ่งขึ้น กุนเทอร์ก็ออกไปล่าสัตว์อีกครั้ง เขาออกไปก่อนที่ผมจะตื่นซะอีก ตอนนี้ผมตื่นขึ้นมาเขาก็เปิดประตูขึ้นมาพอดีเขาคงคิดว่าเขาเผลอทำเสียงดังจนผมตื่น เขาเลยขอโทษผม…ผมต่างหากที่รบกวนเขาอยู่ เขาไม่ควรขอโทษผมเลย “วันนี้ฉันจะกลับเข้าเมือง เอสก้าอยากไปด้วยกันไหม?”“ครับ!”ผมตอบกลับไปด้วยความตื่นเต้นทั้งๆที่อาหารเต็มปาก มื้อเช้าเป็นสตูเนื้อเหมือนเย็นเมื่อวาน รสชาติยังคงอร่อยเหมือนเดิม “ในเมืองมีคนที่ฉันรู้จักอยู่คนหนึ่ง เขาน่าจะช่วยเอสก้าได้”“ช่วยผมเหรอ?”“ใช่ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ แล้วเขาก็เป็นแวมไพร์เหมือนกับนาย เขาน่าจะช่วยเรื่องความทรงจำได้”ผู้เชี่ยวชาญด้านเหรอ… ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องความจำเสื่อมก็จริง แต่เขาอาจจะให้คำตอบผมได้ก็ได้… ยังไงก็ตามผมคงไม่สามารถพูดไปโต้งๆได้ว่าผมมาจากโลกอื่น ช่วยด้วยครับ ผมคงต้องตามน้ำไปก่อน ปัญหาแรกที่ผมอยากแก้คือเรื่องกลับมาเดินเป็นปกติมากกว่า ผมไม่อยากโดนอุ้มท่าเจ้าหญิงไปทั่วเมือง... กุนเทอร์เล่าเรื่องในเมืองให้ผมฟัง เมืองนี้เป็นเมืองหลวงชื่อ วอร์เลนเซีย เป็นเมืองหลวงของอณาจักรมนุษย์ เมื่อก่อนมีกฎเข้มงวดเยอะมาก ถ้าไม่ใช่มนุษย์จำเป็นต้องตราสำหรับผ่านด่านเข้าเมือง ทุกวันนี้เมืองเปิดอิสระมากขึ้น ทำให้เมืองวอร์เลนเซียกลายเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางการค้าขายไปแล้ว ถึงตอนนี้เศรฐกิจจะซบเซาลงบ้างเพราะพวกปีศาจก็ตาม ทางอณาจักรก็แก้ปัญหาด้วยการเปิดให้นักผจญภัยหรือทหารรับจ้างเข้ามาช่วยคุมครองพวกพ่อค้าแม่ค้าและมีค่าตอบแทนให้อย่างงาม แน่นอนว่าพวกนักผจญภัยหน้าใหม่ก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทำให้บางครั้งเกิดความศูนย์เสียขึ้นบ้างเพราะความไร้ฝีมือของนักผจญภัยหน้าใหม่ที่รับภารกิจคุมครองเพียงเพราะหวังเงิน พอฟังมาแบบนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าพวกปีศาจคงเก่งพอสมควร ถ้าไม่มีประสบการณ์อาจเหมือนเอาชีวิตไปทิ้งเล่นๆได้เลย“พวกชาวบ้านเริ่มหนีเข้ามาอยู่ในเมืองกันมากขึ้น หมู่บ้านบริเวณรอบๆเลยเริ่มถูกทิ้งร้างไปด้วย”“...แสดงว่าพวกปีศาจไม่โจมตีเมืองหลวงเหรอครับ?”ผมคิดว่าถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ที่ไหนก็ไม่น่าจะปลอดภัยนะ“...พวกมันเคย ….แต่ตอนนี้พวกมันผ่านม่านพลังเข้ามาไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นเมืองหลวงเลยเป็นพื้นที่ปลอดภัย” กุนเทอร์พูด สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยตอนพูดถึงว่าพวกปีศาจเคยโจมตีเมือง เขานึกถึงเรื่องบางอย่างเขาดู… เศร้า... ถึงจะแค่แวบเดียวผมก็ดูออกเขาเล่าให้ฟังต่อว่าถ้าเข้าไปในเมืองแล้วอย่าอยู่ห่างจากเขาเด็ดขาด ในเมืองมีพวกพ่อค้าทาสอยู่ด้วย พวกเขาชอบจับแวมไพร์หรือเอลฟ์ที่ดูอ่อนแอมาเป็นทาส เพราะฉะนั้นมันอันตรายสำหรับผมมาก ถ้าผมคิดจะเดินไปไหนมาไหนคนเดียว เราคุยกันได้สักพักหนึ่ง ก็เริ่มเตรียมตัวออกเดินทาง กุนเทอร์เอาเสื้อคลุมของผมไปทำความสะอาดให้เมื่อเช้าด้วย... พระเจ้า… เขาจะดูแลผมมากเกินไปแล้ว ถึงผมจะช่วยชีวิตเขาไว้ก็เถอะ แต่ได้โปรด... บางอย่างผมก็ทำเองได้นะ.. ผมกลัวว่าในอนาคตเขาจะเอากางเกงในผมไปซักด้วย ถ้าถึงขึ้นนั้นเมื่อไหร่ ผมคิดว่าผมต้องเปิดปากพูดแล้วว่า หยุด!“..อะ!”ตอนผมรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อจะเดินไปหยิบเสื้อคลุมที่เขาทำความสะอาดไว้ ผมดันทรงตัวไม่อยู่ไปขณะหนึ่ง ผมตั้งสติทันนะ ว่าจะจับโต๊ะเอาไว้ แต่กุนเทอร์ที่กำลังเก็บของอยู่โผล่มายืนข้างตัวผมอย่างรวดเร็วแล้วประคองผมไว้ทันที…

“ขะ ขอบคุณครับ”“ไม่เป็นไร”กุนเทอร์พูดพร้อมรอยยิ้มบางๆ... ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะปล่อยมือผม… ที่ไหนได้… เขายังคงประคองผมไว้แล้วพาเดินไปหยิบเสื้อคลุม พร้อมทำท่าจะสวมเสื้อคุมให้ผมด้วย..“คะ คุณกุนเทอร์ ขอบคุณมากครับ แต่ผมใส่เองได้”ผมส่งยิ้มแห้งๆให้ พอผมปฏิเสธไปเขาก็ทำหน้าเศร้าๆขึ้นมา… สุดท้ายผมก็ยอมให้เขาสวมเสื้อคลุมให้…นี้เขากลายเป็นบัตเลอร์ผมไปแล้วเหรอ? ผมไม่อยากให้เขารู้สึกติดหนี้บุญคุณผมจนต้องทำถึงขนาดนี้ไว้ผมต้องคุยกับเขาตรงๆเรื่องนี้แล้ว… แต่เรากำลังจะออกเดินทางกัน ไว้ระหว่างทางหรือไม่ก็ตอนถึงที่พักในเมืองหลวงแล้ว ผมค่อยพูดก็แล้วกันเราเดินทางกันด้วยการขี่ม้า เพราะผมไม่เคยขี่ม้ามาก่อน กุนเทอร์เลยให้ผมนั่งซ้อนอยู่ด้านหน้า จะว่าไปตอนแรกที่ผมมาถึงที่บ้านพักหลังนี้ผมไม่เคยพูดถึงม้าเลยใช่ไหม? ใช่ กุนเทอร์ไม่ได้มีม้าอยู่ที่บ้านพักหรอก แต่เขาได้ม้ามาเมื่อเช้า ตอนเขาไปล่าสัตว์ เขาไปเยี่ยมพวกชาวบ้านที่ยังอยู่ในละแวกนี้ก่อนจะกลับเมืองหลวง พวกชาวบ้านเลยให้ม้ามาเป็นของตอบแทนเรื่องการสำรวจถ้ำเมื่อวาน แน่นอนว่าพวกเขารู้เรื่องว่ามีมังกร ก็ตัวมันใหญ่ขนาดนั้น ไม่เห็นก็แปลกแล้ว… พวกชาวบ้านอยากตอบแทนมากกว่านั้นแต่กุนเทอร์ขอรับแค่ม้าตัวเดียวพอ… เขาเป็นดีเกินไปแล้ว… ถ้าเป็นผมยังไงก็ต้องได้ค่าตอบแทนสักหน่อยก็คงดี อย่างที่คุณรู้ ผมไม่เคยขี่ม้ามาก่อน… ผมเริ่มมีอาการปวดที่ก้นขึ้นมา กุนเทอร์ก็ยังคงเป็นสเต็ปเดิม… คือ เป็นห่วงผมมากเกินไป… เขาพยายามถามผมตลอดว่า อยากพักไหม?แต่ผมไม่อยากให้แผนการเดินทางของเขาคลาดเคลื่อนเพียงเพราะผมเจ็บก้น... ผมเลยร่ายเวทมนตร์ ‘ Heal ’ รักษาตัวเอง เฮ้อ อายชะมัด ทำไมต้องมาร่ายเวทรักษาก้นตัวเองด้วยเนี้ย…“เอสก้าใช้เวทมนตร์เก่งจริงๆเลยนะ… ไม่สิ ต้องบอกว่าเหลือเชื่อมากๆเลยล่ะ ฉันไม่ได้เห็นใครใช้เวทมนตร์ได้ระดับเดียวกับนายมานานมากแล้ว..”กุนเทอร์ชมผมที่เพิ่งรักษาก้นตัวเองไป… ผมไม่ดีใจหรอกนะ... ผมลืมบอกไปเวท ‘ Heal ’ เป็นเวทรักษาขั้นพื้นฐานของ Divine เหมือนกัน จริงๆต้องบอกว่า Heal เป็นเวทมนตร์ขั้นพื้นฐานของตัวละครสาย Support ด้วยซ้ำ แต่เวทมนตร์นี้ไม่มีผลเท่า Blessing ที่ผมเคยใช้กับกุนเทอร์หรอกนะ ‘ Heal ’ ใช้แค่รักษาขั้นต้น แต่ลบสถานะต่างๆ อย่างการติดพิษหรือสถานะอาการเลือดไหลไม่หยุดไม่ได้เหมือนกับ Blessing“แล้วคนรู้จักของกุนเทอร์ละครับ? ผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ คนๆนั้นก็น่าจะเก่งไม่ใช่เหรอ?”ผมชวนเขาคุยเรื่องบุคคลที่สามแทน ผมไม่อยากให้เขาพยายามถามเรื่องของผมมากเกินไป… ถึงผมจะคิดว่าผมความจำเสื่อมอยู่เถอะ“อืม เขาเก่งมากเหมือนกัน แต่เขาออกจะ.. ใช้ได้เวทมนตร์ได้หลายแขนงไปหน่อย…”“...เขาเลยไม่สุดสักทางอะไรอย่างงั้นหรือครับ?”“..จะว่าอย่างงั้นก็ได้ แต่การที่เขารู้หลายแขนงเขาเลยถือว่าเป็นนักเวทที่เก่งมาก ไม่ใช่ว่านักเวททุกคนจะสามารถทำได้แบบเขาได้ การเรียนรู้ได้หลายแขนงจำเป็นต้องรู้ถึงแก่นของทุกรูปแบบเวทมนตร์.. จากที่ฉันฟังเขาเล่ามาให้ฟังนะ”เป็นคนที่น่าสนใจแฮะ… ถ้าเขารู้หลายแขนงขนาดนั้น ทำความรู้จักไว้หน่อยคงดีกับผมไม่น้อย… หมายถึง เขาอาจจะสอนให้ผมใช้เวทอย่างอื่นได้บ้าง ให้ผมสู้ได้สักนิดๆหน่อยๆก็คงดีระหว่างการเดินทางผมไม่ได้พูดอะไรมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นกุนเทอร์เล่าเรื่องพื้นฐานต่างๆในเมืองหลวงให้ผมฟัง ตรงไหนที่ผมสงสัยผมก็จะถามไปทันที ดูเขาไม่เหนื่อยที่จะตอบคำถามผมเลย สำหรับผมก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน ถือเป็นการเก็บข้อมูลเอาตัวรอดในเมืองหลวง เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ต้องพยายามกลมกลืนกับคนในโลกนี้เอาไว้ ผมคิดว่าคงดีกว่านี้ถ้าผมเป็นมนุษย์… จากที่ผมฟังกุนเทอร์ทำให้ผมรู้ว่ามนุษย์โลกนี้เกลียดแวมไพร์มาก อันนี้ผมพอเดาได้ แม้ไม่ต้องอิงในจากเกมที่เคยเล่นสิ่งมีชีวิตที่กินเลือดไม่มีใครชอบหรอก… เพราะผมเองยังเกลียดยุงเลย และผมเชื่อว่าไม่มีใครชอบยุง…พอคิดแบบนี้ผมก็เกิดคำถามขึ้นในใจ… สุดท้ายผมก็เผลอหลุดปากพูดออกไป“คุณกุนเทอร์… คุณกุนเทอร์เกลียดแวมไพร์หรือเปล่าครับ”ผมรู้สึกได้ว่าคนข้างหลังชะงักไปวูบหนึ่ง “..ไม่ ตอนนี้ไม่แล้ว”เขาพูดออกมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ“ฉันไม่มีวันเกลียดนาย เอสก้า”น้ำเสียงของกุนเทอร์ที่พูดประโยคนี้ขึ้นมา ทำเอาผมใจเต้นแรงไปครู่หนึ่ง ผมไม่กล้าตอบอะไรกลับ ตอนแรกผมนึกว่าจะเดทแอร์ซะแล้ว… แต่กุนเทอร์ก็เปลี่ยนเรื่องพูดแล้วชวนคุยเรื่องร้านอาหารในเมืองหลวงต่อไม่นานความรู้สึกอึดอัดเมื่อครู่ก็หายไป ทุกอย่างกลับมาปกติพวกเราพักกันระหว่างทางแปปหนึ่งเพื่อให้ม้าได้กินน้ำและอาหาร ส่วนผมไม่ได้หิวเท่าไหร่เพราะตอนเช้าผมกินสตูเนื้อไป 6 จาน กุนเทอร์บอกว่าอีกไม่นานก็จะถึงเมืองแล้ว เขาจะพยายามไปถึงให้ทันก่อนอาทิตย์ตก แม้ทางเดินที่ผ่านมาไม่เจอพวกปีศาจเลย เจอแต่พวกสัตว์ป่าตัวเล็กๆ แต่ตอนนั้นกลางคืนค่อนข้างอันตราย ดูเหมือนปริมาณของพวกปีศาจที่เพิ่มขึ้นเมื่อตกกลางคืนเราออกเดินทางต่อจนเริ่มเย็น ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กลายเป็นสีทไวไลท์ ท้องฟ้าโลกนี้สวยงามไม่ต้องจากโลกก่อน แต่ผมกลับรู้สึกว่าที่นี้สวยกว่าแฮะ...คงเป็นเพราะว่าผมไม่ต้องมองผ่านทางหน้าต่างอีกแล้ว ไม่นานนักก็เริ่มเห็นกำแพงสูงที่มีลวดลายสวยงามของเมืองหลวง และผู้คนที่กำลังสัญจรด้วยรถม้าบ้าง บางก็ใช้เกวียนที่มีลักษณะเหมือนกำลังมาขนถ่ายสินค้ายิ่งพอเข้าไปใกล้ๆเรื่อยๆ ผมก็สามารถเห็นม่านพลังที่โปร่งใส ที่ผมดูออกว่าเป็นม่านพลังก็เพราะว่าจุดที่ม่านพลังตัดกับสีท้องฟ้ายามเย็นนี้ ทำให้เกิดภาพที่เหลื่อมล้ำของท้องฟ้าขึ้นเล็กน้อยในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงสักทีเมืองหลวงของมนุษย์‘ วอร์เลนเซีย ’----------------------------------------ขออภัยที่ตอนนี้สั้นไปหน่อยนะคะ ตอนถัดไปจะพยายามปั่นให้ยาวกว่านี้แน่นอนค่ะ TvTขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่สนใจมากๆเลยนะคะ