ตัวบ้านที่มืดสนิททำให้เธอที่กำลังจอดรถอยู่ต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจและรู้สึกหวิวในใจอย่างไม่มีสาเหตุ
บ้านเธอไม่เคยเงียบขนาดนี้มาก่อน...
ประตูหน้าบ้านที่เปิดแง้มทำให้เธอกำเครื่องช็อตไฟฟ้าในมือแน่นความเป็ห่วงผุดขึ้นมาเมื่อนึกถึงใครบางคนที่ควรจะอยู่บ้านในตอนนี้
ไวเท่าความคิดเธอดึงประตูออกแล้วก้าวเข้าไปในตัวบ้านและกวาดตาไปรอบบ้านอย่างระแวดระวัง
บ้านนี้มีเพียงเธอกับคุณยายอยู่กันสองคนคุณยายของเธอไม่ใช่คนประมาทจนปล่อยให้บ้านมืดและเปิดบ้านทิ้งไว้แบบนี้
และทั้งบ้านมีเพียงแค่ห้องเดียวที่เปิดไฟทิ้งไว้
นั่นคือห้องนอนของคุณยาย!
แอ๊ด...
เธอผลักประตูให้เปิดออกพลางกระชับเครื่องชาร์จไฟฟ้าในมือให้แน่นขึ้นเพื่อพร้อมรับสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลที่อาจจะเกิดขึ้น
ภายในห้องคุณยายของเธอนั้นว่างเปล่าข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างยังคงวางไว้อย่างเป็ระเบียบและไม่มีอะไรหายไปแม้แต่ชิ้นเดียวจะมีก็เพียงแต่...
เศษกำไลหินสีขาวลายดาวที่แตกกระจายเต็มพื้น!
เธอก้มลงหยิบเศษกำไลหินขึ้นมามองพิจารณา
คุณยายไม่เคยถอดกำไลอันนี้ออกเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เพราะนี่...เป็ของขวัญที่ได้จากคุณตาของเธอที่ไปทำงานยังต่างประเทศและไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านมาเป็สิบปีแล้ว
เธอทรุดตัวนั่งลงบนเตียงอย่างตื่นตระหนก
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?แล้วคุณยายของเธอหายไปไหนและไม่มีทางที่คุณยายจะไปไหนโดยที่ไม่บอกเธอ!
กึก...
“เอ๊ะ”กล่องขนาดกลางที่เธอเผลอปัดตกลงไปบนพื้นอย่างแรงจนมันเปิดอ้าออกและเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน
สร้อยทองคำขาวประดับจี้คริสตัลใสรูปดาว
แผ่นใสเล็ก ๆที่อยู่ในตัวจี้นั่นดึงดูดความสนใจของเธอได้เป็อย่างดีแถมมันยังส่องประกายระยิบระยับราวกับเชิญชวนให้เธอใส่มัน
กระดาษแผ่นเล็ก ๆที่ตกอยู่ข้างกล่องทำให้เธอต้องหยิบมันขึ้นมาอ่าน
‘ถ้าอยากตามหายาย จงให้ใส่สร้อยเส้นนี้’
ข้อความเพียงสั้น ๆนั้นทำให้เธอก้มลงมองสร้อยคอเส้นนี้อย่างประหลาดใจแล้วสร้อยเส้นนี้เกี่ยวอะไรกับการที่คุณยายหายตัวไป?!
‘ถ้ายายหายไป หนูต้องตามหาสร้อยเส้นนี้ให้เจอนะดาเรีย’
คำสั่งของคุณยายที่ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำทำให้เธอลูบจี้คริสตัลเบาๆ ความคิดหลายอย่างตีกันอยู่ในหัวเพราะเธอไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แล้วยายเธอหายไปไหน?
เธอเพ่งพิศสร้อยคอในมืออยู่ชั่วครู่แล้วใส่มันคุณยายของเธอไม่เคยโกหกและเธอก็หวังว่าสร้อยเส้นนี้จะนำทางเธอไปหาคุณยายได้จริง ๆ!
ทันทีที่สิ้นความคิดแสงสีทองก็สว่างวาบออกมาจากจี้คริสตัลใสที่เธอสวมอยู่ทุกอย่างรอบกายก็หมุนเร็วขึ้นราวกับพายุจนเธอแทบทรงตัวไม่อยู่และสุดท้ายเธอก็ปลิวไปตามแรงลมนั้นไป!
“โอ๊ย!” เธอลูบก้นปอย ๆเมื่อเ้าพายุบ้านั้นนั่นพัดเธอมาหย่อนปุ๊ลงบนพื้นโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัวและกระแทกพื้นอย่างแรง
แรงกระแทกนั่นเล่นเอาเธอจุกลุกไม่ขึ้นเธอจึงได้แต่นอนนิ่งและมองโซฟาตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างเจ็บใจพายุนั่นจะพาเธอลอยไปอีกนิดไม่ได้หรือไง ไอ้พายุบ้า!
ในเมื่อเธอทำอะไรไม่ได้เธอเลยนอนสังเกตสิ่งรอบตัวแทน
ภาพของโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่ด้านหลังเป็ชั้นหนังสือที่สูงจรดเพดานนั่นดูแปลกตาจนเธอนึกไม่ออกเลยว่าเธออยู่ที่ไหนกันแน่!
ที่นี่คงเป็ห้องทำงานของใครสักคนแถมยังเป็คงที่ยุ่งมาก ๆ ด้วยเพราะกองเอกสารบนโต๊ะทำงานนั้นสูงเป็ตั้ง ๆจนน่ากลัวว่าจะล้มใส่เ้าของห้องสักวัน
ผ่านไปครู่ใหญ่อาการจุกก็ดีขึ้น เธอจึงค่อย ๆ พยุงตัวเองให้ยืนขึ้นและมองไปรอบ ๆอย่างสงสัยปนหวาดระแวง
นั่นก็เพราะอีกด้านหนึ่งของห้องกลับเต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกๆที่เธอนึกไม่ออกว่าใช้ยังไงวางเรียงกันยาวไปจนถึงหน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่มุมในสุดของห้อง
เธอเดินสำรวจอุปกรณ์แปลกตาอย่างสนใจแต่พอเธอเงยหน้าขึ้นเธอก็ต้องพบกับภาพทำให้เธอต้องอ้าปากค้าง
เพราะนั่นคือสิ่งที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นในชาตินี้!
ภาพของเมืองขนาดใหญ่ที่เต็มไปตึกรามบ้านช่องที่มีลักษณะโดดเด่นคล้ายกับเมืองโบราณในยุโรปและเต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตประจำวัน
ลานด้านหน้าอาคารเต็มไปด้วยเด็กและผู้ใหญ่ในชุดแปลกตาที่คล้ายกับชาวยุโรปเมื่อสามสี่ร้อยสี่ก่อนพวกเขาพากันเดินขวักไขว่เต็มถนนและใช้ชีวิตประจำวันโดยที่ไม่ได้รู้สึกแปลกเลยแต่สิ่งที่ทำเอาเธอใสุดขีดก็คือ...
รถม้าที่นี่ไม่ได้เทียมด้วยม้าแต่เทียมด้วยกระต่ายั์!
เธอใช้เวลาตั้งสติอยู่ชั่วครู่แล้วจึงตั้งใจสำรวจเมืองนี้อีกครั้งบ้านเมืองที่มีสถาปัตยกรรมงดงามและประณีตขนาดนี้ไม่ต้องบอกรู้ว่าเมืองนี้รุ่งเรืองมาเนิ่นนานเพียงใด
และที่น่าแปลกก็คือ...เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยกับเมืองนี้อย่างประหลาด
แอ๊ด...
เสียงเปิดประตูดังมาจากด้านหลังทำให้เธอหันขวับกลับไปมองอย่างตื่นตระหนกก่อนที่สายตาของเธอจะปะทะเข้ากับร่างของชายชราคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดขาวทั้งชุดในรูปทรงแปลกตาคล้ายกับนักบวชในสมัยก่อน
ดวงตาสีม่วงที่มองมาทางเธอฉายแววใจดีแต่กลับทรงอำนาจอย่างมากและนั่นทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาเป็แน่
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน หลานรัก!”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มและใบหน้าที่คุ้นเคยราวกับเธอเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนั่นทำให้ความตื่นตระหนกของเธอสงบลงอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจแต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องตั้งสติให้ได้มากที่สุดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจตรงหน้า
“คุณเป็ใครแล้วคุณเรียกดิฉันว่าอะไรนะคะ”
“ฉันรึ จริงซินะฉันควรนำตัวก่อน อะแอ่ม... ฉันชื่อวิคเตอร์เป็หัวหน้านักบุญของมหาวิหารโซลิน่าแล้วก็เป็ตาของหลานด้วย”
“ห๊า! อะไรนะ!?”
การแนะนำตัวของคนแปลกหน้าทำให้เธอที่ยังมึนงงกับเหตุการณ์ก่อนหน้ายิ่งมึนงงเข้าไปอีก
คุณตาของเธอที่ทำงานอยู่ต่างประเทศอ่ะนะ!
เธอมองคนตรงหน้าสลับกับหันไปมองภาพหน้านอกหน้าต่างอย่างมึนงง สิ่งที่เกิดขึ้นทำเอาเธอต้องจิกเนื้อตัวเองเพื่อย้ำกับตัวเองว่าเื่ที่กำลังเกิดขึ้นนั่นเป็เื่จริง!
“หลานคงกำลังงงว่าตอนนี้หลานอยู่ที่ไหนใช่ไหม”ผู้ชายวัยกลางคนคนนั้นเดินไปหยิบของสิ่งหนึ่งบนโต๊ะทำงานแล้วส่งให้เธอดู“ของสิ่งนี้คงพอจะยืนยันได้ว่าตาคือตาของหลานจริง ๆ
เธอก้มลงมองรูปภาพเก่า ๆสองใบที่ได้จากชายตรงหน้า ภาพแรกมีคนสามคนอยู่ในนั้นสองคนในรูปนั้นเธอก็รู้จักเป็อย่างดีเพราะหนึ่งคือคุณยายของเธอและสองคือตัวเธอเองตอนเด็ก
ส่วนคนที่สามนั้นเป็ผู้ชายวัยกลางคนที่ดูหนุ่มกว่าคนตรงหน้าแต่ดวงตาสีม่วงเข้มในนั้นเหมือนกับดวงตาตรงหน้าราวกับเป็ดวงตาคู่เดียวกัน!
ภาพที่สองนั้นดูใหม่กว่าใบแรกมากเพราะเป็ภาพถ่ายที่มีเธอวัยสิบสองปีกับยายยืนคู่กันอยู่ริมทะเลสาบที่ญี่ปุ่นและด้านหลังมีข้อความเขียนไว้ว่า...
‘ตอนนี้พวกเราสองคนมาเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นกันที่นี่สวยมาก อากาศดี อาหารก็อร่อย คุณไม่ต้องเป็ห่วงพวกเรานะ พวกเราสบายดีฉันคิดถึงคุณมาก...นาเวีย’
อืม...ใช่นี่เป็ลายมือของคุณยายจริง ๆ เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกถึงแม้ว่าจะยังมึนงงและสับสนกับเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ตาม
“คุณยายอยู่ที่นี่หรือเปล่าคะ”เธอรีบหันไปถามคนที่อ้างตัวว่าเป็คุณตาทันที
“ใช่ นาเวียอยู่ที่นี่”คุณตาถอนออกมา “หนูคงสงสัยว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น”
เธอพยักหน้าโดยที่ไม่ตอบอะไรตอนนี้คำถามมันอยู่ในหัวของเธอไปหมดจนไม่รู้ว่าจะถามคำถามไหนก่อนดี
“ตาคิดว่าหลานคงรู้แล้วว่าที่นี่หนูยืนอยู่ตอนนี้ไม่ใช่มิติเดิมที่หนูเคยอยู่แต่เป็โลกที่แตกต่างออกไป ต่างกันทั้งความเชื่อ วิถีชีวิตและชีวิตความเป็อยู่”
คุณตาหันไปมองไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มีรถม้าที่เทียมด้วยกระต่ายั์ลอยผ่านไปมาก่อนที่จะหันกลับมามองเธอด้วยสายตาจริงจัง
“ถ้าตาจะบอกว่า มิติที่หนูยืนอยู่ตอนนี้มีปีศาจที่กินมนุษย์เป็อาหาร หลานจะเชื่อตาไหม?”