บานประตูไม้หนาหนักของห้องตำราถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า ร่างระหงในอาภรณ์สีม่วงอ่อนก้าวพ้นออกมาจากเงามืดอันขรึมขลัง สู่แสงสว่างอันอบอุ่นของระเบียงทางเดินด้านนอก เสิ่นอี้ในร่างของเซี่ยหยางทอดถอนหายใจยาวออกมาอย่างแ่เบา คล้ายกับได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งออกจากบ่า
นางยกมือขึ้นกอดอก ยืนพิงเสาไม้สลักลายเมฆาต้นหนึ่งอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาคู่หวานทอดมองไปยังสวนหย่อมเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ทว่าในใจนั้นกลับไม่ได้ว่างเปล่าเลยแม้แต่น้อย สมองของนางกำลังทบทวนบทสนทนาที่เพิ่งจบลงกับบิดาอย่างรวดเร็ว
‘สามวัน...อีกเพียงสามวันสินะ’ นางครุ่นคิดพลางใช้นิ้วเคาะแขนตัวเองเบาๆ ‘ต้องเตรียมการเดินทางให้พร้อมที่สุด การไปพบปรมาจารย์หลินครั้งนี้ เดิมพันสูงกว่าที่คิดไว้มากนัก’
เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบนเขาชิงอวิ๋น ยาและสมุนไพรที่จำเป็ ของกำนัลสำหรับคารวะท่านปรมาจารย์...และที่สำคัญที่สุด คือการเตรียม “บทสนทนา” และ “คำถาม” ที่จะทำให้ท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่พึงพอใจและยอมจรดพู่กันเขียนบทกวีล้ำค่าให้...ทุกอย่างต้องไร้ซึ่งข้อผิดพลาด
“คุณชายเ้าขา...” เสียงเรียกอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นข้างกาย ปลุกนางให้ตื่นจากภวังค์
เสี่ยวชุ่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางน่าสงสาร สองแขนยังคงประคองหีบห่อของขวัญและข้าวของอื่นๆ ที่ซื้อมาจากตลาดจนเต็มวงแขน ใบหน้าน้อยๆ เริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายอยู่ตามไรผม ดูท่าว่าจะยืนรออยู่นานจนเมื่อยเต็มทีแล้ว
เสิ่นอี้เหลือบมองสาวใช้คนสนิทของตน ก่อนจะโบกมือเบาๆ เป็เชิงไล่ความคิดอันซับซ้อนเมื่อครู่ออกไปจากหัว ‘เอาเถอะ เื่พวกนั้นค่อยจัดการก็ได้ ยังมีเวลาอีกตั้งสามวัน’
นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กวาดสายตามองไปรอบบริเวณจวนสกุลเซี่ยอย่างพินิจพิเคราะห์เป็ครั้งแรกอย่างแท้จริง แสงแดดยามสายลอดผ่านร่มเงาของต้นหลิวที่ลู่ล้อลมลงมาเป็สาย ก่อเกิดเป็เงาตะคุ่มที่ทอดทาบอยู่บนพื้นทางเดินหินอ่อน สวนหย่อมที่อยู่ถัดไปได้รับการดูแลเป็อย่างดี สระน้ำจำลองเล็กๆ ส่งเสียงน้ำไหลรินแ่เบา กลิ่นหอมสะอาดของดอกกุ้ยฮวาที่กำลังเบ่งบานลอยมาตามลม...ทุกสิ่งทุกอย่างดูสงบสุขและร่มรื่นยิ่งนัก
‘แม้ความทรงจำของเซี่ยหยางจะยังคงอยู่ในหัว...’ เสิ่นอี้คิดในใจ ‘แต่มันก็เป็เพียงภาพเลือนรางที่ฉาบทาไปด้วยความเศร้าสร้อยและหวาดกลัว การได้เห็นด้วยตาของตัวเองย่อมดีกว่าเป็ไหนๆ’
ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะ “เ้าของบ้านคนใหม่” พลุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางอยากจะรู้ว่าอาณาเขตของจวนแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใด มีมุมใดที่น่าสนใจซ่อนอยู่บ้าง และที่สำคัญ...มีทางหนีทีไล่ตรงไหนบ้างหากเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นมา
ขณะที่เสี่ยวชุ่ยเห็นแววตาของคุณชายเ้าสำราญของตนนิ่งสงบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มทอประกายระยิบระยับราวกับเด็กน้อยที่พบเจอของเล่นชิ้นใหม่ นางก็สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาในทันที!
‘ม่ายยยนะเ้าคะ..!’ นางกรีดร้องในใจ ‘สายตาแบบนั้นมัน...มันหมายความว่าคุณชายกำลังจะหาเื่เดินอีกแล้วใช่หรือไม่! บ่าวยังไม่ได้พักเลยนะเ้าคะ กล่องพวกนี้ก็หนักจะตายอยู่แล้ว..!’
ด้วยสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดของบ่าวผู้ต่ำต้อย เสี่ยวชุ่ยจึงรีบชิงเอ่ยตัดบทขึ้นมาก่อนที่ความคิดของคุณชายจะตกผลึกกลายเป็คำสั่ง “เอ่อ...คุณชายเ้าขา บ่าวว่าเรารีบกลับเรือนกันดีกว่านะเ้าคะ ของพวกนี้จะได้นำไปเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ท่านจะได้พักผ่อน...”
ทว่า...มันช้าไปเสียแล้ว
เซี่ยหยางหันขวับกลับมาสบตากับนาง ดวงตาคู่หวานนั้นเป็ประกายเจิดจ้า แฝงไว้ด้วยความขี้เล่น และแผนการบางอย่างที่ทำเอาเสี่ยวชุ่ยถึงกับเสียวสันหลังวาบ..! ความรู้สึกเหมือนตอนที่กำลังจะถูกแมวตัวใหญ่ตะครุบเหยื่อแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
“คะ...คุณชาย...มี...มีสิ่งใดหรือเ้าคะ.?” นางละล่ำละลักถาม เสียงสั่นเล็กน้อย
เซี่ยหยางไม่ตอบ แต่กลับวางมาดเป็คุณชายผู้สูงศักดิ์ ก้าวเข้ามาหานางช้าๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาราวกับสายลม
“ข้าว่าจะเดินสำรวจจวนเสียหน่อย...ไม่ได้ออกมาชมทิวทัศน์นานแล้ว”
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม.! เสี่ยวชุ่ยหน้าถอดสีในทันที ‘นั่นปะไร! ว่าแล้วเชียว.!’ นางโอดครวญอยู่ในใจ พลางเหลือบมองข้าวของในอ้อมแขนที่หนักอึ้งสลับกับใบหน้าของคุณชายที่ยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี...ช่างเป็ภาพที่ตัดกันอย่างโหดร้ายยิ่งนัก!
ไม่ได้การ..! นางต้องทำอะไรสักอย่าง..!
สมองน้อยๆ ของเสี่ยวชุ่ยหมุนคว้างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปิ๊งความคิดอันชาญฉลาดขึ้นมาได้ นางรีบปรับสีหน้าให้ดูเป็ห่วงเป็ใยเ้านายอย่างสุดซึ้ง เงยหน้าขึ้นสบตาด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์
“เอ่อ...คุณชายเ้าขา...” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอและหวานหยดย้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ “แต่ว่า...ตอนที่คุณชายลงจากรถม้าเมื่อครู่ ท่านยังบ่นว่าเหนียวตัวอยู่เลยนะเ้าคะ ไม่ไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่นก่อนหรือเ้าคะ?”
นางเห็นคุณชายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จึงรีบเสนอขายความคิดของตนต่ออย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวบ่าวจะรีบไปสั่งให้คนต้มน้ำอุ่นๆ ให้ แล้วโรยด้วยกลีบดอกกุหลาบตะวันตกหอมๆ ที่คุณหนูใหญ่เพิ่งได้มาใหม่ดีหรือไม่เ้าคะ? อาบเสร็จแล้วเนื้อตัวจะได้หอมกรุ่น สบายตัว แล้วค่อยออกมาเดินเล่นยามบ่ายที่แดดร่มลมตกแล้วก็ยังไม่สายนี่เ้าคะ”
เซี่ยหยางยืนนิ่ง จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังกะพริบตาปริบๆ ของเสี่ยวชุ่ย เขามองเห็นความเหนื่อยหน่ายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และแผนการที่จะเอาตัวรอดอย่างชัดเจนในแววตาคู่นั้น
‘เ้าเด็กคนนี้นี่...ช่างฉลาดแกมโกงนัก’ เขานึกขำในใจ
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย อมยิ้มที่มุมปากอย่างเอ็นดู ก่อนจะยกพัดในมือขึ้น...แล้วเคาะลงบนศีรษะเล็กๆ ของเสี่ยวชุ่ยเบาๆ หนึ่งครั้ง
โป๊ก..!
“โอ๊ย..!” เสี่ยวชุ่ยร้องเสียงหลง ยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเอง ทำตาโตมองเ้านายอย่างงุนงง
“รู้ทันหรอกน่า...ว่าเ้าี้เีเดิน” เซี่ยหยางกล่าวกลั้วหัวเราะเบาๆ “แต่เอาเถอะ...ข้อเสนอของเ้าก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย”
เขาหมุนตัว เตรียมจะเดินกลับไปยังเรือนพักของตน “เอาตามที่เ้าว่าก็แล้วกัน...พรุ่งนี้ค่อยเดินชมทิวทัศน์”
สิ้นเสียง์ประทานพร.! เสี่ยวชุ่ยแทบอยากจะคุกเข่าลงกราบขอบพระคุณเ้านายงามๆ สักสามครั้ง ความเหนื่อยล้าทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความยินดีอย่างสุดซึ้ง นางเผลอยิ้มกว้างออกมาจนแก้มยุ้ย ดวงตาหยีเป็สระอิ เผยให้เห็นฟันขาวซี่เล็กๆ ที่เรียงกันเป็ระเบียบราวกับเม็ดข้าวโพด
เซี่ยหยางส่ายหน้าเบาๆ กับท่าทางของนาง ก่อนจะเริ่มเดินนำออกไป ทว่าเมื่อเดินไปได้สิบกว่าก้าวแล้ว เขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อไม่เห็นว่ามีใครเดินตามมา
เขาหันกลับไปมอง ก็เห็นร่างเล็กๆ ของเสี่ยวชุ่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิมหน้าห้องตำรา...กำลังยืนยิ้มแฉ่งอย่างมีความสุขอยู่คนเดียว
“เสี่ยวชุ่ย!” เขาะโเรียกพร้อมกับกวักมือหยอยๆ “จะยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่! ตามมาได้แล้ว!”
“เ้าค่าาา!” เสี่ยวชุ่ยสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบหอบข้าวของแล้ววิ่งกระย่องกระแย่งตามหลังคุณชายของตนไปอย่างอารมณ์ดี
…..
ขบวนนายบ่าวเดินลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาว ผ่านสวนหินและสระปลาหลี่ฮื้อ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าเรือนพักหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ค่อนไปทางทิศตะวันออกของจวน เรือนหลังนี้มีขนาดไม่ใหญ่โตเท่าเรือนประธาน แต่ก็มิได้เล็กจนน่าอึดอัด โครงสร้างทำจากไม้เนื้อดี สลักเสลาอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยรสนิยม รอบบริเวณปลูกต้นไผ่สีหยกไว้เป็ทิวแถวสูงชะลูด ยามลมพัดผ่านก็จะเกิดเสียงใบไผ่เสียดสีกันดัง ‘ซู่ ซู่’ คล้ายบทเพลงขับกล่อมจากธรรมชาติ บนแผ่นป้ายไม้ที่แขวนอยู่หน้าเรือน มีอักษรพู่กันงดงามสลักไว้ว่า “เรือนไผ่หยก”
ที่นี่คือเขตอาวาสส่วนตัวของคุณชายใหญ่เซี่ยหยาง
“ไปจัดการเื่น้ำอาบให้ข้าที” เซี่ยหยางเอ่ยสั่งขณะที่ยังไม่ทันจะก้าวข้ามธรณีประตู น้ำเสียงนั้นเจือความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน
“เ้าค่ะ คุณชาย!” เสี่ยวชุ่ยขานรับอย่างแข็งขัน ก่อนจะรีบกุลีกุจอเดินนำหน้าเ้านายเข้าไปด้านใน
เสิ่นอี้เดินทอดน่องตามเข้าไปอย่างสบายอารมณ์ นางกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนพักของตนเองเป็ครั้งแรกอย่างแท้จริง การตกแต่งภายในนั้นดูเรียบง่ายกว่าที่คิด โต๊ะและเก้าอี้ส่วนใหญ่ทำจากไม้ไผ่ มีชั้นหนังสือเล็กๆ ที่บรรจุตำราไว้ไม่กี่เล่ม แจกันกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดปักดอกกุ้ยฮวาส่งกลิ่นหอมจางๆ ทุกอย่างดูสงบและสะอาดสะอ้าน แต่มันก็เป็ความสงบที่แฝงไว้ด้วยความอ้างว้างอยู่ลึกๆ สะท้อนถึงนิสัยเก็บตัวและเดียวดายของเ้าของร่างเดิมได้เป็อย่างดี
‘เอาเถอะ...’ เสิ่นอี้คิดในใจ ‘อย่างน้อยก็เป็สัดส่วนดี ไว้ข้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ จะตกแต่งใหม่ให้มันดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่านี้ก็แล้วกัน’
ทันทีที่เดินเข้ามาถึงห้องโถงกลาง เสี่ยวชุ่ยก็รีบวางข้าวของทั้งหมดที่นางแบกมาลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว เสียง ‘ตึง.!’ ดังขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงน้ำหนักของมันได้เป็อย่างดี นางไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว รีบหมุนตัวกลายเป็แม่ทัพหญิงผู้บัญชาการรบในทันที
“พวกเ้า! เร็วเข้า! ไปต้มน้ำร้อนมาให้คุณชายอาบเดี๋ยวนี้! ขอกลิ่นหอมๆ ด้วยนะ!” นางหันไปสั่งบ่าวหญิงรุ่นน้องสองคนที่ยืนรอรับใช้อยู่ในเรือน
“ส่วนเ้า!” นางชี้ไปยังบ่าวชายตัวเล็กอีกคน “รีบไปที่โรงครัว บอกพ่อครัวหลิวว่าคุณชายใหญ่้าน้ำแก้วัผสมน้ำผึ้งป่าแช่เย็นๆ กับแตงโมหั่นเป็ชิ้นพอดีคำแช่เย็นเจี๊ยบมาหนึ่งจานใหญ่ บอกให้เขาจัดจานให้สวยงามด้วยล่ะ!”
“ขอรับ/เ้าค่ะ!” บ่าวทั้งสามรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะรีบวิ่งแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนอย่างรวดเร็ว
เสิ่นอี้มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มขบขันที่มุมปาก นางเดินไปยังห้องนอนด้านในซึ่งมีฉากกั้นไม้สลักลายปทุมกั้นส่วนที่เป็ห้องอาบน้ำเอาไว้ ความชำนาญการของบ่าวไพร่ในจวนแห่งนี้ถือว่าน่าประทับใจยิ่งนัก ไม่นานเกินรอ เสียงฝีเท้าของบ่าวรับใช้หลายคนก็ดังขึ้น พวกเขาช่วยกันยกถังน้ำร้อนและน้ำเย็นเข้ามาผสมในถังอาบน้ำไม้โอ๊คขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หลังฉากกั้นจนได้ระดับอุณหภูมิที่พอเหมาะพอดี เสี่ยวชุ่ยจัดการโรยกลีบกุหลาบตะวันตกสีแดงสดที่นางแอบไปขอมาจากเรือนของพี่หญิงใหญ่ลงไปในถัง ส่งผลให้ไอน้ำอุ่นๆ ที่ลอยกรุ่นขึ้นมานั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนใจ
เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ บ่าวคนอื่นๆ ก็ล่าถอยออกไป เหลือเพียงเสี่ยวชุ่ยที่คอยจัดเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เป็ผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มบางเบาไว้รอท่า
เซี่ยหยางเดินเข้ามาหลังฉากกั้น ปลดเปลื้องอาภรณ์ที่สวมใส่มาทั้งวันออกอย่างไม่รีบร้อน ความรู้สึกของการอยู่ในร่างกายบุรุษยังคงแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ความปรารถนาที่จะได้ชำระล้างความเหนียวเหนอะหนะออกไปนั้นมีมากกว่า
เขาก้าวขาข้างหนึ่งลงไปในถังไม้โอ๊คขนาดใหญ่…
ซ่าาาา...!!
น้ำอุ่นที่เต็มปรี่อยู่แล้วเอ่อล้นออกจากขอบถัง กระทบกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบจนเกิดเสียงดังขึ้น ความอุ่นร้อนที่โอบล้อมร่างกายในทันทีนั้นช่างเป็ความรู้สึกที่วิเศษอย่างหาใดเปรียบ เสิ่นอี้เอนกายพิงกับขอบถังไม้ หลับตาพริ้ม สูดกลิ่นหอมของกุหลาบเข้าเต็มปอด ความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางใจที่สั่งสมมาตลอดทั้งวันค่อยๆ ละลายหายไปกับสายน้ำ
นางแช่อยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ปล่อยให้ความผาสุขเข้าครอบงำทุกอณูของร่างกาย จนกระทั่งรู้สึกว่าแผ่นหลังของตนเองนั้นช่างยากแก่การทำความสะอาดเสียเหลือเกิน
นางจึงตัดสินใจ...เอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงที่หย่อนยานและรากเสียงที่ยาวเป็พิเศษตามประสาคนกำลังี้เี
“เสี่ยว...ชุ่ย...ยยย...”
“...”
“เข้า...มา...ขัด...หลัง...ให้...ข้า...หน่อย...”
เสี่ยวชุ่ยที่กำลังพับเสื้อผ้าอยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย นางหน้าแดงก่ำขึ้นมาในทันที แม้จะเป็หน้าที่ของสาวใช้ข้างกาย แต่การต้องเข้าไปััเนื้อตัวของคุณชายอย่างใกล้ชิดก็ยังคงทำให้นางรู้สึกเขินอายอยู่ทุกครั้งไป
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ย้ำเตือนตนเองว่านี่คืองาน ก่อนจะค่อยๆ เดินก้มหน้าก้มตาเข้าไปหลังฉากกั้น ภาพแรกที่เห็นคือแผ่นหลังขาวเนียนละเอียดของคุณชายที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา ไหล่ที่ดูกว้างกว่าสตรีเล็กน้อยนั้นช่างดูงดงามภายใต้แสงเทียนที่ส่องสว่างอยู่ในห้อง นางรีบก้มหน้างุดลงต่ำกว่าเดิม ไม่กล้าสบตาแม้แต่น้อย
นางนั่งคุกเข่าลงบนเบาะรองเล็กๆ ข้างถังอาบน้ำ สองมือหยิบผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มขึ้นมาชุบน้ำ แล้วค่อยๆ บรรจงขัดถูแผ่นหลังให้เ้านายอย่างแ่เบาที่สุด
เสิ่นอี้รู้สึกได้ถึงััอันนุ่มนวลและมือที่สั่นน้อยๆ ของเด็กสาว นางลอบอมยิ้มอย่างขบขันอยู่คนเดียวในความมืด
‘ดูท่าทางเ้าสิ...’ นางนึกสนุกอยู่ในใจ ‘เขินอายราวกับเ้าสาวที่เพิ่งเข้าหอคืนแรกอย่างนั้นแหละ’
นางรับรู้ได้ว่าตลอดเวลาที่ขัดหลังให้นั้น เสี่ยวชุ่ยเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตานางเลยแม้แต่น้อย
‘โธ่...สาวน้อย...’ เสิ่นอี้แอบต่อว่าในใจอย่างขบขัน ‘เธอไม่ใช่สเปกของฉันย่ะ! อย่าว่าแต่จะคิดอะไรเลย...แค่เผลอคิดนิดเดียว ฟ้าก็คงจะผ่าลงมากลางกระหม่อมฉันแล้ว...เชอะ!’
ความคิดอันแสนจะ “นางพญาหงส์” นั้นทำให้นางอารมณ์ดียิ่งขึ้นไปอีก หลังจากที่เสี่ยวชุ่ยขัดหลังให้จนเสร็จและรีบเผ่นหนีออกไปอย่างรวดเร็วแล้ว เซี่ยหยางก็นอนแช่น้ำอุ่นต่อไปด้วยความสำราญใจ
ไม่นานนัก บ่าวจากโรงครัวก็นำถาดไม้เล็กๆ ที่บรรจุน้ำแก้วัสีชมพูสดในแก้วผลึกใส และแตงโมสีแดงฉ่ำที่หั่นเป็ชิ้นพอดีคำแช่เย็นจัดมาวางไว้ให้บนโต๊ะเล็กๆ ข้างถังอาบน้ำ
เสิ่นอี้เอนกายอย่างเกียจคร้าน เอื้อมมือไปหยิบแตงโมเย็นเจี๊ยบเข้าปาก ความหวานฉ่ำที่ะเิออกมาในโพรงปากนั้นช่างเป็ความสุขที่หาใดเปรียบ...
นี่แหละ...ชีวิตดีๆ ที่คู่ควรกับนางพญาหงส์อย่างนาง..!