หลายวันผ่านไปภายในตำหนักอ๋อง
สวี่หว่านถิงค่อย ๆซึมซับหน้าที่ของนางกำนัลจนคล่องแคล่วไปเสียทุกอย่างมิหนำซ้ำด้วยนิสัยอ่อนโยนและเป็มิตร ทำให้นเธอเป็ที่รักของผู้คนทั้งตำหนักไม่ว่าจะเป็เหล่านางกำนัลด้วยกันหรือแม้แต่อนุเล็ก ๆ ต่างก็เอ็นดูและยินดีคบหานางเป็สหาย
เมื่อท่านอ๋องได้เห็นหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มสดใสแววตาอบอุ่น และเป็ที่รักของทุกคนเช่นนั้นความรู้สึกบางอย่างในอกยิ่งชัดเจนขึ้นทุกวัน
“นางช่างไม่เหมือนสตรีนางใดในแผ่นดินจริง ๆ…”เสียงของเขาแ่เบาราวกระซิบก่อนรอยยิ้มบางเฉียบจะปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอย่างพึงใจ
เช้าวันนั้น
ท่านอ๋องแต่งกายเรียบสง่าย่างเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้ามั่นคง ในหัวใจมีเพียงเื่เดียวที่ตั้งใจจะกราบทูลต่อองค์เหนือหัว
“ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมมีเื่หนึ่งใคร่ขอพระราชทานพระบรมาานุญาต”
เสียงของท่านอ๋องหนักแน่นแต่แฝงความเคารพ
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาพร้อมรอยยิ้มอ่อน
“ว่ามาเถิด เื่ใดกันหรืออ๋องน้อย?”
ท่านอ๋องคุกเข่าลง กราบทูลด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“กระหม่อมได้พบสตรีผู้หนึ่ง…สตรีที่กระหม่อมประสงค์จะให้ยืนเคียงข้างไปชั่วชีวิตจึงใคร่ขอพระราชทานสมรสจากฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ถึงกับนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนแย้มพระโอษฐ์ขึ้นอย่างปลื้มปิติ
“เ้าพูดจริงหรือ? หลายปีมานี้เราเพียรเกลี้ยกล่อมให้เ้าแต่งตั้งพระชายาเ้ากลับบ่ายเบี่ยงเสียทุกครา ไฉนวันนี้จึงเปลี่ยนใจได้เล่า?”
“กระหม่อมเพียงแต่รอให้เจอสตรีผู้คู่ควร”คำตอบเรียบง่ายทว่ามั่นคง
พระเนตรของฮ่องเต้ส่องประกายยินดีพระสุรเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ดี… ช่างเป็เื่น่ายินดีนัก! ว่าแต่หญิงผู้นั้นคือผู้ใดกันเล่า?”
ท่านอ๋องนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนเอ่ยนามออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นางมีนามว่าไป๋หลิงซิ่วบุตรสาวของใต้เท้าไป๋ลั่วเตียนพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำของอ๋องจางฟู่หว่าโหรวฮ่องเต้ทรงชะงักพระพักตร์เปลี่ยนไปในบัดดล
“ไป๋หลิงซิ่วงั้นหรือ… นางผู้นั้นใช่หรือไม่ที่เคยหย่ากับแม่ทัพหม่าจื้อหว่านอี้?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
บรรยากาศในท้องพระโรงพลันเงียบงันลงไปชั่วอึดใจ
ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรอ๋องหนุ่มอยู่นานแววพระเนตรเต็มไปด้วยทั้งความประหลาดใจและความกังวล
“เ้ารู้หรือไม่…หากนางเป็สตรีที่ผ่านการหย่าร้าง ย่อมเป็ที่นินทาในหมู่ขุนนางอีกทั้งตำแหน่งของเ้าคือรัชทายาทผู้มีสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์ เื่นี้…จะไม่กระทบหรือ?”
แต่ท่านอ๋องกลับค้อมศีรษะลงอย่างสงบ
“กระหม่อมรู้ดีพ่ะย่ะค่ะแต่กระหม่อมมิได้มองนางด้วยอดีต หากแต่มองนางในวันนี้นางคือสตรีที่คู่ควรกับหัวใจของกระหม่อม”
คำกล่าวหนักแน่นนั้นทำให้ฮ่องเต้ถึงกับนิ่งงันไปอีกครา…
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอ๋องหนุ่มที่ยังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพระเนตรนั้นลึกซึ้งและยากจะคาดเดาพระอารมณ์ในยามนั้นคล้ายมีทั้งความยินดีและความหนักพระทัยปะปนกัน
“เ้ารู้หรือไม่ว่า คำกราบทูลของเ้าวันนี้อาจทำให้ทั้งราชสำนักสั่นะเื”
สุรเสียงของพระองค์ราบเรียบทว่าแฝงด้วยแรงกดดันอันยิ่งใหญ่
“รู้พ่ะย่ะค่ะ” ท่านอ๋องตอบโดยไม่ลังเล
“กระหม่อมเข้าใจดีว่าสตรีที่เคยผ่านการหย่าร้างย่อมไม่คู่ควรกับตำแหน่งพระชายาแห่งรัชทายาท… แต่กระหม่อมไม่ปรารถนาสตรีผู้เพียบพร้อมในสายตาผู้อื่นหากแต่นางผู้เข้าใจหัวใจของกระหม่อม”
ฮ่องเต้นิ่งฟังโดยไม่ตรัสแทรกริมพระโอษฐ์ขยับเล็กน้อยคล้ายจะตรัสบางสิ่ง แต่ก็ทรงระงับไว้
“ไป๋หลิงซิ่ว…” พระองค์ทวนชื่อของนางเบา ๆพระเนตรทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
“นางผู้นั้น เราเคยได้ยินข่าวอยู่บ้างว่าเป็หญิงกล้าและเด็ดเดี่ยวกว่าหญิงใด แต่ข่าวลือนั้น… ก็มีทั้งดีและร้าย”
“กระหม่อมไม่ปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านอ๋องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบพระเนตรด้วยความมุ่งมั่น
“แต่สิ่งที่กระหม่อมเห็น ไม่ใช่หญิงในข่าวลือหากแต่นางในความจริง ผู้มีเกียรติ ศรัทธา และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา”
ห้องโถงใหญ่ยังคงเงียบงันมีเพียงเสียงลมหวิวลอดผ่านม่านไหมบางเบา ฮ่องเต้หลับพระเนตรลงชั่วขณะก่อนจะตรัสเสียงแ่แต่เด็ดขาด
“เื่นี้… ข้าจักพิจารณา”
ท่านอ๋องก้มศีรษะลง “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาอีกครั้งสีพระพักตร์เรียบนิ่ง ทว่ามีแววเมตตาแฝงอยู่ในแววตา