ท่ามกลางเนินเขาสีเขียวขจีที่ห่างจากลานประลองยุทธ์ราว30ลี้พลังงานสายฟ้าสีทองเส้นเล็กๆ พุ่งผ่านยอดหญ้าด้วยความเร็วปานดาวตก หนิวมู่อี้ ที่บัดนี้ประสาทสัมผัสคมกริบประดุจเข็มแหลมกวาดตามหาคลื่นพลังฝึกปรือของผู้คนด้วยความบ้าคลั่ง ในใจมีเพียงภูเขาศิลาผลึกครามที่ลอยวนเวียนอยู่ดุจสรวงสวรรค์
"เจอแล้ว!"มู่อี้ยินดีก่อนจะหักเหร่างเหินลงสู่ทุ่งหญ้าบนเนินเขาอย่างสง่างาม ต้วนผิงอัน เหินร่างตามมาติดๆพลางหอบหายใจและมองสหายด้วยสายตาที่ก้ำกึ่งระหว่างขำและระอา
ทันทีที่สองสหายปรากฏกายท่าทีของชาวเมืองฝูเจิ้นที่ลี้ภัยอยู่บนเนินเขาพลันเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือฝูงชนที่เคยแสดงความเวทนาเย้ยหยันในตอนแรก บัดนี้ต่างพากันถอยกรูดเปิดทางให้ด้วยความยำเกรงประดุจพวกเขาสองคนคือเทพเจ้าผู้พิทักษ์ที่ลงมาโปรดโลก
ผู้จัดการโต๊ะพนันสาขามรกตอำพันซึ่งบัดนี้สภาพดูดีขึ้นกว่าตอนน้ำลายฟูมปากนัก วิ่งกุลีกุจอเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอที่กว้างที่สุดในชีวิตเขาโค้งตัวลงต่ำจนศีรษะเกือบจะแตะหัวเข่า สองมือยื่น 'การ์ดทอง' แวววาวสลักอักขระมนตราอย่างวิจิตรส่งให้มู่อี้
"ท่านจอมยุทธ์น้อย!ท่านจอมยุทธ์น้อยมู่อี้! นี่คือการ์ดทองผนึกศิลาที่รวบรวมศิลาผลึกคราม 8,000,000,000 ก้อนไว้อย่างครบถ้วนไม่มีขาดตกบกพร่องขอรับปกติราคาการ์ดนี้ 30000000 ศิลาแต่ข้าขอเป็นตัวแทนโต๊ะพนันมรกตอำพันและสมาคมการค้า จินหยวนเทียนซินขอมอบการ์ดใบนี้ให้ท่านโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด!"ผู้จัดการกล่าวเสียงสั่นด้วยความยินดีและหวาดใจ "และเพื่อเป็นการขอขมาที่ล่วงเกินยอดคนเช่นพวกท่าน ขอได้โปรดรับไว้!"
มู่อี้รับการ์ดทองมาลูบคลำด้วยความรักใคร่ดวงตาที่เคยเป็นประกายสายฟ้าบัดนี้กลายเป็นรูปผลึกครามไปเสียแล้วเขายิ้มหน้าบานเผลอหัวเราะ"ฮ่าๆๆ ผิงอัน! ดูสิ... ภูเขาผลึกครามเป็นของเราแล้ว!"
ผิงอันส่ายหัวพลางมองไปรอบๆก่อนจะสะดุดตากับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เดินออกมาจากหลังม่านพักแรมชั่วคราว เยี่ยหาน และ ฉินโม่ เดินนำหน้าชายกลางคนที่มีสีหน้าอิดโรยแต่ยังคงความภูมิฐานไว้ได้คนหนึ่ง
"ท่านทั้งสอง...โปรดรับการคารวะจากพวกเราชาวฝูเจิ้นด้วย" เยี่ยหานประสานมืออย่างนอบน้อม
มู่อี้ลดการ์ดทองลงพลันชะงักเมื่อเห็นชายที่เดินตามเยี่ยหานมา"นั่นมัน... เจ้าเมืองฉีหลิน? แต่เมื่อครู่...?"
เยี่ยหานรีบอธิบาย"นั่นคือตัวปลอมขอรับท่านจอมยุทธ์ ในระหว่างที่ท่านทั้งสองสู้ศึกฉินโม่และข้าได้บุกเข้าไปในที่ว่าการเจ้าเมืองเพื่อหา 'ตราประทับฝูเจิ้น' หมายจะใช้สั่งการชาวเมืองยามฉุกเฉินแต่ทว่าในห้องโถงลับพวกเรากลับได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่เบาบางจากช่องลมใต้ดิน"
ฉินโม่พยักหน้าเสริม"พวกเราจึงใช้ปราณทะลวงลงไป และพบกับ ท่านเจ้าเมืองฉีหลินตัวจริง พร้อมด้วยเหล่าภรรยาสนม และญาติพี่น้องที่ถูกขังลืมอยู่ในคุกใต้ดินมืดมิดมานานหลายเดือนพวกเขาถูกพวกอสุรนั่นสวมรอยและคุมขังไว้เพื่อหวังจะดูดกลืนอำนาจของเมืองอย่างช้าๆ"
เจ้าเมืองฉีหลินก้าวออกมาข้างหน้าเขาประสานมือคารวะเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยความจริงใจ "ข้าฉีหลินขอบพระคุณยอดฝีมือทั้งสองที่ช่วยกำจัดไอ้ปีศาจโฉดนั่นและกอบกู้เมืองของพวกเราไว้ หากไม่ได้พวกท่าน...ไม่เพียงแต่ข้า เมืองฝูเจิ้นทั้งหมดคงล่มสลายในวันนี้"
มู่อี้ที่เก็บการ์ดทองเข้าอกเสื้ออย่างแน่นหนาพลันเปลี่ยนท่าทีเป็นขรึมตาม "ใช่แล้ว...ท่านต้องเร่งฟื้นฟูเมืองและหาทางป้องกันและเสริมความแข็งแกร่งโดยด่วนพวกเราสองคนไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นานนัก เพราะพวกเราสองคน... ยังต้องเดินทางไปยังเมืองหลวงอาณาจักรหลันเป่าสือ"
ท่ามกลางเนินเขาที่อาบไปด้วยแสงสนธยาสีส้มทอง เจ้าเมืองฉีหลิน ในชุดที่แม้จะเปื้อนฝุ่นแต่กลับเปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งผู้นำที่แท้จริงพลันตัดสินใจสีหน้าเด็ดเดี่ยว ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างมั่นคงเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเด็กหนุ่มทั้งสองท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่ายอดฝีมือและชาวเมืองที่มุงดูอยู่
"ท่านเจ้าเมือง!ท่านทำอะไรน่ะ!" มู่อี้ร้องอุทานพลางรีบเข้าไปประคองแต่ฉีหลินกลับโบกมือห้ามไว้
"จอมยุทธ์ทั้งสอง...เมืองฝูเจิ้นของพวกเราบอบช้ำมานานจากการถูกอสุรกายสวมรอย"ฉีหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ศักดิ์ศรีของพวกเราถูกเหยียบย่ำและเกียรติยศในงานศึกนพเก้ามรกตอำพันที่กำลังจะมาถึงก็เกือบจะกลายเป็นเครื่องมือของพวกมารร้ายข้าในนามเจ้าเมือง... ขอวิงวอนให้พวกท่านทั้งสองช่วยรับตำแหน่ง 'ตัวแทนแห่งฝูเจิ้น' เข้าสู่ศึกคัดเลือกที่นครหลวงด้วยเถิด!"
เยี่ยหาน และ ฉินโม่ สองยอดฝีมือที่เคยหยิ่งทะนงบัดนี้ประสานมือคุกเข่าลงตามเจ้าเมือง"พวกข้าทราบดีว่าพลังฝึกปรือของพวกข้ามิติดฝุ่นเมื่อเทียบกับพวกท่านหากพวกท่านยินดีเป็นตัวแทนเมืองเราชื่อเสียงของฝูเจิ้นย่อมจะขจรขจายไปทั่วอาณาจักรหลันเป่าสือ!"
ต้วนผิงอัน มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ซับซ้อนเขาหันไปสบตากับมู่อี้ซึ่งบัดนี้เลิกเล่นและมีสีหน้าเคร่งขรึม "มู่อี้...เป้าหมายของเราคือการไปสมทบกับหนิงเจี่ยที่เมืองหลวงอยู่แล้วการมีสถานะตัวแทนเมืองอย่างเป็นทางการย่อมง่ายต่อการสืบข่าวและเข้าถึงตระกูลฉุนอวิ๋นมากกว่าสถานะเด็กพเนจร"
มู่อี้พยักหน้าเห็นด้วย"จริงอย่างที่เจ้าว่า และดูเหมือนว่า... ตำแหน่งตัวแทนเมืองคงมีสวัสดิการดีๆไม่ใช่น้อยใช่ไหมท่านเจ้าเมือง?" ประโยคหลังมู่อี้อดไม่ได้ที่จะกลับเข้าสู่สันดานเดิม
เจ้าเมืองฉีหลินยกยิ้มอย่างมีความหวังเขาหยิบตราประทับฝูเจิ้น ที่ทำจากหยกครามแกะสลักรูปกิเลนเหยียบเมฆขึ้นมา"นี่คือตราประจำตัวผู้สมัครระดับสูงท่านสามารถใช้มันผ่านด่านตรวจเข้าสู่นครหลวงได้โดยไม่ต้องรอคิว และข้าได้เตรียม 'ราชรถหยกอาชาสวรรค์' รถม้าที่เร็วที่สุดของเมืองพร้อมศิลาผลึกครามสำรองสำหรับการเดินทางไว้ให้ท่านแล้ว!"
"ตกลง!พวกเราขอรับอาสา!" ผิงอันกล่าวสรุปเสียงดังฟังชัด
ในเช้าวันรุ่งขึ้นณ ประตูเมืองทางทิศเหนือที่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมรถม้าขนาดมหึมาที่สร้างจากไม้แก่นจันทน์และประดับด้วยหยกวิเศษ ถูกเทียมด้วยอาชาพันลี้สี่ตัวที่แผ่กลิ่นอายปราณจางๆออกมา หนิวมู่อี้กระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าด้วยท่าทางร่าเริงส่วนต้วนผิงอันยืนกอดอกอยู่ที่ท้ายรถม้า
"รักษาตัวด้วยนะทุกท่าน!พบกันที่นครหลวง!" มู่อี้โบกมือลาชาวเมืองที่มาส่งนับพัน
"หนิงเจี่ย...ข้าหวังว่าเจ้าจะจัดการธุระที่หุบเขาเสร็จทันเวลานะ" ผิงอันพึมพำกับสายลมแววตาจ้องมองไปยังทิศทางของนครหลวงหลันเป่าสือที่อยู่ห่างออกไปอีกหลายพันลี้
ฮี้ฮี้ฮี้!
เสียงแส้ฟาดกลางอากาศราชรถหยกพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรสีขาว ตัดผ่านทุ่งหญ้าและป่าเขามุ่งหน้าสู่นครหลวงที่ซึ่งความลับเรื่องชาติกำเนิดของอวิ่นหนิงเจี่ยความแค้นของตระกูล และภัยพิบัติจากจักรพรรดิมาร กำลังจะมาบรรจบกันในจุดเดียว
บัดนี้...สองดรุณแห่งฝูเจิ้น พร้อมแล้วที่จะประกาศศักดาให้โลกตะลึง!