นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 199 ตะวันจำแลง

        ตอนที่ 199 ตะวันจำแลง

         

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสทิ้งร่างลงมาจากฟากฟ้า เผชิญหน้ากับกลุ่มขุดค้นทั้งสองกลุ่มด้วยสีหน้าตึงเครียด “ข้างในนั้นเกิดอะไรขึ้น”

         

        ในคราวนี้ไม่เพียงผู้แสวงวิถีจูเลียสและอริยะกายาทองเท่านั้นที่สนใจ แม้แต่กลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าอิสึกะก็ยังมารวมกันอย่างพรักพร้อม เพชฌฆาตกลับมารวมกลุ่มกับทุกคนอย่างรวดเร็ว เป็นอย่างที่คาด เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในสุสานจึงได้หนีออกมา

         

        “หลังจากที่พวกผมฝ่าลงไปจนถึงพื้นที่ที่คล้ายกับป่าได้ ท่านซอเด็ตได้พาพวกผมมุ่งหน้าเข้าสู่จุดศูนย์กลางของป่า และในที่นั้น สิ่งที่รออยู่ก็คือลานประลองครับ” หลานหลงอธิบายอย่างสั่นกลัว

         

        “ลานประลอง? หมายความว่ายังไงลานประลอง?” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว เธอถามย้ำเพื่อให้หลานหลงอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้

         

        หลานหลงชะงักไปเมื่อเห็นว่าอีกกลุ่มขุดค้นหนึ่งมามุงดูพวกเขา เมื่อเห็นว่าคนที่ถามเป็นเพียงผู้หญิงร่างเล็กแถมยังเป็นเพียงแรกเกิด นัยน์ตาของเขาพลันเกิดความดูถูกเล็กน้อย น้ำเสียงเปลี่ยนจากสั่นกลัวเป็นรำคาญ

         

        “พวกแรกเกิดถือดียังไงมาออกคำสั่งกับตระกูลเชียนเป่า” หลานหลงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจนักพร้อมทั้งแผ่แรงกดดันเล็กน้อยเพื่อข่มขวัญไพลิน

         

        เพชฌฆาตเอื้อมมือไปจับดาบตัดเศียรอย่างรวดเร็วหากเมื่อเห็นสีหน้าขององค์หญิงไพลินแล้วเขาก็ต้องปล่อยมืออย่างรวดเร็ว

         

        “หา?” องค์หญิงไพลินขึ้นเสียงอย่างรำคาญ นัยน์ตาของเธอพลันปรากฏเงามายาแห่งไฟกัลป์ลุกโชนอยู่ในนั้น ร่างของเธอที่ไร้พลังใด ๆ ยามนี้ปลดปล่อยแรงกดดันทางจิตที่ทำให้เชียนเป่า หลานหลงไม่อาจหายใจ

         

        เบื้องหลังของเธอไม่มีสิ่งใด เธอไม่ได้ใช้งานพลังหรือสมบัติใด ๆ ทั้งสิ้น หากตัวเธอเองกลับให้ความรู้สึกราวกับเธอคืออวตารของเทพแห่งไฟ ท่าทีของเธอส่งผลให้คนรอบข้างก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสเบิกตาขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าสตรีแรกเกิดตรงหน้ากลับมีรัศมีและท่าทีแห่งผู้ปกครองสูงล้ำถึงเพียงนี้

         

        เธอก้าวเท้าเข้าหาอัจฉริยะแห่งตระกูลเชียนเป่าอย่างไม่กลัวเกรง มือหนึ่งคว้าคอเสื้ออันยับย่นของเชียนเป่า หลานหลง ถุงมือหงส์ขาวที่เธอสวมอยู่ทำให้เธอสามารถยกร่างอันสั่นเทาของเชียนเป่า หลานหลงได้อย่างง่ายดาย

         

        “อธิบาย” องค์หญิงไพลินพูดช้า ๆ อีกครั้งด้วยสีหน้าแสนรำคาญ หากภาพที่เชียนเป่า หลานหลงเห็นนั้นกลับไม่ใช่เลย แรกเกิดตรงหน้าเขาคนนี้ไม่เพียงกระชากคอเสื้อเขาแล้วยกขึ้นฟ้าเท่านั้น เขายังรู้สึกถึงความร้อนที่เริ่มปะทุออกมาจากร่างเล็ก ๆ ของเธอด้วย

         

        และความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เชียนเป่า หลานหลงไม่อาจขยับเขยื้อน เขารู้สึกราวกับว่ากำลังจ้องมองพญาราชสีห์ที่กำลังเติบโต แม้ยามนี้ยังอ่อนแอ หากเพียงแรงกดดันในฐานะราชสีห์ก็มากเพียงพอจะข่มขวัญทุกสิ่ง

         

        “ละ..ลาน..ลานประลองเป็นอาคารที่ไม่มีหลังคา ไม่สูงมาก คล้ายกับโคลอสเซียมของจักรวรรดิมาลาไคแต่เล็กกว่ามาก ตรงกลางมีลวดลายที่เขียนไว้ว่าพะ..พันธุ์ผสม” เชียนเป่า หลานหลงตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

         

        องค์หญิงไพลินเดาะลิ้นอย่างขัดใจ แล้วจึงโยนร่างของเขาลงพื้น

         

        เชียนเป่า หลานหลงยังคงตัวสั่นสะท้าน หากเมื่อเจอสายตาคาดคั้นจากทั้งองค์หญิงไพลินและผู้แสวงวิถีจูเลียสเขาจึงเริ่มเล่าต่ออย่างช้า ๆ

         

        “ภายในนั้นมีสัตว์อสูรระดับอริยะอยู่ตัวหนึ่งครับ ผมเป็นคนเสนอเองว่าวัตถุดิบจากร่างกายของมันสมควรใช้เป็นสมบัติเพื่อเสร็จสิ้นภารกิจของตระกูลได้ พวกเราก็เลยตัดสินใจเข้าสู้กับมัน” เชียนเป่า หลานหลงเริ่มเล่าต่อ

         

        พวกเพชฌฆาตหันหน้ามองกันเล็กน้อย พวกเขานั้นก็ตั้งใจจะไปให้ถึงส่วนกลางของป่าใต้พิภพเช่นกัน หากดูเหมือนว่าการออกนอกเส้นทางของพวกเขาจะทำให้ผู้ที่ไปถึงก่อนคือกลุ่มขุดค้นที่นำโดยซอเด็ต เอเทล

         

        “การต่อสู้เป็นไปอย่างยากลำบากมากครับ แต่เป็นเพราะพวกเราร่วมมือกันแถมท่านซอเด็ต เอเทลก็ยังแข็งแกร่งมาก พวกเราจึงเอาชนะมันมาได้ไม่ยากเย็นนัก” เขาเล่าช้า ๆ หากตอนเขาเล่านั้นเขามีท่าทีหลุกหลิกคล้ายกับกำลังปกปิดบางอย่าง

         

        องค์หญิงไพลินชำเลืองมองคนที่เหลือที่ร่วมทางกับเชียนเป่า หลานหลงทางด้านหลัง เมื่อเห็นว่าพวกเขาก็มีท่าทีคล้ายกำลังปกปิดอะไรบางอย่างอยู่เช่นกันเธอจึงขมวดคิ้วน้อย ๆ

         

        “ในตอนสุดท้ายที่สัตว์อสูรตัวนั้นตาย อักขระใต้ลานประลองก็ทำงานขึ้นมาครับ ผมพยายามช่วยทุกคนออกมาแล้วแต่เพราะท่านซอเด็ต เอเทลอยู่ใจกลางที่สุด ผมเลยช่วยออกมาไม่ทัน ร่างของเธอถูกอักขระนั้นกลืนหายไป”

         

        องค์หญิงไพลินจับจ้องท่าทีของเชียนเป่า หลานหลงอย่างใกล้ชิด เธอมั่นใจว่าเหตุการณ์จริงสมควรไม่เป็นเช่นนี้ แต่เนื้อแท้ที่หลังจากสัตว์อสูรตายลงข่ายอาคมก็เริ่มทำงานนั้นสมควรถูกต้อง

         

        เมื่อไร้ทางช่วย สิ่งที่พวกเขาทำจึงเป็นเช่นเดียวกันกับกลุ่มของนิทาน ถอนตัวออกมาเพื่อตามกำลังเสริมเข้าไปช่วย

         

        หลังจากที่ผู้แสวงวิถีจูเลียสฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาหันไปจับจ้องม่านพลังขนาดยักษ์ที่ครอบคลุมสุสานอยู่แล้วจึงถอนหายใจน้อย ๆ

         

        “ม่านพลังนี้เป็นม่านพลังที่ขุนนางพันธุ์ผสมตั้งใจทำขึ้นอย่างแน่นอน ตัวม่านพลังเองอัดแน่นไปด้วยพลังของคำแห่งพลังของขุนนางพันธุ์ผสม พันธุกรรม เพียงสัมผัสร่างกายก็จะถูกบิดผัน ข้าไม่อาจทำลายได้ในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ” ผู้แสวงวิถีจูเลียสถอนหายใจ

         

        “หากพวกเจ้าต้องการส่งหน่วยช่วยเหลือเข้าไปโดยไวแล้วละก็ควรรีบตามกำลังเสริมเสียดีกว่า ด้วยพลังของข้าเพียงผู้เดียวการจะทำลายม่านพลังระดับนี้สมควรใช้เวลาหลายวัน” ผู้แสวงวิถีจูเลียสจับจ้องไปยังอริยะแปลงเพลิงและอริยะกายาทอง

         

        อริยะแปลงเพลิงขมวดคิ้ว เมื่อครู่เธอตรวจสอบแล้วและม่านพลังนี้เป็นเช่นนั้นจริง

         

        “กายาทอง เจ้าสมควรติดต่อกับตระกูลเอเทลแล้วใช่หรือไม่” อริยะแปลงเพลิงหันไปคุยกับชายร่างอ้วน

         

        ชายร่างอ้วนส่ายหน้าถอนหายใจ “ติดต่อแล้ว หากท่านเซเรบันเพียงหัวเราะและกล่าวว่า เป็นการทดสอบที่ดี เท่านั้น เห็นได้ชัดว่าท่านเซเรบันสมควรมีวิธีรักษาชีวิตของนางไว้ได้แม้จะอยู่ห่างไกลเช่นนี้”

         

        เมื่อได้ยินดังนั้นสมาชิกกลุ่มขุดค้นของหลานหลงก็มีสีหน้าแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่พวกเขากังวลที่สุดคือหากมีอะไรเกิดขึ้นกับปีกแห่งผืนฟ้าพวกเขาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ดูเหมือนว่าเผ่าซือบาสจะมีวิธีที่ทำให้มั่นใจได้ว่าปีกแห่งผืนฟ้าจะปลอดภัย แม้จะตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้พวกเขาก็ไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย

         

        “เจ้าจะบอกว่าสุสานยามนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเจ้าแล้ว?” อริยะแปลงเพลิงมีท่าทีโมโห แม้เธอเองจะเข้าใจดีว่าพวกเขาไม่อาจทำอะไรได้แล้วและไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด

         

        อริยะกายาทองเพียงส่ายหน้า หน้าที่ของเขามีเพียงคุ้มครองความปลอดภัยของเชียนเป่า หลานหลง ในเมื่อซอเด็ต เอเทลจะปลอดภัยดี ตัวเขาก็ไม่มีเหตุผลใดอีกที่ต้องยื่นมือเข้าช่วย

         

        กลุ่มของเชียนเป่า หลานหลงถอนตัวกลับไปยังเต็นท์ทั้งอย่างนั้น เชียนเป่า หลานหลงหันหน้ากลับมามองร่างเล็กขององค์หญิงไพลิน ด้วยสีหน้าที่ไม่อาจเข้าใจได้ง่ายนัก หากเธอกลับไม่ได้สนใจจะมองอัจฉริยะผู้นี้เลยแม้แต่น้อย เธอเพียงก้มหน้าครุ่นคิดบางอย่างอยู่คนเดียว

         

        เพชฌฆาตในตอนแรกนั้นหมายหัวชายหนุ่มผู้นี้ไว้ หากเมื่อเห็นสีหน้านั้นแล้วเขาก็คลายกังวลไประดับหนึ่ง เพียงส่ายหน้าถอนใจและหันกลับไปจับจ้องที่ม่านพลัง

         

        “ไม่เป็นไรค่ะท่านป้า เราติดต่อผู้พันลาลันตาแล้ว เธอสมควรจัดหาผู้แสวงวิถีที่เป็นเอกด้านการโจมตีมาได้ในเวลาไม่นานนัก นิทานยังปลอดภัยดี เขาแข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดได้จนความช่วยเหลือไปถึงค่ะ” องค์หญิงไพลินพูดอย่างมั่นใจ เขามั่นใจในตัวเพื่อนของเธอ ในเมื่อเพื่อนของเธอบอกเองว่าจะเข้าไปเอาข้อมูลชุดนั้นกลับมาให้ เขาก็จะเอาข้อมูลชุดนั้นกลับมาให้อย่างแน่นอน

         

        “อีกเรื่องหนึ่งคือ จากที่ฟังมา เรามีความรู้สึกว่าสิ่งที่นิทานโดนจะไม่ใช่กับดักด้วยค่ะ” องค์หญิงไพลินพูดขึ้น เมื่อเธอเริ่มหัวเย็นลงเธอจึงวิเคราะห์สถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น สถานการณ์ที่นิทานเจอดูไม่เหมือนกับดักเลย

         

        เธอยังไม่ทันจะอธิบาย ไอความร้อนสูงก็พวยพุ่งออกมาจากข่ายอาคมเคลื่อนย้าย สุริยันอีกหนึ่งดวงปรากฏขึ้นเหนือฟากฟ้า เมื่อไอพลังจางลงจึงได้เห็นร่างของสตรีวัยกลางคนที่สวมชุดทหารอย่างเต็มยศ ผมสีดำยาวของเธอมัดเป็นหางม้าอย่างเรียบร้อย สีหน้ากังวลและร่องรอยบนใบหน้าอันเป็นเครื่องหมายแห่งวัยไม่อาจกลบความงามของเธอได้

         

        ร่างของผู้พันลาลันตาปรากฏขึ้น เมื่อรัศมีพลังของเธอจับสัมผัสองค์หญิงไพลินได้เธอจึงพุ่งร่างมาหาเธออย่างรวดเร็ว

         

        “องค์หญิงคะ นิทานยังปลอดภัยมั้ยคะ” ผู้พันลาลันตาเก็บรั้งพลังในร่างของตนอย่างรีบร้อน แม้กระนั้นไอความร้อนสูงยังคงห่อหุ้มร่างของเธอ องค์หญิงไพลินไม่ถือสาการเสียมารยาทของเธอแม้แต่น้อย เธอเพียงอธิบายรายละเอียดอย่างรวบสั้นเพื่อให้ผู้พันลาลันตาเข้าใจสถานการณ์อย่างรวดเร็วที่สุด

         

        “เช่นนั้นกระหม่อมเพียงแค่ต้องทำลายม่านพลังนั่นสินะคะ” นัยน์ตาของผู้พันลาลันตาลุกโชติช่วงขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างของเธอทะยานขึ้นสูง ผู้แสวงวิถีจูเลียสทะยานร่างขึ้นไปเคียงข้าง

         

        “อริยะตะวันจำแลง ข้าได้ยินนามของเจ้ามานาน หากอย่าได้พยายามให้เสียเวลาเปล่าเลย นี่เป็นม่านพลังที่อัดไว้ด้วยพลังของขุนนางพันธุ์ผสม ต้องเป็นผู้แสวงวิถีที่เป็นเอกด้านการโจมตีเท่านั้นจึงสามารถทำลายได้ในเวลาอันสั้น” ผู้แสวงวิถีจูเลียสกล่าวเตือน ม่านพลังนี้ยังมีผลเปลี่ยนแปลงร่างกายของผู้โจมตีอีกด้วย

         

        “ฉันมั่นใจในพลังโจมตีของฉันค่ะ ขอความร่วมมือด้วยค่ะผู้แสวงวิถีจูเลียส” ผู้พันลาลันตากล่าวอย่างไม่เกรงกลัว ในสงครามที่เธอผ่านมายังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่านี้มากนัก

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสถอนหายใจน้อย ๆ หากเขาก็ไม่ต้องการปฏิเสธคำขอของเธอ นามของตะวันจำแลง ลาลันตานั้นโด่งดังไกล เธอคือผู้หนึ่งที่สมควรขึ้นไปถึงระดับผู้แสวงวิถีได้เช่นกัน หากเธอเข้าใจตัวตนได้มากพอเธออาจขึ้นไปได้ถึงระดับผู้ร้อยเรียง ผู้แสวงวิถีจูเลียสไม่ต้องการเป็นศัตรูกับเธอ

         

        ปากกาที่ทำจากหินปรากฏขึ้นในมือของผู้แสวงวิถีจูเลียสอีกครั้ง เขาตวัดมันอย่างแผ่วเบาครั้งหนึ่งร่างของเขาก็กลายสภาพไปเป็นตุ๊กตาหินแกร่งเท่าภูผาอีกครั้งหนึ่ง

         

        เมื่อเห็นว่าผู้แสวงวิถีจูเลียสยินดีให้ความร่วมมือ ผู้พันลาลันตาคำนับน้อย ๆ แล้วจึงควบรวมลูกไฟไว้บนฝ่ามือ เพียงชั่วครู่ลูกไฟนั้นก็ถูกอัดแน่นไปด้วยเปลวเพลิงจนเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ลูกไฟขนาดเท่าฝ่ามือลูกนั้นถึงกับทำให้ผู้แสวงวิถีต้องถอยร่างออกไปเล็กน้อย

         

        “ตะวันจำแลง ลาลันตา..” อารากะพูดอย่างเหม่อลอยยามมองไปยังลูกไฟบนฟากฟ้าที่ไม่ต่างไปจากสุริยันอีกดวงหนึ่งลูกนั้น

         

        ยามที่ผู้แสวงวิถีจูเลียสออกหมัดซัดเข้าใส่ม่านพลัง ผู้พันลาลันตาก็ซัดตะวันจำแลงลงมายังม่านพลัง เสียงระเบิดกึกก้องและไอพลังความร้อนสูงพัดพาไปทั่วสารทิศ อริยะแปลงเพลิงกางข่ายพลังปกป้องผู้ที่อยู่ภายในไว้

         

        เมื่อตะวันจำแลงระเบิดออก ม่านพลังนั้นก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ไอความร้อนสูงเริ่มทิ้งร่องรอยไว้ให้แก่ม่านพลัง ในทางกลับกัน หมัดของผู้แสวงวิถีจูเลียสกลับทำได้เพียงทำให้ม่านพลังสั่นไหวน้อย ๆ เท่านั้น ทุกคนในที่นั้นบังเกิดคลื่นลมในจิตใจยามที่เห็นผลลัพธ์ของทั้งสองการโจมตี

         

         หมัดของผู้แสวงวิถีกลับมีพลังน้อยกว่าการโจมตีของอริยะ!

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสหันไปมองผู้พันลาลันตาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ ความประทับใจก่อขึ้นในใจของเขา เธอคนนี้เป็นเพียงอริยะขั้นปลายหากพลังโจมตีถึงกับเหนือล้ำกว่าเขาที่เป็นถึงผู้แสวงวิถี

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสทำลายมือศิลาที่กลายสภาพของตนทิ้งก่อนจะงอกใหม่ ส่วนผู้พันลาลันตาเพียงเผาอวัยวะส่วนเกินที่งอกออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ภาพยามที่เธอเผาดวงตาอีกข้างหนึ่งที่งอกออกมาจากฝ่ามือโดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อยนั้นทำให้คนรอบข้างต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่

         

        หลังจากม่านพลังสั่นสะท้าน มันก็กลับคืนรูป ร่องรอยของการเผาไหม้ยังคงคาอยู่จาง ๆ สีหน้าขององค์หญิงไพลินพลันสดใสขึ้นอย่างรวดเร็ว

         

        ผู้พันลาลันตาสมควรทำลายม่านพลังนี้ได้! แม้อาจจะต้องใช้เวลาสักพักแต่เธอก็ทำได้!

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสขมวดคิ้วน้อย ๆ เขามองไปยังอารากะแล้วจึงกล่าวออกมาตรง ๆ

         

        “ยามโจมตีเมื่อครู่ ข้าสัมผัสได้ว่าพลังของมันได้รับการหล่อเลี้ยงจากตัวสุสานเอง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับม่านพลังจะแผ่กระจายไปยังใจกลางของสุสาน” เขากล่าว

         

        อารากะสีหน้าขมึงตึงขึ้นเมื่อได้คำพูดนั้นส่วนองค์หญิงไพลินนั้นพลันจับจ้องไปยังตัวสุสานทันที ผืนดินที่แตกระแหงเผยให้เห็นตัวสุสานอย่างชัดเจนยามนี้มันปรากฏรอยแตกน้อย ๆ แล้ว

         

        ผู้พันลาลันตาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เธอรวบรวมพลังอีกครั้ง ตะวันจำแลงอีกดวงหนึ่งถูกจุดขึ้นบนฟากฟ้า

         

        “อริยะตะวันจำแลง หยุดมือก่อนครับ!” อารากะรีบร้องเรียก เรียกสายตารำคาญของผู้พันลาลันตาให้หันกลับมามองเขา

         

        “หากม่านพลังสูญสลายสุสานจะพังทลายนะครับ!” เขากล่าวอย่างรีบร้อน

         

        “นิทานไม่ตายเพราะสุสานพังอยู่แล้ว” เธอกล่าวเสียงเย็น ตะวันจำแลงขยายขนาดขึ้นพร้อมกับซัดลงไปยังม่านพลังอีกครั้งหนึ่ง

         

        เมื่อเห็นว่าเธอไม่มีท่าทีจะหยุด อารากะเร่งพลังของตนขึ้น เงามายารูปค้อนที่ทำจากแมกไม้ปรากฏขึ้นเบื้องหลังของเขา เขาไม่อาจปล่อยให้สุสานนี้พังทลายได้!

         

        “แต่ข้อมูลการข้ามสายพันธุ์อาจถูกทำลายนะครับ!” อารากะตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่นไหว หากข้อมูลชุดนั้นถูกทำลายเท่ากับว่าทุกสิ่งที่เขาทำไปนั้นสูญเปล่า หากทุกอย่างมันง่ายดายเพียงแค่ทำลายสุสานเพื่อนำข้อมูลออกมาผู้แสวงวิถีของกลุ่มการค้าอิสึกะคงทำไปแล้ว!


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


        QiIIna : QiIIna เองครับผม ขอบคุณทุกท่านมากที่อ่านมาจนถึงปัจจุบันนะครับ ผมขอแจ้งเล็กน้อยว่าหลังจากตอนที่ 200 จะเริ่มมีการติดเหรียญนะครับผม ตารางการอัพนิยายจะยังเป็นเช่นเดิมคือหนึ่งตอนต่อวันครับ 

 

        ผมจะพัฒนาฝีมือการเขียนไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบแทนทุกการสนับสนุนครับ :)