พบตัวหลี่เสี่ยวหมิ่นและพวกแล้วแต่มีสี่คนเสียชีวิต อีกสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัสและอยู่ในอาการโคม่า
หนึ่งในสองคนนั้นคือหลี่เสี่ยวหมิ่น
อีกคนเป็นนักศึกษาชายที่ผมไม่ค่อยสนิทด้วยนัก
เขาชื่อเฉินเฟิงเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล และยังเป็นตัวหลักของทีมคณะเรา
พวกเขาเจออะไรมาคงต้องรอให้ฟื้นก่อนถึงจะรู้
ช่วงบ่ายไม่มีเรียนและวันนี้ก็เป็นวันศุกร์ ผมเลยตั้งใจจะไปพักที่ร้านของอาจารย์สองวัน
ตอนนี้ผมสามารถเขียนยันต์สะกดวิญญาณได้อย่างคล่องแคล่วแล้วจึงคิดว่าช่วงสุดสัปดาห์นี้จะขอให้อาจารย์สอนวิชาใหม่ให้
ผมส่งข้อความไปหาอาจารย์บอกว่าผมจะไปที่ร้านตอนบ่าย พร้อมถามว่าเขาออกไปตกปลาหรือเปล่า
อาจารย์ตอบกลับมาว่าไม่ได้ไปและบอกให้ผมไปที่ร้านได้เลย แถมยังบอกให้ช่วยเฝ้าร้านให้ด้วย
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จผมก็นั่งรถไปที่ร้านของอาจารย์
ตอนที่ไปถึงก็เป็นเวลาบ่ายสองกว่า
อาจารย์กำลังแกะพัสดุอยู่
“อาจารย์!” ผมเรียกเขา
อาจารย์หันมามองผมสีหน้าดูอารมณ์ดี “มาแล้วเหรอ ดูสิไอ้เสี่ยวอวี๋ส่งเหยื่อตกปลามาให้ฉันสักที ช่วงบ่ายเฝ้าร้านดีๆล่ะ คืนนี้ฉันจะไปตกปลาทั้งคืน มีเหยื่อนี่แล้วพรุ่งนี้ต้องได้ตัวใหญ่แน่นอน…”
พูดจบอาจารย์หยิบถุงเหยื่อตกปลาที่ถูกอัดแน่นออกมา และแกะมันออก
ทันทีที่ถุงถูกเปิดกลิ่นเหม็นคาวรุนแรงก็พุ่งเข้าใส่
กลิ่นนั้นเหม็นจนแทบสำลักต่อให้เป็นปลากระป๋องที่เหม็นที่สุดก็ยังเทียบไม่ได้
ผมรีบยกมือปิดจมูก“เหม็นมาก!”
อาจารย์เองก็สำลักแทบอาเจียนน้ำตาแทบไหล แต่กลับมีรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้า “เหอะๆๆ นี่แหละกลิ่นที่ต้องการ! อย่าดูถูกเจ้าเสี่ยวอวี๋แม้มันจะทำอาหารได้แย่ แต่เหยื่อตกปลาที่มันทำไม่มีใครเทียบได้!”
หลังจากตรวจดูเหยื่อเรียบร้อยอาจารย์ก็รีบปิดถุงกลับอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เริ่มเตรียมอุปกรณ์ตกปลา
ผมมองดูเขาเตรียมของแล้วถามขึ้นมา “อาจารย์ ผมฝึกยันต์สะกดวิญญาณจนคล่องแล้ว เมื่อไหร่จะสอนยันต์อื่นให้ผมอีก”
อาจารย์ยังคงจัดอุปกรณ์ตกปลาโดยไม่หันมามองผมเพียงแค่ตอบกลับมาว่า “ไม่ต้องรีบร้อน เฝ้าร้านไปก่อนฉันตกปลากลับมาแล้วค่อยว่ากัน!”
พูดจบเขาจัดคันเบ็ดใส่กล่อง เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม แล้วหยิบกล่องใส่เหยื่อเดินออกไป
ผมอยากเรียนวิชาใหม่แต่เห็นอาจารย์กระตือรือร้นจะไปตกปลาก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะพูดอะไรต่อ
ผมได้แต่พยักหน้าแล้วมองเขาเดินออกไปจากร้าน
แต่ยังไม่ทันที่อาจารย์จะออกไปพ้นถนนดีรถเบนท์ลีย์คันหนึ่งก็มาจอดหน้าร้าน
จากนั้นประตูรถก็เปิดออกมีชายสองคนก้าวลงมา
พวกเขาเดินตรงมายังร้านของเรา
เมื่อเห็นว่าลูกค้าขับรถหรูมาผมรู้ทันทีว่านี่ต้องเป็นลูกค้ารายใหญ่
ผมรีบลุกขึ้นเตรียมต้อนรับพวกเขา
ชายสองคนนั้นเดินตามกันเข้ามาในร้านอย่างเร่งรีบ
ชายที่เดินนำหน้าดูอายุประมาณสามสิบต้นๆร่างผอมสูง สวมเสื้อผ้าลำลอง
ชายอีกคนที่เดินตามมาด้านหลังอยู่ในวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย แต่งตัวเรียบร้อยเป็นทางการ
อย่างไรก็ตามสีหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าและหม่นหมอง
ทันทีที่เข้ามาในร้านเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วหันไปพูดกับชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่า “เสี่ยวอู๋แน่ใจนะว่าเป็นที่นี่?”
ชายหนุ่มพยักหน้า“ใช่ครับ ท่านประธาน ไม่ผิดแน่นอน”
ระหว่างที่พวกเขาคุยกันผมก็เดินเข้าไปต้อนรับ “คุณลูกค้ากำลังหาอุปกรณ์ตกปลาประเภทไหนเป็นพิเศษครับ”
ชายทั้งสองหันมามองผมก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวขึ้นว่า “ขอโทษนะครับ อยากสอบถามว่าอาจารย์ซ่งอยู่หรือเปล่า พวกเราไม่ได้มาซื้ออุปกรณ์ตกปลา แต่ต้องการพบอาจารย์ซ่งมีเรื่องสำคัญต้องให้ช่วย”
เมื่อได้ยินว่าพวกเขามาหาอาจารย์และดูเหมือนเป็นเรื่องงาน ผมก็เข้าใจเจตนาของพวกเขาทันที “อาจารย์ของผมเพิ่งออกไปคงไม่กลับมาเร็วๆ นี้ครับ”
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ดูร้อนรนทันที “น้องชายเรื่องของพวกเราด่วนมาก เกี่ยวข้องกับเรื่องอาถรรพ์ ชีวิตคนอยู่ในอันตราย ช่วยติดต่ออาจารย์ซ่งให้เราทีเถอะ ขอให้เขากลับมาโดยเร็ว”
เมื่อได้ยินว่ามีคนกำลังตกอยู่ในอันตรายและเกี่ยวข้องกับเรื่องอาถรรพ์ผมก็จริงจังขึ้นมาทันที
ผมรู้ดีว่าของพวกนี้อันตรายขนาดไหน
ผมพยักหน้ารับแล้วส่งสัญญาณให้พวกเขานั่งรอที่โซฟาข้างๆ จากนั้นผมหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วกดโทรหาอาจารย์
สัญญาณดังเพียงไม่กี่ครั้งก็มีเสียงตอบรับจากปลายสาย
“ว่าไงเสี่ยวเจียง?”
ผมรีบพูดอย่างรวดเร็ว “อาจารย์มีแขกมาหาสองคนที่ร้าน พวกเขามีเรื่องด่วนเลยขอให้ท่านรีบกลับมาบอกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย”
อาจารย์เงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบว่า “ได้ บอกให้พวกเขารอก่อน ฉันจะกลับไปเดี๋ยวนี้”
หลังจากวางสาย ผมหยิบแก้วน้ำมาเสิร์ฟให้พวกเขาทั้งสอง “ดื่มน้ำสักหน่อยนะครับอาจารย์ของผมกำลังกลับมา”
ทั้งสองพยักหน้าไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม
ผมเองก็ไม่ได้ซักถามอะไรผมเป็นแค่ลูกศิษย์ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรแทนอาจารย์ได้และคงให้คำแนะนำที่ดีกับพวกเขาไม่ได้เช่นกัน จึงต้องรออาจารย์มาตัดสินใจเอง
ประมาณห้านาทีต่อมาอาจารย์ก็ขับรถกลับมาถึงร้าน
เมื่อเห็นอาจารย์ผมรีบลุกขึ้นและกล่าวว่า “อาจารย์ครับ แขกทั้งสองท่านมารออยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
อาจารย์ก้าวเข้ามาในร้านสีหน้าแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย เพราะเขากำลังตื่นเต้นกับการตกปลาแต่ดันถูกเรียกตัวกลับมากลางคัน “เสี่ยวเจียง เรื่องมันเป็นมายังไง”
ผมกล่าวตามตรง “อาจารย์พวกเขาบอกว่าเจอเรื่องอาถรรพ์ และมีชีวิตคนเป็นเดิมพันต้องให้ท่านเป็นคนจัดการเองครับ”
แขกทั้งสองเดินเข้ามาใกล้อาจารย์
ชายหนุ่มรีบแนะนำตัว“ท่านประธานครับ นี่คืออาจารย์ซ่งที่ผมบอกเขาเป็นปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในพื้นที่นี้”
ชายวัยกลางคนพยักหน้าสีหน้าดูมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปให้อาจารย์จับพร้อมกล่าวอย่างสุภาพ “ยินดีที่ได้พบ อาจารย์ซ่ง ลูกสาวของผมกำลังประสบปัญหารบกวนอาจารย์ช่วยชีวิตเธอด้วยเถอะครับ”
อาจารย์ไม่ได้จับมือเขาแต่จุดบุหรี่ขึ้นสูบ แล้วตอบกลับอย่างเรียบง่าย “เล่ามา เรื่องเป็นยังไง”
ชายวัยกลางคนเห็นอาจารย์พูดตรงๆเช่นนี้ จึงไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป “อาจารย์ เมื่อสัปดาห์ก่อน ลูกสาวของผมเข้าไปในสุสานกับเพื่อนๆโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อนำตัวกลับมาเธอก็หมดสติและต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ตอนนี้...ตอนนี้ลูกสาวของผมอาการโคม่าแพทย์บอกว่าเธออาจจะไม่รอดคืนนี้...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ชายวัยกลางคนที่ดูสุขุมมาตลอดก็เริ่มสะกดอารมณ์ไม่อยู่ เสียงของเขาสั่นเครือและน้ำตาเริ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
อาจารย์ยังคงสีหน้าเรียบเฉย
แต่สำหรับผมคำพูดของเขาทำให้หัวใจสั่นไหว
กลุ่มเพื่อนหลงเข้าไปในสุสาน? หมดสติและไม่ฟื้น?
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหลี่เสี่ยวหมิ่นและเฉินเฟิงสองเพื่อนร่วมชั้นของผมขึ้นมาทันที
จะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า
“คุณลุงลูกสาวของคุณชื่ออะไรครับ เธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแพทย์หรือเปล่า” ผมอดไม่ได้ที่จะถามแทรก
ชายวัยกลางคนมองผมด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยก่อนตอบว่า “หลี่เสี่ยวหมิ่น...ใช่แล้ว เธอเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแพทย์ของเมืองนี้ตอนนี้อยู่ปีสาม น้องชาย...นายรู้ได้ยังไง”
ได้ยินคำตอบหัวใจของผมกระตุกวูบ
ไม่ผิดแน่ ชายเจ้าของรถเบนท์ลีย์คนนี้คือพ่อของหลี่เสี่ยวหมิ่น...