บทที่ 56
กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มีเด็กทารกสองคนเกิดขึ้นในบ้านหลังเดียวกัน เด็กทั้งสองเป็นเด็กผู้ชายกันทั้งคู่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เด็กทั้งสองนั้นมีความต่างกัน เพราะว่าเด็กคนหนึ่งมีสถานะเป็นอา ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นเป็นหลานนั่นเอง และด้วยวัยที่เท่ากัน เด็กทั้งสองคนเติบโตมาพร้อมกัน จนเพื่อนหลายๆคนเรียกทั้งสองเป็นเหมือนดั่งแฝดพี่แฝดน้อง แม้แต่ทั้งคู่ก็สงสัยเช่นกันว่าพวกเขาเป็นแฝดกันหรือเปล่า ทั้งงานวันเกิดก็จัดพร้อมกัน หลายๆอย่างก็ใช้เหมือนกัน จนเมื่อถึงช่วงวัยรุ่นพวกเขาก็เพิ่งจะรับรู้ความจริงว่าพวกเขาทั้งสองมีสถานะเป็น ‘อา’ กับ ‘หลาน’ แน่นอนว่าทำให้ทั้งสองคนนั้นช็อกเอามากๆ“นี่ภูมิ.. ต่อไปนี้ฉันจะต้องเรียกนายว่าคุณอาด้วยล่ะ.. ทั้งๆที่..” เด็กชายวัย 12 ปีที่นั่งเหม่อมองท้องฟ้า โดนมีเด็กอีกคนที่นั่งมองอยู่ข้างๆ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะทำอะไรพวกเขาก็ทำด้วยกันเสมอมา แต่ตั้งแต่บัดนี้พวกเขาจะต้องแยกจากความแฝดกันแล้วตามความเห็นของผู้ใหญ่“ไม่เอาน่าเพียร.. ถึงพวกผู้ใหญ่จะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ฉันยังคิดกับนายเหมือนเป็นพี่น้องอยู่นะ” ภูมิกล่าวกับเพียรตามความรู้สึกจริงๆของเขา และมันก็ตรงดังที่เพียรคิดเช่นเดียวกัน“ฉันก็คิดเหมือนนาย.. ถ้าอย่างนั้นเรามาสาบานกัน พวกเราจะเป็นดั่งพี่น้องฝาแฝดกันไปตลอดชีวิต..” เพียรกล่าวพร้อมกับยกนิ้วก้อยขึ้นมาหวังเพื่อที่จะทำข้อตกลงกับภูมิผู้เป็นอา แน่นอนว่าภูมิก็ยกยิ้มก่อนจะเลื่อนนิ้วก้อยของตัวเองไปทำสัญญา“พวกเราจะเป็นฝาแฝดกันตลอดชีวิต.. แต่ว่าถ้าอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เราก็ต้องรักษามารยาทกันหน่อยล่ะนะ” ภูมิกล่าว และคำสัญญาในวันนั้นพวกเขาทั้งสองก็รักษามันมาเป็นอย่างดี เรียนในสถาบันเดียวกัน ทำทุกอย่างเหมือนกันดังเดิม ความสัมพันธ์ของพวกเขาเรียกได้ว่ารักกันจนตายแทนกันได้เลยทีเดียว แต่ทว่าอยู่มาวันหนึ่งความแตกแยกของทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีหญิงสาวผู้งดงาม และเป็นที่หมายปองของชายทั่วทั้งคณะบริหารที่พวกเขาเรียนกันในตอนนั้น แน่นอนว่าภูมิ และเพียรก็ต่างชื่นชอบในตัวของเธอคนนี้ ประกอบกับทางบ้านของผู้หญิงค่อนข้างสนิทกับตระกูลของพวกเขาทั้งสองคน จึงทำให้พวกเขาทำความรู้จักกันได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งแฝดทั้งสองต่างก็เทหัวใจให้กับเธอคนนี้“ภูมิ.. ฉันว่าฉันหลงรัก ‘วิมล’ แล้วล่ะ.. ฉันจะกำลังจะขอเธอเป็นแฟน นายอวยพรให้ฉันด้วย” เพียรที่จู่ๆก็พูดกล่าวออกมา ทั้งๆที่ภูมิเองก็รักสาววิมลคนนี้ไม่น้อยเช่นกัน ตอนที่ได้ยินหัวใจของเขามันเรียกได้ว่าบีบรัดจนทนฟังไม่ไหวเลยทีเดียว หลายปีมานี้พวกเขาทั้งสามต่างก็อยู่ในสถานะเพื่อน แต่วันนี้ทุกอย่างมันกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเพียรที่มีศักดิ์เป็นหลานของเขาได้ขอวิมลเป็นแฟน แม้ในใจอยากจะให้วิมลกล่าวปฏิเสธ และเลือกเขาแทน แต่ทว่าความฝันนั้นมันก็พังทลาย เมื่อวิมลคนนั้นกล่าวตกลง พร้อมกับท่าทางที่ดูจะดีใจเป็นพิเศษเหมือนกับว่าพวกเขาใจตรงกัน“ยินดีกับนายด้วยนะเพียร.. แต่ว่าฉัน..ฉันรับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ” สุดท้ายภูมิก็ต้องยอมแพ้กับรักแรกให้กับหลานชายของเขา แน่นอนว่าเขาต้องแสดงแสร้งทำเหมือนว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในใจมันเรียกได้ว่าช้ำมากเกินพอแล้ว ระยะเวลาผ่านไปจนทั้งสองแฝดเริ่มที่จะห่างเหินจากความสัมพันธ์ดังพี่น้องกันไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกเขาก็แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนหลังจากที่จบการศึกษา เพียรเร่งขอแต่งงานหลังจากที่พวกเขาเรียนจบอย่างเป็นทางการ วิมลเองก็ตกลงเช่นกัน ภูมิเองก็ได้แต่ไปยินดีในฐานะผู้เป็นอา มองดูทั้งสองมีความสุขอย่างเศร้าใจ แน่นอนว่าความเศร้า และเสียใจ หลังจากนั้นภูมิก็เริ่มตีตัวออกห่าง โดยให้เหตุผลกับเพียรว่า ‘นายต้องดูแลครอบครัวของนายแล้วนะ’ และภูมิก็ตัดสินใจที่จะออกไปเที่ยวเล่นทั้งใน และต่างประเทศ ทำตัวเสเพลไปวันๆ ชีวิตของเขาไม่มีเป้าหมายอะไรชัดเจน แม้ว่าบางครั้งผู้ใหญ่ก็เตือน แต่เขาก็ไม่ฟัง เขาเพียงแค่อยากจะลืมเรื่องราวทั้งหมดไปเท่านั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปนับ 15 ปี วันหนึ่งสายโทรศัพท์หนึ่งก็ดังขึ้นมาหาเขา“เฮ..พี่ชาย ไม่รู้ว่าพี่ชายจะจำน้องชายคนนี้ได้ไหม.. ฉันค่อนข้างจะนึกถึงนายมาตลอดเลยนะ” เพียรกล่าวขึ้นในทันทีเมื่อภูมิรับสาย กว่าสิบปีแล้วที่เพียรไม่ได้พูดอย่างนี้กับภูมิ นั่นก็เป็นเพราะว่าเขามีลูกสาวแล้ว และเขาก็กังวลอยู่ว่าจะให้ลูกสาวเรียกภูมิว่าอะไรดี แต่ทางผู้ใหญ่ก็ให้ลูกสาวของเขาเรียกภูมิว่าคุณปู่น้อย เพื่อกันไม่ให้เกิดความสับสนเหมือนกับพวกเขาสองคนในวัยเด็ก“ว่ายังไงล่ะ.. นายมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า..” ภูมิกล่าวถามออกไป มันเป็นเสียงที่ชวนให้เขาคิดถึงจริงๆ“เปล่าหรอก.. ฉันก็แค่คิดถึงพี่ชายของฉัน ตอนนี้นายอยู่ประเทศไหนกันล่ะ” เพียรกล่าวถาม“นายมาแปลกๆนะ.. ตอนนี้ฉันอยู่ที่อังกฤษน่ะ” ภูมิกล่าวตอบ“เฮ้..นายพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยอย่างนั้นเหรอเนี่ย..ฉันไม่ยักจะรู้เลยแฮะ..” เพียรกล่าวออกมาอย่างติดตลก“โลกของเรามีสิ่งที่เรียกว่าล่ามอยู่.. ก็ให้เขาทำหน้าที่ไปสิ!.. แต่ว่าร้อยวันพันปีนายไม่เคยคิดจะโทรมาหาฉัน วันนี้เกิดสี่เกิดห้าอะไรกันล่ะ” ภูมิกล่าว“ไม่มีอะไรหรอกพี่ชาย.. ฉันก็แค่..อยากจะขอโทษนายมาตลอดเท่านั้น” เพียรกล่าวด้วยเสียงที่เศร้าจับใจ แน่นอนว่ามันทำให้ภูมิถึงกับมึนงงว่าจะมาขอโทษเรื่องอะไรกัน“ขอโทษ.. นายขอโทษฉันเรื่องอะไรกันล่ะ” ภูมิกล่าวถาม“เรื่องของวิมลน่ะ.. ทั้งๆที่ฉันรู้ว่านายเองก็ชอบเธอ ฉันรู้ว่านายก็รักเธอมากเช่นกัน แต่ในตอนนั้นฉันคงจะเห็นแก่ตัวไป ฉันไม่นึกถึงจิตใจของนายเลย ฉันคิดว่าสักวันนายคงจะรับได้ แต่ว่าดูเหมือนว่าฉันจะคิดผิด.. นายไม่เคยให้อภัยฉันเลย และก่อนที่ฉันจะไม่มีโอกาสได้กล่าวกับนาย ฉันก็อยากจะบอกกับนายว่า ‘ฉันขอโทษ’...”เพียรกล่าวออกมาลากยาว จนในที่สุดเขาก็สำลักไอออกมาหลายครั้ง ภูมิที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้ว เขาหมดคำจะพูดเลยจริงๆ เขาไม่คิดว่าเพียรจะรู้อยู่แล้วว่าเขาชอบวิมลเช่นกัน ทั้งๆที่เขาคิดว่าการแสดงของเขาค่อนข้างเนียนแล้วแท้ๆ แต่ในตอนนี้มีเรื่องให้ตกใจมากกว่านั้น“เพียร.. นายเป็นอะไร!...” เสียงไอนั้นมันค่อนข้างทรมานเอามากๆ เพียรที่ได้ยินก็กล่าวกลับอย่างดีใจ“ในที่สุดนายก็เรียกชื่อของฉันอีกครั้ง.. ฉันดีใจนะที่นายเรียกน่ะ มันทำให้นึกถึงวันเก่าๆเท่านี้ฉันก็ตายตาหลับแล้วล่ะ.. ฉันมีเรื่องจะขอร้องนายพี่ชาย.. ถึงมันอาจจะดูเห็นแก่ตัวไปมาก แต่ฉันอยากให้นายช่วยกลับมาดูแลลูกสาวของฉันหน่อย ... ฉะ...ฉัน...ขอ...ร้อง... พี่ชาย” เพียรกล่าวออกมาได้แค่นั้น เสียงของเขาก็ถูกตัดออกไป ตามมาด้วยเสียงของพยาบาล และหมอเข้ามาพยุงชีพของเพียรเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าก็จะไม่สามารถยื้อชีวิตของเพียรเอาไว้ได้ ภูมิฟังเสียงของเจ้าน้องชายต่างพ่อต่างแม่คนนี้ในจังหวะสุดท้ายของชีวิตพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพราก เขารีบเดินทางกลับมายังประเทศไทย เพื่อจะมาหาน้องชายของเขาเป็นครั้งสุดท้าย การจากไปอย่างกะทันหัน ทั้งๆที่เขายังไม่ได้พูดเลยว่า ‘ไม่เป็นอะไรน้องชาย’ หรือกล่าวรับปากตามที่เพียรขอเอาไว้เลยสักคำ ทำไมที่ผ่านมาเขาไม่รู้เลยว่าเพียรนั้นป่วยหนักมาตลอด จนกระทั่งเขาจากไปถึงจะได้รู้ เขาได้แต่โทษตัวเองว่าเขามันเป็นพี่ชายประสาอะไร ทำไมถึงได้ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับน้องชายของเขา ภูมิมองไปยังหลานสาวที่เขาไม่เคยได้เห็นหน้ามามากกว่า 15 ปี ครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นเธอคนนี้ก็ตอนที่เธอมีอายุเพียง 2 ขวบเท่านั้น“หลานมนต์.. เข้มแข็งเอาไว้นะลูก คุณพ่อของหนูเป็นคนดี เขาก็แค่จะไปรอหนูบนสวรรค์เท่านั้นเอง หยุดร้องไห้นะหลานรัก..” ภูมิกล่าวกับลูกสาวของเจ้าน้องชายตัวแสบที่จากไป เขาสวมกอดกับหลานสาวที่พยายามอดกลั้นไม่ให้ตัวเองร้องออกมา แต่ด้วยใบหน้าของภาคภูมินั้นมีความใกล้เคียงกับคุณพ่อของเธอมาก มันก็เป็นเรื่องยากที่จะพยายามอดกลั้น“คุณปู่น้อยยยย.. ทั้งๆที่หนูพยายามจะไม่ร้องแล้วแท้ๆ คุณปู่ใจร้ายจังเลยนะคะ” มนต์กล่าว“ปู่ขอโทษๆ.. ร้องออกมาให้หมดนะเด็กดี..” ภูมิกล่าวก่อนจะมองไปยังวิมลที่พยักหน้าให้กับเขา ถึงจะไม่ได้เจอกันนาน แต่ความเป็นเพื่อนที่ทำร่วมกันมา ไม่ได้จะลบล้างหายกันไปได้ ภูมิพยักหน้าตอบกลับ พร้อมกับสาบานภายในใจของตัวเอง ‘เพียร.. ฉันจะดูแลลูกสาวของนายให้ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรนะ เจ้าน้องชาย!..’ ..กลับมาที่ปัจจุบัน..“เสียงของคุณปู่ภาคภูมินี่นา.. มีอะไรหรือเปล่าโอ๊ต” มนต์กล่าวถามออกมาอย่างร้อนใจ“เออ ไม่มีอะไรหรอกครับมนต์ จริงๆก็อยากจะรบกวนมนต์มากกว่านี้นะครับ แต่ว่าโอ๊ตจัดการเองจะดีกว่า.. ถ้าอย่างนั้นก็เท่านี้ก่อนนะครับมนต์ ฝันดีครับ” โอ๊ตไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรตามความคิดของเขาอีกแล้ว มันเป็นอะไรที่ชัดเจนแล้วว่าภาคภูมิคนนี้มีจุดอ่อนอยู่ที่หลานสาวอันเป็นที่รัก ถึงมันออกจะดิบเถื่อนไปสักหน่อยที่ตัดสายของหญิงสาว และใช้เธอมาข่มขู่กับปู่น้อยของเธอ เอาไว้มีโอกาสพบมนต์อีกครั้งเขาค่อยหาเรื่องอ้างอะไรสักอย่างกับเธอก็แล้วกัน“คุณชายได้โปรดเอาชีวิตกระผมไปแทนเถอะขอรับ..”