โจได้เข้าไปใกล้จุดที่ส่งสัญญาณครั้งสุดท้ายของคายเฟอร์ ระหว่างทางเจอพวกกอลเอลจำนวนไม่น้อยเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดทำให้เขาลำบากในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง ในบางครั้งพวกมันก็เดินเรียงหน้ากระดานปิดทางทำให้เขาต้องหลบซ่อนในห้องที่เจอระหว่างทางรอพวกมันไปแล้วจึงค่อยเคลื่อนไหวต่อ
แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งแต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะแอบเข้ามาอย่างเงียบๆได้ ถ้าหากไม่กลัวว่าจะเกิดสงครามเขาคงเดินโทงๆไม่สนใจใครไปนานแล้ว
ใช้เวลาอยู่สักพักเขาก็มาถึงหน้าประตูแต่ว่าเขาจะเข้าไปได้ยังไงในเมื่อมันมีประตูกั้นอยู่ นอกจากนี้ยังมีกอลเอลสองตนยืนเฝ้าซ้ายขวาหน้าประตู
เขามองขึ้นไปข้างบนเห็นก้อนกลมๆห้อยอยู่ มันไม่ใช่ก้อนเนื้อแต่อย่างใดมันทำหน้าที่เสมือนกล้องวงจรปิด
โจรู้แน่ชัดแล้วว่าเขาไม่สามารถเข้าไปแบบเงียบๆได้ ขณะเดียวกันเขาก็คิดไม่ออกว่าคายเฟอร์เข้าไปได้ยังไง
สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะยอมแพ้แล้วหลบออกมา เพราะภารกิจหลักคือตามหาและช่วยเหลือพวกคายเฟอร์
ผ่านไปหลายชั่วโมงแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบพวกคายเฟอร์ จนตอนนี้ใกล้จะครบกำหนดที่ต้องเปลี่ยนกลุ่ม โจตระเวนไปทั่วพร้อมกับใช้จิตสัมผัสไปด้วยแต่เขาก็ไม่พบเพื่อนของตนเลยนอกจากพวกกอลเอลที่กำลังลาดตระเวณ
นอกจากนี้เขายังกล่าวชมเชยคนที่ส่งข้อมูลเรื่องจุดอ่อนของพวกกอลเอลให้ทุกคนรู้ มันจะช่วยให้พวกเขาจัดการเรื่องต่างๆได้ง่ายขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกกอลเอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่นานนักก็ครบเวลาที่จะต้องเปลี่ยนกลุ่ม ยานลำเลียงขนาดเล็กล่องหนลงมาบนดาวอย่างเงียบๆไปยังจุดนัดหมายซึ่งอยู่ห่างจากพวกกอลเอลไปไกลมากทำให้คนที่อยู่ไกลสุดต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการไปถึง แต่มันก็ลดความเสี่ยงที่จะถูกเจอได้เยอะเช่นกัน
โจไม่ได้ตามไปดูและปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง ตอนนี้เขากำลังวิ่งไปเรื่อยๆเพื่อค้นหาคายเฟอร์ เขาอยู่ห่างจากอาคารแห่งนั้นราวๆสิบกิโลเมตร
ในใจของเขาค่อนข้างกังวลเพราะคายเฟอร์หายไปเป็นเวลาเกือบสองเดือน เขาไม่รู้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่ไหมหรือถ้ามีชีวิตอยู่จะรอดไปได้อีกนานแค่ไหน แม้ว่าเขาค่อนข้างมั่นใจว่าคายเฟอร์ยังไม่ตายเพราะปฏิกิริยาของพวกกอลเอลแต่เขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี
ผ่านไปเดือนกว่าแล้วเขาอาจจะตายเพราะความหิวก็ได้ ดาวดวงนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากหินกับความแห้งแล้ง
ในขณะนั้นเองโจก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขารีบเก็บจิตสัมผัสก่อนจะหลบหลังหินขนาดใหญ่ เขาโผล่หัวออกไปดูและเห็นฐานทัพขนาดย่อยของพวกกอลเอล ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะมีฐานย่อยกระจายไปรอบๆ
โจเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วเปลี่ยนจากหินก้อนหนึ่งไปอีกก้อนหนึ่งเพื่อค่อยๆเข้าไปใกล้โดยที่ไม่มีใครเห็น
เมื่อเข้าไปใกล้มากพอเขาก็สังเกตุอยู่ห่างๆ และเห็นว่าฐานของพวกนั้นมีขนาดแค่ไม่กี่ตารางเมตรมีทางเข้าสองฝั่งและมียามยืนเฝ้าทางละสองตน ดูเหมือนจะเป็นแค่ฐานที่คอยเฝ้าระวังเท่านั้น
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษเขาก็จากไปอีกทาง
เวลาผ่านไป ท้องฟ้าเริ่มทอประกายแสงสว่าง โจหันไปมองแสงสว่างสุดขอบฟ้ามีแสงสีส้มอ่อนกำลังสว่างไสว
“จะเช้าแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำ
หากเช้าเมื่อไรทุกอย่างจะยากขึ้น พวกเขาจะไม่สามารถใช้ความมืดอำพลางตัวเองได้และยังมีภัยธรรมชาติอย่างคลื่นความร้อนซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มปรากฏเมื่อใด
โจแตะไปที่นาฬิกาข้อมือแล้วเปิดช่องสื่อสารก่อนจะออกคำสั่งว่า “อีกหนึ่งชั่วโมงให้ทุกคนไปรวมตัวยังจุดนัดหมาย ย้ำ…อีกหนึ่งชั่วโมงให้ทุกคนไปรวมตัวยังจุดนัดหมาย!!”
ตอนแรกเขากะจะค้นหาในตอนกลางวันด้วยเช่นกันแต่ว่าเขาเปลี่ยนใจแล้วเพราะนี่เป็นเรื่องของเขาและเขาไม่ต้องการให้คนอื่นต้องมาเสี่ยง
“ไปอยู่ที่ไหน…” โจกล่าวถึงคายเฟอร์เพื่อนรักของเขา
เมื่อนึกถึงคลื่นความร้อนมันก็ยิ่งทำให้โจกังวลมากขึ้นเพราะมันเกือบสองเดือนที่คายเฟอร์หลบหนี ไม่รู้ว่าคายเฟอร์จะเอาชีวิตรอดจากคลื่นความร้อนได้ยังไง?
อย่างไรก็ตามเขายังไม่คิดที่จะยอมแพ้และเริ่มออกตามหาต่อไป
เวลาค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ แสงจากริมขอบฟ้าก็เริ่มสว่างไสวไปทั่วบริเวณ ตอนนี้พวกเขาเริ่มที่จะหลบซ่อนตัวได้ยากยิ่งขึ้นและลำบากมากในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะค้นหาที่ใดก็ยังหาเป้าหมายที่ค้นหาไม่เจอ
เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไปทุกคนได้มารวมตัวยังจุดนัดหมายก่อนจะขึ้นยานลำเลียงกลับไปยังยานบัญชาการ ส่วนโจเขาไม่ได้กลับไปด้วยและยังคงออกค้นหาในจุดที่ยังไม่เคยไปด้วยตัวคนเดียว
ในที่สุดท้องฟ้าก็สว่างและดาวเคราะห์ดวงนี้ก็อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ทำให้ช่วงเวลากลางวันร้อนระอุจนสามารถมองเห็นไอความร้อนได้เลยทีเดียว
เมื่อท้องฟ้าสว่างไสวก็เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมบนดาวดวงนี้อย่างชัดเจน มองไปทางไหนก็มีเพียงหิน ไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิตและพืช
อากาศบนดาวร้อนอย่างมากถ้าเป็นคนธรรมดาคงอยู่ได้ไม่ถึงห้านาทีและจะต้องตายเพราะรังสีความร้อนที่แผดเผา แม้แต่คนที่มีพลังก็ไม่สามารถทนอยู่ได้นานสักเท่าไร
โจยังคงเคลื่อนไหวไปทั่วด้วยความแข็งแกร่งของเขา เขาสามารถมองเห็นได้ไกลกว่าพวกกอลเอลทำให้เขาสามารถที่จะหลีกเลี่ยงพวกมันได้
บางทีสำหรับเขาแล้วตอนกลางวันในสถานการณ์เช่นนี้อาจจะดีกว่าก็ได้
……
สถานที่มือมิดแห่งหนึ่งบนดาว คายเฟอร์นั่งพิงกำแพงหินด้วยความอ่อนล้า จากที่เคยมีรูปร่างบึกบึนและแข็งแกร่งแต่ตอนนี้เขาซูบผอมและอ่อนแออย่างมาก สีหน้าของเขาดูไม่ดีนักเมื่อพิจารณาความแข็งแกร่งที่เขามี
คายเฟอร์หลบหนีอย่างยากลำบากมาตลอดสองเดือน เขาโชคดีมากที่ได้พบกับทางเข้าเล็กๆขณะหลบหนีซึ่งมันเป็นจุดบอดและตำแหน่งทางเข้ายากต่อการมองเห็นทำให้เขาหนีรอดมาได้
อย่างไรก็ตามเขาอยู่ที่นี่มาเดือนกว่าแล้วและไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ต่อให้เขาจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็คงจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้นานกว่านี้หากเขาไม่ได้กินอาหาร
“เป็นเพราะพวกเวรนั่น พวกมัน…พวกมันหลอกพวกเรา…ทุกคนตายหมด…ผมขอโทษท่านผู้นำ” คายเฟอร์พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและเหม่อลอย
เขารู้สึกว่าตัวเองใกล้มาถึงจุดจบแล้ว