“ชีวา ชีวา” ชายหนุ่มนั่งคิดอย่างเหมอลอย ปลายเท้าเขี่ยพรมรองเท้าใต้เก้าอี้ในห้องนั่งเล่น “คุณโรคจิต” ชายหนุ่มรู้สึกตัวเมื่อแม่ดีดน้ำเปล่าใส่หน้าของเขา “แม่...เรียกผมว่าอะไรนะครับ” อารยาผู้เป็แม่เดินข้ามปลายเท้าของลูกชาย วางแก้วน้ำบนโต๊ะ สายตามองที่ซองเอกสารสีน้ำตาล “เปิดซองเอกสารให้แม่ดูได้ไหม ว่าหน้าตาของใบใบประกาศนียบัตรระดับปริญญาโทเป็อย่างไร” ชีวาเอื้อมมือกอดเอวบางของแม่ไว้แน่น ซบใบหน้าบนหน้าท้องของเเม่ “แม่ครับ...แม่คืออาจารย์ระดับปริญญาเอก ดร.อารยา... ความรู้ของผมยังเทียบเท่าแม่ไม่ได้เลยครับ” ชีวาเอียงหน้ามองกรอบรูปภาพบนผนังในห้องนั่งเล่น ภาพของอารยาและพ่อของเขาในวันรับปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐ อารยามองตามสายตาของลูก เธอหันกลับมามองซองเอกสาร “ลูกรัก..แม่ไม่ได้ถูกเชิญไปงานรับปริญญาของลูก แม่ขอดูได้ไหม” อารยาหยิบซองเอกสาร มองหากรรไกรตัดกระดาษ ชีวาลุกขึ้นคว้ากรรไกรเล็ก ยื่นให้แม่ “ผมไม่ได้เชิญแม่ไปงานรับปริญญา เพราะผมรู้ว่า แม่จะไม่ยอมให้..เขาออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ และผมไม่้าแม่ลงทุนหลายแสนเพื่อการไปยืนที่หน้ามหา'ลัยเพียง 2 ชั่วโมงครับ”
“ชีวา!!” ทันทีชีวาลืมตาขึ้นมองใบหน้าของแม่ “โรคจิต” อารยาดันใบหน้าของลูกชายห่างกาย “อย่ามาเข้าใกล้แม่ จะไปไหนก็ไป” ดวงตาสีนิลกวาดมองไปรอบใบหน้ารูปไข่ของมารดาที่ความงดงามด้วยความห่วงใย เขาสำนึกผิด พลางถอนหายใจออกมาบางๆ “ผมขอโทษครับ”
อารยาไม่กล่าวอะไรต่อ วางซองเอกสารไว้บนโต๊ะตามเดิม ร่างบางของแม่เดินหายเข้าไปในห้องครัว อารยารู้สึกปวดร้าวในใจ ยืนร้องไห้ที่ริมระเบียงไม้ยื่นออกมาจากห้องครัว ภายในห้องนอน ชีวาเปิดซองเอกสารขนาดใหญ่ ปลายนิ้วมือเลื่อไปมากล่องกำมะหยี่สีน้ำเงิน เขาดึงมันออกมาจากซองเอกสาร
ชายหนุ่มถือใบประกาศนียบัตรเดินเข้าไปในห้องครัว ร่างบางสะดุ้งเฮือกเมื่อลูกชายก้มลง คุกเข่าลงต่อหน้า หยดน้ำตาไหลพรูออกมา “หยุดทำร้ายจิตใจแม่ได้ไหมลูก ตลอดเวลายี่สิบหกปีแม่รอคอยวันนี้ ตอนนี้แม่เริ่มมีความสุขเล็กๆน้อย ๆชีวา..ลูกคือสิ่งเดียวที่มีค่าสำหรับแม่ แม่ตั้งความหวัง แม่รอคอยให้ลูกกลับมากอดแม่ แม่...ไม่เคยจดจำวันที่เ็ปในวันที่พ่อของลูกทิ้งแม่กลับไปอยู่กับครอบครัวของเขา แต่แม่จดจำ..วันแรกที่ลูกกลับมาจากโรงเรียน ลูกวิ่งผ่านประตูเข้ามา ถามแม่ว่า.. แม่ครับ ชื่อของผมเเปลว่าอะไร แม่สอนผมเขียนชื่อของผมได้ไหมครับ วันนี้ลูกเขียนชื่อตัวเองได้ ลูกบอกว่า...ลูกไม่้าให้แม่เสียเวลาไปยืนดูลูกของแม่รับปริญญา ชีวา..ใครสอนลูกของแม่ให้เป็คนแบบนี้ เขา..คนนั้นใช่ไหม เขาสร้างลูกขึ้นมา ความจริงเขาก็ไม่เคยทอดทิ้งเรา เขาอาจจะถูกมองว่าเป็คนเห็นแก่ตัว เขาส่งเสียลูกเรียนจนจบ ลูกเกลียดพ่อของตัวเอง แม่ก็ไม่ตำหนิลูกแม้แต่คำเดียว” อารยาเดินเข้าไปหยิบแก้วน้ำรินน้ำดื่ม ดื่มน้ำเพื่อแก้คอแห้ง “แม่คงจะเป็ผู้หญิงที่อ่อนแอ ไร้ความสามารถที่จะปลูกฝังความรักให้ลูกเข้าใจ เพราะในใจของลูกมีแต่ความเกลียดชัง หัวรั้น อารมณ์รุนแรง สรุปแล้ว ลูกก็คือลูกของใครกันแน่ ลูกไม่ใช่ลูกรักของแม่”
“แม่... ผมขอโทษ”
“แม่ต้องยกโทษให้ลูก แม่ไม่ตัดสิทธิ์ความเป็แม่ลูกแน่นอน” อารยากล่าวเบาๆ หย่อนร่างนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ สายตาทอดมองไปที่สนามหญ้าที่รกรอการตกแต่ง “แม่ครับ ผมรู้ว่า ผมไม่ควรพูดแบบนั้น” ร่างสูงก้าวเข้ามาทรุดร่างนั่งพับเพียบ ซบใบหน้าบนหน้าหนุนตักของแม่ มือซ้ายของอารยาลูบกลุ่มผมหนาของลูกชาย “กลับไปอเมริกา ถ้าลูกเกลียดพ่อ ตอนที่ลูกไม่อยู่ เขา..มาเยี่ยมแม่ทุกอาทิตย์ พ่อของลูกทำอาหารให้แม่ทาน พาแม่ไปซื้อของ อาหารทั้งหมดในห้องครัวเขาเตรียมกับมือ เขา้าให้ลูกเข้าใจเขาบ้าง แต่ลูกของแม่ กลับมาพร้อมคำพูดที่ว่า อย่าเอ่ยถึงชื่อของเขา ผมไม่้าไปพบเขา”
“ผมขอเวลา...ผมรู้ครับ เขาดีกับเรามาก” ชีวาแทรกขึ้น
“ขอเวลาอีกกี่ปี ลูกพูดแบบนี้ทุกครั้ง เเม่ได้ยินคำพูดคำนี้ั้แ่ลูกอายุสิบเจ็ดปี ลูกจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน หรือว่ารอให้เราคนใดคนหนึ่งตายก่อน ลูกถึงจะสำนึกได้” อารยาเกรียวขึ้นเพื่อให้ชีวารู้ถึงความเ็ปของพ่อที่รอพบชีวาลูกชายคนเล็กของตระกูล ชายหนุ่มปิดเปลือกตาเหมือนครุ่นคิดอะไรสักอย่าง “แม่ครับ....แม่ ผมจะกลับอเมริกา”
“ชีวา..!!!”
“ครับแม่ ผมรู้ว่าเเม่โกรธผมทุกครั้งที่ผมไม่ยอมไปบ้านหลังนั้น แต่แม่ไม่เคยถามผมว่า ทำไมผมไม่ไปที่นั่น”
“เพราะอะไร...บอกแม่ได้ไหม ชีวา..ลูกปิดบังแม่มาตลอด หรือไม่ก็โกหกว่าพี่มาร์คไล่ แต่แม่รู้จักนิสัยพี่มาร์คดี อย่าโกหกแม่”
“ผมคือ ลูกเมียน้อยครับ”