“อะไรนะ คุณปล่อยเธอไปโดยจ่ายเงินสิบล้านเพื่อซื้อหุ้นงั้นเหรอ?” เจแปนเรียกทั้งคู่มาคุยส่วนตัว และจากคำอธิธายก็ทำให้เขาค่อนข้างมีน้ำโห
“ใช่ครับ ทำไมเหรอครับ” ชานนท์เกาศีรษะ ดวงตาคู่นั้นแสดงถึงความขลาดเขลา
“ฉันไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาเลย ยังไงซะยายปลายฝนก็ผิดนัดอยู่บ่อยๆ แถมยังทำให้คุณไม่พอใจ ไม่ไล่ออกโดยไม่ให้เงินสักบาทก็ดีถมไปแล้ว” เก๋ไก๋นั่งไขว้ห้าง ดูใจเย็นไม่ทุกข์ร้อน
เจแปนกุมศีรษะตัวเอง “นี่พวกคุณมั่นใจจังนะว่าจะเอาร้านอยู่”
“มั่นใจสิครับ ตอนนี้ร้าน'เรือนหงส์หยก'มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นคนในท้องถิ่น คนต่างชาติหรือต่างจังหวัดต่างก็ชอบรสชาติอร่อยของร้านเรา ทำไมถึงต้องกังวลด้วย” ชานนท์กล่าว
“นั่นสิคะ ตอนนี้ร้านเราดังแล้ว ต่อให้พวกเราไม่มียายปลายฝนก็อยู่ได้ คนอะไรไม่ลงทุนเลยสักบาท แต่อยากกินน้ำแกงในถ้วย ที่ให้ไปสิบล้านก็ถือว่าเมตตาแล้ว” เก๋ไก๋เหยียดริมฝีปาก “คุณเจแปน ถึงเราไม่มียายปลายฝนแต่ก็มีเชฟดังๆ อีกมาก อย่างเชฟต้นที่คุณเพิ่งทานอาหารไป เป็นไงอร่อยใช่หรือเปล่าคะ”
“เหอะ อร่อยกับผีน่ะสิ” ซีหัวเราะแห้ง
“เอ๋...ไม่มั้งคะ เขาทำอาหารอร่อยนะ ทำไมถึงบอกว่าไม่อร่อย” เก๋ไก๋ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“นี่กำลังจะบอกว่าพวกเราพูดโกหกงั้นเหรอ หรือว่าเธออย่างมีสภาพแบบหมอนั่น!” เตเต้เป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง
เชฟต้นถูกลากเข้ามา สภาพร่างกายเปรอะเปื้อนน้ำแกงและข้าว แถมยังมีรอยฟกช้ำดำเขียว น่าจะถูกซ้อมมาไม่น้อย
เก๋ไก๋เอามือปิดปากสนิท หล่อนไม่กล้าพูดให้มากความ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนตรงหน้า
“ฝีมือของเขาแย่มาก เรื่องนี้ผมการันตีได้ รสชาติสุนัขไม่รับประทานแต่ยังกล้าเอามาเป็นเชฟ มีหวังหลังจากนี้เรือนหงส์หยกคงได้เจ๊งไม่เป็นท่า” เจแปนดูไม่แยแสต่อเรือนหงส์หยก สำหรับเขาสองคนตรงหน้าก็แค่คนโง่
“พูดเกินไปไหมครับ เหมือนคุณเจแปนกำลังจะบอกว่า ทั้งร้านเราไม่มีใครเทียบปลายฝนได้” ชานนท์ดันแว่นบนสันจมูก น้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
“เฮ้ยนนท์ หรือว่านายอยากมีปัญหา” เตเต้ลุกขึ้นยืน ถูไม้ถูมือไปมา
ชานนท์สบตากับเขา ตามด้วยกล่าว “นี่คือร้านของผม จริงอยู่ที่พวกคุณเป็นเจ้าของที่ แต่ว่าจะมาใช้กำลังแบบนี้ไม่ได้...”
พูดไม่ทันขาดคำชานนท์ถูกตบลงไปกลิ้งกับพื้นโดยฝีมือของเตเต้
“ไอ้นี่มันวอน มันไม่รู้หรอว่าพวกเราเป็นใคร” ซีลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ ใช้เท้าเขี่ยอีกฝ่ายราวขยะกองหนึ่ง
เก๋ไก๋นั่งตัวสั่นระริก ไม่กล้าเหลือบมองเพื่อนสนิท
“พวกคุณมันก็แค่คนโง่ ปล่อยให้เชฟมิชลินไปเพียงเพราะเห็นว่าไม่ได้ลงทุนในร้าน แต่ในความจริงน่ะปลายฝนลงทุนมากกว่าพวกคุณอีกนะรู้ไหม” เจแปนคำราม “ด้วยชื่อเสียงของเธอ ด้วยฐานะเชฟมิชลิน นี่แหละคือการลงทุนของหล่อน เป็นการการันตีว่าลูกค้าจะเข้าร้านเพราะพวกเขามั่นใจในฝีมือ ต่อให้ตอนนี้'เรือนหงส์หยก'มีชื่อเสียงแล้วยังไง สุดท้ายไม่มีเชฟฝีมือดี ก็แค่ชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น”
เจแปนเว้นไปช่วงหนึ่ง ค่อยเสริมว่า
“แล้วตอนนี้ปลายฝนอยู่ที่ไหน ยังอยู่ในพัทยาหรือเปล่า”
“เอ่อ...ไม่ทราบค่ะ” เก๋ไก๋เม้มปาก ความจริงหล่อนรู้ว่าตอนนี้ปลายฝนกำลังเปิดร้านเล็กๆ ในพัทยา แต่เพราะคุณเจแปนชอบหล่อน ดังนั้นจึงไม่ควรให้พวกเขาได้พบกัน
ต้องกีดกันให้เธอพบกับความยากลำบาก!
“งั้นช่างมันเถอะ” เจแปนกล่าวไม่แยแส “ค่าเช่าเดือนหน้าจะเพิ่มขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์”
“อะไรนะคะ ขึ้นค่าเช่าเดือนหน้า...เดี๋ยวสิคะคุณเจแปน ตามที่ระบุในสัญญามันไม่ใช่แบบนี้นะคะ แบบนี้มันแพงเกินไป ขูดเลือดขูดเนื้อกันมากไปแล้ว!” ในฐานะผู้บริหาร เก๋ไก๋ทราบว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ กำลังถีบตัวขึ้นสูง และถ้าหากค่าเช่าร้านยังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แบบนั้นคงไม่ต่างจากทำงานเสียแรงเปล่า
“นั่นมันเรื่องของเธอ” เจแปนเดินออกไปจากร้าน โดยทิ้งให้พวกเขาสองคนต้องหวาดกลัวและไม่สามารถทำอะไรได้
ในฐานะลูกหลานคนรวย ผู้สืบทอดกิจการบ้านมนตรี เจแปนมีสิทธิ์สั่งการทุกอย่าง
โดยเฉพาะตอนนี้พ่อของเขานอนอยู่ในโรงพยาบาล อำนาจจึงตกมาเป็นของผู้สืบทอดเพียงคนเดียว
ต่อให้เก๋ไก๋และชานนท์อยากต่อต้าน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ทำได้เพียงอย่างเดียวนั่นคือกลืนความโกรธลงไปซะ!
...
“อีปลายฝน ได้เงินสิบล้านไปเปิดร้านใหม่! ดีล่ะงั้นกูจะทำให้ร้านมึงเจ๊งสมใจ!” เก๋ไก๋เลือกที่จะระบายความโกรธกับคนไร้ประโยชน์
ชานนท์ดันกรอบแว่นตา “นั่นสินะ เป็นเพราะมันออกไปคนเดียวเราเลยต้องเป็นแบบนี้ ในฐานะเพื่อนยายนี่เป็นคนไร้บุญคุณคน”
“หึ มันจะหัวเราะได้แค่ตอนนี้เท่านั้น ถ้าหากร้านถูกก่อกวน หาซื้อวัตถุดิบไม่ได้เพราะไม่มีใครขายให้มัน มันจะเปิดร้านได้ยังไง ฉันล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าตอนนั้นอีปลายฝนจะทำหน้ายังไง” เก๋ไก๋แสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน ไม่สินี่คือสิ่งที่หล่อนอยากทำมานานแล้วต่างหาก โดยเฉพาะยายปลายฝน ผู้หญิงคนนี้ไม่ควรโดดเด่นกว่าเธอ ต้องอยู่ใต้เท้าไปจนตาย!
..........
เจมส์เริ่มปรับเปลี่ยนร้านแฮมเบอร์เกอร์ทีละนิดทีละนิด
ในตอนแรกแค่ลองเพิ่มเมนูสเต็กเข้าไปสามอย่าง แต่ผลตอบรับกลับเกินคาด ลูกค้าชอบอกชอบใจใหญ่ โดยเฉพาะสายเนื้อเริ่มเรียกร้องกินเนื้อแพงขึ้น
ชายหนุ่มไม่ขัดศรัทธา แถมยังกล่าวอีกว่าไม่นานจะเปิดร้านสเต็กโดยเฉพาะ เท่านั้นแหละลูกค้าถึงกับเฮ ถูกอกถูกใจต้องสั่งแฮมเบอร์เกอร์เยอะๆ เพื่ออุดหนุนเจ้าของร้านใจดี ที่คอยรับฟังความคิดเห็นลูกค้า
ระหว่างนั้นใช่ว่าเจมส์จะพักเรื่องอื่น โดยเฉพาะไวน์ที่จะส่งออกตลาดโลกในอนาคต ต้องมีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ
“คุณเจมส์ ลองชิมไวน์นี่ดูสิคะ เพิ่งบ่มเสร็จมาหมาดๆ เลยนะคะ” ไอด้าอยู่ในชุดเสื้อกราวสีขาว ในมือถือหลอดแก้วสีใสด้านในบรรจุไวน์สีแดง
“เอาสิ” ชายหนุ่มพยักหน้า ปล่อยให้เธอรินไวน์ใส่แก้วหรูหรา
หลังจากจิบไปได้ครู่หนึ่งสีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความสุขล้น
“คุณเจมส์คิดว่าเป็นยังไงบ้างคะ” ไอด้านั่งลงข้างๆ แล้วรินส่วนของตัวเอง
“ใช่ได้ แต่รสชาติยังไม่นุ่มเท่าที่ควร”
“ฉันเองก็คิดว่าแบบนั้น แต่ก็เข้าใจแหละ ไวน์ต้องใช้เวลาเพื่อให้รสชาตินุ่มละมุน ต่างจากอาหารตามสั่งที่แค่สั่งก็กินได้เลย” ไอด้าไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก สำหรับหล่อนมันเป็นเรื่องปกติที่ต้องใช้เวลา กว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต้องบ่มเพาะมากกว่า 1 ปี
“แน่นอนว่าที่อื่นต้องใช้เวลา แต่สำหรับผมมันเรื่องง่าย” เจมส์หันไปขยิบตาให้สาวเจ้า
“เอ๋...คุณเจมส์มีวิธีไหนเหรอคะ ชักอยากรู้แล้วสิ” ไอด้าขมวดคิ้ว ริมฝีปากเผยอยิ้มเห็นฟันสีขาว
“พรุ่งนี้คุณจะได้ชิมไวน์ที่บ่มมากกว่าห้าสิบปี”
“ได้สิคะ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะเตรียมเนื้อไว้กินกับไวน์ หวังว่าคุณจะไม่ทำให้ผิดหวังนะคะ”
“แน่นอน”
พวกเขาคุยกันได้ครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายไปทำงาน
เจมส์เข้ามาในห้องบ่มไวน์เพียงลำพัง
ภายในโรงบ่มมีช่องตรงกลางพอให้เดินดูวันเดือนปีผลิต ถังไม้แต่ละถังมีขนาดใหญ่ มันถูกวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ แต่มีระเบียบ
เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าถังไม้สีน้ำตาล จากนั้นเริ่มหมุนเข็มนาฬิกา ตั้งเวลาบ่มไวน์ห้าสิบปี หลังจากนั้นจึงเดินออกมา
อาจจะมองว่าเป็นแค่ขั้นตอนง่ายๆ แต่เปล่าเลย ไวน์ที่อยู่ในถังบ่มผ่านการศึกษามาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งแต่ละชนิดยังอยู่ในขั้นตอนทดลอง แต่รสชาติก็ไม่ต่างจากที่ขายในท้องตลาด
ความจริงเขาสามารถขายไวน์ได้เสียเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าหากคุณต้องการสร้างความว้าว ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับไวน์ชนิดอื่น แค่นี้มันยังไม่พอหรอก ดังนั้นทุกขั้นตอนจึงอยู่ในช่วงทดลอง
......
วันถัดมาช่วงเย็น
ไอด้าเข้าครัวทำอาหารที่บ้านของเจมส์ในไร่ โดยมีลูกมือเป็นอั้ม
“นี่นึกยังไงถึงอยากทำอาหาร ปกติแค่บะหมี่ยังขี้เกียจเลย แล้วนี่ยังมาทำสเต็กจะกินได้หรือเปล่าเนี่ย” อั้มถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คุณเจมส์บอกว่าจะเอาไวน์อายุ 50 ปีมาให้กินน่ะ ฉันเลยเสนอที่จะทำสเต็กเนื้อ ดื่มด่ำไปกับรสไวน์และบรรยากาศใต้แสงเทียน” ไอด้ากล่าวในขณะที่กำลังเริ่มหมักเนื้อ
“เหอะๆ ไวน์ของคุณเจมส์อร่อยแต่ต้องมาหมองเพราะเนื้อของแก”
“ชิ! ถ้าไม่ช่วยก็ออกไป มันเกะกะ”
“คิคิ โทษทีนะ แต่ว่าที่ฉันพูดมาก็เป็นความจริง อีกอย่างนี่คือครั้งแรกที่แกทำสเต็ก เปิดคลิปไปทำไปแบบนี้ แกคิดว่าจะกินได้เหรอ”
“....” ไอด้าพูดไม่ออก
ที่ยายอั้มพูดมานั้นคือเรื่องจริง ตอนนี้หล่อนกำลังดูคลิปหมักเนื้อทำสเต็กในยูทูปและทำตามพร้อมๆ กัน หน้าตาเนื้อเวลานี้จึงดูค่อนข้างประหลาด แต่ก็ไม่แย่เสียทีเดียว
“แล้วจะกินไหม” ไอด้าถาม
“กินสิ ถ้ากินได้อะนะ” อั้มหัวเราะคิกคัก “มาๆ เดี๋ยวฉันช่วยเอง แกไปทำตรงนู้นเถอะ”
......
เจมส์เดินเข้ามาในบ้านตอนหกโมงเย็น เป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน
เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบกับกลิ่นเหม็นคลุ้งเหมือนอะไรไหม้ โดยไม่ต้องถามเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นเนื้อในจาน