นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 134 เทศกาลกะเทาะแร่

        ตอนที่ 134 เทศกาลกะเทาะแร่

         

         

        ซอเด็ต เอเทล นิทานพึมพำ จดจำชื่อนี้ไว้ในใจ เธออาจเป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขาสำหรับการชิงน้ำค้างกลั่นจันทรา หรือไม่ก็เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด

         

        “เจ้าไม่จำเป็นต้องเครียดไป เรื่องในอนาคตมิใช่สิ่งที่ใครจะคาดเดาได้ แม้เจ้าอาจจะไม่ได้ชัยแต่ศักยภาพของเจ้าสมควรเรียกสายตาจากผู้แข็งแกร่งได้” ดยุคเรนนัสกล่าวต่อ

         

        นิทานเพียงยิ้มรับ แม้ดยุคเรนนัสจะมีเล่ห์เหลี่ยมต่างจากเผ่ารูเบียสส่วนมากหากเขาก็ยังคงมีความโผงผางพูดตรงแบบของเผ่ารูเบียส นิทานรู้สึกเหมือนเขาโดนพูดใส่หน้าว่าตนไม่มีทางชนะได้ และความคิดนั้นจุดทิฐิเล็ก ๆ ในใจของเขา ทิฐิของอัจฉริยะที่มิอาจแสดงออกมามากนักเพราะชะตาชีวิตของเด็กกำพร้า ชีวิตที่ต้องอยู่คนเดียว และพิธีสลักคำที่ทำไปแล้ว

         

        แม้กระนั้นทิฐิในใจนั้นยามนี้เริ่มถูกปลุกกลับมาอีกครั้งอย่างช้า ๆ จากการผจญภัยมากมายที่เขาประสบในช่วงหลัง การได้พบเจอเพื่อนใหม่ การต่อสู้เสี่ยงชีวิต บรรยากาศใหม่ ๆ ทั้งหมดราวกับกำลังบอกเขาว่าตัวเขาในอดีตไม่เคยหายไปไหน

         

        “งั้นพรุ่งนี้ท่านคมเขี้ยวแห่งผืนดินจะทำการแสดงความสามารถในงานเทศกาลใช่มั้ยครับ” โอไรออนกลับมาสู่เรื่องงานเทศกาล เขาดูจะสนใจเรื่องงานนี้มากกว่าเรื่องอัจฉริยะของเผ่าซือบาสเป็นไหน ๆ

         

        “ใช่ เป็นจุดดึงดูดความสนใจหลักเลยล่ะ คนมากมายต่างมารอดูแร่รูบีออนหลักและคมเขี้ยวแห่งผืนดินในงานกันทั้งนั้น” มีครูสตอบด้วยรอยยิ้ม

         

        “แต่พี่นิทานต้องรีบกลับนครรัตนะไปรายงานกับองค์หญิงนี่นา ไม่เป็นไร ไว้สักวันฉันจะมาชมงานนี้เองให้ได้เลย” โอไรออนสีหน้าเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อหันไปมองนิทานหากก็สลัดสีหน้านั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว

         

        นิทานพลันรู้สึกเอ็นดูกับเด็กชายที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่คนนี้จึงหัวเราะน้อย ๆ ก่อนชิงพูดขึ้น

         

        “ไม่ได้รีบขนาดนั้นหรอก ยังมีหลายอย่างที่ฉันอยากเห็นในเมืองนะ เราแวะอยู่อีกหน่อยก็ได้” นิทานยิ้ม

         

        โอไรออนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง กล่าวขอบคุณนิทานยกใหญ่แล้วจึงหันไปพูดคุยอย่างมีความสุขกับมีครูส

         

        มื้ออาหารผ่านไปเช่นนั้น ดยุคเรนนัสมิได้ชวนคุยอะไรอีกมากนัก เพียงเป็นเจ้าภาพที่มีมารยาทก่อนจะขอตัวแยกจากไป

         

        มีครูสจัดแจงให้พวกเขาพักผ่อนในห้องอย่างสบายที่คฤหาสน์แต่นิทานก็นอนไม่หลับอีกครั้ง อาจเป็นเพราะต่างถิ่นหรือเพราะเรื่องของซอเด็ต เอเทลที่เขาได้ยินมา จะอย่างไรก็แล้วแต่ผลลัพธ์คือนิทานไม่อาจข่มตาลงได้ จึงกลายเป็นหน้าที่ของคีตาอีกครั้งที่มานอนซุกกล่อมเขาหลับ มันยินดีทำเช่นนี้ไปตลอดชีวิต

         

        คืนแรกในบาราทรัมจึงผ่านพ้นไปเช่นนั้น

         

        วันต่อมา มีครูสนำโรนัลและเอวานมาชักชวนนิทานไปชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในบาราทรัม โอไรออนก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เขาดูจะกระตือรือร้นกับการได้ท่องเที่ยวในสถานที่ที่ไม่เคยมากับเพื่อนของตน

         

        นิทานปฏิเสธคำเชิญอย่างสุภาพ เขาอยากเดินเล่นในเมืองกับคีตาเองมากกว่า พวกเขาจึงนัดหมายเจอกันที่จัตุรัสกลางเมืองยามค่ำเพื่อเข้าชมเทศกาลกะเทาะแร่

         

        เมื่อพวกเขาแยกย้ายกัน นิทานจึงได้เห็นบรรยากาศของบาราทรัมอย่างชัดเจน เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยปล่องไฟที่ปล่อยเขม่าออกมา หากกลับไม่สร้างมลภาวะหรือหมอกควันแม้แต่น้อย ทั้งมวลถูกแร่รูบีออนดูดซับไปสิ้น

         

        เมืองยามนี้ได้รับการตกแต่งมากมาย หินแร่เริ่มถูกนำมาประดับตามเมือง ชาวเผ่ารูเบียสหลายคนต่างง่วนอยู่กับการนำหินแร่ต่าง ๆ มาประดับประดาบ้านของตน

         

        ด้วยความที่บาราทรัมนั้นสว่างไสวด้วยหินแร่เรืองแสงอยู่แล้ว ส่วนฟากฟ้านั้นมืดเพราะนครลอยฟ้า แสงจากแร่เหล่านั้นจึงสะท้อนกับแร่ที่นำมาตกแต่งเพิ่ม ให้บรรยากาศคึกคักสมเป็นเทศกาลอย่างแท้จริง

         

        เทียบกับเมื่อวานแล้วแผงลอยขายอาหารผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในป่าชื้น ที่พักและกระเช้าโดยสารต่างแน่นขนัดขึ้นกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ถนัดตา

         

        ประชากรส่วนมากแม้ยังเป็นเผ่ารูเบียสเช่นเดิมหากก็สามารถเห็นเผ่าพันธุ์อื่นที่มีจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะมนุษย์และเผ่าครึ่งสัตว์ พวกเขาเหล่านั้นล้วนแวะชมแผงลอยต่าง ๆ พร้อมทั้งชมหินแร่ที่ถูกประดับประดาอย่างสวยงาม หลายคนซื้อหินแร่แกะสลักจากร้านค้าแผงลอยที่นำมาอวดโฉมเรียกลูกค้า หินแร่แกะสลักพวกนี้สมควรเป็นของขึ้นชื่อของนครใต้ดินแห่งนี้

         

        นิทานเดินทอดน่องผ่านเมืองที่แสนคึกคัก เขาไม่ได้เกลียดบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทศกาลเช่นนี้เสียทีเดียว เขาเพียงไม่ชอบคนที่จำนวนเยอะเกินไปหรือมาวุ่นวายกับเขา

         

        ด้วยขนาดของนครบาราทรัมและโครงสร้างแบบแนวดิ่งทำให้คนจำนวนมากเช่นนี้ไม่เกิดการเบียดเสียดแม้แต่น้อย เป็นอะไรที่น่าขันเพราะพื้นที่ราบในบาราทรัมนั้นน้อยกว่าหลุมและสะพานแขวนเสียอีกหากการสัญจรกลับออกแบบมาได้ดียิ่ง

         

        เขาสำรวจเมืองส่วนต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลินไปกับคีตา เขาเห็นสาขาของสมาคมนักผจญภัย สาขานี้มีขนาดใหญ่กว่าสาขาที่เมืองท่าข้างสมุทรอย่างเทียบไม่ติด เทียบเคียงได้กับสาขาที่นครรัตนะ ซึ่งก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว เมืองท่าข้างสมุทรเป็นเพียงเมืองท่าที่ค่อนข้างใหญ่หน่อยเท่านั้น แต่นครบาราทรัมคือเมืองหลวงแห่งเผ่ารูเบียส

         

        นักผจญภัยที่เข้าออกที่แห่งนี้แม้ส่วนมากนิทานจะไม่รู้จักแต่ระดับพลังก็พอทำให้เขารับรู้ได้ว่ามีอริยะอยู่บ้าง คนละระดับกับเมืองท่าข้างสมุทรโดยสิ้นเชิง

         

        ที่ฝั่งทิศใต้ของเมือง นิทานพบกลุ่มอาคารที่สร้างขึ้นจากไม้ทั้งหลัง ดูแตกต่างและโดดเด่นจากสถาปัตยกรรมอื่นเป็นอย่างมาก รอบด้านสลักไปด้วยอักษรโบราณมากมาย มีเหล่าคนหนุ่มสาวที่สวมชุดคลุมและแบกหนังสือกองโตเดินเข้าออกกันอย่างคึกคัก ส่วนมากล้วนเป็นเผ่ารูเบียสเช่นเคย แต่ก็พอเห็นเผ่าอื่นอยู่บ้าง

         

        พวกเขาเหล่านั้นล้วนมีท่าทีของผู้คงแก่เรียนและกลัดตรารูปกองหนังสือที่ซ้อนกันเช่นเดียวกันกับตึกหลักและทางเข้าของกลุ่มตึกนี้

         

        หอสมุด โรงเรียนเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในมหาทวีป มีสาขามากมายหลายแห่งในเมืองใหญ่ ๆ ทั้งหมด หนึ่งในขุมอำนาจอิสระที่แข็งแกร่งที่สุด

         

        ในนครรัตนะนิทานก็เคยพบเห็นหอสมุดสาขานครรัตนะแล้ว ช่วงเวลานั้นเขาไม่ได้มีโอกาสเข้าชมอะไร จะอย่างไรหอสมุดก็เป็นโรงเรียนเอกชนที่จำกัดการเข้าถึงและเป็นหนึ่งในขุมกำลังใหญ่ของมหาทวีปที่ไม่ด้อยไปกว่ากลุ่มการค้าเชียนเป่าหรืออาณาจักรไฟกัลป์ เพราะความอิสระนี้ พวกเขาจึงสามารถเปิดสาขาได้ในทุกที่ 

         

        ในตอนนั้นเขาเพียงรู้จักคร่าว ๆ จาก เคียงเมฆ ตัวแทนระดับเอกของหอสมุดที่เขาพบในงานเลี้ยงฉลองขึ้นเป็นอริยะขององค์ชายจันทรกานต์เท่านั้น

         

        หอสมุดย่อมเป็นแหล่งรวมลูกหลานผู้มีชาติตระกูลและพรสวรรค์ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือโลกของเด็กกำพร้าเช่นนิทาน

         

        อีกฝั่งหนึ่งของเมือง นิทานสามารถเห็นวิหารใหญ่ที่สลักอย่างสวยงามด้วยสีขาว ตัดกับโทนสีดำแดงของนครบาราทรัมอย่างชัดเจน วิหารนี้มีรูปปั้นรูปปากกาที่ขีดเขียนบนฟากฟ้าสลักไว้ ฐานของรูปปั้นและเหนือวิหารคือตรารูปปากกาจุ่มหยดหมึก

         

        รูปปั้นปากกานี้ชี้ตั้งขึ้นราวกับนภาทั้งหมดคือกระดาษ ทางด้านข้างคือขวดหมึกอันใหญ่โตที่ได้รับการตกแต่งราวกับผืนสมุทร นี่คือวิหารของศาสนาปฐมมันตราสาขานครบาราทรัม ศาสนาปฐมมันตราคือศาสนาหลักของมหาทวีปมาช้านาน พวกเขาย่อมมีสาขาอยู่ในทุกที่ มากมายยิ่งกว่าหอสมุดเสียอีก แม้แต่เมืองศิลาลัยบ้านเกิดของนิทานก็ยังมี จะอย่างไรศาสนาก็คือสิ่งค้ำยันจิตใจของสิ่งมีชีวิตมาช้านาน

         

        กลุ่มคนในชุดนักบวชต่างยืนสงบเสงี่ยมแฝงรอยยิ้มอยู่หน้าวิหาร คอยต้อนรับคนมากมายที่มาสักการะ วันนี้ดูจะเยอะเป็นพิเศษเพราะงานเทศกาล

         

        ศาสนาปฐมมันตราไม่ได้มีข้อจำกัดด้านเผ่าพันธุ์หรือเพศใด ๆ จึงมีผู้นับถืออยู่ทั่วทั้งมหาทวีป นิทานเองก็นับเป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่เขาไม่ได้เคร่งมากนัก เพียงมีโอกาสก็แวะไปวิหารบ้างเท่านั้น

         

        เขาสามารถได้ยินเสียงบทสวดที่เขาได้ยินดั่งนาฬิกาปลุกแทบจะตลอดชีวิตของเขาดังแว่วออกมา

         

        “แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้า!”

         

        “แด่อักษรในหยดหมึกที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทร!”

         

        เมื่อได้ยินแล้วนิทานก็อดอมยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ ตั้งแต่เขาย้ายเข้านครรัตนะมาหลายเดือนเขาก็แทบไม่ได้ยินคำสวดภาวนานี้ดั่งนาฬิกาปลุกอีกเลย สาขาของวิหารปฐมมันตราที่นครรัตนะนั้นค่อนข้างไกลจากหน่วยพิทักษ์เมืองที่เขาพักอาศัย

         

        เขายังคงเดินทอดน่องต่อไปอย่างสบายอารมณ์ ซึมซับบรรยากาศของนครบาราทรัมอันยิ่งใหญ่และความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมอันหลากหลาย

         

        มีครั้งหนึ่งที่เขาได้เห็นหญิงสาวเผ่ารูเบียสคนหนึ่งพลัดตกจากเชือกที่เธอตั้งใจจะใช้เขี้ยวเกี่ยวเอาไว้ ด้านล่างของเธอคือความมืดมิดอันไพศาลที่ไม่อาจเห็นก้นได้ นิทานยังไม่ทันจะตกใจพร้อมกับเสียงกรีดร้องของคนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ ตัวของเธอที่ตกลงไปก็ลอยขึ้นมาช้า ๆ เสียอย่างนั้น ใบหน้าของเธอไม่ปรากฏอาการตกใจใด ๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน

         

        นิทานจึงนึกถึงที่โรนัลเคยกล่าวเอาไว้ว่ามีปรากฏการณ์บางอย่างที่ทำให้ไม่มีใครสามารถตกลงไป และนี่สมควรเป็นปรากฏการณ์ที่ว่า

         

        หากนิทานไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เขาคงคิดไปว่านั่นเป็นคำแห่งพลังของผู้หญิงคนนั้นแล้ว และความน่าตื่นเต้นนี้ก็ทำให้นิทานรู้สึกพอใจกับการสำรวจวัฒนธรรมใหม่ ๆ ในต่างแดน

         

        แน่นอนว่าคีตาย่อมไม่พลาดเรื่องการหาของกิน แผงลอยต่าง ๆ มากมายที่ขายอาหารนานาชนิดถูกนิทานและคีตาแวะชมจนเกือบหมด อาหารหลักของที่นี่เป็นแมลง หากก็ไม่ใช่แมลงหน้าตาน่ากลัวที่ไม่ชวนรับประทาน ส่วนมากจะเป็นหนอนตัวใหญ่อวบอ้วนที่ได้รับการตัดแต่งมาอย่างสวยงามแล้ว เป็นเหมือนก้อนเนื้อขนาดยักษ์สีขาวสวยน่ารับประทานเท่านั้น

         

        ยิ่งหลาย ๆ เมนูได้รับการปรุงจนสีเหลืองทองหรือราดด้วยเครื่องปรุงและน้ำราดที่ดึงรสชาติและกลิ่นหอม นอกนั้นผักมักจะเป็นสีเทาหม่นหรือดำ แม้หน้าตาจะแปลกแต่ผักก็คือผัก ส่วนผลไม้ค่อนข้างหาได้ยากกว่า

         

        คีตาสวาปามทุกอย่างจนพุงกาง หากมันก็ดูจะไม่เหนื่อยหรือจุกเลยแม้แต่น้อย เพียงเที่ยวอย่างสบายใจเคียงคู่นิทานไปตลอดทาง มาตรวัดความสุขก็ส่ายไปมาตลอดทาง เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากหลายคนที่ผ่านไปมา 

         

        นครบาราทรัมด้วยภูมิประเทศหลุมเช่นนี้ สัตว์อสูรคู่หูของนักสลักหลายคนที่นิทานเห็นจึงเป็นประเภทมีปีกเสียส่วนใหญ่ โดยมากที่สุดจะเป็นค้างคาวตัวใหญ่สีซีด สัตว์เดินดินมักจะเป็นตัวตุ่นเสียมากกว่า ถือเป็นภาพที่แปลกตาต่างจากนครรัตนะที่นิยมสัตว์อสูรสี่ขาเช่นเสือหรือหมี

         

        พวกเขาเดินเที่ยวอยู่เช่นนั้นตลอดทั้งวัน ได้เห็นอะไรแปลกตามากมายและตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ ๆ เป็นความรู้สึกผ่อนคลายที่พวกเขาไม่ได้มีมานานแล้ว ยามอยู่เมืองท่าข้างสมุทรก็ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา ตัวเขาในยามนี้พกพาเครื่องป้องกันมากมายและอยู่ในเมืองบาราทรัมที่อิทธิพลขององค์ชายไม่มากนักจึงพอจะปล่อยตัวได้บ้าง แม้จะยังคงตรวจสอบรอบตัวอยู่เรื่อย ๆ ด้วยพลังอาณาเขตก็ตาม

         

        การมาบาราทรัมครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการพักร้อนโดยแท้จริง และเพียงครึ่งวันนี้ก็ทำให้พวกเขารู้สึกสดใสขึ้นมาก เผลอเพียงพริบตาเวลาก็ล่วงเลย แสงอาทิตย์ที่ขอบเมืองเริ่มเป็นสีส้มอ่อนจางลงแล้ว สีส้มของอัสดงทำให้นิทานอมยิ้มน้อย ๆ ยามค่ำกำลังจะมาเยือน เมื่อเห็นว่าได้เวลานัด พวกเขาจึงมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสกลาง

         

        เพียงแค่มองไปยังจัตุรัสกลางนิทานก็อดเหงื่อตกไม่ได้ ปริมาณคนที่นั่นนับว่ามหาศาลจนน่ากลัว ด้วยความใหญ่โตของจัตุรัสจะให้บอกว่ามีนับล้านคนก็ไม่เกินเลย ราวกับทั้งนครและนักเดินทางต่างมารวมตัวกันในที่นี้

         

        คนโคตรเยอะ จะหากันเจอมั้ยเนี่ย นิทานบ่น

         

        เมื่อมาถึงจัตุรัสกลาง นิทานจึงได้เห็นว่ากลางจัตุรัสนั้นมีแท่นขนาดยักษ์แห่งหนึ่งที่ดูเก่าแก่หากกลับทรงพลัง แท่นนี้ทอดตัวไกลยาวหลายร้อยเมตร เชื่อมระหว่างจัตุรัสและแร่รูบีออนหลักก้อนมหึมาใจกลางเมืองที่กลางหลุมยักษ์ไร้ก้น รอบด้านมีการสลักอักษรและหินแร่มหาศาล ดูมีมนต์ขลังและทรงพลัง

         

        คนจำนวนมากต่างออกันอยู่รอบแท่น โดยบริเวณใกล้ที่สุดถูกเว้นเอาไว้เป็นเขตแดนที่มีคนอยู่น้อยนิด คนทั้งมวลต่างมีสีหน้าตื่นเต้นสนุกสนาน กลางแท่นกำลังมีงานใหญ่ที่ถ้านิทานจำไม่ผิด มีครูสบอกว่าคืองานประกวดหินแร่หรืองานแข่งสลักสักอย่าง

         

        นิทานใช้เวลาเพียงไม่นานก็หาเด็กชายเผ่าซือบาสผู้โดดเด่นและเด็กชายเผ่ารูเบียสเจอด้วยพลังอาณาเขตของคีตา เด็กชายเผ่าซือบาสนั้นค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว โอไรออนและมีครูสนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของโรนัลและเอวาน พวกเขากำลังจับตาดูงานประกวดอย่างใจจดใจจ่อ

         

        เมื่อนิทานไปรวมตัว พวกเขาก็ส่งเสียเฮเมื่องานประกวดนั้นประกาศผู้ชนะเป็นหญิงชราเผ่ารูเบียสคนหนึ่ง บนมือของเธอคือหินแร่สีขาวนวลสวยงามที่ถูกสลักเป็นรูปตุ่นดินทะลวงปฐพี แม้หินแร่นั้นจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็สามารถเห็นได้ชัดแจ้งถึงความประณีตในการแกะสลักนั้น

         

        “พี่นิทานครับ เห็นที่เธอสลักออกมามั้ยครับ สวยมากเลย!” เมื่อโอไรออนพบนิทาน เขาก็ดึงแขนเสื้อของนิทานอย่างตื่นเต้น พลางชี้ไปที่หินแร่รูปตุ่นดินทะลวงปฐพีนั้น

         

        นิทานพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม โอไรออนในยามนี้เผยรอยยิ้มกว้าง ดูตื่นเต้นและสนุกสนาน ดูต่างกับโอไรออนยามที่ตัดสินใจเดินทางไปนครรัตนะ ตอนนั้นแม้จะมีความมุ่งมั่น แต่นิทานก็เห็นความเศร้าและความเหงาภายในนั้น

         

        ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาได้มีช่วงเวลาที่ดีแค่ไหนในนครบาราทรัมกับเพื่อนคนใหม่ของเขา

         

        จากกลุ่มคนที่นิทานสงสัยว่าจะมีถึงล้านมั้ย รอบนอกคือบริเวณที่พวกเขาอยู่ ตรงกลางคือแท่นพิธี หากวงในที่ใกล้ชิดแท่นพิธีที่สุดคือพื้นที่ที่ถูกแบ่งไว้เป็นห้าส่วน แต่ละส่วนล้วนมีที่นั่งและการจัดแต่งหรูหรา ตราประจำตระกูลชิ้นโตถูกตั้งไว้อย่างเด่นเป็นสง่า ภายในล้วนประกอบไปด้วยลูกหลานผู้ดีที่แต่งกายอย่างมีระดับ

         

        2 ใน 5นั้นดูหรูหรากว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด สมควรเป็นพื้นที่ของ 2มหาตระกูลแห่งเผ่ารูเบียส

         

        นิทานเห็นตราของดยุคเรนนัสเป็น 1 ใน 5พื้นที่นั้น หากสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขากลับไม่ใช่ตระกูลเรนนัส แต่เป็นพื้นที่ของตระกูลหนึ่งที่โหรงเหรงไร้ชีวิตชีวา

         

        ผู้คนในที่นั้นแม้จะมีพื้นที่กว้างแต่กลับมากันไม่ถึง 5คน ต่างกับพื้นที่ของวงตระกูลอื่นที่มีผู้คนนับร้อย โอไรออนมองตามสายตาของนิทานไปยังตระกูลนั้น ท่าทางของเขากลายเป็นเหม่อลอย

         

        “นั่นคือตระกูลบาเรน เป็นตระกูลดยุคที่เผชิญกับความสูญเสียมากที่สุด...และน่าเวทนาที่สุด” โรนัลสังเกตเห็นสายตาของนิทาน จึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ

         

        “ตระกูลบาเรน..” โอไรออนพูดอย่างแผ่วเบา เขามีความรู้สึกแปลก ๆ ยามได้เห็นตราประจำตระกูลนั้น

         

        “ราวกับเป็นตระกูลที่ลาคีซเกลียดชัง” โรนัลพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็ไม่พูดถึงอีก ราวกับเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างหนึ่งของเผ่ารูเบียส

         

        นิทานเอียงคอสงสัย หากทันใดนั้นเองที่หินแร่ทั่วทั้งเมืองพลันดับแสงลง นครบาราทรัมพลันตกลงสู่ความมืดสนิท สามารถเห็นได้เพียงสีตาสีแดงก่ำดั่งโลหิตของเผ่ารูเบียสจำนวนมากที่ลานจัตุรัสเท่านั้น

         

        ทุกคนทั่วทั้งจัตุรัสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อแร่รูบีออนหลักใจกลางเมืองพลันเรืองแสงขึ้นส่องสว่างจนเห็นรอบด้านได้อีกครั้ง และที่ใจกลางแท่นพิธีที่เชื่อมกับแร่หลักนั้น ร่างของชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงนั้น