บทที่ 17 ภารกิจนอกเกาะ
คืนก่อนวันรับภารกิจนอกเกาะครึ่งปีในโรงนอนที่สองระหว่างที่เด็กสาวแปดคนล้วนนอนหลับกันอย่างเหนื่อยล้าภายในห้องโถงมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อยจากตะเกียงน้ำมันแขวนหน้าประตูความมืดที่เลือนรางนี้นำพาให้บรรยากาศอบอุ่นโดยรอบเย็นเยียบลงเท่าหนึ่ง
หลินหลานหรูดึงผ้าห่มมาห่อตัวกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย แววตาและท่าทางตื่นตัวไม่คล้ายจะนอนหลับพักผ่อนเอาโดยง่ายสิบเก้าและสี่สิบเอ็ดก็มิได้ต่างกันมากนักสามสหายนั่งหัวโด่พ้นผ้าห่มท่ามกลางมวลอากาศที่เริ่มตึงเครียด
"นางจ้องจะเล่นงานเจ้า"น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นในห้วงความเงียบ ใบหน้าสิบเก้าดำทะมึนแผ่จิตสังหารออกมาโดยไม่รู้ตัว
ขณะที่หลินหลานหรูทำเพียงนั่งฟังเฉยๆไม่แสดงความเห็นใดต่อท่าทีของสหาย
ครั้งนี้หมายเลขหนึ่งพร้อมสมุนอีกหกคนสละธงในวันทดสอบใหญ่คงมีเหตุผลเดียวกระมังที่ทำให้พวกเขายอมสละธง นั่นคือ...สะสางความแค้น!
ความบาดหมางระหว่างสองหมายเลขนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อนหลินหลานหรูจงใจใช้มีดติดสนิมกรีดหน้าทรมานหมายเลขหนึ่งทั้งยังตัดนิ้วชี้อีกฝ่ายจนขาด ต้นเรื่องส่วนหนึ่งมาจากสิบเก้าถูกลอบโจมตีนอกเสียงระฆังจนอาการบาดเจ็บสาหัสร่างกายท่อนล่างเป็นอัมพาตเพราะพิษที่หมายเลขหนึ่งปรุงขึ้นมามั่วซั่ว
เหตุของเรื่องคือการที่หมายเลขหนึ่งปรุงพิษขึ้นมาโดยขาดหลักการนี้ทำให้หลินหลานหรูโมโหจนหน้าแดงเถือกนางรู้สึกเหมือนถูกหยามความพยายามในการศึกษาดอกไม้พันหมื่นพิษร้อยแมลงตลอดระยะหลายปีในเมืองหนานจิงไม่ใช่ทำเล่นๆ มีพิษใดของใครที่นางแก้ไม่ได้
ดังนั้นจึงวางแผนร่วมมือกับสี่สิบเอ็ดทรมาทรกรรมหมายเลขหนึ่งอยู่สามวันสามคืนคั้นกระดูก รีดเลือดออกมาจนเต็มถังไม้
จากนั้นก็ใช้เลือดนี้ปรุงพิษขึ้นมาด้วยความร้อนสูงสกัดดอกไม้พิษลงไปสามชนิดพิถีพิถันจนกระทั่งได้น้ำสีแดงสดที่สลายได้แม้แต่เนื้อหนัง และทดลองมันกับหมายเลขหนึ่งที่สภาพเหลือแค่ลมหายใจรวยริน
ทว่าน่าเสียดายที่ผู้คุมใหญ่โผล่มาเสียก่อนกล่าวว่าหลินหลานหรูทำเกิดเหตุเรียกตัวนางไปขังอยู่หนึ่งคืนค่อนวันก็สั่งกำชับว่าห้ามแตะต้องหมายเลขหนึ่งเขาอ้างว่าทำเพื่อปกป้องสิทธิ์ของนาง แต่ผลประโยชน์กลับตกเป็นของหมายเลขหนึ่งทั้งหมดกล่าวโดยสรุปคือผู้คุมใหญ่ต้องการประจบเอาใจให้ท้ายหมายเลขหนึ่งที่ความสามารถเข้าตาประมุขพรรคมาร
ต่อมาหลังทราบข่าวจากสี่สิบเอ็ดเล่าถึงการฟื้นตัวของสิบเก้าในทางที่ดีขึ้นหลินหลานหรูจึงยอมตกลงไม่หาเรื่องหมายเลขหนึ่งอีก ตลอดสามปีมานี้ทุกคนจึงเข้าใจว่านางแพ้ให้กับหมายเลขหนึ่งมีแต่หมายเลขหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ยอมรับ จึงคับแค้นใจไม่ยอมปล่อยวาง
หลินหลานหรูวางมือแล้วแต่สี่สิบเอ็ดนั้นไม่เหมือนกัน สิบเก้าคือสหายของนางจึงยังแค้นไม่เลิกเอานิ้วชี้ของหมายเลขหนึ่งไปให้แม่ครัวช่วยทำน้ำแกงเนื้อตุ๋น แบ่งแยกออกเป็นสองชามชามหนึ่งส่งให้หมายเลขหนึ่งพร้อมข้อความสั้นๆยั่วโทสะให้กระอักเลือดจนต้องพักฟื้นต่อไปอีกหนึ่งเดือน
ส่วนอีกชามส่งไปให้ผู้คุมกฎเพื่อขอรับรางวัลผู้คุมกฎรู้เข้าว่าน้ำแกงชามนี้ทำจากนิ้วคน แทนที่จะโกรธกลับหัวเราะแล้วยกซดหมดชามมอบอาวุธชั้นเลิศให้สี่สิบเอ็ดอีกสองชิ้นช่างสนับสนุนการกระทำอันน่าโหดเหี้ยมของเด็กจริงแท้
กระนั้นเหตุการณ์ในครั้งนั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่เด็กทุกคนจดจำไม่ลืมสามวันที่หมายเลขหนึ่งถูกทรมาน ไม่มีใครกล้ามองหน้าหลินหลานหรูสักคนแม้แต่ท่านอาจารย์ยังไม่เอ่ยถามถึงเรื่องนี้
"หนึ่งร้อยห้านางปีศาจตนนั้นจงใจสละธงเพื่อใช้โอกาสช่วงที่ข้ากับสิบเก้าไม่อยู่เล่นงานเจ้า...ไม่ได้การ! ข้าจะสละสิทธิ์กับผู้คุมกฎแล้วอยู่เป็นเพื่อนเจ้าบนเกาะ"
"อย่าวู่วาม! เจ้าก็รู้กฎดีอยากถูกตัดนิ้วเท้าทำน้ำแกง?" หลินหลานหรูแทรกเสียงขรึมเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงตอกย้ำในประโยค ใบหน้าดำทะมึนแกมไปอีกสามส่วน"พวกเจ้าอย่าห่วงเลย หนนี้ข้าไม่ปล่อยให้ใครรอดตัวเหมือนคราวที่แล้วแน่นอน"
"แต่วรยุทธ์เจ้า..."สี่สิบเอ็ดไม่วางใจ หลินหลานหรูสอบวัดระดับรั้งท้ายชนิดเสมอต้นเสมอปลายเรียกได้ว่าสามปีผ่านแต่นางไม่พัฒนา น่าปวดหัวยิ่งนัก
ภายในห้องโถงเกิดความเงียบขึ้นมาฉับพลันสิบเก้าคิ้วขมวด สี่สิบเอ็ดทอดถอนใจ เนิ่นนานกว่าจะได้ยินเสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบจากปากของหลินหลานหรู"พวกเจ้าคงลืมไปแล้วว่าสามปีมานี้ข้าลอบฝึกวิชาต้องห้ามใดจนสำเร็จถึงขั้นสูงสุดวางใจเถอะ ข้าไม่ได้อ่อนหัดปานนั้น"
นัยน์ตาดำขลับสาดประกายเหี้ยมเกรียมวาบผ่านแต่ดวงหน้างามละมุนกลับประดับรอยยิ้มบางซ่อนกรงเล็บและเขี้ยวคมไว้มิดชิดไม่เผยแม้แต่หาง
สิบเก้าเผลอมองแล้วรู้สึกพรั่นพรึงในใจสหายที่นางเห็นเป็นน้องสาวผู้นี้น่ากลัวจนบางครั้งเผลอคิดไปว่าเป็นพวกจิตวิปลาสดีๆนี่เอง ครั้งแรกที่เห็นว่าร้ายเงียบแล้ว ยามนี้ยิ่งโตยิ่งสวยอำมหิต
"สิบเก้า เจ้าไม่พูดอะไรหน่อยหรือหลังจากคืนนี้พวกเราต้องทิ้งนางไว้บนเกาะ กลับมาอาจไม่ได้เห็นหน้านางแล้ว"ปากสี่สิบเอ็ดไม่เป็นมงคลจริงๆ
สิบเก้าตวัดสายตาดุดันมองค้อนสี่สิบเอ็ดก่อนคลายผ้าห่มออก เปิดให้เห็นหลังมือขวาที่พันด้วยผ้าสีดำเก่าขาดจนถึงแขนตัดสินใจเอ่ยความลับที่เก็บงำมานานตลอดสามปี "พวกเจ้าไม่เคยเอะใจหรือไรเหตุใดข้าต้องปกปิดหมายเลข"
หลินหลานหรูนั่งนิ่งชำเลืองมองสิบเก้าเพียงแวบเดียว ขณะที่สี่สิบเอ็ดขมวดคิ้วปมใหญ่อากัปกิริยาไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งการตอบสนองเช่นนี้อยู่ในความคาดหมายของสิบเก้าอยู่แล้ว จึงเอ่ยต่อพลางแกะผ้าสีดำบนมือขวาออก"ข้าเคยบอกพวกเจ้าว่าหมายเลขเริ่มต้นเป็นได้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งแต่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ข้าปิดมันไว้"
หลินหลานหรูเห็นดังนั้นจึงเอ่ยท้วง"เจ้าไม่เคยเปิดให้ใครเห็น อย่าลำบากเลย..."
"ข้าคิดว่าพวกเจ้าควรได้เห็น"สิบเก้ามองหน้าสบตา ในน้ำเสียงอัดแน่นด้วยความแน่วแน่ รอจนผ้าสีดำถูกคลายออกเด็กสาวทั้งสองถึงกับตะลึงงัน
สี่สิบเอ็ดได้สติก่อนหลินหลานหรู"ข้าจำได้แล้ว เจ้าไม่ใช่สิบเก้า!"
หลินหลานหรูกลับงงงันเป็นลาซื่อบื้อ
บนหลังมือของสิบเก้าไม่ได้สักหมายเลข'สิบเก้า' อย่างที่ทุกคนเข้าใจตัวเลขสีดำเด่นชัดคือ 'สิบแปด' นางคือสิบแปดและเป็นสิบแปดมาตลอดแล้วเพราะเหตุใดทุกคนถึงคิดว่านางคือสิบเก้า
สิบเก้ามองหมายเลขบนหลังมือด้วยแววตาเศร้าหมองเมฆดำกลุ่มใหญ่เกาะคลุมจิตใจ ก่อเกิดเกลียวคลื่นขนาดเล็กผลักนางจมดิ่งในห้วงทุกข์สูดหายใจเข้าลึกราวกับต้องการรวบรวมพลังในการขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตที่ถูกปิดผนึกขึ้นมาเล่า"ข้าไม่รู้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น... วันแรกที่เข้ามาอยู่ที่ค่ายฝึกข้าจำอะไรไม่ได้เหมือนที่เด็กทุกคนไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง
พอเวลาผ่านไปภาพต่างๆมากมายกลับไหลทะลักเข้ามาในหัวของข้า แต่ละภาพข้าล้วนรู้สึกคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดีเดิมทีคิดว่าเรื่องนี้ประหลาดนักจึงปิดบังมาตลอดหากไม่ใช่เพราะเวลาต่อมาข้าจำได้ว่ามีน้องสาวแท้ๆ อยู่คนหนึ่งคงไม่สร้างความหวาดระแวงให้กับหมายเลขอื่นจนนำภัยมาสู่พวกเราสองพี่น้อง..."
เรื่องที่สิบเก้ากับสิบแปดเป็นพี่น้องกันนั้นไม่ผิดจากสี่สิบเอ็ดคาดภายหลังความสามารถของสิบแปดโดดเด่นที่สุดในรุ่นขณะที่สิบเก้าอ่อนแอไร้กำลังอย่างมาก ครานั้นเสียงระฆังดังขึ้นครั้งแรกเด็กทุกคนต่างเลือดขึ้นหน้า สายตามืดมัวไปชั่วขณะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของเสียงระฆังรู้เพียงว่าเพื่อให้ตนเองอยู่รอดบนเกาะแล้วต้องฆ่าคนทุกคนที่ผ่านมาตรงหน้า
สิบแปดแม้แข็งแกร่งแต่ไม่คิดสังหารใครด้วยว่ามโนธรรมในใจเป็นตรวนชั้นทองที่รั้งจิตใจของเด็กหญิงไว้จึงพาน้องสาวหลบหนีเข้าไปในป่า คิดตื้นเขินว่าหากหลบซ่อนให้ดีคงปลอดภัยไฉนเลยจะรู้โชคชะตาไม่ได้เข้าข้างขนาดนั้น เมื่อเด็กที่มีประสาทสัมผัสรับกลิ่นเป็นเลิศสองคนตามมาราวปีศาจกระหายหิวเด็กสองคนนั้นคือ หกสิบสอง กับ หกสิบสาม
นางตั้งใจไว้แล้วว่าไม่ต้องการเข่นฆ่าใครแต่มโนธรรมนี้กลับพรากน้องสาวคนเดียวไปจากนาง
สิบแปดแค้นขึ้นสมองโยนมโนธรรมในใจทิ้งไม่เหลียวแล เปิดฉากสังหารโหดระบายความบ้าคลั่ง ปลิดชีพหกสิบสองกับหกสิบสามในมีดเดียวกระทั่งเงามืดเข้าครอบงำพลั้งมือใช้วิชาต้องห้ามสละชีพ
"เคลื่อนย้ายหมายเลข?" นัยน์ตาหลินหลานหรูเปล่งประกายขยับเข้ามาใกล้สิบเก้าจนเกือบชิด สี่สิบเอ็ดก็เช่นกันยิ่งดึกยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างน่าสนใจยิ่ง
สิบเก้าผงกศีรษะเป็นคำตอบ"ข้าจำได้ว่าก่อนถูกพาตัวมามีชายกลิ่นอายน่ากลัวผู้หนึ่งสอนวิชาต้องห้ามนี้ให้วิชานี้จะลบเลือนตัวตนเก่าของผู้ใช้ทิ้งไป แต่ตอนนั้นความสามารถข้ามีไม่ถึงจึงเคลื่อนย้ายชีวิตให้นางไม่ได้ ตัวเลขเริ่มต้นจึงยังคงอยู่บนหลังมือขณะที่น้องสาวข้าฟื้นขึ้นมาแค่ครึ่งชั่วยามหลังนางตายตัวเลขสีแดงนี้ก็ปรากฏบนต้นแขนข้าแล้ว"
"ประหลาดนัก"สี่สิบเอ็ดมุ่นคิ้วคิดไม่ตกส่วนหลินหลานหรูเริ่มรู้สึกถึงกลิ่นคาวชวนแสลงหนักในเรื่องนี้คล้ายมีบางอย่างผิดแผกพิกลไปจากที่ควรเป็น
ด้านข้างมีกาน้ำเย็นชืดวางตั้งอยู่สิบเก้าจึงหยิบกาน้ำขึ้นมา เทลงบนพื้นไม้เป็นวงเล็กๆใช้นิ้วแตะสัมผัสแล้วเขียนเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายหมายเลขลงบนพื้น"ภายหลังข้าใคร่ครวญดูอย่างรอบคอบจึงรู้ว่ามันคือวิชาลับที่มีเฉพาะคนในพรรคมารเท่านั้นที่ฝึก..."
สิบเก้าเล่าต่ออีกว่าตัวเลขสีแดงบนแขนของนางแปลกนัก มันหมายถึงตัวตนเดิมของนางได้ตายไปแล้วแม้กระทั่งความผิดปกตินี้ยังรู้ไปถึงผู้คุมใหญ่ขณะตรวจสอบบัญชีรายชื่อดังนั้นเมื่อเสียงระฆังดังหยุดผู้คุมใหญ่จึงส่งคนไปรอรับนางตรงปากทางเข้าป่าเรียกพบและสั่งให้ปิดหมายเลขเป็นความลับ จากนั้นสอบถามนางถึงที่มาของวิชาต้องห้ามทว่านางไม่ได้เล่าอะไรออกไป
ครั้นผู้คุมใหญ่มองเห็นความหวาดระแวงในดวงตาของนางจึงเป็นฝ่ายเปิดเผยข้อมูลแสดงความจริงใจให้ก่อนวิชานี้แม้เป็นวิชามารก็จริงแต่ใช่ว่าอำนาจระดับผู้คุมใหญ่จะได้รับอนุญาตให้ฝึก
ในวันถัดมาผู้คุมใหญ่เรียกพบนางอีกครั้งพร้อมกับท่าทีที่เปลี่ยนไป มอบหมายงานและให้สิทธิพิเศษหลายอย่างทั้งยังชอบเอ่ยเป็นนัยว่า 'ข้าทำเช่นนี้เพราะเห็นความสามารถของเจ้าเหมือนที่ท่านผู้นั้นเห็น'
ท่านผู้นั้นหมายถึงใคร?
แม้นไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นเป็นใครต่อให้สิบเก้าไม่เอ่ยปากเล่าถึงที่มาของวิชากระนั้นคล้ายว่าผู้คุมใหญ่จะทราบเรื่องดีอยู่แล้วรู้ทั้งรู้ว่านางได้ความทรงจำทั้งหมดคืนกลับมาแต่ที่เขาทำคือปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉย
หลินหลานหรูเดาว่าผู้คุมใหญ่ต้องการประจบเอาใจสิบเก้าเพื่อที่'ท่านผู้นั้น' จะได้เห็นความสำคัญในตัวเขาเป็นแน่แท้ช่างโง่งมได้ร้ายกาจนัก
"...ดังนั้นเมื่อข้ากลับเข้ามาในค่ายฝึกผลของวิชาเคลื่อนย้ายหมายเลขทำให้ทุกคนลืมเลือนตัวตนเดิมของข้าไปเข้าใจว่าข้าคือสิบเก้า"
เล่าจบแล้วสี่สิบเอ็ดยังไม่หายอึ้ง
หลินหลานหรูมองตัวอักษรที่เขียนด้วยน้ำค่อยๆจางหายรู้สึกว่าอักขระพวกนี้คล้ายที่อยู่ในตำราวิชามารสูงสุดของอู่เทียนไฉ่ถึงเจ็ดส่วนวิชามารมีวิธีฝึกที่ค่อนข้างเฉพาะ คนนอกได้เคล็ดวิชาไป หากไม่รู้วิธีฝึกที่ถูกต้องอาจทำให้เกิดความผิดพลาดเหมือนที่สิบเก้าคิดช่วยน้องสาวด้วยการแบ่งพลังชีวิตให้ครึ่งหนึ่งแต่แล้วกลับไม่สำเร็จ
"เคล็ดวิชานี้ไม่ถูกต้อง"หลินหลานหรูเลื่อนมือแตะน้ำแล้วเขียนตัวอักษรอีกตัวเพิ่มท้าย"เพราะอย่างนี้เจ้าถึงช่วยน้องสาวไว้ไม่ได้"หรือไม่แล้วคนที่ตายวันนั้นอาจเป็นสิบเก้าที่นั่งอยู่ตรงนี้ มันคือชีวิตแลกชีวิตมีวิชามารที่ใดกันแบ่งพลังชีวิตให้ครึ่งหนึ่งได้แม้จะรู้ในเรื่องนี้นางก็ไม่คิดบอกสิบเก้า
นัยน์ตาสิบเก้าฉายแววหม่นเศร้าสามปีแล้วที่ไม่สามารถยกความรู้สึกผิดนี้ออกจากใจได้ ตนปกป้องน้องสาวไว้ไม่ได้รู้สึกละอายใจจนแทบสิ้นหวังในชีวิต หากแต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว นางมีสหายร่วมเป็นร่วมตายกันมาถึงสองคน
ภายใต้ความเงียบสงัดที่ทุกคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเองสิบเก้าพลันเอ่ยเสียงหนักและดังพอประมาณ ประหนึ่งประกาศิตที่ไม่อาจขัด"สี่สิบเอ็ด หนึ่งร้อยห้า พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ตาย"
เจตนาของสิบเก้าคือต้องการให้สหายใช้วิชาเคลื่อนย้ายหมายเลขเอาตัวรอดในยามเข้าตาจนโดยเฉพาะหลินหลานหรู
หลินหลานหรูหลุบตาลงเล็กน้อยคล้ายไม่ยอมรับคำพูดประโยคนี้ของสิบเก้าระหว่างพวกนางเป็นสหายได้แต่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตแม้แต่สี่สิบเอ็ดยังแอบคิดเห็นเช่นเดียวกับหลินหลานหรูหากจำเป็นต้องพลีชีพนางจะทำโดยไม่ลังเล ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ถูกสอนมาเช่นนี้หรือ
"พวกข้าไม่ได้จำอดีตได้เหมือนเจ้า"สี่สิบเอ็ดพูดกับสิบเก้า
หลินหลานหรูเงยหน้ามองสี่สิบเอ็ดนางเผยรอยยิ้มอบอุ่นเป็นครั้งแรก ยากนักจะหาสหายรู้ใจเยี่ยงนี้ได้
วันต่อมาสภาพบนเกาะเงียบเชียบมิต่างจากเมืองหน้าด่านชายแดนภาคเหนือหลังอพยพลี้ภัยหนีสงคราม
เด็กฝึกฝีมือดียี่สิบคนได้รับเลือกให้ทำภารกิจนอกเกาะครึ่งปีทว่าคล้อยหลังเด็กกลุ่มนั้นไปแล้ว ผู้คุมใหญ่ก็ได้รับสารภารกิจเร่งด่วนพิเศษเข้ามาเรียกตัวเด็กฝึกอีกยี่สิบคนที่ได้คะแนนการสอบวัดระดับสูงในอันดับต้นๆไปทำภารกิจเจ็ดวัน
นั่นหมายความว่าเด็กสาวที่ยังเหลืออยู่บนเกาะมีเพียงแค่สิบกว่าคนจำนวนผู้คุมจึงยิ่งลดน้อยถอยตามไปด้วย
หลินหลานหรูยกมุมปากเย้ยหยันภารกิจเร่งด่วนอะไรกัน ฝีมือบิดาบุญธรรมของนางทั้งหมดกระมังกรุยทางให้นางเสียเกลี้ยงเกลา เหตุใดไม่เดินปั้นหน้าที่นับว่าหล่อเหลาให้เหี้ยมเกรียมเข้าไปในหอเสอหลิงแล้วหยิบบันทึกมารเล่มนั้นมาฝากนางเสียล่ะ ความเห็นแก่ตัวของเขาช่างมาพร้อมกับความเสี่ยงตายของนางแท้ๆ
เสียงลับคมมีดเพิ่มระดับความดังฉาดๆขึ้นตามอารมณ์เจ้าของ เมื่อมีดถูกลับจนคมกริบได้ที่หลินหลานหรูชูมันขึ้นสำรวจความแวววาว เอ่ยออกไปคนเดียวด้วยอารมณ์ที่ขมุกขมัวมาหลายวัน"อู่เทียนไฉ่ สักวันข้าจะสับเจ้าด้วยมีดเล่มนี้"
เจ็ดวันนับจากนี้นางต้องลงมือก่อนที่ภารกิจเร่งด่วนพิเศษจะสิ้นสุดลงหากหมายเลขหนึ่งกลับมาเรื่องจะยิ่งยากขึ้น ดังนั้นหลังเก็บมีดเข้าปลอกเรียบร้อยหลินหลานหรูจึงหันไปคว้าเสื้อคลุมไหล่แล้วก้าวออกจากโรงนอนที่สองตั้งแต่นั้น
หอเสอหลิงสูงเจ็ดชั้นมีทางเข้าออกหนึ่งเดียว ไร้ช่องลมและบานหน้าต่างการป้องกันแน่นหนาตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนมียามเฝ้าสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกสองชั่วยามช่วงกลางคืนถือว่ามีช่องโหว่ให้กระทำการอุกอาจได้มากที่สุดความมืดบดบังสายตาไปกว่าครึ่ง แต่ประสาทสัมผัสจะไวกว่าเช่นกัน
ทุกครึ่งชั่วยามมีผู้คุมเดินตรวจผ่านหน้าหอโอกาสที่จะเข้าใกล้ประตูแทบเป็นไปไม่ได้
หลินหลานหรูรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างนางเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวมาหนึ่งวันเต็ม ดึกสงัดจึงถอยกลับไป นั่งปักหลักห้อยขาบนหลังคามุงกระเบื้องของโรงนอนที่สองกัดเคี้ยวทดสอบผลข้างเคียงของพืชพิษที่ขุดรากมาจากบึงป่าอสรพิษทดสอบไปหลายต้นจนเริ่มเมา เคราะห์ดีแค่ไหนที่ไม่กลิ้งตกลงจากหลังคาครั้นใกล้รุ่งสางจึงได้ผลที่ต้องการ
เด็กสาวกระโดดลงพื้นวิ่งจากไปประหนึ่งเงาดำเคลื่อนไหว หนนี้นางลอบใส่ยาผสมลงในอาหารไม่ร้ายแรงและไม่ผิดสังเกตเพียงทำให้รู้สึกเคลิ้มเมื่อผู้คุมชุดใหม่เข้ามาสับเปลี่ยนมีอาการตอบสนองช้าลงอย่างที่คาดไว้ทว่าปัญหากลับติดอยู่ที่ทุกครึ่งชั่วยามจะมีผู้คุมเดินตรวจ
หลินหลานหรูถอยกลับไปตั้งหลักอีกครั้งครานี้นางใช้เวลาสี่วันไปกับการฝึกความเร็วในการเคลื่อนไหวหากใช้วิชาเงาเร้นภูตพราย ด้วยความเร็วระดับนั้นคงไม่ทันจับสังเกตได้กระมังย่นระยะทางจากกำแพงถึงหน้าประตูได้น้อยกว่าครึ่งเค่อ ถือว่าวิเศษนัก
ล่วงเข้าวันที่เจ็ดหมายเลขหนึ่งใกล้กลับมาแล้ว แม้นแผนการของนางไม่ค่อยรัดกุมแต่คืนนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลงมือขอเพียงกลับออกมาให้ทันก่อนฟ้าสว่างผู้คุมใหญ่ที่ระยะนี้เริ่มระแคะระคายในพฤติกรรมของนาง จ้องจะหาทางลงโทษอยู่ตลอดหากเรื่องหอเสอหลิงถูกจับได้ คงตกอยู่ในชะตากรรมดำมืดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ใกล้ถึงเวลาสับเปลี่ยนเวรยามหลินหลานหรูยืนสงบนิ่งใต้เงาไม้ดึงผ้าคลุมปิดใบหน้าถึงจมูกก่อนอำพรางกายไปกับเงามืดริมกำแพงรอจนผู้คุมชุดใหม่ถูกสับเปลี่ยน การเคลื่อนไหวของนางก็ทำได้อย่างสบายวิชาเงาเร้นภูตพรายเป็นวิชาที่เด็กฝึกทุกหมายเลขล้วนได้รับการฝึกฝนแต่ไม่มีใครฝึกความเร็วได้เท่าระดับบรรพกาล ทว่าหลินหลานหรูทำได้เหนือชั้นกว่านั้น
เพียงพริบตาร่างบางในชุดอำพรางสีดำก็ยืนอยู่หน้าประตูหอเสอหลิงนางขยับปลายนิ้วเคลื่อนกำลังภายในปลดล็อกกลไก เสียงคลิกดังขึ้นเบาๆ
ทันทีที่ประตูแง้มเปิดหลินหลานหรูพลิกตัวหมุนหายเข้าไปด้านในอย่างพลิ้วไหวเกิดเพียงสายลมพัดวูบให้ผู้คุมเฝ้ายามขยับลูกตาเท่านั้น
ด้านในมืดสนิทไร้ซึ่งกลิ่นและบรรยากาศนางใช้หินวิญญาณของสี่สิบเอ็ดส่องให้ความสว่างภายในเป็นห้องโถงธรรมดาที่มีชั้นหนังสือ ตำรา และม้วนคัมภีร์โบราณกวาดตามองเพดานที่เหมือนภาพมายาขณะที่เท้าเดินเหยียบอักขระยันต์ขนาดใหญ่โดยไม่ทันสังเกตนางชูหินวิญญาณไล่ไปตามชั้นหนังสือที่มีทั้งเก่าและใหม่แต่ไร้ฝุ่นเกาะ
ลึกเข้าไปเป็นขั้นบันไดตรงขึ้นชั้นสองหลินหลานหรูเดินดุ่มเข้าหา โดยไม่คิดเสียเวลาอยู่ที่ชั้นล่างทว่าชั้นสองกลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป เพดานสูงไร้ขอบเขตชั้นหนังสือวางซ้อนกันเป็นตั้งๆ ดูมีระดับหรูหราเหนือชนชั้นขึ้นมาเล็กน้อย
นางเดินต่อไปที่ชั้นสามและชั้นสี่ซึ่งยังเป็นชั้นหนังสือ ตำรา และม้วนคัมภีร์โบราณเช่นเดิมเพียงแต่ชั้นนี้แฝงกลิ่นอายมารปีศาจอ่อนๆ นางก้าวหนึ่งก้าวชั้นหนังสือจะเลื่อนตามขนาดก้าวของนาง
เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็ไม่สนถึงหลักและเหตุผลแล้ว!มองหาบันไดแล้ววิ่งทันที
ปัง!
ชั้นหนังสือขวางตรงหน้าหลินหลานหรูหักเลี้ยวหลบได้อย่างหวุดหวิดจากนั้นวิ่งต่อไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น เพียงแต่ปลายเท้าสัมผัสบันไดขั้นแรกทั้งร่างพลันถูกตรึงด้วยแรงหน่วงมหาศาลกดทับนางฝืนก้าวขั้นที่สองใช้กำลังภายในไปเกือบสามส่วน กว่าจะปีนขึ้นถึงชั้นที่ห้าก็เผาผลาญกำลังภายในไปกว่าครึ่ง
"หอเสอหลิงห่าอะไรวะ! อู่เทียนไฉ่ตาแก่ชั่ว เจ้ากล้าหลอกข้าอีกแล้ว" หลินหลานหรูเหนื่อยหอบนอนหงายบนพื้นอย่างอ่อนแรง
ชั้นที่ห้าไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษสภาพชั้นหนังสือไม่ต่างจากชั้นที่ผ่านมา นางเดินสำรวจเพียงครู่เดียวพบว่าส่วนใหญ่เป็นตำราเคล็ดวิชามารขั้นต้นและขั้นกลางจึงเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นที่หก
เผชิญกับแรงกดทับที่หนักหน่วงกว่าชั้นก่อนหน้าเสียอีก
บัด...
ซบ!
หลังผ่านเรื่องเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่งนางจึงไม่คิดใช้กำลังภายในให้สิ้นเปลือง เลือกใช้พลังกายปีนขึ้นไปทีละขั้นทว่ายิ่งปีนบันไดยิ่งยาวมากขึ้นความเหนื่อยผสมความหงุดหงิดเกือบทำให้นางหมดสติระหว่างทาง
ดังนั้นเมื่อขึ้นมาถึงชั้นหกนางถึงกับเผลอหลับไปครู่ใหญ่ตื่นขึ้นมาจึงเริ่มมองหาบันทึกมารที่อู่เทียนไฉ่อธิบายไว้จับพลิกเปิดไปหลายม้วนทว่ายังหาไม่พบ จึงย้อนคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดใหม่การจัดเรียงม้วนวิชามารแบ่งระดับตามคุณสมบัติของธาตุนางเผลอแตะจึงถูกกระแสพลังในม้วนวิชาฟาดถอยไปสามสี่ก้าว
เจ็บและชาวาบ มิต่างจากถูกไฟดูดความอยากรู้อยากเห็นก่อนหน้านั้นเลยหดหายไปกว่าครึ่งครั้นกวาดสายตามองหาอีกครั้งก็พบเข้ากับบันทึกมารม้วนหนา
หลินหลานหรูไล่อ่านทุกตัวอักษรในม้วนบันทึกซึ่งเนื้อหาเสมือนเรื่องเล่าแต่คล้ายมีท่วงทำนองเหมือนมีความหมายแฝงแต่ไม่อาจตีความได้สรุปแล้วเป็นเพียงอักขระที่ไม่มีความหมายอะไรเท่านั้น แปลกมาก ทั้งๆที่เขียนไว้ว่า 'ควบคุมจิตมาร' แท้ๆ
ชั่วเวลานั้นหลินหลานหรูรู้สึกเย็นแผ่นหลังวาบจึงหันขวับกลับไปเป็นจังหวะเดียวกับที่นางทำหินวิญญาณหล่นพื้นโดยไม่ทันระวังเอื้อมมือลงเก็บแต่สายตากลับปะทะเข้ากับดวงตาสีเหลืองอร่ามสะท้อนแสงจากหินวิญญาณ
มือที่กำลังเอื้อมจึงหยุดชะงัก
ฉิบหาย!
ไม่รอให้นางตั้งตัวลมปราณและจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากดวงตาคู่นั้นรุนแรงจนนางจวนเจียนกระอักเลือด
สัตว์วิญญาณที่อู่เทียนไฉ่เอ่ยถึงก็คือตัวนี้หรืองูวิญญาณ!?
ลิ้นสองแฉกผสานเสียงขู่ฟ่อๆเพียงชั่วอึดใจความไวในการฉกเข้าหารวดเร็วยิ่งกว่าทำลายชั้นวางม้วนวิชามารสูงลิ่วพังระเนระนาด หวุดหวิดเฉียดฉิวนางหลบได้ทันท่วงทีลำตัวของงูวิญญาณใหญ่กว่าขนาดปกติถึงสิบเท่า มีเกล็ดสีขาวเผือกความยาวไม่อาจคาดเดาในความมืดที่มองไม่เห็น
หลินหลานหรูมีสติจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวคว้าหินวิญญาณมาไว้ในมือพร้อมกับม้วนตัวหลบจังหวะที่งูวิญญาณชกลงมาต่อเนื่องในครั้งที่สองก่อนออกวิ่งเต็มกำลัง เสียงชั้นไม้ล้มพังครืนตามหลังมาเป็นลูกคลื่นหากเทียบกับอุทกภัยในเขตทางใต้ที่มีฝนชุกงูตัวนั้นคงเหมือนคลื่นน้ำไหลซัดหลังคาเรือนกระมัง
ตัวมันใหญ่กลับกลายเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวทว่ามันไม่คิดจะหลบสักหน่อยหรือ ชนได้ก็จะชนอย่างเดียวพอหรือไร บ้าระห่ำเกินไปแล้ว!
หลินหลานหรูหัวเสียมองหาทางลงแต่กลับจับทิศจับทางไม่ถูกที่ควรมองไปข้างหน้ากลับต้องเหลียวหลังอยู่ตลอดก้มหลบการโจมตีของงูวิญญาณเป็นพัลวัน ...และแล้วก็เจอทางตัน
นางเบรกกึกพร้อมก้มตัวไปข้างหน้าเสียงปึงใหญ่ดังโครมครามมาจากด้านหน้า หัวงูอัดยัดเข้ากับผนังอย่างจังคลื่นพลังสั่นสะเทือนไปทั้งชั้น ขณะเดียวกันก็ทำให้มันคลุ้มคลั่งบ้าเลือดขึ้นมา
หลินหลานหรูชักมีดแล้วขว้างออกไปด้วยความรุนแรงท่วงท่าการเคลื่อนไหวไม่หยุดชะงัก เล็งที่ตางูเหลืองอร่ามอย่างแม่นยำตวัดมีดอีกเล่มแทงเข้าลำตัว
มารดาเถอะ! หนังหนายิ่งกว่าหน้าสตรีอีก
ร่างเล็กถูกฟาดกระแทกชั้นไม้เจ็บจนจุก ล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้นหากไม่มีเสื้อคลุมหนอนไหมปีศาจคาดว่าคงเจ็บหนักยิ่งกว่านี้ไม่อาจดูแคลนแรงปะทะมหาศาลนี้ได้เลยนางเข้าใจแล้วว่าทำไมอู่เทียนไฉ่ถึงไม่เข้ามาเอง
เคยได้ยินอาจารย์พูดไว้จะฆ่าสัตว์วิญญาณหมื่นปีต้องใช้อาวุธวิญญาณสังหารเท่านั้น หากนางยังใช้มีดเห็นทีมีดจะหักเป็นสองท่อนก่อนได้ฆ่าสิ่งมีชีวิตใด
อาวุธวิญญาณอยู่บนชั้นเจ็ดรอจนมาได้ครึ่งทางกลับถูกงูวิญญาณโจมตี ขั้นบันไดพังไปครึ่งแถบนางพลิกลำตัวกลับมาได้แล้วปีนฝ่าแรงกดที่มากมหาศาลจนเงยหน้าไม่ขึ้นไม่รู้เรียกโชคดีได้หรือไม่ที่นางถูกงูวิญญาณสะบัดจนตัวลอยกระแทกต้นเสาบนชั้นเจ็ดอย่างน้อยก็ขึ้นมาเร็วกว่าที่คิดไว้ละนะ
อาวุธวิญญาณส่องแสงหลากสีกระทบตาแต่ละชิ้นแบ่งแยกระดับพลังตามประกายแสง ในความโชคร้ายยังมีเรื่องน่ายินดีกวาดตามองหาของมีคมหรืออาวุธที่คมมากพอจะใช้กุดศีรษะงูวิญญาณบัดซบนี่ได้และเล็งเห็นกระบี่เล่มหนึ่งเข้าพอดี
เด็กสาวยิ้มกว้างแต่กลับยิ้มค้างเมื่อลำตัวถูกรัด ตางูสีเหลืองอร่ามจ้องสบราวกำลังเย้ย
หลินหลานหรูนิ่วหน้าเซ็งถูกการเคลื่อนไหวของงูลากถูลู่ถูกังกระแทกกับเสา สองแขนที่เป็นอิสระจึงยกแคว้งปลายนิ้วเผลอสัมผัสอาวุธวิญญาณชนิดใดไม่ทราบเข้าให้ถึงได้รู้สึกเย็นวาบแผ่ซ่านไปถึงท้ายทอย ตอบรับกับปราณมารสีแดงเพลิงบนหว่างคิ้วสว่างวาบขึ้นมาวูบหนึ่ง
เป็นเช่นนี้ข้าก็อดเลือกอาวุธวิญญาณคู่กายแล้วนะสิ