เทพสงครามมังกรเทวะ

    โดนจับได้

    อำนาจแห่งบัลลังก์ราชันนั้นแผ่ขยายไปทั่วทั้งโลก พายุใหญ่เกิดขึ้นไปทั่วสารทิศพร้อมกับเมฆที่ปกคลุมไปทั่ว ปรากฏการณ์แห่งราชันนี้ทำให้ทุกคนได้แต่หวาดกลัวและตกตะลึงในใจ เหล่าผู้แข็งแกร่งพากันแตกตื่นกันยกใหญ่เนื่องจากไม่รู้ว่าใครที่ถือครองบัลลังก์แห่งราชันนี้

     

    ในขณะนั้นที่หอกระบี่ดาวตกหญิงสาวคนหนึ่งมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆพร้อมด้วยใบหน้าที่เต้มไปด้วยรอยยิ้ม นางคือเสวียเหม่ยนั่นเองและตอนนี้นางกำลังมองชื่นชมความเก่งกาจของสามีตนเองอยู่อย่างแน่นอน

     

    "เจ้าตัวร้ายของข้าถือครองบัลลังก์ถึงสี่ชิ้นแล้วสินะ เหลืออีกชิ้นเดียวพวกเราก็จะปลดผนึกโลกใบนี้ได้แล้ว"เสวียเหม่ยว่ากล่าวด้วยความตื่นเต้น ในอ้อมแขนของนางกำลังอุ้มปิงลี่อินที่ตอนนี้กำลังมองท่านแม่แปดของนางด้วยความงุนงงไม่รู้ว่านางกำลังพูดอะไรอยู่แต่เด็กน้อยก็ไม่ได้กล่าวถามแต่อย่างใด

     

    ตัดกลับมาที่เฟยหรงในเวลานี้ได้เขาตื่นเต้นสุดขีดเพียงเท่านี้บัลลังก์ราชันของเขาก็ได้มาถึงสี่ชิ้นแล้ว ชายหนุ่มอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้เหลืออีกแค่บัลลังก์ราชันเดียวนั่นคือบัลลังก์ราชันแห่งแสงชิ้นส่วนในการปลดผนึกโลกก็จะครบเสียที่และนี่พึ่งจะผ่านไปเพียงครึ่งปีด้วยกันดังนั้นเขาจึงไม่ได้ทำผิดสัญญาที่ให้ไว้เเก่เฟิงหยาลี่แต่อย่างใด

     

    "ยินดีกับเจ้าด้วย เด็กน้อยเจ้าทำให้ข้าประหลาดใจนัก"เจ้าบัลลังก์คนก่อนกล่าวขึ้น แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความชื่นชม เมื่อเห็นความสามารถของเฟยหรงในใจอดไม่ได้ที่จะคาดหวังว่าชายคนนี้จะสามารถขับไล่อาชูร่าออกจากจักรวาลนี้ไปได้

     

    "เอ่อ.....ท่านเจ้าบัลลังก์ข้ามีคำถามขอรับ"เฟยหรงกล่าวขึ้นทันควัญ เจ้าบัลลังก์ราชันแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้าเป็นเชิงว่าตกลง ดังนั้นเฟยหรงจึงกล่าวถาม

     

    "ในเมื่อบัลลังก์ราชันทุกชิ้นต่างมีพลังของพระเจ้า แล้วพวกอาชูร่าเหล่านั้นก็แพ้ทางมันแล้วเหตุใดพวกท่านจึงไม่ต่อสู้แล้วเลือกที่จะปิดผนึกจักรวาลและนำบัลลังก์ราชันมาผนึกไว้ที่โลกใบนี้ละขอรับ"เฟยหรงกล่าวขึ้นมานี่คือความสงสัยที่คาใจเขามานานแล้ว

     

    "ฮ่าๆๆ เรื่องนั้นน่ะหรือ ให้คาดเดาเจ้าคงเคยพบเจอกับพวกอาชูร่าระดับจักรรพรรดิเทวะมาใช่หรือไม่ ใช่!สำหรับพวกเราพวกมันไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย แต่ที่พวกเราหวั่นเกรงคือไม่ใช่พวกอาชูร่าแต่เป็นนายเหนือหัวของมันต่างหากหรือก็คือพระเจ้าแห่งการทำลายล้าง จากความทรงจำของเจ้าบัลลังก์รุ่นแรกพระเจ้าเก้าสีนั้นปะทะกับพระเจ้าแห่งการทำลายล้างจนบาดเจ็บสาหัสไปทั้งสองฝ่ายแต่พระเจ้าแห่งการทำลายล้างนั้นดูเหมือนใช้ปราณคำสาปและแรงอาฆาตเพื่อกัดกินพระเจ้าของพวกเรา"

     

    "ดังนั้นพระเจ้าเก้าสีจึงต้องแบ่งพลังของตนเองออกเป็นเก้าส่วนและสร้างบัลลังก์ราชันขึ้นมาเพื่อให้เหล่าสิ่งมีชีวิตสามารถต่อกรกับพวกพระเจ้าแห่งความมืดและพวกอาชูร่าได้ ส่วนตัวของท่านนั้นก็เข้าบำเพ็ญเพื่อยับยั้งลมปราณของพระเจ้าแห่งการทำลายล้างที่ทิ้งเอาไว้ จวบจนมาถึงตอนนี้ก็ยังไร้วี่แววของพระเจ้าแห่งพวกเรา แต่ในทางกลับกันพระเจ้าแห่งการทำลายล้างนั้นไม่ได้ต้องปราณอาฆาตเช่นพระเจ้าของพวกเราดังนั้นมึงจึงฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราเจ้าแห่งบัลลังก์ถึงได้เลือกที่จะผนึกจักรวาลเอาไว้อย่างไรละ"

     

    "ส่วนทำไมต้องเอาบัลลังก์มาไว้ยังโลกใบนี้นั้นคำตอบมันก็แสนจะง่ายดาย นั่นเพราะว่าพวกเราเชื่อใจในมนุษย์อย่างไรละ"เจ้าบัลลังก์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

     

    "เชื่อใจในมนุษย์!!"เฟยหรงอุทานขึ้น สิ่งที่เขาพูดหมายความว่าอย่างไร

     

    "ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังมากมาย แต่มนุษย์นั้นไม่ใช่พวกเขาเกิดมาพร้อมกับความอ่อนแอ และอ่อนแออย่างถึงที่สุด และพวกเราเจ้าบัลลังก์เชื่อว่าความอ่อนแอของมนุษย์นี้แหละที่ทำให้พวกเขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองเพื่อความแข็งแกร่งอีกทั้งยังช่วยให้พวกเขาเห็นคุณค่าในชีวิต ดังนั้นพวกเราจึงได้ตัดสินใจผนึกบัลลังก์ราชันเอาไว้ที่นี่ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่เสียส่วนใหญ่"

     

    "ท่านคาดหวังในตัวของมนุษย์มากเกินไปไม่ว่าใครก็มีความโลภในใจกันทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่ข้าเองก็ตาม"เฟยหรงกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย

     

    "ฮ่าๆๆอาจจะจริงอย่างที่เจ้าว่าแต่เมื่อข้าเห็นเจ้าแล้วข้ากลับรู้สึกว่าความคิดของพวกเรานั้นถูกต้องแล้ว เอาเถอะยินดีกับเจ้าผู้เป็นเจ้าของบัลลังก์คนใหม่ด้วย แม้อาจจะใช้วิธีโกงเล็กน้อยแต่นั่นก็เป็นพลังของเจ้าละนะ"เจ้าบัลลังก์กล่าวพร้อมยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาย่อมมองออกมาการที่เฟยหรงสยบบัลลังก์ราชันทั้งหลายได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ย่อมมีตัวช่วยและนั่นก็คือหอคอยเทพมังกรที่อยู่ในตัวของชายหนุ่มนั่นเอง แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่ามันจะทรงอานุภาพจนาดนี้เช่นกันถึงกับที่สยบบัลลังก์ราชันได้ในพริบตาดูเหมือนว่าจะไม่ใช่สมบัติธรรมดาๆเป็นแน่แท้

     

    "เช่นนั้นสุดท้ายนี้ข้าอยากได้ยินนามของท่านจะได้หรือไม่"เฟยหรงกล่าวถามเป็นครั้งสุดท้ายเนื่องจากร่างกายของเจ้าบัลลังก์กำลังจะหายไปแล้วนั่นเอง

     

    "ย่อมได้ นามของข้าคือหยุนฮั่น เจ้าบัลลังก์คนใหม่เอ่ยจงทำทางจักรวาลของเขาไปพบแสงสว่างอีกครั้งด้วยเถิด"รอยยิ้มสุดท้ายของเจ้าบัลลังก์หายไปพร้อมกับเสี้ยววิญญานของเขา เฟยหรงผสานมือคาราวะอย่างนอบน้อมอีกครั้งก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในพายุใหญ่หมือนเดิมเสียแล้ว

     

    เฟยหรงไม่รอช้าเขาใช้อำนาจแห่งบัลลังก์ราชันวายุและลอยผ่านพายุไปอย่างง่ายดาย ไม่ว่าสายลมจะแข็งแกร่งเพียงใดเเต่เมื่อพบเจอกับต้นกำเนิดแห่งสายลมนี้ย่อมต้องหลีกทางให้อย่างแน่นอน

     

    เฟยหรงกลับลงมายังพื้นของผาวายุคลั่งเขาหันหลังกลับไปมองแม้พายุจะเบาลงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หายไปแต่อย่างใด นั่นทำให้เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่และกำลังหันหลังกลับออกไปยังโลกภายนอกในทันที

     

    "ต้องรีบออกไปแล้วไม่งั้นถ้าหากตาแก่นั่นรู้ตัวได้ซวยกันพอดี"เฟยหรงตั้งท่าเตรียมพุ่งทะยานแต่ทันทีที่พุ่งไปไม่ถึงสองจั้งใบหน้าของเขากระทบกับอะไรบางอย่างที่นุ่มๆ

     

    "อัก!"เฟยหรงถึงกับตื่นตระหนกในทันที ที่เขาพุ่งใส่เมื่อครู่มันคือหน้าอก อีกทั้งไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากทวดของเขาอย่างหยุนเซียนนั่นเอง

     

    "หุหุ เจ้าเหลนตัวน้อยของข้า เข้ามาขโมยของที่นี่แล้วจะออกไปง่ายๆได้อย่างไร"หยุนเซียนกล่าวขึ้นมือสองข้างโอบกอดเฟยหรงเอาไว้พร้อมเอาแก้มถูไถอย่างเอ็นดู

     

    "ทะ ท่าน ปล่อยข้านะ"เฟยหรงรีบทำท่าผละตัวออกในทันใดแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย และในขณะที่ทวดกับเหลนกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นั้น หยุนฮ่าวก็ปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆพร้อมกับมองเฟยหรงที่สีหน้าไม่สู้ดีด้วยความตลกในใจ ดูเหมือนเจ้าเหลนคนนี้จะไม่ค่อยถูกกับอะไรอย่างนี้สินะ

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน