ข่าวไฟไหม้โกดังไม้แพร่กระจายเร็วกว่าที่คาด รุ่งเช้า หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทางูเาเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบ ผู้คนรวมกลุ่มกันเป็หย่อม ๆ สายตามองไปยังซากไม้ดำไหม้ที่ยังส่งกลิ่นควันอ่อน ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง เพราะทุกคนรู้ดีว่าโกดังนั้นไม่ใช่ที่ที่ชาวบ้านธรรมดาควรยุ่งเกี่ยว
คนที่เกี่ยวข้องเริ่มรู้ตัว และคนที่รู้ตัวเริ่มกลัว หลัวอวิ๋นไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว ยามเช้า เขาเคลื่อนตัวไปตามแนวเขาห่างออกมาเกือบสิบลี้ เลือกพื้นที่สูงที่มองเห็นเส้นทางหลักจากระยะไกล พื้นดินเต็มไปด้วยเศษหินและพุ่มไม้เตี้ย ไม่มีแหล่งน้ำ ไม่มีร่องรอยการพักค้าง เหมาะสำหรับคนที่ไม่้าถูกตามรอย
เขานั่งอยู่ใต้เงาหินขนาดใหญ่ เสื้อคลุมพาดไหล่ ดวงตาจับจ้องเส้นทางเบื้องล่างอย่างนิ่งสงบ ไม่ได้เพ่งมองผู้คน แต่ฟังเสียง เสียงเกวียน เสียงฝีเท้า เสียงของผู้คคน ทุกอย่างผ่านเข้ามาในสติอย่างเป็ระบบ หลัวอวิ๋นกำลังรอ ไม่ใช่เหยื่อแต่เป็ “การตอบสนอง”
ไม่นาน เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากเส้นทางเบื้องล่าง กลุ่มนักเดินทางติดอาวุธสามคนหยุดพักใกล้โขดหินด้านล่าง เสียงพูดคุยดังแว่วขึ้นมา
“เมื่อคืนโกดังนั่นโดนเล่นงาน”
“เออ ได้ยินว่าไม่มีใครรอด”
“ใครมันกล้าขนาดนั้นกัน”
หลัวอวิ๋นไม่ขยับ เขาเพียงฟังอยู่เงียบๆ
“ข้าว่ามันไม่ใช่โจรธรรมดา”
“แปลก ถ้าเป็โจรทั่วไปก็ไม่น่าทำแบบนั้น”
“การฆ่ามันมืออาชีพเกินกว่าจะใช่โจรธรรมดา”
คำพูดนั้นทำให้หลัวอวิ๋นหรี่ตาเล็กน้อย ถูกต้องเขาไม่ได้้าให้ใครรู้ว่าเป็ใคร แต่้าให้คนรู้ว่านี่ไม่ใช่เื่บังเอิญ
กลุ่มนักเดินทางคุยกันต่ออีกครู่ ก่อนจะรีบออกเดินทางต่อ สีหน้าท่าทางระแวดระวังมากกว่าตอนมา หลัวอวิ๋นรอจนเสียงฝีเท้าหายไป จึงค่อยขยับตัว เขาลุกขึ้นช้า ๆ ปรับเสื้อคลุมให้เข้าที่ ก่อนจะยกมือพึมพำเสียงต่ำ
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
เงาร่างกลืนเข้ากับภูมิประเทศ จากนั้นจึงเคลื่อนตัวลงจากพื้นที่สูง มุ่งหน้าไปยังจุดพักถัดไป เส้นทางที่เขาเลือกไม่ใช่เส้นตรง แต่เป็เส้นที่อ้อมเล็กน้อย ผ่านพื้นที่ที่มีร่องรอยการเคลื่อนไหวของผู้คนมากขึ้น เขา้าข้อมูลและข้อมูลมักมากับความเสี่ยง
่สาย หลัวอวิ๋นเข้าใกล้ตลาดชั่วคราวที่ตั้งอยู่ริมทางการค้า ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก มีเต็นท์ผ้าเรียงราย กลิ่นอาหารคละคลุ้ง เสียงต่อรองราคาดังเป็ระยะ ที่นี่เป็แหล่งรวมข่าวสารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะผู้คนจากหลายทิศทางมักหยุดพักแลกเปลี่ยนเสบียง
หลัวอวิ๋นไม่เข้าไปกลางตลาด เขาเลือกนั่งที่ขอบด้านนอก ใกล้ร้านน้ำเล็ก ๆ ทำตัวเหมือนนักเดินทางธรรมดาที่พักเอาแรง เสื้อผ้าไม่โดดเด่น อาวุธไม่ปรากฏ ไม่มีใครให้ความสนใจเป็พิเศษ เขาเพียงฟังเงียบๆ
“ได้ยินว่าพวกเส้นทางใต้เริ่มระส่ำ”
“โกดังหายไปหนึ่ง จุดพักหายไปสอง”
“ใครมันช่างกล้าไปยุ่งกับพวกนั้น ไม่รักชีวิตแล้วหรือไงกัน”
คำถามนั้นไม่มีคำตอบ แต่มีชื่อหนึ่งเริ่มถูกพูดถึงแ่ ๆ ระวัง ๆไม่ใช่ชื่อคนแต่เป็ชื่อกลุ่ม
หลัวอวิ๋นไม่แสดงอาการใด ๆ แต่ในใจเริ่มจดจำทันที เขาไม่รีบ ไม่ถาม ไม่แทรกบทสนทนา การรีบเกินไปคือการเปิดเผยตัว เมื่อได้ยินพอสมควร เขาจึงลุกขึ้นจากร้านน้ำ เคลื่อนตัวออกจากตลาดอย่างเป็ธรรมชาติ ไม่มีใครมองตาม ไม่มีใครจำได้
การเตรียมการของเขาเริ่มได้ผล ข่าวเริ่มวิ่งความกลัวเริ่มขยาย แต่ยังไม่พอ หลัวอวิ๋น้า “หลักฐาน” มากกว่านี้
เขามุ่งหน้าไปยังพื้นที่รกร้างทางทิศตะวันตก ที่นั่นมีซากค่ายพักเก่า ถูกทิ้งร้างมานาน แต่ยังใช้เป็จุดนัดพบลับของพวกค้าของเถื่อนบางกลุ่ม เส้นทางนี้อันตรายกว่า แต่ก็มีโอกาสมากกว่า
ก่อนเข้าใกล้ เขาหยุดลงใต้ต้นไม้ใหญ่ หลัวอวิ๋นหลับตา ปรับลมหายใจ จากนั้นพึมพำเสียงต่ำ
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าร่างกายตอบสนองดีขึ้นกว่าก่อนหน้า แม้ยังต้องใช้พลังมาก แต่การกระจายแรงกลับเสถียรกว่าเดิมเล็กน้อย
เขากำมือ คลายมือ กล้ามเนื้อขยับตามสั่ง ไม่มีอาการสะดุด หลัวอวิ๋นไม่ยิ้ม ไม่ดีใจ แต่จดจำความรู้สึกนี้ไว้ เพราะมันหมายความว่า การเตรียมตัวของเขาเริ่มส่งผล เมื่อเข้าใกล้ซากค่าย เสียงพูดคุยเบา ๆ ก็ดังขึ้น ที่นั่นมีคนอยู่จริง
หลัวอวิ๋นลดระดับการหายใจ เคลื่อนตัวเข้าใกล้อย่างระมัดระวัง ไม่ใช้พลังโดยไม่จำเป็ เขาแยกแยะเสียงได้อย่างรวดเร็ว มีอย่างน้อยสี่คน ลมปราณไม่สูง แต่ไม่ต่ำเกินไป เป็พวกที่ผ่านสนามมาบ้าง
เขาไม่คิดจะฆ่าทันที เขา้าฟังและเมื่อเขาได้ยินชื่อเดิมซ้ำอีกครั้ง หลัวอวิ๋นก็รู้ว่าเขาเดินมาถูกทางแล้ว การล้างแค้นไม่ใช่เื่ของอารมณ์ แต่มันคือการทำให้โลก ค่อย ๆ บีบตัวเองเข้าหาความจริง และเขาจะเป็แรงบีบนั้น
ซากค่ายพักเก่าตั้งอยู่ท่ามกลางแนวหญ้าสูงและกองหินพัง เสาไม้ที่เคยใช้ผูกเต็นท์หักโค่นลงมานานแล้ว เหลือเพียงโครงกระท่อมเตี้ย ๆ ที่ใช้บังแดดบังฝนได้เพียงเล็กน้อย รอบพื้นที่มีร่องรอยการใช้งานใหม่ รอยเท้า รอยล้อเกวียน และเศษเถ้าถ่านจากกองไฟที่ยังไม่เย็นสนิท
หลัวอวิ๋นหยุดอยู่หลังพุ่มไม้เตี้ย ห่างจากค่ายไม่ถึงยี่สิบก้าว เขาไม่เร่ง ไม่ขยับ เขาเพียงฟัง เสียงพูดคุยดังขึ้นจากภายในค่าย ชายสี่คนกำลังนั่งล้อมกองไฟเตี้ย ๆ เสียงหัวเราะแหบพร่าผสมกลิ่นสุราเจือจาง ลมปราณของพวกมันแผ่ออกมาไม่สม่ำเสมอ แต่ก็ชัดเจนพอจะบอกได้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
“ข้าว่า่นี้มันแปลก” ชายคนหนึ่งพูด พลางกวาดสายตามองรอบค่าย
“โกดังถูกโจมตีแบบนั้น ไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ๆ”
อีกคนหัวเราะเบา ๆ “ใครจะกล้าไปยุ่งกับท่านผู้นั้น ถ้าไม่ใช่คนบ้า หรือคนที่ไม่รู้ว่ากำลังยุ่งกับอะไร”
หลัวอวิ๋นหรี่ตา “ท่านผู้นั้น” คำนี้ เขาได้ยินเป็ครั้งที่สามแล้ว
“ข้าได้ยินมาว่า คนที่ลงมือใช้วิชาประหลาด” ชายคนที่สามพูดเสียงต่ำลง “ไม่รู้ว่าเป็คนของสำนักใดหรือจากตระกูลไหน”
“อืม… เหมือนผี”
“โผล่มา ฆ่า แล้วก็หายไป”
หลัวอวิ๋นไม่รู้สึกะเื คำพูดเหล่านี้คือสิ่งที่เขา้าให้เกิดขึ้น เขาขยับตัวเล็กน้อย เปลี่ยนตำแหน่งให้มองเห็นหน้าพวกมันชัดขึ้น หนึ่งในนั้นเป็ชายวัยกลางคน ใบหน้าหยาบกร้าน มีรอยแผลยาวพาดแก้มซ้าย ดวงตาไม่สู้ดี แต่แฝงความระแวดระวัง คนนี้รู้มากกว่าอีกสามคน หลัวอวิ๋นจดจำทันที
“ข้าไม่สนว่าใครทำ” ชายคนนั้นพูดต่อ “แต่ถ้ามันยังไม่หยุด ท่านผู้นั้นจะต้องไม่อยู่นิ่งเป็แน่”
สิ้นเสียงบรรยากาศรอบกองไฟเปลี่ยนไปเล็กน้อย อีกสามคนเงียบลง สีหน้าระแวงชัดเจนขึ้น หลัวอวิ๋นตัดสินใจแล้ว เขาไม่้าทุกคน เขา้าแค่ “หนึ่งคน” เพื่อเค้นช้อมูล
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
เงาร่างพร่าเลือนอีกครั้ง คราวนี้เขาเคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่ยังคงไร้เสียง ฝีเท้าแตะพื้นอย่างแม่นยำ เขาอ้อมไปด้านหลังค่าย เลี่ยงแสงไฟ ก่อนจะหยุดอยู่หลังชายที่มีแผลพาดแก้ม กลิ่นควันและสุรากลบกลิ่นตัวเขาอย่างพอดี
หลัวอวิ๋นยกมือขึ้นเรียกค้อนออกมา เขาใช้สันค้อนกระแทกเข้าที่ท้ายทอยอย่างแม่นยำ ไม่แรงพอจะฆ่า แต่พอให้ร่างนั้นทรุดลงทันที อีกสามคนชะงัก หันมองอย่างใ แต่ภาพตรงหน้าเลือนรางเกินไป
“เฮ้ย ใคร—!”
หลัวอวิ๋นไม่เปิดโอกาส เขาพึมพำเสียงต่ำ
“อาคมแมลง… จงกลายเป็ต่อแตน”
ฝูงแมลงพุ่งออกจากเงามืด บินเข้าไปโจมตีอย่างฉับพลัน เสียงสบถดังขึ้นพร้อมความโกลาหล ชายสามคนลุกขึ้น โบกมือปัด หลัวอวิ๋นอาศัยจังหวะนี้พุ่งเข้าโจมตีปิดชีพคนที่เหลือทั้งหมดทันที
เขาลากร่างชายที่สลบออกไปยังพุ่มไม้หนาทึบ ห่างจากค่ายพอสมควร จากนั้นจึงวางร่างนั้นลงกับพื้นหญ้า เขานั่งยอง ๆ รออย่างใจเย็น ไม่นานชายคนนั้นก็เริ่มได้สติ
ดวงตาเบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นเงาคนตรงหน้า พยายามดิ้น แต่ถูกค้อนวางพาดไว้บนอกอย่างมั่นคง น้ำหนักกดจนขยับไม่ได้
“อย่าร้อง” หลัวอวิ๋นพูดเสียงเรียบ “ถ้ายังไม่อยากตาย”
น้ำเสียงนั้นไม่ดังแต่ชัด ชายคนนั้นกลืนน้ำลาย ดวงตาสั่นเล็กน้อย พยักหน้าช้า ๆ หลัวอวิ๋นไม่ถามชื่อไม่ถามที่มา เขาเริ่มจากสิ่งที่้ารู้
“พูดสิ่งที่เ้ารู้ออกมาให้หมด”
ชายคนนั้นนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดเสียงแหบ “ข้า ข้าเป็แค่คนส่งข่าว ไม่รู้เื่อะไร ปล่อยข้าไปเถอะ”
ค้อนกดลงหนักขึ้นเล็กน้อย ไม่ต้องใช้คำขู่
“เส้นทางขนย้าย” ชายคนนั้นรีบพูด “ของที่ได้มาจาก… จากการกวาดล้าง”
หลัวอวิ๋นหรี่ตา
“ของอะไร”
ชายคนนั้นเม้มปาก สีหน้าลังเล หลัวอวิ๋นขยับค้อน เพียงนิดเดียว
“ข้าไม่รู้รายละเอียด” ชายคนนั้นพูดเร็ว “รู้แค่ว่ามันสำคัญมาก พวกตระกูลใหญ่กับกลุ่มเื้ั้ามัน ถึงกับยอมทำเื่ใหญ่แบบนั้น”
“ใครสั่ง”
ชายคนนั้นส่ายหน้าแรง “ข้าไม่รู้ชื่อจริง รู้แค่ว่ามีคนกลางเรียกเขาว่า ‘นายท่าน’”
“เส้นทางต่อไปอยู่ที่ไหน”
ชายคนนั้นหลับตาแน่น ก่อนจะพูดชื่อสถานที่หนึ่งออกมา เสียงสั่น แต่ชัดเจน หลัวอวิ๋นจำได้ทันที เป็จุดตัดของเส้นทางการค้าหลายสาย ข้อมูลเพียงพอแล้ว
หลัวอวิ๋นลุกขึ้นยกค้อนขึ้นสูง ชายคนนั้นเบิกตากว้าง พยายามพูดบางอย่าง แต่เสียงไม่ทันออกจากลำคอ ค้อนฟาดลงอย่างแม่นยำ เสียงกระดูกแตกดังแ่ ร่างนิ่งสนิทในทันที ไม่มีความลังเล ไม่มีความโกรธ เป็เพียงการปิดปาก
หลัวอวิ๋นลากร่างนั้นไปยังซอกหิน ลบร่องรอยอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงถอยออกจากพื้นที่ เมื่อเคลื่อนตัวออกห่างจากค่าย หลัวอวิ๋นหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หายใจช้า ๆ พึมพำเสียงต่ำอีกครั้ง
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความอุ่นแผ่ซ่านออกมา แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ชัดเจนกว่าเดิม ร่างกายตอบสนองเร็วขึ้นเล็กน้อย แม้ยังต้องใช้พลังมาก แต่เสถียรภาพดีขึ้น เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่จดจำความรู้สึกนี้ไว้ บางอย่างกำลังขยับ ไม่ใช่ระดับพลังแต่เป็ “รากฐาน”
หลัวอวิ๋นมองไปยังทิศทางที่ได้ชื่อสถานที่มา ดวงตานิ่ง เย็น และคมกริบกว่าเดิม การล้างแค้นเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว