TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 170 กายาวิญญาณอัคคี

    ตอนที่ 170 กายาวิญญาณอัคคี


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    เฟิร์สรำลึกถึงสิ่งที่อาจารย์ผู้นั้นเคยสอนเกี่ยวกับเรื่องเคล็ดวิชากายา


    ในโลกของอาจารย์ผู้นั้นกายานับว่าเป็นความแข็งแกร่งของร่างกาย บางคนโชคดีเป็นลูกรักของสวรรค์ เพียงถือกำเนิดขึ้นมาก็ครอบครองกายาอันล้ำค่าได้แล้ว ส่วนคนธรรมดาก็สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชากายาได้เช่นกัน


    เคล็ดวิชากายากระบี่ของเฟิร์สเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาสามารถฝึกฝนมันได้ด้วยตัวเอง


    โลกนี้มีกายาอยู่นับไม่ถ้วน มีความแข็งแกร่งและอ่อนแอต่างกัน


    แม้กายากระบี่จะดูล้ำเลิศ แต่มันกลับไม่ใช่กายาที่อยู่ในแนวหน้าด้วยซ้ำ 


    ในหมู่กายาทั้งหมด ยังมีร่างกายาในตำนานที่หาได้ยากในหมู่ผู้คน ซึ่งกายาที่เฟิร์สได้รับในตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น 


    “กายาวิญญาณอัคคี” กายาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวิญญาณที่มีธาตุอัคคี


    ว่ากันว่ามีตัวตนที่ล้ำเลิศเกิดมาก็มีกายาเหล่านี้ติดตัว และมีตำนานเล่าว่าสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชากายาวิญญาณอัคคีได้เช่นกัน แต่กายาในตำนานเช่นนี้นับว่าฝึกฝนได้ยากลำบากเป็นอย่างมาก


    ทว่าตอนนี้เฟิร์สกลับได้รับกายานี้ราวกับเป็นโชค 


    เปลวเพลิงสีเงินได้ดูดความร้อนของพิภพลาวาให้กลายมาเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงร่างกายของเฟิร์ส


    ขั้นตอนนี้ทำให้ลาวารอบข้างค่อยๆ แข็งตัวเพราะสูญเสียความร้อน ทว่าความร้อนเหล่านั้นกลับหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเฟิร์สแทน ทำให้ทุกๆ เซลล์เนื้อเยื่อของเขาค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง


    การเปลี่ยนแปลงนี้ถึงขั้นลงลึกไปถึงอนุภาค เกินกว่าที่หลักทางวิทยาศาสตร์จะบรรยายออกมาได้


    ขั้นตอนนี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ มันไม่ได้เหมือนตอนที่มอนสเตอร์ตัวนั้นเกิดใหม่เป็นราชา นั่นเพราะการทำลายและสร้างขึ้นมาใหม่


    แต่ในกรณีของเฟิร์สนั้นคือการเปลี่ยนแปลง ร่างกายเกิดการวิวัฒน์ คล้ายกับการเปลี่ยนก้อนหินให้กลายเป็นทอง ซึ่งมันต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมหาศาล


    “ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่ว่าจิตรับรู้ของฉันนั้นกลับเฉียบคมเป็นอย่างมาก ถึงขั้นรับรู้ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงแม้จะเกิดขึ้นในจุดเล็กๆ” เฟิร์สอดที่จะคิดพึมพำไม่ได้


    เขาในตอนนี้ไม่ต่างไปจากยุงที่ติดอยู่ในผลึกอำพัน ทว่าเขายังมีชีวิต แต่ไม่สามารถขยับร่างกายใดๆ ได้


    ลาวารอบข้างเริ่มเปลี่ยนเป็นของแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ พลังความร้อนถูกดูดเข้าไปอย่างรวดเร็ว


    เฟิร์สไม่รู้ว่ากระบวนการนี้จะเสร็จสิ้นเมื่อใด ในใจเกิดความร้อนรนไม่น้อย


    หนึ่งวันผ่านไป


    สามวันผ่านไป


    เจ็ดวันผ่านไป


    สิบห้าวันผ่านไป


    วันคืนล่วงเลยผ่านไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง แต่ทว่าเฟิร์สกลับยังคงจมดิ่งอยู่ใต้ลาวาเช่นเดิม


    ทว่าพื้นที่ที่เขาอยู่ในตอนนี้กลับไม่สามารถเรียกว่าลาวาได้อีกต่อไป เพราะมันกลายเป็นของแข็งสีดำที่เย็นเยียบเนื่องจากถูกดูดกลืนความร้อนไปเสียหมด


    และขั้นตอนนี้ก็ยังแผ่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง จากจุดเล็กๆ ได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ


    เฟิร์สยังคงไม่สามารถขยับตัวได้เช่นเดิม แต่เขากลับรับรู้ทุกอย่างผ่านสัมผัสที่เฉียบคม


    เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ เขาจึงได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำความเข้าใจโลกเพลิงสีเงินซึ่งเป็นวิญญาณของเขา


    ซึ่งเขาพบว่าระดับขั้นของวิญญาณนี้ได้ลดต่ำลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก


    ในตอนแรกที่วิญญาณของเขามีระดับเทียบเท่ากับครึ่งเซียน ตอนนี้กลับมีระดับไม่ต่างไปจากวิญญาณเริ่มต้นเท่านั้น ทำให้เขารู้สึกมึนงงกับการเปลี่ยนแปลง


    “ขั้นพลังวิญญาณของฉันกลับมายังจุดเริ่มต้น มันอาจเป็นเพราะวิญญาณที่วิวัฒน์เป็นโลกใบหนึ่ง ดูเหมือนว่าฉันจะสูญเสียความได้เปรียบทางด้านวิญญาณไปซะแล้ว” 


    เฟิร์สนั้นอดที่จะเศร้าใจไม่ได้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาขั้นพลังวิญญาณคือหนึ่งในข้อได้เปรียบของเขาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า


    แต่ถึงแม้จะเป็นวิญญาณเริ่มต้น แต่มันก็ยังเป็นวิญญาณเริ่มต้นที่แข็งแกร่งอยู่ดี หากให้เทียบกับพลังรบ วิญญาณของเฟิร์สในตอนนี้คงจะมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ดาราแดงหนึ่งแฉกได้ มันอ่อนแอเสียยิ่งกว่าการบ่มเพาะจริงๆ ของเขาเสียอีก


    “โชคดีที่ยังมีศาสตร์ความรู้ของวิถีโลกเทียมมอบให้อยู่ เป็นใครกันแน่ที่ช่วยเหลือฉัน?” เฟิร์สเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตนลึกลับที่ลอบช่วยเหลือเขาหลายต่อหลายครั้ง


    หากอาจารย์คนนั้นของเขาไม่ได้เป็นแค่ตัวตนผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วง เขาคงจะคิดว่าผู้ที่มาช่วยเหลือคืออาจารย์ของเขา


    แต่เรื่องนั้นมันไร้สาระยิ่ง อาจารย์ของเขาไม่มีทางทรงพลังถึงขนาดมีพลังในระดับสิ่งมีชีวิตหลากโลกา


    “ในเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ใช้เวลาเหล่านี้ทำความเข้าใจวิถีโลกเทียมเถอะ” 


    เฟิร์สเริ่มปลงกับสถานการณ์ของตนเองในตอนนี้ กายเนื้อกำลังเกิดการวิวัฒน์ ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ดั่งใจ


    เขาจึงตัดสินใจจมจ่อมอยู่ในโลกเพลิงสีเงิน ทำความเข้าใจในวิถีโลกเทียมไปพลาง สร้างวิถีกระบี่ที่สามไปพลาง เก็บตัวบำเพ็ญอย่างไม่หยุดยั้ง


    เวลานั้นล่วงผ่านไปนานเรื่อยๆ จนพื้นที่ส่วนหนึ่งของอบิสแห่งนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาด นั่นคือการปรากฏพื้นที่สีดำที่เยียบเย็น สถานที่ที่มีอุณหภูมิที่ต่ำที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ท่ามกลางความร้อนแรงของอบิสแห่งนี้


    จนกระทั่งผ่านไปถึงครึ่งปี 


    โลกภายนอกนั้นเกิดเหตุการณ์ที่วุ่นวายอลหม่าน


    ข่าวในทีวีทุกช่องต่างเสนอข่าวที่น่าสนใจนี้


    “เฟิร์สวัน เด็กหนุ่มที่ได้รับการคาดหวังว่าจะกลายเป็นแรงค์ SSS คนต่อไปของประเทศไทย ขณะนี้ได้สูญหายอยู่ในอบิสสีแดงระดับสูง ทางนิวโฮปได้ส่งกองกำลังออกไปค้นหา โดยระดมเวเนเตอร์แรงค์ SS มากมาย อีกทั้งยังขอความร่วมมือจากแคลนอื่นๆ เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ ตอนนี้เฟิร์สวันหายตัวไปมากกว่าหกเดือนแล้ว แต่ทางนิวโฮปก็ยังไม่สามารถหาเขาได้พบ”


    “หลังจากระดมกำลังออกตามหาเฟิร์สวันความหวังของแรงค์ SSS ในสิบเจ็ดครั้งที่ผ่านมา ทีมสำรวจปฏิบัติการล้มเหลว พวกเขาไม่พบร่องรอยของเฟิร์สวัน เนื่องจากอบิสแห่งนั้นกว้างใหญ่มาก พวกเขาพยายามกันอย่างสุดความสามารถ แต่กลับไม่มีความหวัง”


    “มีข่าวลือว่าเฟิร์สวันได้พลาดท่าให้กับอบิสสีแดงระดับสูง เนื่องจากเขาลุยเดี่ยวเข้าไปที่นั่น โดยไม่รับการช่วยเหลือจากใคร แม้ว่าเขาจะเป็นยอดฝีมือ แต่หากประมาทให้กับอบิสระดับนี้ก็ไม่สามารถพ้นชะตากรรมของความเสียหายได้”


    “คนไทยไร้ความหวัง นักวิชาการคาดว่าประตูอบิสสีแดงระดับสูงแห่งนี้ใกล้จะปิดตัวลงแล้ว ซึ่งในขณะนี้ยังไม่สามารถหาร่างของเฟิร์สวันได้พบ มีการคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าเขาพบกับรังมอนสเตอร์ที่นั่นแล้วลุยเดี่ยวเข้าไป การปะทะกับนางพญามอนสเตอร์ไม่ใช่เรื่องที่สามารถประมาทได้ ตอนนี้ทางนิวโฮปเริ่มวางมือแล้ว พวกเขาไม่กล้าส่งคนเข้าไปในขณะที่ประตูเริ่มจะปิดตัวลง”


    “การสูญเสียของคนไทย เวเนเตอร์ลูกรักของพระเจ้าเฟิร์สวัน หายไปอย่างไม่กลับมา ประตูอบิสถูกปิดลงแล้ว ไร้วี่แววของอัจฉริยะโลกตะลึง นี่คือความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ”


    ตลอดเวลาที่ผ่านมามีหัวข้อข่าวมากมายได้พูดถึงเรื่องของเฟิร์ส


    เวลาผ่านไปปีกว่าแล้วในที่สุดประตูอบิสก็ปิดลง แต่ไร้ซึ่งเงาของเด็กหนุ่ม


    คุณหมอสมคิดเสียใจเป็นอย่างมาก เขายังจำวันสุดท้ายที่ลูกชายของเขาออกไปทำงานได้


    หลายคนต่างพูดว่าการซื้อบ้านใหม่และทิ้งทรัพย์สินมากมายให้กับผู้เป็นพ่อคือการสั่งเสีย


    คุณหมอสมคิดพยายามที่จะเข้าไปตามหาลูกของเขาด้วยตนเอง แต่ที่นั่นอันตรายเกินไปนิวโฮปจึงไม่อนุญาต และแล้วเขาก็ไม่ได้พบกับลูกชายของเขาอีกครั้ง


    การสูญเสียนี้ทำให้คุณหมอสมคิดซึมเศร้าไปในทันที แม้เขาในตอนนี้จะร่ำรวยเงินทอง แต่กลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย


    การจากไปของเฟิร์สทำให้นิวโฮปต้องวุ่นวายเป็นอย่างมาก เฟิร์สถูกตั้งเป็นความหวัง แต่บัดนี้พวกเขาได้สูญเสียความหวังนั้นไปแล้ว


    หลังจากที่เบื้องบนสั่งให้วางมือ ยิ่งนานวันชื่อของเฟิร์สวันก็ค่อยๆ ถูกลืมเลือน แต่ผู้คนก็ยังจำเขาได้ว่าครั้งหนึ่งเขาคืออัจฉริยะที่เป็นความหวังของประเทศ


    วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในปีที่สามของการหายตัวไปของเด็กหนุ่ม


    ภายในอบิสที่มีอุณหภูมิสูงจนสิ่งมีชีวิตทั่วไปไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ใต้พื้นดินที่เป็นซากหินสีดำที่เยียบเย็น


    ภายใต้ความลึกในระดับที่น่าหวาดหวั่นนั้นยังมีร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งปรากฏอยู่ในใจกลาง


    ตอนนั้นเอง ...


    โครม!


    ครืน! ครืน! ครืน!


    จู่ๆ แผ่นดินบริเวณนั้นก็ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ มันคือเปลวไฟสีเงิน


    บางสิ่งพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินจนทำให้ซากหินสีดำแตกสลาย 


    ร่างอันเปล่าเปลือยของเด็กหนุ่มปรากฏขึ้น รูปลักษณ์ของเขาแทบจะไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย มีเพียงเรือนผมที่เปลี่ยนจากสีดำกลายเป็นสีเงิน จากเรือนผมที่สั้นกลายเป็นยาวตรงสยายถึงปลายเท้า


    วินาทีที่เขาปรากฏตัวขึ้นมาร่างทั้งร่างก็โอบล้อมไปด้วยเปลวเพลิงสีเงิน

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน