ยอดยุทธชุดชมพู

    66.ฉีกหน้าฮ่องเต้เฟย

    66.ฉีกหน้าฮ่องเต้เฟย

                   เฟยหานตงสีหน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจที่ไป๋หลงไม่ให้ความสนใจเขา

                   ดูเหมือนว่าเรื่องคู่หมั้นนี้ถ้าเขายังไม่รีบจัดการเขาต้องถูกไป๋หลงเมินแบบนี้ตลอดไป บางทีอาจร้ายแรงถึงขั้นนางไม่สนใจเขาแล้วจริงๆยิ่งเมื่อนึกถึงคู่แข่งตัวฉกาจอย่างเยี่ยนเฟยแล้ว ก่อนที่ความทรงจำนางจะคืนกลับมา เขาต้องรีบจัดการเรื่องยุ่งเหยิงที่บิดาสร้างไว้เสียก่อน

                   “คู่หมายอะไรเกี่ยวดองกับสกุลเฉินอะไร”น้ำเสียงเย็นชาของเฟยหานตงกล่าวขึ้น “เสด็จพ่อท่านเคยได้ยินองค์หญิงเผ่าเฉินกับข้าเอ่ยถึงเรื่องหมั้นหมายต่อหน้าท่านหรือไม่เคยได้ยินพวกเราบอกว่าชอบพอกันหรือไม่”คำถามของเฟยหานตงทำให้ผู้คนตกตะลึง

                   “จะ...เจ้าหมายความว่าอย่างไร”ฮ่องเต้เฟยถามด้วยความตกตะลึง

                   ไป๋หลงเลิกคิ้วขึ้น นึกสนใจเรื่องราวตรงหน้าเธอก็อยากดูเหมือนกันว่าเฟยหานตงจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรในเมื่อคนผู้นี้คือมังกรฟ้ามาจุติ เธอย่อมไม่สงสัยความรักที่เขามีให้ตนเขารอเธอนับแสนปีโลกมนุษย์ เฝ้าดูเธอในอีกภพเวียนว่ายตายเกิด มีลูกหลานมีสามีคนแล้วคนเล่า เขากลับภาวนาให้เธอได้พบคนดีๆ มีครอบครัวมีชีวิตที่ดีที่สงบสุขไม่ต้องทุกข์ใจ บุรุษที่มีความรักลึกซึ้งถึงเพียงนี้เธอย่อมไม่สงสัยในความรักที่เขามีให้ตน...

                   ทว่า! เรื่องที่เขากล้าเล่นกับความรู้สึกของเธอไม่ใช่เรื่องที่จะอภัยกันได้ง่ายๆ หลอกลวงเธอนับปี ปล่อยให้เธอร้องไห้เสียใจจนเธอแทบจะตัดใจจากเขาได้โดยสิ้นเชิง เขากลับเสนอหน้ากลับมา สารภาพทุกอย่าง!             

                   นึกแล้วก็อยากกระโดดถีบคนผู้นี้จริงๆ!

                   ไป๋หลงได้แต่พยายามใจเย็นกดข่มอารมณ์โมโหไว้ก่อน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่แค้นนี้ต้องได้ชำระแน่นอน!

                   ส่วนเรื่องหมั้นหมายตรงหน้าหากเฟยหานตงจัดการไม่ได้ดีพอ ไม่เป็นที่พอใจของเธอละก็ รับรองได้ว่าไป๋หลงคนนี้จะหาอกผู้ชายคนใหม่มาซบทันที!

                   จะว่าไปแล้วรสนิยมเธอก็ไม่ตายตัวขอเพียงหล่อเหลา รูปร่างดี ผิวขาว และเธอเห็นแล้วถูกชะตา เธอย่อมสนใจทั้งสิ้น!ดังนั้นหากจะหาผู้ชายใหม่ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร 

                   ไป๋หลง ยกยิ้มที่มุมปากขณะคิดเรื่องชั่วร้ายจินตนาการตอนเฟยหานตงอาละวาด หากรู้ว่าเธอกำลังคิดจะไปซบอกชายอื่น!

                   เฟยหานตงที่ถูกพระบิดาชี้หน้ากลับมีท่าทางนิ่งเฉยเย็นชา ไม่สะดุ้งสะเทือนกับโทสะของพระบิดา

                   “ตั้งแต่แรกลูกไม่เห็นด้วยกับเรื่องหมั้นหมายนี้เสด็จพ่อเองก็ทรงทราบดี”เฟยหานตงกล่าว ขณะจ้องพระบิดาด้วยสายตาเย็นชา“เป็นเสด็จพ่อที่บอกว่าไป๋หลงไม่สนใจลูก เสด็จพ่อจึงให้ลูกเล่นละครเพื่อจะได้รู้ความรู้สึกของไป๋หลง หากว่านางมีใจนางต้องเสียใจแน่ถ้าได้ยินข่าวเรื่องลูกหมั้นกับคนอื่น”เฟยหานตงเปิดโปงแผนการของพระบิดาต่อฝูงชนจำนวนมาก ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนรอบด้าน และความโกรธของฮ่องเต้เฟย“เสด็จพ่อท่านประเมินลูกคนนี้ต่ำเกินไป คนอย่างข้าเฟยหานตงเมื่อได้รักใครแล้วข้าไม่มีวันเปลี่ยนใจ”ปากกล่าวถึงพระบิดา แต่สายตากลับมองไปไป๋หลงด้วยแววตาอ่อนโยนและรักใคร่อย่างลึกซึ้ง

                   ไป๋หลงถูกสายตาคนมากมายจับจ้องทันทีเมื่อเฟยหานตงมองมาที่นางคนถูกบอกรักทางอ้อมถึงกับตั้งตัวไม่ทัน สีหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ ‘มารดามันเถอะ!เจ้าน้ำแข็งก้อนนี้มันรู้จักหยอดคำหวานแบบนี้ด้วยหรือ’ไป๋หลงก่อนด่าในใจ ทว่ากัดริมฝีปากตัวเอง แสร้งก้มมองปลายเท้าไม่สนใจสายตาของเฟยหานตง แต่หน้ากับร้อนวูบจนแดงก่ำฟ้องว่าเธอเขินอาย

                   เฟยหานตงเห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างพึงพอใจครู่นึงก่อนจะหันไปจ้องพระบิดาที่ กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเต็มไปด้วยโทสะต่อเขา

                   ฮ่องเต้เฟยโกรธจนชี้หน้าพระโอรสที่พระองค์รักและโปรดปรานที่สุด“จะ...เจ้า”นิ้วที่ชี้หน้าพระโอรสถึงกับสั่น ด้วยแรงอารมณ์โมโหแบบสุดขีด

                   ขณะที่ฮ่องเต้เฟยจะอ้าปากพูดต่อ เฟยหานตงกลับพูดขึ้น

                   “เสด็จพ่อ ความจริงท่านผิดพลาดตั้งแต่เรื่องคู่หมั้นของลูกแล้วท่านไปขอหมั้นกับองค์หญิงอาณาจักรเฉิน ท่านรู้หรือไม่ว่าองค์หญิงเฉินเมิ่งไฉผู้นี้ความจริงแล้ว นางกับไป๋หลงรู้จักกัน และนางไม่มีทางทำสิ่งใดให้ไป๋หลงเสียใจ”คำถามของเฟยหานตงทำให้ทุกคนประหลาดใจแม้แต่ไป๋หลงเอง

                   ‘ข้ากับองค์หญิงผู้นี้รู้จักกันหรือ?’ไป๋หลงคิดขณะเบนสายตาไปทางองค์หญิงเฉินเมิ่งไฉใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าปิดหน้ามีแค่ดวงตาคู่งามกลมโตที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้าออกมา ได้ยินว่าปีนี้องค์หญิงอายุหกปีเท่ากับเฟยหานตงแต่เธอไม่เคยรู้จักสตรีที่อายุเท่ากับเฟยหานตงมาก่อน

                   ไป๋หลงจ้องหน้าองค์หญิงเฉินพลางระลึกความทรงจำว่าตนเองรู้จักกับสตรีที่มีใบหน้าเช่นองค์หญิงเฉินหรือไม่ ฉับพลันไป๋หลงก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาดวงตากลมโตคู่นี้ รูปหน้าเช่นนี้ แม้จะเห็นได้เลือนรางกว่าก็คล้ายกับคนผู้หนึ่งที่ตนรู้จัก ทว่าอายุของทั้งคู่ไม่ใกล้เคียงกันคนที่เธอรู้จักสมควรอายุยี่สิบกว่าแล้วหนำซ้ำฐานะของทั้งคู่ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวยากที่จะนำมาเชื่อมโยงว่าเป็นคนๆเดียวกันได้

                   อืม...จะว่าไปทั้งคู่ส่วนสูงก็ใกล้เคียงกันมากรูปร่างก็ใกล้เคียง ทว่าองค์หญิงเฉินมีสง่าราศีมากกว่า ดวงตายังพราวระยับงดงามจนสามารถทำให้ผู้คนลุ่มหลงได้เพียงแค่ชายตามอง

                   องค์หญิงอาณาจักรเฉินผู้นิ่งเงียบมาตลอดพลันกล่าวขึ้น

                   “นอกจากหม่อมฉันและคุณหนู ฮุ่ยหนิงหรงรู้จักกันแล้ว ความจริงหม่อมฉันเองก็เพิ่งได้ทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่าตนเองถูกผู้ใหญ่ทำสัญญาหมั้นหมายกับผู้อื่นไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้นเรื่องระหว่างหม่อมฉันกับเฟยหานตงย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน”น้ำเสียงยามอธิบายนุ่มนวลชวนฟัง

                   แต่สำหรับคนฟังเช่นฮ่องเต้และฮองเฮาเฟย  กลับรู้สึกคล้ายว่าถูกสายฟ้าที่ฟาดลงกลางศีรษะยิ่งเมื่อได้ยินผู้คนรอบด้านเริ่มซุบซิบนินทา ทั้งสองพระองค์ยิ่งใบหน้าเขียวคล้ำทั้งอับอายทั้งโมโหที่ถูกฉีกหน้า ต่อหน้าคนจำนวนมาก

                   “แล้วเหตุใดเจ้าไม่บอกข้า! ทำให้ข้าต้องขายขี้หน้าเช่นนี้!หากเจ้าแจ้งแต่แรก ข้าก็คงไม่ประกาศออกมาจนเป็นที่หัวเราะเยาะของผู้คน!”ฮ่องเต้เฟยโมโหจนมือสั่น ถึงกับควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ตวาดใส่องค์หญิงด้วยโทสะนางมีเวลาตั้งหลายเดือนที่จะชี้แจงเรื่องเหล่านี้เหตุใดพึ่งมาบอก!

                   “นั่นเป็นเพราะหลังจากหม่อมฉันทราบเรื่องที่พระองค์ทั้งดูหมิ่นเหยียดหยามคุณหนูฮุ่ยหนิงหรง จึงทำให้หม่อมฉันไม่รีบพูดออกมา”องค์หญิงเฉินเมิ่งไฉ ว่าพลางดึงผ้าปิดหน้าตัวเองออก

                   ใบหน้าอ่อนหวานงดงาม ดวงตากลมโตจมูกโด่ง ริมฝีปากบางได้รูป ผิวพรรณขาวผุดผ่อง ประกอบกับรูปร่างบอบบางส่วนโค้งเว้าร่างกายชัดเจน ยิ่งทำให้ผู้คน ตกตะลึงในความงาม มองด้วยความ หลงใหล ชื่นชม

                   ทว่าไป๋หลงกลับอ้าปากค้างเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย...เธอไม่มีทางจำผิดแน่สตรีผู้นี้เธอเห็นมากว่าสิบปีเป็นสตรีที่ดูแลเธอมาตลอดตั้งแต่เด็ก

                   “สะ...เสี่ยวเมิ่ง!”เสียงของไป๋หลงดังขึ้นด้วยความตกใจ

                   เกือบหนึ่งปีก่อนไป๋หลงเข้าเรียนที่สำนักพยัคฆ์ทมิฬจึงให้เสี่ยวเมิ่งผู้เป็นสาวใช้ประจำตัว กลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง ดังนั้นเสี่ยวเมิ่งจึงจากไปและกว่าว่าจะกลับไปบ้านเกิดของตน คิดไม่ถึงว่าบ้านเกิดของนางคืออาณาจักรเฉินซ้ำสาวใช้ผู้นี้กลับมีฐานะเป็นถึงองค์หญิงอาณาจักรเฉิน

                   แต่เดิมเสี่ยวเมิ่งเป็นคนงามแต่ไม่งามเท่าตอนนี้ เสี่ยวเมิ่งที่ไป๋หลงคุ้นเคย แม้จะงามแต่กลับไม่โดดเด่นสะดุดตาคล้ายขาดบางสิ่งไป แต่เสี่ยวเมิ่งตรงหน้า เจิดจรัสด้วยราศีอันสูงส่งแห่งราชนิกุลกิริยามารยาทล้วนงดงามยิ่งทั้งๆที่ใบหน้าเดียวกันแต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง...

                   นอกจากนี้แววตาของเสี่ยวเมิ่งก็ดูแปลกไปจากที่เคยดูใสซื่อ กลับพราวระยับ เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้บุรุษหลงใหลได้เพียงแค่ชายตามองยังใบหน้าที่คล้ายจะอ่อนเยาว์กว่าที่เคยเห็น

                   หากเสี่ยวเมิ่งไม่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้เธอคงจะจำอีกฝ่ายได้ในชั่วพริบตาไป๋หลงหรี่ตามองคนตรงหน้าด้วยความสงสัย... โดยเฉพาะเรื่องอายุของเสี่ยวเมิ่งใบหน้าที่อ่อนเยาว์ลงหากไม่ใช่ภูตผีปีศาจ ก็ต้องเป็นเทพเซียน หรือเทพอสูรที่แปลงร่างได้ดูท่าเรื่องที่ผู้คนร่ำลือว่าสกุลเฉินมีเชื้อสายเผ่าเทพอสูรจะเป็นเรื่องจริง

                   “คารวะคุณหนู เป็นข้าน้อยเสี่ยวเมิ่งอดีตสาวใช้ของท่านเองเจ้าค่ะ”องค์หญิงเฉินว่าพลางยอบกายคารวะคนตรงหน้าอดีตเจ้านายของตน คุณหนูที่นางอยู่ข้างกายมาตั้งแต่อีกฝ่ายเกิด

                   ‘สาวใช้!’ผู้คนทั้งหลายโดยเฉพาะฮ่องเต้เฟยต่างพากันอ้าปากค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปได้อย่างไรกันที่องค์หญิงผู้หนึ่งจะ ตกต่ำถึงขั้นกลายเป็นสาวใช้ไปได้

                   ไป๋หลงกำลังจะอ้าปากถามว่าเสี่ยวเมิ่งกลายเป็นองค์หญิงสกุลเฉินได้อย่างไรเสียงฮ่องเต้เฟยก็ดังขึ้น

                   “นี่มันเรื่องอะไรกัน!”ฮ่องเต้เฟยคำรามด้วยโทสะก่อนจะฟาดมือใส่โต๊ะตรงหน้าด้วยพลังยุทธโต๊ะหักออกเป็นสองส่วนทันที

                   “ปัง!”เสียงโต๊ะถูกฟาดหักดังสนั่นสร้างความตกใจให้ผู้คนจำนวนมากโต๊ะหักออกเป็นสองส่วนทันที

                   “ที่แท้พวกเจ้ารู้จักกัน พวกเจ้าจงใจปั่นหัวข้าใช่หรือไม่พวกเจ้าจงใจฉีกหน้าข้า!”ฮ่องเต้เฟยตวาดลั่น ขณะถลึงตามองเฟยหานตง ไป๋หลง และเฉินเมิ่งไฉ

                   คราวนี้คนที่ก้าวออกมาโต้ตอบฮ่องเต้เฟยที่โทสะกำลังลุกโชนกลับเป็นองค์หญิงเฉินเมิ่งไฉ ผู้อ่อนโยน สีหน้าของนางแข็งกระด้างเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แววตาลุกวาวด้วยโทสะ

                   “ถูกต้อง!”เฉินเมิ่งไฉโต้กลับ“และเรื่องนี้เป็นข้าเองที่วางแผนเอาไว้เป็นข้าที่จงใจฉีกหน้าเจ้า!”

                   ผู้คนอุทานต่างอุทานด้วยความตะลึงคิดไม่ถึงว่าองค์หญิงผู้อ่อนหวาน ในสายตาผู้คนกลับเป็นสตรีที่ร้ายกาจถึงกลับกล้าวางแผนเล่นงานฮ่องเต้เฟยผู้ทรงอำนาจ

                   “ฮึ...สกุลเฟยของทานยิ่งใหญ่นักหรือถึงได้กล้าดูหมิ่น คุณหนูฮุ่ยหนิงหรง”เสี่ยวเมิ่งว่าพลางทำสีหน้ารังเกียจฮ่องเต้และฮองเฮาเฟย“พวกท่านรู้อยู่แก่ใจ ว่าตอนนี้สกุลฮุ่ย นอกจากจะแข็งแกร่งที่สุดแล้วยังมีหอจิวหรง หอหลอมโอสถที่ทรงอำนาจที่สุดหนุนหลังอยู่พวกท่านยังกล้ารังเกียจสกุลฮุ่ย...”

                   ผู้คนตกตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่ากับเรื่องราวตรงหน้า‘หอจิวหรง!’เรื่องนี้สร้างความตื่นตระหนกจนผู้คนส่งเสียงดังเซ็งแซ่ขอเพียงมีหอจิวหรงให้การสนับสนุน พลังยุทธย่อมรุดหน้าแบบก้าวกระโดดอำนาจมากมายย่อมหลั่งไหลมาเทมา ไม่มีใครกล้าเตะต้อง...

                   อ่า..ที่แท้แล้วเรื่องที่สกุลฮุ่ย กลายมาเป็นสกุลที่มีกำลังทหารเข้มแข็งจนเบียดสกุลเฟยร่วงลงมาจากอันดับหนึ่งได้ ก็เพราะมีหอจิวหรงคอยหนุนหลังนี่เอง...

                   ไป๋หลงยิ้มอย่าพึงพอใจเมื่อเห็นฮ่องเต้และฮองเฮาเฟยสีหน้าซีดเผือดที่อีกฝ่ายถูกฉีกหน้า ต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก ซ้ำยังถูกทำให้ขายหน้าเรื่องที่ถูกสกุลฮุ่ยเบียดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งและถูกกระทืบซ้ำเมื่อสกุลฮุ่ยถูกหนุนหลังด้วยหอจิวหรงอันทรงอำนาจอย่างแท้จริง...หอจิวหรงเพียงกระดิกนิ้ว ก็สามารถกุมใต้หล้าไว้ในฝ่ามือได้แล้ว

                   เรื่องเหล่านี้ตราบใดที่คนภายนอกยังไม่รู้สกุลเฟยยังคงเป็นที่กริ่งเกรงของผู้คนจำนวนมาก แต่เมื่อถูกป่าวประกาศออกเช่นนี้ย่อมทำให้สกุลเฟยในสายตาผู้คนนั้นตกต่ำลงไปอีก...

                   ไป๋หลงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมถึงเวลาเอาคืนสกุลเฟยแล้ว... กล้าดูหมิ่นคนอย่างข้าไป๋หลง กล้ารังแกข้าพวกเจ้าจะต้องถูกกดหมดจนมิด!

                   ไป๋หลงส่งสัญญาณมือไปทางคนของหอจิวหรงที่เข้าร่วมชมการประลองครั้งนี้ หอจิวหรงในชุดสีขาวปักลายงูจงอางสีดำไว้บนผ้าคลุมให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม ผู้คนต่างแหวกทางให้ เมื่อคนของหอจิวหรงเดินตรงมาหน้าที่นั่งของสกุลฮุ่ย

                   ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มของหอจิวหรงเขาคือผู้ดูแลหอจิวหรงคนปัจจุบัน เป็นบุคคลที่ชนชั้นสูงมากมาที่เคยติดต่อกับหอจิวหรงรู้จักเป็นอย่างดี

                   “ข้าน้อยคือผู้ดูแลหอจิวหรงคนปัจจุบันทุกท่านในที่นี้ย่อมคุ้นเคยข้าน้อยเป็นอย่างดี”ผู้ดูแลว่าพลางคารวะรอบทิศไปทางเหล่าผู้ทรงอำนาจหลายกลุ่มคนเหล่านั้นล้วนคารวะตอบอย่างนอบน้อม ทว่าเมื่อคารวะฮ่องเต้เฟยกลับเพียงค้อมศีรษะเล็กน้อยซ้ำยังทำสีหน้าบึ้งตึงใส่

                   “ข้าน้อยขอยืนยันว่าเรื่องที่หอจิวหรงหนุนหลังสกุลฮุ่ยเป็นเรื่องจริง”คำยืนยันของผู้ดูแลหอทำให้ผู้คนอ้าปากค้างกันหลายคนที่ยังสงสัยคำพูดขององค์หญิงเฉินเมิ่งไฉ ต่างไร้ข้อกังขาอีกต่อไป ผู้ดูแลหอยิ้มเล็กน้อยคล้ายแฝงความสะใจเอาไว้เมื่อจ้องหน้าฮ่องเต้เฟยที่ซีดแล้วซีดอีก ก่อนจะกล่าววาจาที่กระทืบสกุลเฟยให้จมดิน

                   “อีกทั้งต้องแจ้งให้ทุกท่านทราบว่าบัดนี้จ้าวหอจิวหรงก็อยู่ที่นี่กับพวกเราทุกคนที่นี่และท่านจ้าวหอก็พร้อมที่จะให้ทุกคนได้ยลโฉมท่าน”คำพูดของผู้ดูแลหอทำให้ผู้คนต่างส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นยินดีแม้กระทั่งศิษย์สำนักพยัคฆ์ทมิฬต่างก็ตื่นเต้นเช่นกัน จ้าวหอจิวหรงผู้ลึกลับนับแต่ก่อตั้งหอจิวหรงมาไม่เคยมีใครได้ยลโฉมมาก่อน...ทราบเพียงว่านางเป็นสตรีเท่านั้น

                   เหล่าผู้มีอำนาจต่างเฝ้ารออย่างจดจ่อหากได้ทราบว่าจ้าวหอจิวหรงคือผู้ใด พวกเขาจะรีบเข้าไปประจบประแจงอีกฝ่ายทันที...ขอเพียงได้หอจิวหรงเป็นพันธมิตร พวกเขาไม่ต้องกลัวอำนาจใดในใต้หล้าอีกต่อไปซ้ำยังจะได้ซื้อโอสถในราคาที่ถูกลงด้วย...         

                   “ข้าน้อยและหอจิวหรงขอคารวะท่านจ้าวหอ”เสียงผู้ดูแลร้องขึ้นขณะนำคนทั้งหมดของหอจิวหรงหลายสิบชีวิตซึ่งมีแต่เหล่าอาวุโสของหอ พากันคุกเข่าดังตึง! ลงต่อหน้าสกุลฮุ่ย

                   ผู้คนตาเบิกโพลงแทบจะถลนออกจากเบ้า...ที่แท้ที่แท้แล้วสกุลฮุ่ยมีจ้าวหอจิวหรงซ่อนอยู่ ผู้คนกวาดสายตามองอย่างตื่นเต้นคาดเดาต่างๆนานาว่าจ้าวหอจิวหรงคือผู้ใด

                   ตอนนี้สกุลฮุ่ยมีแค่คนสี่คนฮ่องเต้ และอ๋องฮุ่ย องค์ชายรัชทายาทและไป๋หลงเด็กสาวอัปลักษณ์ผู้สวมหน้ากากสีเงิน ผู้คนต่างคาดเดาว่าอาจจะเป็นฮ่องเต้หรือไม่ก็อ๋องฮุ่ย โดยไม่คาดคิด ผู้ที่ก้าวออกมาแสดงตัวกลับเป็นฮุ่ยหนิงหรงเด็กสาวอัปลักษณ์

                   “พวกท่านลุกขึ้นได้”น้ำเสียงของไป๋หลงทรงอำนาจท่าทางสง่างามอย่างยิ่ง

                   “ขอบคุณท่านจ้าวหอ/ขอบคุณท่านจ้าวหอ”คนของหอจิวหรงตอบอย่างพร้อมเพรียงเต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อมต่อเด็กสาวตรงหน้าสร้างความตื่นตะลึงให้ผู้คนจนเกือบเสียงเซ็งแซ่อีกครั้ง

                   หากไม่ได้ยินคนของหอจิวหรงเรียกสตรีอัปลักษณ์ว่าจ้าวหอทุกคนคงไม่มีวันเชื่ออย่างแน่นอนว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะกุมอำนาจทั้งใต้หล้าเอาไว้เพียงแค่นางกระดิกนิ้ว ทุกอย่างย่อมต้องสยบแทบเท้า

                   “หน้ากากนี้ข้าใส่จนเริ่มเบื่อแล้ว”พลันเสียงไป๋หลงก็กล่าวขึ้น “ถึงเวลาต้องถอดแล้ว”น้ำเสียงของไป๋หลงแฝงความชั่วร้ายไว้เล็กน้อยยามมองไปทางฮ่องเต้เฟยที่หน้าซีดเผือดไป๋หลงดึงหน้ากากที่สวมมาหลายเดือนออก

                   “โอ้ว...”ผู้คนอุทานด้วยความตกตะลึง

                   ใบหน้าของไป๋หลงที่ผู้คน ร่ำลือกันว่าเสียโฉมอัปลักษณ์เป็นรอยนูนแดงขนาดใหญ่พาดเฉียงตั้งแต่ขมับ จรดริมฝีปาก ซ้ำผิวยังขรุขระสีผิวไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากถูกพิษกัดกร่อน เรียกได้ว่าเสียโฉมอัปลักษณ์อย่างรุนแรงทั้งซีกหน้าบัดนี้ผิวกลับเรียบเนียนไร้ที่ติราวกับไม่เคยมีแผลเป็นมาก่อน

                   ดวงหน้าเรียวได้รูปดวงตาคมกล้า จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบาง เครื่องหน้าทั้งหมดล้วนงดงามลงตัวประกอบออกมาเป็นหญิงงามนางหนึ่ง หากองค์ หญิงเฉินเมิ่งไฉคือหญิงงามที่ทำให้ผู้คนลุ่มหลง

                   จ้าวหอจิวหรงผู้นี้ก็คือหญิงงามที่ให้ความรู้สึก ถึงความเข้มแข็ง ทรงอำนาจ ผู้คนไม่กล้าท้าทาย หรือล่วงเกินนางเพียงแค่ปรายตามอง ผู้คนก็หวาดผวา ตื่นกลัว กับแววตาแข็งกร้าวของนางได้ทว่ายามที่นางส่งยิ้มให้ โลกทั้งใบกลับสว่างเจิดจ้า สดใสขึ้นมาในพริบตาคนงามที่งามแบบสูงส่ง ลึกลับ ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากค้นหาหลงใหลในความงามที่แฝงไปด้วยอันตรายนั้น...

                   “ฝ่าบาท คราวนี้พระองค์ คงไม่เรียกหม่อมฉันว่าสตรีอัปลักษณ์แล้วกระมัง”น้ำเสียงของไป๋หลงแฝงความเยาะเย้ยสะใจเอาไว้ขณะกล่าววาจากับฮ่องเต้เฟย

                   พลันผู้คนต่างนึกถึงพฤติกรรมของฮ่องเต้เฟย ที่ทั้งดูถูกทั้งเหยียดหยามจ้าวหอจิวหรงต่อหน้าคนมากมายเมื่อเห็นฮ่องเต้เฟยหน้าซีดจนยืนแทบไม่ไหวเพราะได้รับเรื่องกระทบกระเทือนใจยิ่งทำให้ผู้คนมากมายต่างรู้สึกสมน้ำหน้าอีกฝ่าย อย่างรุนแรง

                   สกุลเฟยที่แต่เดิมควรได้จ้าวหอจิวหรงผู้งดงาม มากความสามารถและทรงอำนาจที่สุดมาเป็นว่าที่สะใภ้ในอนาคต บัดนี้ กลับกลายต้องเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายแทนหากฮ่องเต้เฟยเปิดใจให้กว้างยอมรับนางเป็นว่าที่สะใภ้ตั้งแต่แรกและไม่ไปสร้างความลำบากใจให้นาง พูดจาดูหมิ่น วันนี้คงไม่ต้องถูกบุตรชายร่วมมือกับสาวใช้ของอีกฝ่ายฉีกหน้าตนเองจนยับเยินเช่นนี้...

                   “ไป๋หลง...เจ้าหายแล้ว”เสียงของเฟยหานตงดังขึ้นคิ้วขมวดขึ้น น้ำเสียงและสีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างยิ่งไม่ใช่ไม่พอใจที่ไป๋หลงปิดปังว่ารักษาใบหน้าได้แล้วแต่ไม่พอใจที่อีกฝ่ายกลับมามีใบหน้างดงาม เป็นที่ต้องตาของบุรุษจำนวนมาก! หลังจากนี้หากไม่สามารถผูกมัดนางด้วยการหมั้นหมายหรือเป็นคู่หมายของนางต้องมีบุรุษมากมายที่ตบเท้าก้าวเข้ามาให้นางเลือกจำนวนมาก...

                   ดูจากสายตาของตาเฒ่าทั้งหลายจากกลุ่มอำนาจต่างๆล้วนเปล่งประกายเจิดจ้า คิดจะให้ลูกหลานตัวเองหมั้นหมายกับไป๋หลงแน่นอน! ไม่ได้จะให้ใครมาแย่งนางไปไม่ได้!

                   ในใจของเฟยหานตงลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะและความร้อนรน กลัวจะเสียคนตรงหน้าไป เพราะรู้จักไป๋หลงดี ต่อให้นางรักใครสักคนหากเมื่อนางตัดใจได้ทุกอย่างย่อมจบลงทันที...

                   ขณะที่เฟยหานตงจะอ้าปากกล่าววาจาพลันเสียฮ่องเต้ฮุ่ยก็ดังขึ้น

                   “ไป๋หลงแม้เฟยหานตงผู้นี้จะทำทุกอย่างก็เพราะเล่นละครตบตาบิดาของตนเองแต่เรื่องเจ้ากับเขาไม่มีพันธะผูกพันกันในฐานะว่าที่คู่หมั้น ก็เป็นเรื่องจริง”

                   เฟยหานตงตวัดตามองฮ่องเต้ฮุ่ยด้วยแววตาแข็งกร้าวจนฮ่องเต้ฮุ่ยรู้สึกขนหัวลุก แววตาคู่นั้นชวนให้หวาดผวา กดข่มจนหายใจแทบไม่ออกผู้ได้รับพลังอำนาจของมังกรฟ้า ช่างน่ากลัวเหลือเกิน

                   ไป๋หลงตวัดสายตามองเฟยหานตงด้วยความไม่พอใจเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคุกคามญาติผู้ใหญ่ของตน

                   เฟยหานตงจึงได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดขุ่นเคืองใจ เก็บสายตาคุกคามอีกฝ่ายคืนมาถึงอย่างไรการทำให้ไป๋หลงโมโหก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในเวลานี้...นางไม่พอใจเขาหลายเรื่องแล้ว อย่าหาเรื่องเพิ่มอีกจะดีกว่าไป๋หลงผู้นี้ยิ่งเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่ด้วย

                   และคล้ายว่าเรื่องนี้ยังวุ่นวายไม่พอฮ่องเต้ฮุ่ยจึงช่วยเติมเชื้อไฟให้เรื่องวุ่นวายไปอีก “ในช่วงเวลาที่เจ้าเสียโฉมกลับมีบุรุษผู้หนึ่งชื่นชมเจ้า รักเจ้าอย่างจริงใจ โดยไม่รังเกียจใบหน้าเสียโฉม”ฮ่องเต้ฮุ่ยกล่าวกับไป๋หลง“เมื่อสองเดือนก่อนองค์ชายสกุลฉิน แจ้งว่าจะขอหมั้นหมายเจ้าเพียงแต่เรื่องนี้ข้ากับอ๋องฮุ่ยปรึกษากันว่าจะบอกกล่าวเจ้าด้วยตัวเองจึงตั้งใจมาบอกเจ้าในเวลานี้และเพื่อให้เจ้าได้รู้จักองค์ชายสกุลฉินอย่างเป็นทางการ”

                   ไป๋หลงฟังแล้วขมวดคิ้้วได้ยินมาว่าอาณาจักฉิน ผู้คนมากมายนิยมทำอาชีพทหารรับจ้าง ในอาณาจักรเต็มไปด้วยสัตว์อสูรมากมายออกเพ่นพ่านไปทั่ว เป็นอาณาจักรที่ใช้ชีวิตบนความเสี่ยง อย่างแท้จริง ต้องคอยเฝ้าระวังสัตว์อสูรอยู่เสมอ แต่ส่วนมากเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำเท่านั้น  ดังนั้นจึงไม่ใช่ภัยคุกคามใหญ่โต

                   แม้จะมีสัตว์อสูรมากมายเพ่นพ่าน แต่อาณาจักรแห่งนี้มั่นคงและแข็งแกร่งยิ่งเพราะประชาชน ต่างมีพลังยุทธกันแทบทุกคน ฝึกพลังยุทธตั้งแต่เด็กเพื่อป้องกันตนจากสัตว์อสูรแม้กระทั่งลูกหลานชนชั้นล่าง และคนยากจน ต่างก็ได้รับการฝึกฝนจากอาณาจักรทั้งหมด ขอแค่เป็นคนที่สามารถฝึกพลังยุทธได้ไม่ว่าฐานะต่ำต้อยเพียงใด หรือเป็นทาสก็ล้วนได้รับการฝึกฝนจากอาณาจักร

                    แตกต่างจากอาณาจักรอื่นๆที่ประชาชนจำนวนมากไร้พลังยุทธเพราะมีฐานะยากจนไม่ได้รับโอกาสให้ฝึกฝนพลังยุทธ

                   อาณาจักรฉินปกครองด้วยระบบทหาร แบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน กฎหมายค่อนข้างโหดเหี้ยมและเด็ดขาดลงโทษอย่างรุนแรง ถึงขั้นแล่เนื้อคนเป็นๆ เพื่อลงโทษในคดีร้ายแรง จำนวนทาสในอาณาจักรฉินมีจำนวนมากถึงหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมด ทาสเหล่านี้มาจากเหล่าผู้ทำความผิดหรือถูกจับมาจากอาณาจักรอื่นๆ อาณาจักรฉินเป็นแหล่งซื้อขายทาสขนาดใหญ่ ทุกอาณาจักรล้วนมีทาสไว้คอยใช้แรงงาน

                   มีเพียงอาณาจักรฮุ่ยที่ไร้ทาส บรรพบุรุษสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดเรื่องการมีทาสในอาณาจักรหากเมื่อใดที่ผู้ปกครองแผ่นดิน ฝ่าฝืน ก่อตั้งระบบทาสขึ้นมาอาณาจักรฮุ่ยจะต้องถูกสาปแช่งจากเทพมังกร กลายเป็นดินแดนแห้งแล้งเผชิญกับภัยพิบัติมากมาย... อาณาจักรฮุ่ยจึงเป็นดังสรวงสวรรค์สำหรับเหล่าทาสขอเพียงหนีมาถึงอาณาจักรฮุ่ยได้ไม่ว่าจะเป็นทาสจากที่ใดก็สามารถใช้ชีวิตได้เช่นคนปกติทั่วไป ในอาณาจักรแห่งนี้

                   “องค์ชายสกุลฉินผู้นี้เป็นใครเหตุใดจู่ๆคิดจะมาขอหมั้นหมายหลาน”ไป๋หลงถามฮ่องเต้ฮุ่ยด้วยความงุนงงขณะเหลือบตามองเฟยหานตง ที่สีหน้าบึ้งตึง ดวงตาลุกโชนด้วยโทสะ ทำท่าจะระเบิดโทสะออกมา

                   “เป็นข้าเอง”น้ำเสียงที่ไป๋หลงคุ้นเคยเป็นอย่างดีดังขึ้น ขณะคนพูด ก้าวออกมาจากฝูงชน

                   “เยี่ยนเฟย!”ไป๋หลงอุทานด้วยความตกตะลึงนี่มันเรื่องอะไรกัน!

                   เสียวเมิ่งกลายเป็นองค์หญิงอาณาจักรเฉินขณะที่เยี่ยนเฟยกลายเป็นองค์ชายอาณาจักรฉิน

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน