" หน่วยห้าบุปผาตะลุยเลือดของสำนักบุปผามืดแข็งแกร่งดั่งเงาสังหาร เจ้ารวบรวมพวกเขาได้จะเป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมแก่เจ้าเราความจริงมิอาจช่วยเหลือเจ้าได้มากมาย เพราะพลังฝีมือถดถอยแต่เราสามารถทิ้งตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมไว้ให้เจ้าได้" เขาตบมือหนึ่งครั้งบนมือพลันเพิ่มของสิ่งหนึ่งออกมาเป็นเหรียญที่สีมะเมื่อมคล้ายหินอุกกาบาตก้อนหนึ่ง" เจ้าหากจะรวบรวมห้าบุปผาตะลุยเลือดต้องใช้สิ่งนี้" กล่าวจบพลางโยนเหรียญสีดำมะเมื่อมนั้นใส่มือเจี้ยนเว่ยอย่างหมดจดเราแสงร่ายรำทะมึน
เจี้ยนเว่ยเบิกตากลมโตดูเห็นเป็นเหรียญสีดำมองดูเก่าแก่แผ่ซ่านออกมาด้วยกลิ่นไร้สภาพชนิดหนึ่ง เป็นกลิ่นของเศษส่วนความสูงส่งดั่งท้องฟ้าและพิภพอันเยือกเย็นในลักษณะบุปผา นั้นเป็นดอกโบตั๋นสีดำแต่แกะสลักอย่างสวยงามประณีตราวกับเหรียญโบราณเหรียญหนึ่ง เหรียญพอตกลงมาเขาถึงกับหนาวเหน็บวูบหนึ่งนั้นเป็นความหนาวเหน็บในจิตใจ มิใช่ร่างกายแสดงว่าเหรียญนี้มิใช่สิ่งของธรรมดา
เจี้ยนเว่ยพลิกดูสำรวจดูชั่วขณะพลางเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า" ท่านให้เหรียญนี้แก่เราเพื่ออะไร? "
"
" สิ่งนี้เรียกว่าราชาแห่งบุปผาเป็นตราสัญลักษณ์ของสำนักบุปผามืดและยังเป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นเจ้าสำนักบุปผามืด เจ้าจะรวบรวมพวกเขาต้องมีอำนาจหากไม่มีไหนเลยรวบรวมและเปนที่เชื่อถือได้" ใบหน้าที่คล้ายจะเหนื่อยล้าปรากฏออกมาขณะกล่าวคล้ายจะส่งเสริมช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้
เจี้ยนเว่นพอได้ยินเช่นนั้นถึงกับตื่นตระหนกตกใจรีบเงยหน้างงงันกล่าวว่า" ท่านให้ตราสัญลักษณ์นี้แก่เราเพื่อ" เขาไม่ทันกล่าวจบพลันมีเสียงเซวียนอันดังมากล่าวว่า" เราแก่แล้วไร้พลังที่จะต่อสู้หยัดยืนแล้ว มาตรแม้นเราต้องการขจัดเภทภัยแก่อาณาจักรแต่จนใจที่มิอาจทำได้ ดังนั้นได้แต่ฝากความหวังทุกสิ่งไว้ที่เจ้า สำนักบุปผามืดเป็นสำนักเก่าแก่สืบทอดมายาวนาน แม้ไม่มีที่ตั้งแต่สำนักมิได้สลายหากแต่อยู่ที่ใจ เรารับสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักมาจากอาจารย์ครานี้จนใจที่สำนักถูกทำลายในช่วงเวลาของเรา ดังนั้นเราฝากฝังอนาคตของสำนักไว้แก่เจ้าเมื่อเจ้าแข็งแกร่งเพียงพอค่อยสร้างรากฐานสำนักบุปผามืดขึ้นมาใหม่ เป็นสำนักบุปผามืดที่ทรงพลังมิอาจถูกทำลายลงอีก"
ขณะกล่าวพลางยิ้มแย้มอย่างเชื่อมั่นจริงใจรอยยิ้มและแววตาดั่งสายตาของอาจารย์ของเขาไม่มีผิด เป็นรอยยิ้มที่เผยออกจากใจจริง เซวียนอันมองชายหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยม แม้แต่เขาเองก็มิทราบว่าตัวเองไฉนรู้สึกเชื่อมั่นชายหนุ่มผู้นี้ เพียงแต่ในความคิดของเขาการกระทำครั้งนี้ถูกต้องและสมควรที่สุดแล้ว เขามิอาจให้รากฐานสำนักบุปผามืดที่มีมายาวนานล่มสลายลงในเงื้อมมือของตนเอง ดังนั้นจึงฝากฝังทุกสิ่งไว้ที่ชายหนุ่มผู้นี้
เขาเกิดความรู้สึกประหลาดประการหนึ่งนั้นเป็นความรู้สึกที่คล้ายสามารถหยั่งรู้ถึงในอนาคต ว่าเมื่อเป็นชายหนุ่มผู้นี้จึงจะเหมาะสมที่สุดสำนักบุปผามืดจะเกรียงไกรรุ่งเรืองมากที่สุด เจี้ยนเว่ยพอรับฟังต้องตกตะลึงราวถูกค้อนทุบศีรษะสี่ครั้งดาวระยับหมุนติ้ว แม้แต่มันเองก็มิคาดจะได้รับภาระที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ภาระที่สำคัญเกินไปหนักหน่วงเกินไป
มันมิอาจทรยศความเชื่อมั่นของอาจารย์ที่ฝากฝังเอาไว้ดังนั้นเขาต้องทำให้สำเร็จขจัดมารร้ายในอาณาจักรให้หมดสิ้น แต่เรื่องกอบกู้หนึ่งสำนักนี้ไม่เคยคาดคิดมาก่อนแต่จะอย่างไรเซวียนอันก็เป็นผู้พี่ของอาจารย์ ดังนั้นเขาจึงคล้ายมีศักดิ์เป็นศิษย์หลานของเซวียนอันอีกทีหนึ่ง ผ่านไปราวหลายนาทีเจี้ยนเว่ยค่อยเรียบเรียงความคิดในสมองได้หมดภาระครั้งนี้ใหญ่หลวงจริงๆ
เจี้ยนเว่ยมองตราสัญลักษณ์ราชาบุปผาอย่างเหม่อลอยกล่าวด้วยสีหน้าที่ฮึกเหิมตื่นเต้นว่า" ท่านมอบตราสัญลักษณ์นี้แก่เราหมายความว่า...? "
" ถูกต้องตอนนี้เจ้าเท่ากับเป็นเจ้าสำนักบุปผามืดแล้ว เราคาดหวังว่าสำนักบุปผามืดในเงื้อมมือเจ้าจะเกรียงไกรกระเดื่องดังยิ่งกว่าเรา"
กล่าวจบพลางหัวเราะฮาๆ ตบไหล่เจี้ยนเว่ยคราหนึ่งคล้ายให้กำลังใจ ความจริงเซวียนอันในตอนนี้ไร้พลังที่จะต่อสู้แล้วเขาถูกพิษรีดชีพจรของยอดฝีมือในพรรคอสูรลอบทำร้าย ความจริงเขาสมควรตายไปนานแล้ว เพียงแต่รับประทานยาร้อยวันเข้าไปทำให้ยังสามารถมีชีวิตได้อีกร้อยวัน
ในระยะเวลาร้อยวันนี้เขาคิดจะฝากฝังเรื่องราวทุกสิ่งไว้แก่ชนรุ่นหลัง แต่จนใจที่มิอาจหาคนที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นพบมิคาดขณะที่เวลาชีวิตเขาหลงเหลือไม่กี่สัปดาห์ กลับมีศิษย์หลานผู้นี้มาหลังจากที่ตรวจสอบดูหลายครั้งจึงทราบและมั่นใจว่าศิษย์หลานคนนี้ยอดเยี่ยม มีภูมิปณิธานกล้าแกร่งมีจิตดีงามคิดขจัดหมู่มาร ดังนั้นจึงให้เขาสืบทอดตำแหน่งนี้เพื่อรอวันที่ศิษย์หลานผู้นี้ทรงพลังและฟื้นคืนสำนักบุปผามืดมาอีกครั้ง
เจี้ยนเว่ยกำตราสัญลักษณ์ราชาบุปผากล่าวอย่างงุนงงว่า" ท่านเชื่อถือเราได้มากขนาดนี้ได้อย่างไร เรายังพบกันมินานไฉนท่านถึงมั่นใจในตัวเราขนาดนี้" เขาสงสัยและหวั่นเกรงภาระนี้ยิ่งใหญ่เพราะนั้นคือการฝากฝังประวัติศาสตร์สำนักหนึ่งไว้ที่เขา เขาหากพ่ายแพ้สำนักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนี้จะล่มสลายหายไปด้วยดังนั้น.....
เซวียนอันมองดูอยู่ชั่วขณะพลางกล่าวว่า" เรามีชีวิตมายาวนานเพียงใด การตัดสินใจมิใช่คนไม่ไตร่ตรอง เรื่องจิตใจคนเพียงผ่านตาเราสามารถทราบหมดว่าเป็นคนยังไง นับประสาอะไรกับชายหนุ่มเช่นเจ้า เจ้าเป็นศิษย์หลานของเราดังนั้นเราถึงเชื่อมั่น เราเชื่อมั่นในน้องชายว่าสามารถสั่งสอนศิษย์ที่ดีออกมาได้ เจ้ามีศักยภาพเลิศล้ำจนแม้แต่ตัวเองยังมิทราบ"
ที่เขาตัดสินใจนั้นเป็นเพราะความรู้สึกและสัญชาตญาณเซวียนอันเป็นคนเฉียบแหลมด้านความคิด แต่ความจริงที่เขาเฉียบขาดนั้นเป็นด้านความรู้สึกเขาเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาสัญชาตญาณของเขายังไม่เคยผิดพลาดแม้สักครั้งครานี้ก็เช่นกัน
" ตราสัญลักษณ์นี้มิเพียงเป็นตรายืนยันสถานะนั้นยังเป็นที่เก็บยอดเคล็ดวิชาทั้งหลายของสำนักไว้เช่นกัน ในเคล็ดวิชาทั้งหลายมีหนึ่งยอดเคล็ดวิชาวิชานี้สาบสูญจากสำนักเรามาหลายสมัยเพราะไม่มีใครสามารถฝึกฝนสำเร็จได้ เจ้าเมื่อภูมิปณิธานไม่ธรรมดาอาจฝึกฝนได้สำเร็จ เจ้าลองถ่ายทอดลมปราณเข้าไปในเหรียญดู"
เจี้ยนเว่ยลองถ่ายทอดลมปราณเข้าไปในตรารู้สึกสัมผัสถึงความเวิ้งว้างที่กว้างใหญ่ในเหรียญตราอันนี้ ภายในบรรจุด้วยเคล็ดวิชาสำนักบุปผามืดเอาไว้ทั้งหมด หนึ่งในนั้นเป็นเคล็ดวิชาสูงส่งเขาพอถ่ายทอดลมปราณเข้าไปความคิดความรู้ของเคล็ดวิชาต่างๆ ถ่ายทอดเข้าสมองมันราวกับทะเลโถมทะลักจนเขารู้สึกปวดแปลบจนแทบสลบ ผ่านไปหลายสิบนาทีความคิดต่างๆ ถ่ายทอดเข้าสมองเขาจนหมด
ยอดเคล็ดวิชาของสำนักบุปผามืดนั้นคือสัตตบุปผาเป็นเคล็ดวิชาที่ลึกลับสุดหยั่งคาด แม้แต่การฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ยังไม่มีผู้ใดทราบกล่าวกันว่าเคล็ดวิชานี้ถูกบัญญัติขึ้นโดยปรมาจารย์ผู้หนึ่ง โดยก่อนตายได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้แก่ลูกศิษย์เอก ลูกศิษย์ท่านนี้คือผู้ก่อตั้งสำนักบุปผามืดแต่เพราะเคล็ดวิชานี้สูงส่งเกินไปทำให้ลูกศิษย์ท่านนั้นมิอาจฝึกฝน ได้แต่ถอดความออกมาเป็นวิชาต่างๆ อีกหลายแขนงของสำนักบุปผามืด
กล่าวก็คือเคล็ดวิชาสัตตบุปผาก็ต้นกำเนิดสรรพวิชาทั้งหลายของสำนักบุปผานั้นเอง เจี้ยนเว่ยเดิมมีภูมิปณิธานกล้าแกร่งบวกกับพลังของฤทธาวิเศษทำให้เขาแทบจะสามารถจดจำทุกสิ่งได้ในเสี้ยววินาที เพราะเหตุนี้เองทำให้เขาสามารถเข้าใจและฝึกฝนเคล็ดวิชาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายหลังจากที่เคล็ดวิชาสัตตบุปผาไหลเข้าสมอง
เจี้ยนเว่ยก็เริ่มทำความเข้าใจทีละน้อยวิชาสัตตบุปผานี้เป็นวิชาหลายแขนงมีบัญญัติทั้งหมดเจ็ดกระบวนท่า แต่ละกระบวนท่าเป็นท่าที่ต่อเนื่องและหนุนเนื่องซึ่งกันและกัน เขาลองหมุนนิ้วตามลักษณะของดอกไม้ที่ปลายนิ้วก็พลันส่งกลิ่นหอมจางๆ ออกมาเพียงแต่พอมีสภาวะหลั่งไหลพลังก็หยุดชะงักไปกลางคัน เวลานั้นเซวียนอันถึงกับตกตะลึงงงงันยกใหญ่
แม้แต่มันก็คาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มผู้นี้เพียงแค่ไม่กี่นาทีก็สามารถเริ่มต้นฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ได้ ยามนั้นมิทราบควรดีใจหรือรู้สึกอย่างไรดีหลังจากนั้นเซวียนอันได้สอนความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับบุปผาให้แก่เจี้ยนเว่ยผ่านไปหนึ่งวันเจี้ยนเว่ยก็เริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาสัตตบุปผาอย่างตั้งอกตั้งใจบางวันเขาพอฝึกฝนตอนกลางวันเสร็จก็จะมาวางแผนจู่โจมสำนักดาบปฐพีกับเซวียนอันอยู่หลายครั้ง
เขาใช้เวลากลางวันฝึกฝนกระบวนท่าทั้งเจ็ดของสัตตบุปผา ทั้งยังใช้เคล็ดวิชาดูดซับพลังหยางแสงอาทิตย์พร้อมๆ กัน โดยสัตตบุปผาส่วนใหญ่มักใช้ความปราดเปรียวรวดเร็วและความเข้าใจในการฝึกฝน เวลาผ่านไปหลายวันตั้งแต่ที่เจี้ยนเว่ยอยู่กับเซวียนอันและเหมยเซียงเขาในตอนนี้ฝึกฝนสัตตบุปผาได้อย่างช่ำชองสามารถร่ายรำกระบวนท่าได้อย่างจัดเจนเฉียบขาด
เวลาค่อยผ่านไปอีกหลายวันเจี้ยนเว่ยฝึกฝนเคล็ดวิชาสัตตบุปผาสำเร็จในที่สุด เขาในตอนนี้มิเพียงมีพลังวัตรและลมปราณที่บริสุทธิ์สูงส่งแต่ยังมีกระบวนท่าหลากหลายไม่ธรรมดา เขาในตอนนี้เริ่มเข้าใจพลังฤทธาวิเศษในกายมากขึ้นหลังจากที่เขาบรรลุขอบเขตมนุษย์วิเศษแล้วความเข้าใจต่างๆ ก็คล้ายรู้แจ้งพลังฤทธาวิเศษนี้คือพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งธรรมชาติ
โดยระดับขั้นแรกของการฝึกฝนคือการหายใจยกระดับการหายใจเป็นพลังอันลี้ลับพิสดารฝึกการหายใจ จากนั้นแปรเปลี่ยนลมหายใจเป็นพลังจิตโดยใช้ฤทธาวิเศษในกายหนุนเนื่อง หลังจากแปรเป็นจิตพลังจิตค่อยผันแปรเป็นพลังแห่งมนตรา พลังมนตรานี้ลึกลับแต่เลิศล้ำดังนั้นจึงให้กำเนิดสรรพสิ่งอย่างหลากหลาย มนตราคือการสร้างสรรค์ความหลากหลายโดดเด่นเป็นของตัวเองโดยไม่พึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ในโลก
พลังของฤทธาวิเศษเป็นเช่นนี้เป็นการสร้างสรรค์แปรเปลี่ยนของตนเอง สร้างกฎเกณฑ์ของตนเองยิ่งใหญ่อย่างลี้ลับพิสดารสุดหยั่งคาด ดังนั้นถึงเรียกฤทธาวิเศษเจี้ยนเว่ยพอบรรลุถึงขั้นมนุษย์วิเศษหลากความรู้ความเข้าใจคล้ายปรากฏขึ้นมาด้วยตนเอง ดังนั้นเขาเริ่มทราบแล้วว่าในร่างของตนเองบรรจุสุดยอดพลังวิเศษเอาไว้
พลังนี้เขายังมิทราบว่ายิ่งใหญ่ปานใดแต่ก็พอทราบว่ายิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา เพราะฤทธาวิเศษนี้เองแปรเปลี่ยนให้ร่างกายของเขาเหนือล้ำผิดแผกแตกต่างจากมนุษย์ ทำให้เขามีพลังวัตรสูงล้ำลมปราณบริสุทธิ์ทั้งยังเสริมสร้างภูมิปณิธานและความคิดของเขาให้กว้างขวางขึ้นอีกด้วย แต่ประการเหล่านี้เป็นเพียงส่วนประโยชน์เล็กน้อยของพลังนี้ ดังนั้นพอเป็นที่คาดเดาได้ว่ามันไม่ธรรมดา
ตอนนี้เขาพอทราบเขาจึงเริ่มฝึกฝนพลังของฤทธาวิเศษการฝึกฝนพลังฤทธาวิเศษนี้เริ่มต้นด้วยการหายใจ ลมหายใจสูดกลิ่นอายของฟ้าดินเข้าไปกลิ่นอายของฟ้าดินนี้ปกติคนมิอาจรับไว้เพราะจับต้องมิได้สัมผัสไม่ถึง แต่เจี้ยนเว่ยแตกต่างเขาสัมผัสถึงจึงกระทำได้กลิ่นอายของฟ้าดินนี้สูงส่งดั่งปรากฏการณ์ของธรรมชาติ กลิ่นอายฟ้าดินนี้เป็นหนึ่งในพลังของจักรวาล พลังที่ลี้ลับแต่ไม่ธรรมดา