ครั้นเห็นม่านพลังบนท้องฟ้า เริ่มเกิดการปริแตก มีหนทางให้เขาหนี หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ เขาไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปอย่างแน่นอน ทำให้ราชาอมตะ ที่ต่อสู้พัวพันกันอยู่ต่างก็มีใบหน้ามืดครึ้ม แค่นเสียงสบถด่า หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อออกมาดังลั่น “เจ้า! เจ้า! ไอ้เวรตะไล”
ร่างที่พุ่งปราด หายวับออกไปเป็นทางยาว หัวเราะออกมาดังก้อง “ฮ่าๆ ไม่ช้า ตัวข้าจะกลับมาแก้แค้น ให้พวกเจ้าอย่างแน่นอน” ทันใดที่น้ำเสียงนั้นเอ่ยเสร็จสิ้น หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ พุ่งตรงดิ่งไปยังเขตม่านพลัง เกิดการปริแตกในทันที
ทว่าทันใด หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ ก็ต้องพลันใบหน้าแข็งค้าง เมื่อรับรู้ถึงความตาย อย่างหนัก จากทิศทางด้านหลังของเขา
พร้อมน้ำเสียงแข็งกร้าว เผยความเหี้ยมโหด ของอี้เฉิน ออกมาอย่างไม่มีปิดบัง “จะไม่มีใครได้ไปไหนทั้งนั้น!” ฉับพลันฝ่ามือของอี้เฉิน ชี้นิ้วออกมาเบื้องหน้า “จงกักขัง โซ่สวรรค์พันธนาการ” รอบทิศทางที่ หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ อยู่เต็มไปด้วยโซ่กฎเกณฑ์ แหวกท้องฟ้า พุ่งปราดเข้าไปตรึงร่าง หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ อย่างบ้าคลั่งในทันใด
แม้จะได้ยินเสียงโซ่ตรวนสีแดงฉาน ถูกกระชาก จนเกิดเสียงโซ่กฎเกณฑ์ ขาดสะบั้น ดังออกมาก้อง เคร้ง!! ตู้ม! ทว่าก็เพียงพอที่จะถ่วงเวลา หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง จนเขาต้องแค่นเสียงคำราม ออกมาด้วยความเจ็บแค้น มองเห็นทางหนีอยู่ตรงหน้า ตัวเขาแท้ๆ “ไม่! ไม่! ข้าจะมาหยุดอยู่ตรงนี้ไม่ได้ บัดซบเอ๊ย!”
อี้เฉินครั้นเอ่ยประโยค ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ลาขาดข้ากับเจ้า เราถือว่าผูกติดความแค้นกันมานาน วันนี้ข้าจะตัดความแค้น เหล่านั้นกับเจ้า ลงเสีย” ฉับพลันที่อี้เฉินหมุนโคจรฝ่ามือ วัฏจักรชีวิตและความตาย แผ่ซ่านกระจายออกมาอย่างหนัก ล้นทะลักทลายออกมาทั่ว
จนรู้สึกพลังชีวิตและความตาย มหาศาล โพยพุ่งขึ้นมาจากวงแหวนวัฏจักร มาลอยอยู่เบื้องหน้าอี้เฉิน ประหนึ่งว่าใจกลาง วงแหวนวัฏจักร มีสระน้ำธาราสองขั้วกว้างใหญ่ ราวหยินและหยาง ที่ไม่มีทาง ประสานเข้าหากันเป็นหนึ่ง
ทว่าเมื่อจ้องมองสระน้ำนั้นดี ดี พวกเขาจะเห็นหลัง ไหวๆ ของบางสิ่ง แม้แต่ หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ ยังรู้สึกถึงความตายอย่างหนัก จิตวิญญาณภายในร่าง กรีดร้องถึงอันตราย ฝีเท้าเขารีบขยับไหว คิดจะหนีหายจากไป ด้วยความร้อนรน “บัดซบ! บัดซบ!”
ทันใดที่อี้เฉินเอ่ยเสียงเหี้ยม แค่นเสียงฆ่า!!ดังออกมากู่ก้อง พร้อมชี้นิ้วมือ ออกไปเบื้องหน้า วัฏจักรที่เกิดสระน้ำ ธาราสองขั้ว ที่มีร่างไหวๆ ของบางสิ่ง จู่ๆ ก็พุ่งปราดตามการสั่งการของอี้เฉิน ออกมาสู่ครรลองสายตา เหล่าราชาอมตะ เสียงคำรามโฮก!! ของมังกรสีดำลวดลายขาว น่าคร้ามเกรง ดุดันแข็งกร้าว ดังออกมากึกก้อง พุ่งปราดทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เผยคมเขี้ยวของมันออกมากว้าง เขมือบ หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ เข้าปากไปในคำเดียว
โฮก!!
ก่อนมังกรตัวเขื่อง จะพุ่งทะยานขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า ส่งให้ม่านพลังในลักษณะถ้วยชามคว่ำ แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตา ภาพมังกร สีดำลวดลายขาว น่าคร้ามเกรง แหวกท้องฟ้า ระเบิดสวรรค์สุราลัยออกมาดังกึกก้อง สะเทือนก้องไปทั่วหล้า ต่างก็พาให้หัวใจ หมู่ชนที่จ้องมอง ตกหล่นไปอยู่ตาตุ่มทันใด
“ข้าไม่ได้ตาฝาด เห็นมังกร ตัวเขื่องหรอกนะ” แม้แต่เหล่าราชาอมตะชรา พวกเขายังมีใบหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ครั้นเห็นพลังที่ยิ่งใหญ่แหวกท้องฟ้า จนทั่วหล้าสั่นสะเทือนออกมาก้อง
ชายหนุ่มอนุชนกล่าวพูดขึ้นมา ด้วยความไม่อยากเชื่อ ชี้นิ้วมือ ออกไปบริเวณที่อี้เฉินอยู่ทันใด “ดูนั้นเร็วม่านพลังแตกแล้ว”
ท่ามกลางม่านฝนพิรุณโลหิต ของสวรรค์ร่ำไห้ เศร้าโศกเสียใจกับการจากไป ของเหล่าราชาอมตะ ที่ทยอยตายตก เผยให้เห็นเส้นผมสีขาวโพลนอี้เฉิน อาบย้อมไปด้วยโลหิต จนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
ภาพในครรลองสายตาหมู่ชน ต่างก็ไม่อยากเชื่อ ว่าอี้เฉินจะยังไม่ตายตก แถมยังเป็นตัวเขาเอง ที่ฆ่าสังหารราชาอมตะ ผู้หนึ่งลงไปได้
จะไม่ให้เหล่าราชาอมตะ บัดนี้ หวาดกลัวในตัวอี้เฉินได้อย่างไร ‘อี้เฉินเขาอายุเท่าใดกันเชียว ไม่ถึง100ปีเสียด้วยซ้ำ แต่เท้าข้างหนึ่งของอี้เฉิน กลับมาอยู่ในขั้น ราชันสวรรค์ มันเป็นความสำเร็จ รุ่งโรจน์แบบใดกันแน่ ที่ทำให้จักรพรรดิหนุ่ม มายืนอยู่จุดนี้ได้’
หลินเฟยห่างตาของนางไหววูบไม่น้อย ครั้นเห็นแผ่นหลังของอี้เฉินอีกครา นางจึงรีบปาดน้ำตาที่ห่างตา ของนางออกด้วยความยินดี
แม้แต่กลุ่มเพื่อนๆ มิตรสหายของอี้เฉิน ยังไม่มีใครเทียบชั้นกับเขาได้ เกรงว่าบัดนี้ อี้เฉินเขาคงจะอยู่ ระดับเดียวกับเหล่าชายแก่โบราณ เก่าคร่ำครึ พวกนั้นแล้วเป็นแน่
ด้านอี้เฉินที่เห็นภาพราชาอมตะ เฉินหนาน แห่งศาลายา ระเบิดตัวตาย ดังออกมากึกก้อง ตายตกติดๆ กัน ส่งให้ม่านพลังแตกเสียหายอย่างหนัก พังครืนลงมาจนไม่เหลือซาก ก่อนบรรพบุรุษ ทูจิ้ว ผู้มีฉายาอีแร้งทอง แห่งตำหนักภูต ที่บาดเจ็บหนัก จะได้โอกาสหลบหนี ฝ่าคลื่นพายุ ฝนตกที่บ้าคลั่ง แปลงกายกลับร่างสายเลือดดั้งเดิม บินทะยานหนีหาย ออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
ดวงตาอี้เฉินฉายอายสังหารเย็นวาบ ขึ้นมาจากดวงตาไม่น้อย ก่อนจะหันปรายตา กลับมามอง เหล่าผู้พิทักษ์ชรา ทั้ง4ที่บาดเจ็บหนัก เตรียมจะลงมือฆ่าสังหาร คนขององค์กรนักฆ่า ใบหน้าหญิงสาว ภายใต้ผ้าคลุมดำ ทำให้อี้เฉินตกใจไม่น้อย
จินซู บุตรสาวจวนอ๋องอู่ เหตุใดถึงกลายเป็นนางไปเสียได้ ถึงว่าในยามที่เขาไปเยือน จวนอ๋องอู่ ครานั้น รู้สึกถึงสายตาแปลกๆ ราวกับมีใครบางคน จ้องมองมา
ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยห้ามปราม เหล่าผู้พิทักษ์ชรา “พวกท่าน ปล่อยให้ข้าจัดการนางเอง” อย่างไรอี้เฉินก็ถือว่าเคยพูดคุย คบหาตัวนางเป็นมิตรสหายมาก่อน หวังว่าเขาจะพูดคุยเจรจากับนางได้
จินซู นางที่ได้ยินไม่ค่อยกล้าสู้หน้าอี้เฉิน ยามนี้เท่าใดนัก แม้แต่คำพูดยังติดอยู่ในลำคอ ก่อนจะถูกอี้เฉินเก็บตัวนาง เข้าไปภายในลูกบาศก์มิติ พร้อมน้ำเสียงอี้เฉิน เอ่ยเสียงเหี้ยมเตือน หญิงสาวเสียดแทง เข้าไปภายในโสตประสาท นาง “เจ้าอย่าทำอะไรสิ้นคิดเชียว จินซู เหมือนว่าข้ากับเจ้า เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
จินซู นางเม้มริมฝีปากของนางไว้จนแน่น ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมายาว เมื่อได้ยินน้ำเสียง ที่จริงจังของอี้เฉินเอ่ยเตือนออกมาอีกครา
อี้เฉินครั้นสงบจิตสงบใจได้ เขาเอ่ยสั่งการ ผู้พิทักษ์ชราทั้ง4ในทันที “พวกท่านแบ่งกันไปจัดการ สำนักเทพ สำนักศาลายา รวบรวมสมุนไพร วิชาล้ำค่ามาให้หมด ของส่วนหนึ่ง ข้าจะยกมันให้พวกท่าน ถือว่าเป็นของกำนัลศึก อย่างไรฝากท่านจัดการด้วยแล้วกัน”
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลอี้ เอ่ยไต่ถามอี้เฉินออกมา ด้วยความเป็นห่วง “จักรพรรดิอี้เฉิน แล้วเจ้าจะไปที่ไหนเช่นนั้นหรือ”
ดวงตาอี้เฉินประกายอายสังหาร มองไปทิศทางตำหนักภูต เอ่ยเสียงเหี้ยมออกมา “ข้าจะไปจัดการ บรรพบุรุษ ทูจิ้ว ผู้มีฉายาอีแร้งทอง แห่งตำหนักภูตเอง ...พวกท่านรีบไปเถอะ การต่อสู้ของพวกท่าน น่าจะไม่ยากเย็นนัก หากปล่อยให้พวกสำนักใหญ่รวมตัว เกรงว่าเดี๋ยวจะเกิดเรื่องยุ่งยากเอาในภายหลัง
ชายแก่ที่เห็นสายตามุ่งมั่น จะฆ่าสังหารของอี้เฉิน พวกเขาได้แต่พยักหน้ารับคำ “อืมๆ เช่นนั้นเจ้าระวัง ตัวด้วยจักรพรรดิอี้เฉิน” ก่อนเสียงฝีเท้าฝึบ!! ชายแก่ จะหายออกไป ราวกับร่างเงาของภูตพราย ทับซ่อนออกไปเป็นทางยาว
รอบบริเวณ ที่เต็มไปด้วยปราณพลังปั่นป่วน พร้อมสนามประลองกลางน้ำ ที่เหลือแต่เศษซาก บัดนี้หลงเหลือเพียง อี้เฉินเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ยืนอยู่เพียงลำพัง
ครั้นอี้เฉินหันปรายตาไปมอง เหล่ามิตรสหาย บอกกล่าวสิ่งที่เขาเริ่มให้มันจบ สีหน้าของหลายๆ คน มีความกังวลขึ้นมาอยู่ในกรอบสายตา โดยเฉพาะหลินเฟย ภายในกรอบสายตานาง แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วง จนเอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่งามของหลินเฟย
อี้เฉินคลี่ยิ้มออกมากว้าง ครั้นโบกฝ่ามือให้เหล่ามิตรสหาย ร่างเขาหายวับ เต็มไปด้วยร่างเงาทับซ้อน สืบฝีเท้าไปด้วยตัวคนเดียวในทันใด
โม่กวาง ซีเผิง พวกเขาต่างก็รับรู้ถึงความอ่อนด้อย ของตนเอง พอจะรับรู้เหตุใดอี้เฉิน ไม่พาพวกเขาไปด้วย บัดนี้พวกเขาติดอยู่ในขั้น ครึ่งก้าวเซียนสวรรค์มานานหลายปี ก็ไม่อาจข้ามผ่าน ขั้นเซียนสวรรค์แท้จริงได้ ติดอยู่ภายใต้คำสาปที่บอกว่า คนดินแดนเทพไม่อาจข้ามผ่าน ขั้นเซียนสวรรค์ก่อนอายุ150ปี มีเพียงอี้เฉินเท่านั้น ที่ไม่โดนคำสาปนี้เช่นนั้นหรือ พวกเขาต่างก็ไม่คิดจะยอมแพ้อี้เฉิน สายตาเต็มเปี่ยม ไปด้วยความมุ่งมั่น ที่จะกลับไปตั้งใจปิดขั้นพลังอีกครา